ค้นหา

What is Thailand Exit Strategy from Lockdown?

อัพเดตเมื่อ: เม.ย. 23


รายการCEO Talk พลิกวิกฤต ตอนที่3  

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน 2563 เวลา 14.00 – 15.00น.


คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร - ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย คุณอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล - นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย

ผู้ดำเนินรายการ - ดร.ณัฐวุฒิกุลนิเทศ CEO, ADGES และที่ปรึกษาชมรม HCMสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย

ขณะนี้ในหลายประเทศที่การแพร่ระบาดเชื้อโควิท-19 เริ่มลดลง ได้มีการเตรียมพร้อมในการปลดล๊อค หรือผ่อนคลายมาตรการต่างๆ กันแล้ว สำหรับไทยหลังจากวิกฤตโควิท-19 กลยุทธ์หรือทางออกของประเทศโดยเฉพาะภาคตลาดทุนไทย ควรเป็นไปในทิศทางใด และภาคตลาดทุนได้เสนอแนวทางเพื่อเตรียมการอย่างไรบ้าง


คุณไพบูลย์: จากที่ได้เข้าร่วมประชุมที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติวันนี้ อยากให้แชร์ถึงประเด็นที่ได้พูดคุย อะไรคือความคาดหวังในการนำเสนอแนวนโยบาย และผลตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง


การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งแรกที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีดำริแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชน 1 คณะ ประกอบไปด้วย สภาธุรกิจหลายประเภท รวมทั้งสภาที่อยู่ในภาคตลาดทุนเอง เช่น สภาอุตสาหรรม สภาหอการค้า สมาคมธนาคาร และอื่นๆ จากภาคเอกชนประมาณ10 องค์กร เป็นการประชุมหารือและรับฟังข้อคิดเห็น ถึงมาตรการหลักๆ ที่รัฐได้ออกมาเยียวยาแล้วทั้ง 3 ชุด ว่าดีพอหรือยัง และมาตรการอะไรที่จำเป็นต้องดำเนินการต่อไป โดยภาคเอกชนส่วนใหญ่เห็นว่ามาตรการเยียวยาต่างๆ ของรัฐ ถือว่ามาถูกทางแล้ว แต่อาจจะยังไม่พอในบางจุด โดยเฉพาะจะทำอย่างไรให้การเลิกจ้างงานเกิดขึ้นน้อยที่สุด ให้สามารถรักษาบุคลากรของตัวเองไว้ได้โดยไม่จำเป็นต้องเลิกจ้าง เช่น อาจจะเป็นการให้เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนของพนักงาน เป็นต้น


เป็นเพียงการพูดคุยและรับเป็นข้อเสนอเบื้องตัน ซึ่งทางเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะได้นำเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป นอกจากนี้ ได้มีการพูดในประเด็นอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งน่าได้รับผลกระทบมากที่สุด และดูว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ช้าที่สุด ส่วนภาคตลาดทุนเอง ได้เสนอการยกระดับและการอำนวยความสะดวกให้สามารถทำธุรกรรมต่างๆ หรือทำงานผ่านช่องทาง Digital ได้สะดวกขึ้นและถูกกฎหมายมากขึ้น เช่น การนัดประชุมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ จากที่มีข้อบังคับว่าหากคณะกรรมการไม่ได้อยู่ในสถานที่เดียวกันครบ 1 ใน 3 ขององค์ประชุมถือว่าผิดกฎหมาย เป็นต้น ซึ่งถือว่าไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในช่วงนี้ เพราะการที่จะให้กรรมการจำนวน 1 ใน 3 มานั่งประชุมที่เดียวกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐในเรื่อง Social Distancing อีกทั้งกรรมการต่างชาติที่ไม่สามารถเดินทางเข้ามายังประเทศไทยได้ อยากให้ปลดล๊อคให้สามารถร่วมประชุมและนับเป็นองค์ประชุมได้โดยการโทรศัพท์เข้ามา หรือผ่าน VDO Conference และสามารถออกเสียงได้


อีกประเด็นที่ทางตลาดทุนได้นำเสนอคือเรื่อง พ.ร.บ. ข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Privacy Law ที่จากเดิมจะมีผลบังคับใช้ในเดือนหน้า และเป็นกฎหมายอาญาด้วย เราเสนอว่าเวลานี้คงไม่ใช่เวลาที่ต้องเร่งทำเรื่องนี้ เพราะมีเรื่องเร่งด่วนอย่างอื่นที่ต้องดำเนินการ อีกทั้งหลายๆ องค์กรโดยเฉพาะสถาบันการเงินต่างๆ ที่เป็นเจ้าของข้อมูลคงไม่สามารถดำเนินการตาม (comply) ได้ในช่วงนี้ ส่วนเรื่องสุดท้ายที่นำเสนอในที่ประชุม คือเรื่อง Exit Strategy from the Lockdown ถึงแม้จะดูเร็วไปที่จะพูดถึงเรื่องการปลดล๊อคหรือยกเลิกมาตรการต่างๆ ตอนนี้ แต่เมื่อถึงเวลาอันสมควรจริงๆ จะพิจารณาและวางแนวทางว่าจะเปิดประเทศอย่างไรให้มีผลกระทบน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดความโกลาหลเกินไป หรือไม่ให้เกิดการระบาดรอบสอง หรือถ้าเกิดก็ให้น้อยที่สุด เพราะยิ่งเราเปิดได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งจะทำให้ภาระของรัฐบาลน้อยลง โดยอาจจะปรับใช้แนวทางของจีนที่นำเทคโนโลยีมาเพื่อการคัดกรองคน (screening) และติดตาม (contact tracing) เช่น จีนเปิดเมืองอู่ฮั่น และได้มีการใช้ Application ซึ่งแสดงข้อมูลว่าบุคคลนั้นมีการเดินทาง หรือไปอยู่ที่ไหนมาบ้าง โดยใช้ GPS Location บันทึก หรือเรียกว่าเป็น contact tracing


อยากจะให้เรารีบทำเรื่องนี้ไว้ก่อนที่เราจะปลดล๊อคทุกอย่าง ให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณการพัฒนา Application ในลักษณะนี้ และให้ประชาชนทุกคน download เพื่อติดตามและบันทึกความเคลื่อนไหว ซึ่งหากเมื่อบุคคลคนนั้นติดเชื้อโควิท-19 ขึ้นมา ระบบจะแจ้งเตือนไปยังคนอื่นที่อยู่ใกล้เราในช่วง 14 วันที่ผ่านมาให้รับรู้ข้อมูลการแจ้งเตือนต่างๆ อย่างรวดเร็ว และจีนยังมี Application อื่นเพิ่ม เช่น Personal Identity App เป็นข้อมูลส่วนตัวว่าบุคคลนั้นอยู่ในกลุ่มเสี่ยงประเภทไหน โดยจะแสดงผลด้วยสี เช่น สีเขียว คือสะอาด ปลอดเชื้อ สามารถผ่านเข้า-ออก และโดยสารรถสาธารณะได้ ถ้าเป็นสีเหลือง เป็นกลุ่มที่อยู่ระหว่างการกักตัวเอง ห้ามใช้บริการสาธารณะต่างๆ ถ้าสีแดง เป็นคนที่ติดเชื้อและต้องอยู่โรงพยาบาล เป็นต้น ถ้าเราเตรียมระบบต่างๆ เหล่านี้ให้พร้อมก่อนการเปิดประเทศอีกครั้ง จะทำให้เราสบายใจและ มั่นใจได้ในระดับหนึ่ง ว่าถ้าหากจะมีการระบาดรอบสองเกิดขึ้นอีกครั้งก็จะไม่รุนแรง


นอกจากนี้ เราต้องมาพิจารณาถึงความจำเป็นว่าควรเปิด sector ไหนก่อน เพราะไม่ควรเปิดพร้อมกัน ซึ่ง sector ที่ยังมีความเสี่ยงอยู่อาจจะต้องชะลอไว้ก่อน เปิดเฉพาะที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด ข้อดีของการทะยอยเปิดคือรัฐเองก็จะได้ประหยัดงบประมาณในส่วนที่นำไปช่วยเหลือ เช่น จากให้เงินช่วยเหลือ 6 เดือน ก็อาจจะสั้นลงถ้าคนกลับไปทำงานได้เร็วขึ้น ทำให้รัฐสามารถนำงบที่เหลือนั้นไปช่วยเหลือเยียวยาส่วนที่ยังต้องปิดอยู่ เช่น ภาคการท่องเที่ยว เป็นต้น ส่วนมาตรการดีๆ อย่าง Social Distancing ก็ยังต้องสนับสนุนให้ทำต่อไป อย่างเช่นจีนเปิดห้างสรรพสินค้าแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะกำหนดจำนวนลูกค้าที่เข้าไปซื้อของต่อครั้ง ซึ่งช่วงแรกๆ นั้นจีนเองเปิดทั้งหมด เช่น โรงหนัง โรงละคร และไม่จำกัดจำนวนคนเลย แต่เมื่อเห็นว่าจะเป็นการเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อระลอกใหม่ จึงมีมาตรการต่างๆ ตามมา ที่สำคัญอีกอย่างคือการใส่หน้ากากเมื่อต้องออกไปข้างนอก ถือเป็นกฎหมายที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม อย่างน้อยก็ช่วงเวลานี้

คุณอรนุช: ในฐานะที่เป็นนายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย วิกฤติครั้งนี้ เมื่อเปรียบกับวิกฤติครั้งก่อน มองว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นมีความแตกต่างกันอย่างไร เราควรจะแก้อย่างไร อะไรที่ใช้ได้ผลในอดีต แต่อาจจะใช้ไม่ได้แล้วในปัจจุบัน เราต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง


วิกฤตที่เกิดขึ้นในอดีตเกิดจาการหยุดชะงักของกลไกบางตัวในระบบเศรษฐกิจ นั่นคือ ตลาดเงิน และตลาดทุน ทำให้การลงทุนเป็นไปได้ยาก รวมทั้งราคาทรัพย์สินภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เฟ้อ แตกต่างกับวิกฤตในครั้งนี้ เพราะเกิดจากโรคระบาดซึ่งไม่ใช่ความผิดของใคร ระบบยังคงเดินไปอย่างปกติ แต่เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นมา ทำให้คนต้องอยู่บ้าน มีคนติดเชื้อ กิจกรรมต่างๆ ต้องหยุดชะงัก การใช้จ่ายชะลอลง แต่กลไกต่างๆ ยังอยู่ เพียงแต่รอวันที่เมื่อการระบาดของโรคนั้นหายไป กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ก็จะค่อยๆ กลับมา แต่ตอนนี้เราต้องพยุงกลไกเหล่านี้ไปก่อน ให้ผ่านพ้นช่วงนี้ให้ได้ เพราะถ้าเราไม่ช่วยกันพยุง อาจทำให้กลไกหยุดชะงักก่อนที่เราจะกลับมาฟื้นตัวก็เป็นได้ ดังนั้น สิ่งที่อยากเห็นหลักๆ ได้แก่


  1. มาตรการการช่วยเหลือของรัฐ ต้องช่วยเหลือทั่วถึงทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ เพื่อรักษากลไกของเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนให้ดำเนินต่อไปได้ เมื่อกิจกรรมค่อยๆ ทยอยกลับมาเข้ามา มีอุปสงค์เกิดขึ้น อุปทานก็จะเกิดขึ้นตามมา เกิดการลงทุน ผลักดัน และส่งมอบได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การช่วยเหลือเยียวยา การดูแลต่างๆ ต้องให้ครอบคลุม โดยเฉพาะสภาพคล่องของภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก กลาง หรือขนาดใหญ่ หรือเรียกได้ว่าฝนตกทั่วฟ้า ถ้ารัฐดูและทุกภาคส่วนอย่างครบถ้วนทั้งสภาพคล่องในตลาดเงิน ตลาดทุน แรงงาน ให้ยังสามารถเคลื่อนไปด้วยกันได้ เมื่อการระบาดของโรคลดลงหรือหมดไป กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะค่อยๆ กลับเข้ามาสู่ภาวะสมดุลย์และเป็นปรกติ ในขณะเดียวกัน บริษัทต่างๆ เองต้องก็ต้องปรับตัวเองด้วย ต้องดูแลตัวเองและทำให้ตัวเองให้เบามากที่สุด จะเห็นได้ว่าการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันในโลกโลกาภิวัฒน์ ภาคการตลาดเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกันเป็นภาคเดียว เมื่อเกิดผลกระทบขึ้นจะเป็นเหมือนคลื่นใหญ่ในมหาสมุทร เหมือนสึนามิ ดังนั้น การแปรปรวนหรือการผันผวน (volatility) ในภาคเศรษฐกิจมีสูงมาก ภาคธุรกิจต้องปรับตัวให้มีความยืดหยุ่นมากพอ และเมื่อเหตุการคลี่คลายลง เราต้องกลับมาให้เร็วเพื่อคว้าโอกาสนั้น

  2. การรักษาขวัญ และกำลังใจ (Morale) ของพนักงาน เช่น ให้การฝึกอบรบอย่างต่อเนื่อง ให้มีกิจกรรมทำและให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง เมื่อธุรกิจกลับมา แรงงานเหล่านี้ยังมีกำลังใจและพร้อมทำงานอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง

  3. การพัฒนานวัตกรรม เนื่องจากโลกปัจจุบันนี้เป็นโลกของเทคโนโลยี ถึงเวลาแล้วที่ทุกองค์กรต้องเร่งมือพัฒนา เพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้รวดเร็วจะทำให้สามารถต่อโอกาสให้กับธุรกิจให้ดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง รวมทั้งรูปแบบของการดำเนินงานควรต้องปรับใช้ประโยชน์ของ เทคโนโลยีให้เอื้อกับการทำงานในปัจจุบันให้มากที่สุด เช่น E-meeting, E-Proxy เป็นต้น

  4. การเข้าใจสังคม เพราะปัจจุบันนี้ กิจกรรมและสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมสามารถเข้าถึงกันได้รวดเร็วมาก เมื่อเรารู้ความต้องการของสังคมว่าตอนนี้คนในสังคมต้องการอะไร และถ้าเราสามารถสนองต่อความต้องการของสังคมได้อย่างรวดเร็ว จะทำให้เราปรับตัวและกลับมาดำเนิธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และธุรกิจจะสามารถคงอยู่ (sustain) และเติบโตได้อย่างมั่นคง


คุณไพบูลย์: อยากให้ช่วย update เพิ่มเติมจากที่ได้เข้าร่วมประชุมที่สภาพัฒน์วันนี้ และสถานการณ์ของตลาดทุน ณ ปัจจุบันนี้


ท่านนายกฯ อยากให้ภาครัฐและภาคเอกชนได้พูดคุยกันลักษณะเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ซึ่งก็น่าจะจัดการประชุมทุกสัปดาห์ และวันนี้ที่ประชุมก็ได้มีการจัดตั้งกลุ่มย่อยที่จะไปดูแลและติดตามในแต่ละประเด็น เช่น การช่วยเหลือ SME การใช้ Digital เข้ามาอำนวยความสะดวกเพื่อให้ทุกอย่างดีขึ้น การทำ Exit Strategy from the Lockdown หรือการเปิดเศรษฐกิจใหม่อีกครั้ง การปล่อย Soft Loan ให้กับ SME ต่างๆและประเด็นของด้านตลาดการเงิน เป็นต้น และจะทยอยนำเสนอข้อหารือต่างๆ ไปยังภาครัฐต่อไป


ส่วนในด้านของตลาดทุน ถ้าจะพูดถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เกิดในช่วงนี้ ถือว่าน่าเป็นห่วงมาก การฟื้นตัวอาจจะเกิดขึ้นค่อนข้างช้า ไม่น่าจะเป็น V-Shape Recovery ได้ นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกเองก็มองว่าการฟื้นตัวน่าจะเป็บแบบ U-Shape มากกว่า และยังไม่รูว่าจะเป็น U แบบอยู่ข้างล่างนานแค่ไหน เพราะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา หลายอย่างน่าจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนอย่างถาวร หรือเกิด New Normal ซึ่งจะกระทบกับหลายธุรกิจ และจะเกิดขึ้นเร็ว บางคนก็จะได้ประโยชน์ เช่น ธุรกิจออนไลน์ต่างๆ ส่วนบางคนก็จะเสียประโยชน์ และต้องใช้เวลาในการปรับนานหน่อย วันนี้มาตรการต่างๆ ที่ของภาครัฐที่ผ่านมา เป็นมาตรการเยียวยาเกือบทั้งหมด เพื่อแก้ปัญหาทางด้าน Demand shock เช่น ใช้เม็ดเงินเข้ามาประคับประคอง SME แต่เมื่อเราเริ่มกลับไปเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง เราจำเป็นที่จะต้องมีเม็ดเงินอีกก้อนเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ (Demand)


ดังนั้น จึงอยากให้ภาครัฐเริ่มวางแผนถึงในระยะต่อไปเมื่อเศรษฐกิจเริ่มกลับมาเปิดได้อีกครั้งและสามารถควบคุมการระบาดได้ในระดับหนึ่ง รัฐจะกระตุ้นความต้องการทางเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง ซึ่งโจทย์ของไทยอาจจะยากขึ้นกว่าหลายๆ ประเทศ เพราะเราพึ่งพาการส่งออก และการท่องเที่ยวสูงมาโดยตลอด วันนี้ เรารู้ว่าภาคท่องเที่ยวน่าจะใช้เวลานานในการฟื้นตัว คงไม่ไปสู่ระดับเดิมหรืออาจจะต้องใช้เวลากว่าจะสามารถกลับไปอยู่ระดับเดิมได้ ส่วนภาคการส่งออกเองคงต้องใช้เวลาเช่นกัน เพราะ Global Demand ลงลด และจากที่ WTO ได้มีการ forecast ไว้ มองว่า Global Trade ปีนี้น่าจะลดลงประมาณ13% - 30% ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นเรื่องที่รุนแรงมาก มาตรการที่รัฐทำอยู่ยังไม่ได้พูดถึงการกลับไปเปิดเศรษฐกิจอีกครั้งหรือการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการกู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาทนั้นเป็นการกู้ยืมที่แตะระดับวินัยทางการคลังที่ 50 ปลายๆ ของ GDP แล้ว ซึ่งวินัยทางการคลังของประเทศที่ตั้งไว้นั้นไม่ควรเกิน 60% ของ GDP จะเห็นว่าจะเหลือเม็ดเงินน้อยมากที่จะนำมากระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากนี้ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญต่อไปของรัฐบาลอย่างหนึ่งว่าจะทำอย่างไรที่ความต้องการภายในประเทศจะสามารถทดแทนความต้องการจากต่างประเทศให้ได้มากที่สุด

คุณอรนุชได้กล่าวเสริมว่า เข้าใจว่าภาพของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้น่ากลัว หลายคนคาดการณ์ว่าจะกระทบถึงปลายปีหน้าด้วยซ้ำ แต่ในแง่ของการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมต่างๆ ถ้าเรามองในแง่ดี ก็จะเห็นว่าสิ่งนี้จะกระตุ้นให้คนปรับตัว เข้าใจ และเข้าถึง Digital มากขึ้น หัวใจหลักขึ้นอยู่กับว่าองค์กรจะสามารถปรับตัวได้มากน้อยแค่ไหน ให้มองว่าในทุกวิกฤตนั้นมีเป็นโอกาสเสมอ ให้เห็นว่าโอกาสนั้นคืออะไร โดยเฉพาะในโลกของ Digital ที่ไม่มีพรมแดนซึ่งการเข้าถึงก็จะง่ายขึ้น และ Digital กับ Logistics จะต้องไปด้วยกัน ถ้าเรามี Product ที่เสริมเข้าไปได้ถูกต้องและในเวลาที่เหมาะสม ธุรกิจก็จะกลับมาได้ อยากให้ภาคเอกชนเน้นการพัฒนาในนวัฒกรรมให้มาก ส่วนในเรื่องของการส่งออกนั้น อาจจะมีจุดดีตรงที่ค่าเงินบาทเราอ่อนลงในปัจจุบัน และประเทศไทยเราส่งออกอาหารจำนวนมาก เมื่อโลกยังต้องการอาหาร เราก็ยังมีโอกาส แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ซื้อ หรือ Demand ใหม่ ๆ อาจจะถึงเวลาที่เราต้องศึกษาถึงโอกาสข้างหน้า ให้เข้าใจถึงพฤติกรรมและรูปแบบธุรกิจที่จะเปลี่ยนไป เราจะปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอย่างไร ไม่อยากให้ทิ้งโอกาศและมองเห็นแต่ปัญหา บางทีอาจจำเป็นจะต้องปรับโครงสร้าง เนื่องจากเมื่อเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสทำให้โครงสร้างเดิมหลายๆ อย่างเกิดการปรับเปลี่ยน โดยส่วนตัวเชื่อว่าเราจะทำได้ และจะปรับตัวให้แข็งแรงขึ้นเพื่อพร้อมรับกับพฤติกรรมใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ขณะนี้ทางภาครัฐเองก็ฟังเอกชนมากขึ้น ได้เข้าถึงกันและมีการพูดคุยกันมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เราสามารถช่วยพลิกฟื้นประเทศได้เร็วยิ่งขึ้น

คุณไพบูลย์: เห็นว่า Sector ไหนควรได้รับการเปิดก่อน


ถ้าเรามองตัวอย่างจากจีน ตอนแรกก็ดูเหมือนจะเปิดทั้งหมด แต่พอเห็นว่าบาง sector หรือบางกิจกรรมที่เป็นการรวมตัวของคนจำนวนมากเกินไปก็เริ่มจำกัด และมีมาตรการอื่นๆ ตามมา จะเห็นว่า sector ที่เกี่ยว ข้องกับปัจจัยสี่นั้นควรต้องเปิดก่อน น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและจะได้ผ่อนเบาได้ ส่วน sector อื่นที่เป็นการรวมตัวของคนจำนวนมากในสถานที่แออัด อาจจะต้องให้เปิดช่วงท้ายๆ เช่น ผับ คอนเสิร์ต สถานบันเทิง หรือกีฬาต่างๆ ส่วนธุรกิจที่ให้เปิดได้ เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านค้าต่างๆ ควรต้องมีการตั้งกฎกติกาเข้ามากำกับมากขึ้น เช่น การวัดไข้ก่อนเข้า และถ้าสามารถพัฒนาให้มี Application ประจำตัวที่จะบอกได้ว่าเราเป็นกลุ่มเสี่ยงกลุ่มไหน อย่างเช่นที่เมืองอู่ฮั่น ก่อนจะเข้าร้านต่างๆ ต้องแสดง App ประจำตัวบนมือถือนี้ ถ้าเป็นสีเขียว คือเป็นกลุ่มที่ผ่านตลอดได้ เพราะปลอดภัย เป็นต้น ซึ่งมาตรการเหล่านี้เองจะสร้างความอุ่นใจกับธุรกิจที่เราอนุญาตให้เปิด การเปิดเศรษฐกิจยิ่งเปิดได้มากยิ่งดี ทำให้เศรษฐกิจกลับไปสู่สภาพที่ดี แต่จะต้องมีมาตรการรองรับที่ชัดเจน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับการแพร่ระบาดอีกครั้ง ส่วนธุรกิจที่ยังไม่สามารถให้เปิดได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งต้องนำงบประมาณที่เตรียมไว้ให้กับธุรกิจที่สามารถเปิดได้แล้วให้นำมาช่วยเหลือเยียวยาธุรกิจที่ยังไม่สามารถอนุญาตให้เปิดได้

คุณอรนุช: องค์กรควรต้องเตรียมตัวรับมือในช่วงสถานการณ์นี้อย่างไร


อยากให้รักษาพฤติกรรม และจิตสำนึกในการอยู่ห่างกันเช่นนี้ไปก่อน ทั้งการใส่หน้ากากอนามัย การไปทำงาน การปรับตารางงาน หากมีการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจขึ้นมา ก็จะเป็นการค่อยๆ ทยอยเปิด ไม่สามารถเปิดพร้อมกันได้ทั้งหมดทันที เพราะจะเสี่ยงต่อการกลับมาแพร่ระบาดอีกครั้ง และถ้ามี App อย่างที่คุณไพบูลย์ได้แนะนำ ก็จะช่วยได้มาก ถ้าเราสามารถรู้ข้อมูลของแต่ละคนได้ว่าใครไปไหนมาบ้าง และปัจจุบันอยู่ในกลุ่มเสี่ยงกลุ่มไหน เพิ่มการบริหารจัดการตรงนี้ให้ดีขึ้น เราก็จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น ส่วนเรื่องเศรษฐกิจ อาจจะยังไม่กลับมาเร็วโดยทันที เมื่อเราค่อยๆ ปรับกลับมา เราต้องมีสติ และมีข้อมูลพอสมควร เข้าใจการปรับเปลี่ยนของพฤติกรรม ต้องมีข้อมูลของตลาดมากขึ้น เร่งสร้างนวัตกรรม สร้างกำลังใจให้กับพนักงาน สร้างความรู้ หรือจิตสำนึกถึงความเสี่ยงในรูปแบบใหม่ๆ ที่มีความแปรปรวนสูง ดังนั้น เราต้องปรับตัวให้มีความยืดหยุ่นให้ได้ ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในภาวะเช่นนี้


และเมื่อถึงเวลาที่รัฐอนุญาตให้กลับมาเปิดธุรกิจได้อีกครั้ง เราต้องค่อยๆ เปิดตัวเองอย่างระมัดระวัง โดยดูถึงส่วนงานที่จำเป็นก่อน ดูถึงความต้องการของตลาดที่เริ่มกลับมา ดูช่องทางที่เราจะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ และค่อยๆ ปรับตัวกลับมาโดยรักษาความยืดหยุ่นของเราไว้ ให้สามารถค่อยๆ ปรับตัวเอง ปรับจุดทุนของเราให้ขึ้นลงตามความแปรปรวนของเศรษฐกิจและทันต่อเหตุการณ์ให้ได้มากขึ้น และ Digital Technology จะมีผลอย่างมาก เราจำเป็นต้องเข้าใจตลาด Digital ให้มากขึ้น อยากให้ทุกคนนึกเสมอว่าเราจะระวังตัวอย่างไร เพื่อจะให้โรคระบาดนี้ไม่รุนแรงอีกต่อไป หรือหายไปจนเราสามารถกลับมาใช้วิตที่ปกติได้ จะต้องไม่เร่งเปิดเพราะการรีบเร่งเปิดจะทำให้คนเราลืมสิ่งนี้ ไม่ระมัดระวังและไม่ป้องกัน เพราะเราไม่ต้องการให้มีการระบาดอีกครั้ง เราต้องการให้จบในรอบเดียว ดังนั้น การระมัดระวัง และการเตรียมพร้อมเป็นสิ่งสำคัญ รวมทั้งการปลูกจิตสำนึกในเรื่องความเสี่ยง และการระวังภัยต่างๆ

คุณไพบูลย์: เห็นว่าองค์กรจำเป็นต้องมองดูอะไรเป็นพิเศษในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือเพิ่มสภาพคล่องอย่างไรบ้าง


จากที่มาตรการต่างๆ ของภาครัฐที่ได้ออกมานั้น ยังมีความเป็นห่วงจำเป็นต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง อยากให้ภาครัฐเองมีความยืดหยุ่น เช่น กฎเกณฑ์ พระราชกำหนดต่างๆ โดยเฉพาะมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะสนับสนุนเงินกู้ให้ภาค SME จำนวน 5 แสนล้าน และโครงการสนันสนุนซื้อหุ้นกู้ของเอกชน จำนวน 4 แสนล้าน ในปัจจุบัน ถึงแม้พระราชกำหนดยังไม่ออกมา แต่เท่าที่ได้หารือกันก็เห็นว่ากฎเกณฑ์ที่จะออกมาอาจจะปฏิบัติได้ค่อนข้างยาก อาจจะทำให้การใช้เงินไม่เกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นได้น้อย ซึ่งการที่มีนโยบายหรือมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่อยากให้กฎเกณฑ์ต่างๆ นำไปใช้ได้จริง และอะลุ่มอล่วยพอที่จะให้ธุรกิจที่กำลังประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้สามารถเข้าถึงเงินที่ได้เตรียมไว้ โดยไม่ยากมากจนทำให้ไม่เกิดขึ้น และไม่ได้รับการเยียวยาอย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหายังไม่ตรงจุดหรือไม่เกิดขึ้น จะทำให้เรากลับไปสู่วังวนเดิม จึงอยากให้ภาครัฐพิจารณาเม็ดเงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท ในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 3 ที่กำลังจะมาถึงให้สามารถนำไปปฏิบัติได้ และให้ SME สามารถเข้าถึงได้อย่างแท้จริง



ถอดความโดย: ADGES Co., Ltd.

ดู 125 ครั้ง

© 2020 by ADGES