Strong อย่างมีสติ ฉบับผู้ปกครอง




สนทนาธรรมกับท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ “หมอเพื่อน พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี” รองอันดับหนึ่งนางสาวไทย ประจำปี 2009 ที่ปัจจุบันหันหลังให้วงการบันเทิงไปทำหน้าที่แพทย์เต็มตัว


ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


ก่อนที่เด็กๆ จะต้องกลับไปเรียนที่โรงเรียนหลังจากที่เผชิญกับโควิด-19 มาได้สักพักใหญ่ จากนี้ควรมีวิธีการเตรียมตัวทั้งทางกายและใจอย่างไร ทั้งสำหรับเด็กๆ และผู้ปกครอง ลองมาฟังคำแนะนำจาก “หมอเพื่อน พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี” ผู้อำนวยการศูนย์พรีเมียร์ไลฟ์เซ็นเตอร์ รพ.พญาไท 2 ที่พร้อมมาแลกเปลี่ยนกับแม่ชีศันสนีย์


อัพเดทสถานการณ์โควิด-19 ปัจจุบัน


พญ.กอบกุลยา


หลังจากที่ได้ลงตรวจ Hospitel หรือโรงแรมกึ่งโรงพยาบาลที่ให้คนแอดมิทพบว่าเริ่มมีจำนวนคนไข้เริ่มน้อยลงแล้ว รวมถึงจำนวนผู้ป่วยหลักที่ติดโควิด-19 ก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ สำหรับคนไข้เด็กที่ติดโควิด-19 ที่อยู่ในความดูแลของแพทย์อยู่ที่ 5-10% ซึ่งตรงกับตัวเลขค่าเฉลี่ยของประเทศไทยซึ่งอยู่ที่ 13% โดยปกติเวลาเป็นเคสเด็ก คุณหมอก็จะพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพราะคนที่มาดูแลส่วนใหญ่คือคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องดูว่าจะติดโควิด-19 ด้วยหรือไม่ ซึ่งคนที่มาดูแลก็ต้องเป็นคนที่แข็งแรง ไม่ได้มีโรคประจำตัว อีกทั้งเวลาให้ยาสำหรับเด็กปกติก็จะไม่เหมือนผู้ใหญ่อยู่แล้ว ต้องมีการคิดคำนวณต้องเป็นซีซีตามน้ำหนักเท่านั้น


แต่สิ่งที่ต้องระวังคือเรื่องการลงปอด ซึ่งเปอร์เซ็นต์ที่จะลงปอดเด็กมีน้อยมากเพียง 5-10% ขณะที่ 80% เป็นการติดโควิด-19 ที่ไม่มีอาการ แต่พอไป Swap แล้วเจอว่าเป็นมากกว่า เพราะฉะนั้นอาการของเด็กค่อนข้างจะเป็นน้อยกว่าผู้ใหญ่และไม่รุนแรงเท่า ถึงลงปอดแต่เด็กๆ ที่อายุมากกว่า 2 ขวบขึ้นไปมักจะแอ็คทีฟ วิ่งเล่น ทานข้าวได้


เด็กติดโควิด-19 แต่คุณพ่อคุณแม่มักจะเอาจิตตัวเองไปห่วงลูกมากกว่า


แม่ชีศันสนีย์


เด็กเขาจะมีพลังของเขาอยู่ ถ้าเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเจ็บป่วยของเขา แต่เราให้ความสำคัญกับการเผาผลาญพลังงาน เด็กก็จะมีเซลล์ในร่างกายของเขาที่แข็งแรงพอ ซึ่งความจริงเด็กไม่รู้ว่าป่วย

คืออะไร แต่เขาเพียงรู้แค่ว่าไม่สบายกาย ถ้าเล่นได้อยู่เขาก็จะเล่น นอน ฉะนั้นพ่อแม่ก็ต้องเฝ้าสังเกตอาการของเขาตามที่เขาเป็น ถ้าผู้ใหญ่บอกโควิด-19 เป็นเรื่องที่ยากหรือไม่ควรเป็น ผู้ใหญ่จึงมีความกังวลเรื่องนี้มากหน่อย แต่ถ้าเรามีความรู้วิธีการจัดการกับโควิดและเฝ้าสังเกตอาการเด็ก และเด็กนี่แหละจะเป็นครูให้เรารู้ว่า เขาไม่ได้กระวนกระวายหรือตกใจอะไร เพียงแต่เขาต้องรู้ว่าเขาต้องทำหน้าที่ของการเป็นลูกของแม่ พ่อ เป็นเด็ก 1 คน แต่เราจะรู้ว่าเขาป่วย รู้เรื่องฝ้าในปอด เราก็ต้องสนับสนุนให้เขาได้รับการรักษาที่เหมาะสมวัยของเขา ซึ่งบางทีการไม่รู้ก็ไม่ทุกข์กว่า


พญ.กอบกุลยา


พอเด็กไม่สบายคนที่จะเป็นเยอะกว่าคือคุณพ่อคุณแม่ เนื่องจากมีความวิตกกังวลเยอะ สังเกตเวลาที่มีคนติดหรือป่วย แม่ป่วย เด็กป่วย หรือคุณยายป่วย คนที่จะหายเร็วคือน้อง เพราะคนอายุน้อยจะมีความกังวลที่น้อยกว่า แม้เด็กเขารู้แต่เขาไม่ได้วิกตกหนักหรือคิดเยอะ แต่ผู้ใหญ่กลับจะมีความกลัวล่วงหน้าและถามเยอะมาก เพราะกลัวว่าลูกจะเป็นอะไร คุณพ่อคุณแม่มักจะมีอาการหนักกว่าลูก และถ้าเวลาเป็นก็จะหายยากกว่า


แม่ชีศันสนีย์


ดังนั้นการสื่อสารระหว่างคุณพ่อคุณแม่กับหมอ หมอก็ต้องมีศิลปะ ที่เราต้องสังเกตไม่ใช่เราเพิกเฉย

อาจจะต้องเตือนคุณแม่ที่อาจมีความวิตกกังวลมากเกินไปว่าสิ่งที่ลูกกำลังเป็นมันหายได้ และหายอย่างไร หน้าที่เราคือสังเกตและติดตามดูว่า การสื่อสารก็จะช่วยให้พ่อแม่ได้คลายวิตกกังวล


การแนะนำเตรียมตัวดูแลเด็กเมื่อถึงเวลาที่ต้องกลับไปเรียนที่โรงเรียน


พญ.กอบกุลยา


จริงๆ การดูแลเด็กก็คล้ายผู้ใหญ่ สิ่งสำคัญคือ ต้องดูว่าโควิด-19 ที่จะติดเราเข้ามา มาจากทางไหน

ใส่แมสป้องกันสำคัญสุด หรืออย่างที่คนเป็นโควิด-19 ใส่แมสแล้วมีการจามหรือไอออกมา การใส่แมสจะช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อได้ถึง 10 เท่า เมื่อเทียบกับการไอจามเฉยๆ เพราะฉะนั้นการใส่แมสสำคัญมาก ส่วนกรณีเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี ยังให้เขาใส่แมสไม่ได้ เพราะเขาจะเอาออก และมีความอึดอัดมากกว่า แล้วยังเป็นวัยที่ยังไปโรงเรียนไม่ได้อยู่แล้ว และเป็นคำเตือนจากกุมารแพทย์เลยเลยว่า เด็กต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่ต้องใส่แมสและเฟซชิลด์


แต่ถ้าอายุเกิน 2 ปี ต้องให้ลูกรู้จักและยึดถือ 3 สิ่งเป็นหลักคือ สอนวิธีการล้างมือคือสิ่งสำคัญ และต้องคอยเตือนตัวเองเสมอว่าเวลาจะหยิบหรือเอาอะไรเขาปากตัวเองต้องล้างมือก่อน หรือเวลาที่เข้าห้องน้ำเสร็จแล้วให้ล้างมือให้สะอาดทันที ซึ่งจะมีเทคนิควิธีการล้างมือ ปกติควรมีการทำความสะอาดถูสบู่ประมาณ 20 วินาทีถึงจะสะอาดปลอดภัย แต่แบบนี้เด็กจะไม่ค่อยจำ ดังนั้นทุกครั้งที่ล้างมือจึงบอกให้เด็กๆ ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์จบ 2 รอง ก็จะเท่ากับ 20วินาทีพอดี พร้อมกับจะสนุกกับการร้องเพลงไปด้วยและล้างมือไปด้วย


นอกจากนั้น ต้องสอนให้เด็กรู้ถึงวิธีการไม่ให้โควิด-19 เข้ามา ตั้งแต่ไม่เอามือล้วงปากหรือมีโอกาสเสี่ยงไปโดนสารคัดหลั่ง ที่ปกติเวลาไปโรงเรียนต้องมีการเล่น แต่ทำอย่างไรที่ทำให้เด็กต้องรู้สึกว่า มือลูกพอจับอะไรแล้ว ก็จะไม่จับที่หน้า ปาก หรือจมูก ซึ่งสิ่งนี้อาจจะถูกกันด้วยการใส่แมสแล้ว แต่อาจจะเผลอไปติดที่ตาได้ เพราะฉะนั้นต้องบอกเขาว่า เมื่อไปโรงเรียนต้องไม่จับหน้า จับมือกันเวลาไปโรงเรียน รวมถึงควรมีการเตรียมอุปกรณ์การเรียนสำหรับเด็กๆ ให้พร้อม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการไปยืมใช้ของเพื่อนๆ และสิ่งที่ควรมีให้เด็กๆ ไว้ป้องกันเลยคือ การพกแอลกอฮอล์ 70 % ไว้กับตัวเพื่อฉีดป้องกัน


ขณะที่สำหรับเด็กโตที่อาจมีการเล่นกีฬากับเพื่อน การจะบอกเขาว่าต้องทิ้งระยะห่าง 2 เมตร ดูจะเป็นเรื่องยาก แต่ควรแนะนำไปเลยว่า ตอนนี้ต้องไม่เล่นอะไรที่ใช้อุปกรณ์เดียวกันมาเล่นด้วยกัน เช่น บาสเก็ตบอล ฟุตบอล และลองให้ไปหากิจกรรมอย่างอื่นทำแทนจะดีกว่า


การมีวินัยของเด็กจะทำให้เขาเอาตัวรอดตลอดชีวิตนี้ได้


แม่ชีศันสนีย์

“การมีวินัยของเด็กจะทำให้เขาเอาตัวรอดตลอดชีวิตนี้ได้ ซึ่งวิธีการป้องกันที่จะไม่ให้เราเป็นเหยื่อทั้งของการรับหรือเป็นพาหะ ควรต้องเริ่มจากมองการเจริญสติ”

โดยเน้นไปที่กายภาวนามากหน่อย ซึ่งเป็นเรื่องที่เด็กๆ ให้ความสำคัญน้อย แต่พอมีโควิด-19 เด็กก็ต้องรู้ว่ากายอยู่กับกิจ จิตอยู่กับงาน เด็กๆ ก็รู้ว่าอะไรได้ไม่ได้ มีผลอย่างไร ซึ่งการเจริญสติคือ การตามดู ตามรู้ ตามเห็น ตามการเคลื่อนไหวในกาย ในเวทนาในจิตในธรรม ก็ค่อยๆ เป็นค่อยไป โดยไม่ถึงขั้นต้องเป็นสูตร แต่ทำให้เขารู้ว่าเขากำลังเล่นเกมลมหายใจ ทำให้ชีวิตของเขารอดและปลอดภัยจากโควิด-19 ใครไม่เป็นโควิดแสดงว่าเขาชนะตัวเอง แสดงว่าเขามีวินัย ที่จะช่วยให้ตัวเองรอดและปลอดภัยจากการเจริญสติที่ลมหายใจ หรืออาจจะต้องเก็บข้อมูลมานำเสนอให้เด็กๆ รู้จักเล่นกีฬาหรือเล่นเกมแห่งสติ กับการระวังมีสติ ซึ่งคิดว่าเด็กๆ น่าชอบความท้าทายแบบนี้ก็ทำให้เกิดบทสนทนาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งหลังโควิด-19 เราก็ยังเล่นเกมนี้ต่อไปได้ นั่นหมายถเรื่องอื่นๆ ด้วย อย่างเรื่องความรักด้วย


ผู้ใหญ่ที่วิตกบางครั้งยังไม่ติดโควิดฯ แต่จิตติดโคม่าไปเลย


พญ.กอบกุลยา


สิ่งที่เจอเยอะคือ ผู้ใหญ่เขากลัวออกมานอกบ้านเพราะเกรงว่าจะมีโอกาสติด มีเคสหนึ่งที่มีคนไม่ออกจากบ้านเลย 6 เดือน ขนาดมาชั่งน้ำหนักที่รพ.ยังไม่ถอดรองเท้า สิ่งที่ตามมาเลยคือความเครียดนอนไม่หลับ ทำให้สุขภาพแย่ จากความวิตกกังวล ยิ่งพอตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น ความเครียดก็มีมากขึ้น


คุณหมอก็จะอธิบายกลไกการป้องกันตัวเองขั้นต้นได้ ส่วนเรื่องความเครียดและความเศร้าแตกต่างกัน จิตของเรายังไม่ละเอียดพอแนะนำเขาได้ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่คุณยายคุยเรื่อง Hospitel บอกว่าในเมื่อรู้แล้วว่า สิ่งนี้กำลังจะเกิดขึ้นและรู้วิธีเลี่ยงและไม่ทำให้เกิด แต่การที่เขาเหมือนอยู่บ้านก็เหมือนกับตกนรกกลัวที่จะก้าวเดินออกมาข้างนอก เพราะฉะนั้นรู้เหตุแล้วทำไปตามปัจจัยสิ่งที่ควรจะเป็น วางได้ในสิ่งที่วาง อันนี้คือสิ่งที่เราสามารถจะนำกลับไปบอกคนไข้ได้ ด้วยการที่เขาหยิบทุกอย่างไปโดยที่ไม่รู้จักวางเลย ก็เลยทำให้สุขภาพยิ่งแย่


แม่ชีศันสนีย์


ต้องให้เขารู้จักการผันพลังงานให้เป็น มนุษย์เรามีพลังงาน ซึ่งเวลาไปอยู่กับความกลัว วิตกจริตก็จะไปกด แต่ถ้าให้เขาได้ออกกำลังกายอย่างปลูกต้นไม้ ทำสวนผักอะไรก็ได้ที่เขาจะมีสารสุขหลั่ง เพราะความวิตกกังวลมันคือสารแห่งความทุกข์มันห้ามไม่ได้ บอกอย่าคิด เขาคิด แต่เขาจะรู้คิดได้ ถ้าเขามีสติ จะรู้ว่าคิดแล้วนะ แต่ผลของความคิดออกเป็นความสุขหรือความทุกข์ เขาจะเริ่มคุยกับตัวเองแล้วก็เริ่มศรัทธาในพัฒนาการเหมือนเด็กคนหนึ่งแต่เป็นเด็กที่ไม่สนุกและไม่อยากทำอะไร แล้วเอาความกลัวเป็นตัวตั้งและความหดตัวเป็นการผันพลังงานก็จะน้อยไป แต่เด็กของเราถ้าไม่ได้กลัว แล้วก็ผันพลังงานไปเล่น เขาก็จะมีสารสุขหลั่งและก็จะมีสุขภาพที่ดี มีภูมิคุ้มกันที่ออกมาจากสารสุข เขาก็จะเป็นคนที่รอดและปลอดภัย


หมอเพื่อนอาจจะเริ่มจากถามว่า ชอบทำอะไรคะ หรือชอบเอาตัวเองอยู่กับอะไรแล้วมีความสุข ให้ตั้งคำถามเข้าไปเพราะคนเหล่านี้จะฉุกคิดเมื่อเราได้ตั้งคำถาม บางคนอาจจัดดอกไม้บูชาพระ บางคนออกไปเดินเล่น สวดมนต์ แต่สิ่งนี้จะสร้างภูมิคุ้มกันอย่างไร คุณหมออาจจะอธิบายต่อว่า

“การที่เราไปอยู่กับสิ่งที่เป็นพลังงานที่เป็นกุศล แม้เราจะมีโควิด -19 แต่จะไม่ติดใจเรา”

เพราะอันนี้เขากลัวว่าจะติดเขาเลยพยายามจะสร้างภูมิคุ้มกันที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งอันนี้เป็นภูมิคุ้มกันที่เป็นธรรมชาติและเป็นปัญญาที่สมัครใจ และเป็นคนที่ไม่คิดปรุงแต่งมากเกินตามความจำเป็น ความกลัวคือคิดปรุงแต่งมากเกินตามความจำเป็น ตั้งคำถาม สนับสนุนสิ่งที่ผู้สูงวัยชอบ และพยายามให้เห็นความสงบเย็นจากสิ่งที่เขาได้ผันพลังงาน และต่อไปให้ถึงการเป็นประโยชน์เพื่อให้เห็นว่า ความสงบเย็นไม่ใช่เพื่อเราคนเดียว แต่มันเป็นประโยชน์ต่อครอบครัว และสังคมที่เกี่ยวข้องด้วย และลูกหลานก็จะเป็นบุคคลที่ไว้วางใจ ไม่กลัวว่าจะไปติดอะไร สังคมก็จะดีขึ้น ไว้ใจกันมากขึ้น


พญ.กอบกุลยา


สิ่งที่คุณยายพูดคือการสร้างภูมิ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่คุณหมอพูดแต่วิธีการต่างกัน พอเราเข้าใจไอเดีย พอเราอยู่กับสิ่งเดิมมาก แต่เราลืม “เราชอบทำอะไร” เป็นจุดที่เล็กมากแต่เป็นจุดที่สำคัญที่สุด เพราะเวลาที่ขยับออกไปนอกบ้านบ้าง คุณยายสามารถหยิบมาใช้ได้ดีกว่ามาก


อย่างที่เราเคยพูดการที่การเริ่มขยับ 20 นาทีต่อวัน เทียบกับคนที่ขยับต่อสัปดาห์รวมกันเป็น 60 นาทีต่อสัปดาห์ ต่างกันแค่ 40 นาทีแต่ภูมิคุ้มกันหลังฉีดวัคซีน 60 นาทีแล้ว เกินกว่าคนออก 20 นาทีเกินกว่า 2 เท่า เพียงปรับการอธิบายเป็นแค่คุณยายบอกว่า การแค่เดินออกไปดูต้นไม้ทำสวน ก็มีภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้นแล้ว การที่ฝึกจิตสมาธินิ่ง เราจะมีฮอร์โมน คือ แฮปปี้ฮอร์โมน หรือ DHEA ตัวนี้ฮอร์โมนความสุขสร้างจากต่อมหมวกไต เขาจะมาเมื่อเรานิ่งและมีสมาธิ อย่างที่คุณยาย “ทำอะไรในสิ่งที่ชอบ” เพราะบางคนการทำสมาธิคือ อาจมองแค่การสวดมนต์หรืออยู่นิ่งๆ แต่อย่างสมาธิแบบฝรั่ง คือแค่อ่านหนังสือ อยู่กับสิ่งที่ชอบ ปลูกต้นไม้ พิจารณาใบไม้อย่างไร แห้งเหี่ยวหรือยัง วันละประมาณ 15 นาที DHEA ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ถ้า DHEA สูงก็จะยิ่งทำให้เรามีภูมิคุ้มกันที่สูงขึ้น จะต้านโควิด-19 ได้ สรุปคือที่คุณยายพูดนอกจากจะช่วยเรื่องซึมเศร้าแต่ภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นได้อีก และการสร้างภูมิคุ้มกันทางกายแค่ออกไปตากแดด วิตามินดีก็เพิ่มขึ้นแล้วช่วยกันโควิดเข้าเซลล์ได้มหาศาล


ภูมิคุ้มกันทางใจที่ช่วยภาวะซึมเศร้า


แม่ชีศันสนีย์


คนซึมเศร้า จิตจะย้ำคิดย้ำทำ บางเรื่องทำซ้ำและไม่สด จะพูดซ้ำๆ แกว่งแขนซ้ำๆ หรือขยับเท่าสลับไปมา แต่ถ้าเราซ้ำแล้วสดจะดี เช่น เวลาเข้าครัวหั่นผักอย่างมีสมาธิ เป็นการทำซ้ำๆ แต่สด ซึ่งทุกครั้งที่ให้เขาทำลองให้เขาหาความสุขมาตอบเรา บ้านนี้มีความสุข หรือวันนี้เป็นอย่างไร เราต้องตั้งคำถามและต้องหาเหตุการณ์ มันจะซ้ำและสด ไม่ใช่ซ้ำและซาก