Strong อย่างมีสติ ฉบับผู้ปกครอง




สนทนาธรรมกับท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ “หมอเพื่อน พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี” รองอันดับหนึ่งนางสาวไทย ประจำปี 2009 ที่ปัจจุบันหันหลังให้วงการบันเทิงไปทำหน้าที่แพทย์เต็มตัว


ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


ก่อนที่เด็กๆ จะต้องกลับไปเรียนที่โรงเรียนหลังจากที่เผชิญกับโควิด-19 มาได้สักพักใหญ่ จากนี้ควรมีวิธีการเตรียมตัวทั้งทางกายและใจอย่างไร ทั้งสำหรับเด็กๆ และผู้ปกครอง ลองมาฟังคำแนะนำจาก “หมอเพื่อน พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี” ผู้อำนวยการศูนย์พรีเมียร์ไลฟ์เซ็นเตอร์ รพ.พญาไท 2 ที่พร้อมมาแลกเปลี่ยนกับแม่ชีศันสนีย์


อัพเดทสถานการณ์โควิด-19 ปัจจุบัน


พญ.กอบกุลยา


หลังจากที่ได้ลงตรวจ Hospitel หรือโรงแรมกึ่งโรงพยาบาลที่ให้คนแอดมิทพบว่าเริ่มมีจำนวนคนไข้เริ่มน้อยลงแล้ว รวมถึงจำนวนผู้ป่วยหลักที่ติดโควิด-19 ก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ สำหรับคนไข้เด็กที่ติดโควิด-19 ที่อยู่ในความดูแลของแพทย์อยู่ที่ 5-10% ซึ่งตรงกับตัวเลขค่าเฉลี่ยของประเทศไทยซึ่งอยู่ที่ 13% โดยปกติเวลาเป็นเคสเด็ก คุณหมอก็จะพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพราะคนที่มาดูแลส่วนใหญ่คือคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องดูว่าจะติดโควิด-19 ด้วยหรือไม่ ซึ่งคนที่มาดูแลก็ต้องเป็นคนที่แข็งแรง ไม่ได้มีโรคประจำตัว อีกทั้งเวลาให้ยาสำหรับเด็กปกติก็จะไม่เหมือนผู้ใหญ่อยู่แล้ว ต้องมีการคิดคำนวณต้องเป็นซีซีตามน้ำหนักเท่านั้น


แต่สิ่งที่ต้องระวังคือเรื่องการลงปอด ซึ่งเปอร์เซ็นต์ที่จะลงปอดเด็กมีน้อยมากเพียง 5-10% ขณะที่ 80% เป็นการติดโควิด-19 ที่ไม่มีอาการ แต่พอไป Swap แล้วเจอว่าเป็นมากกว่า เพราะฉะนั้นอาการของเด็กค่อนข้างจะเป็นน้อยกว่าผู้ใหญ่และไม่รุนแรงเท่า ถึงลงปอดแต่เด็กๆ ที่อายุมากกว่า 2 ขวบขึ้นไปมักจะแอ็คทีฟ วิ่งเล่น ทานข้าวได้


เด็กติดโควิด-19 แต่คุณพ่อคุณแม่มักจะเอาจิตตัวเองไปห่วงลูกมากกว่า


แม่ชีศันสนีย์


เด็กเขาจะมีพลังของเขาอยู่ ถ้าเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเจ็บป่วยของเขา แต่เราให้ความสำคัญกับการเผาผลาญพลังงาน เด็กก็จะมีเซลล์ในร่างกายของเขาที่แข็งแรงพอ ซึ่งความจริงเด็กไม่รู้ว่าป่วย

คืออะไร แต่เขาเพียงรู้แค่ว่าไม่สบายกาย ถ้าเล่นได้อยู่เขาก็จะเล่น นอน ฉะนั้นพ่อแม่ก็ต้องเฝ้าสังเกตอาการของเขาตามที่เขาเป็น ถ้าผู้ใหญ่บอกโควิด-19 เป็นเรื่องที่ยากหรือไม่ควรเป็น ผู้ใหญ่จึงมีความกังวลเรื่องนี้มากหน่อย แต่ถ้าเรามีความรู้วิธีการจัดการกับโควิดและเฝ้าสังเกตอาการเด็ก และเด็กนี่แหละจะเป็นครูให้เรารู้ว่า เขาไม่ได้กระวนกระวายหรือตกใจอะไร เพียงแต่เขาต้องรู้ว่าเขาต้องทำหน้าที่ของการเป็นลูกของแม่ พ่อ เป็นเด็ก 1 คน แต่เราจะรู้ว่าเขาป่วย รู้เรื่องฝ้าในปอด เราก็ต้องสนับสนุนให้เขาได้รับการรักษาที่เหมาะสมวัยของเขา ซึ่งบางทีการไม่รู้ก็ไม่ทุกข์กว่า


พญ.กอบกุลยา


พอเด็กไม่สบายคนที่จะเป็นเยอะกว่าคือคุณพ่อคุณแม่ เนื่องจากมีความวิตกกังวลเยอะ สังเกตเวลาที่มีคนติดหรือป่วย แม่ป่วย เด็กป่วย หรือคุณยายป่วย คนที่จะหายเร็วคือน้อง เพราะคนอายุน้อยจะมีความกังวลที่น้อยกว่า แม้เด็กเขารู้แต่เขาไม่ได้วิกตกหนักหรือคิดเยอะ แต่ผู้ใหญ่กลับจะมีความกลัวล่วงหน้าและถามเยอะมาก เพราะกลัวว่าลูกจะเป็นอะไร คุณพ่อคุณแม่มักจะมีอาการหนักกว่าลูก และถ้าเวลาเป็นก็จะหายยากกว่า


แม่ชีศันสนีย์


ดังนั้นการสื่อสารระหว่างคุณพ่อคุณแม่กับหมอ หมอก็ต้องมีศิลปะ ที่เราต้องสังเกตไม่ใช่เราเพิกเฉย

อาจจะต้องเตือนคุณแม่ที่อาจมีความวิตกกังวลมากเกินไปว่าสิ่งที่ลูกกำลังเป็นมันหายได้ และหายอย่างไร หน้าที่เราคือสังเกตและติดตามดูว่า การสื่อสารก็จะช่วยให้พ่อแม่ได้คลายวิตกกังวล


การแนะนำเตรียมตัวดูแลเด็กเมื่อถึงเวลาที่ต้องกลับไปเรียนที่โรงเรียน


พญ.กอบกุลยา


จริงๆ การดูแลเด็กก็คล้ายผู้ใหญ่ สิ่งสำคัญคือ ต้องดูว่าโควิด-19 ที่จะติดเราเข้ามา มาจากทางไหน

ใส่แมสป้องกันสำคัญสุด หรืออย่างที่คนเป็นโควิด-19 ใส่แมสแล้วมีการจามหรือไอออกมา การใส่แมสจะช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อได้ถึง 10 เท่า เมื่อเทียบกับการไอจามเฉยๆ เพราะฉะนั้นการใส่แมสสำคัญมาก ส่วนกรณีเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี ยังให้เขาใส่แมสไม่ได้ เพราะเขาจะเอาออก และมีความอึดอัดมากกว่า แล้วยังเป็นวัยที่ยังไปโรงเรียนไม่ได้อยู่แล้ว และเป็นคำเตือนจากกุมารแพทย์เลยเลยว่า เด็กต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่ต้องใส่แมสและเฟซชิลด์


แต่ถ้าอายุเกิน 2 ปี ต้องให้ลูกรู้จักและยึดถือ 3 สิ่งเป็นหลักคือ สอนวิธีการล้างมือคือสิ่งสำคัญ และต้องคอยเตือนตัวเองเสมอว่าเวลาจะหยิบหรือเอาอะไรเขาปากตัวเองต้องล้างมือก่อน หรือเวลาที่เข้าห้องน้ำเสร็จแล้วให้ล้างมือให้สะอาดทันที ซึ่งจะมีเทคนิควิธีการล้างมือ ปกติควรมีการทำความสะอาดถูสบู่ประมาณ 20 วินาทีถึงจะสะอาดปลอดภัย แต่แบบนี้เด็กจะไม่ค่อยจำ ดังนั้นทุกครั้งที่ล้างมือจึงบอกให้เด็กๆ ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์จบ 2 รอง ก็จะเท่ากับ 20วินาทีพอดี พร้อมกับจะสนุกกับการร้องเพลงไปด้วยและล้างมือไปด้วย


นอกจากนั้น ต้องสอนให้เด็กรู้ถึงวิธีการไม่ให้โควิด-19 เข้ามา ตั้งแต่ไม่เอามือล้วงปากหรือมีโอกาสเสี่ยงไปโดนสารคัดหลั่ง ที่ปกติเวลาไปโรงเรียนต้องมีการเล่น แต่ทำอย่างไรที่ทำให้เด็กต้องรู้สึกว่า มือลูกพอจับอะไรแล้ว ก็จะไม่จับที่หน้า ปาก หรือจมูก ซึ่งสิ่งนี้อาจจะถูกกันด้วยการใส่แมสแล้ว แต่อาจจะเผลอไปติดที่ตาได้ เพราะฉะนั้นต้องบอกเขาว่า เมื่อไปโรงเรียนต้องไม่จับหน้า จับมือกันเวลาไปโรงเรียน รวมถึงควรมีการเตรียมอุปกรณ์การเรียนสำหรับเด็กๆ ให้พร้อม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการไปยืมใช้ของเพื่อนๆ และสิ่งที่ควรมีให้เด็กๆ ไว้ป้องกันเลยคือ การพกแอลกอฮอล์ 70 % ไว้กับตัวเพื่อฉีดป้องกัน


ขณะที่สำหรับเด็กโตที่อาจมีการเล่นกีฬากับเพื่อน การจะบอกเขาว่าต้องทิ้งระยะห่าง 2 เมตร ดูจะเป็นเรื่องยาก แต่ควรแนะนำไปเลยว่า ตอนนี้ต้องไม่เล่นอะไรที่ใช้อุปกรณ์เดียวกันมาเล่นด้วยกัน เช่น บาสเก็ตบอล ฟุตบอล และลองให้ไปหากิจกรรมอย่างอื่นทำแทนจะดีกว่า


การมีวินัยของเด็กจะทำให้เขาเอาตัวรอดตลอดชีวิตนี้ได้


แม่ชีศันสนีย์

“การมีวินัยของเด็กจะทำให้เขาเอาตัวรอดตลอดชีวิตนี้ได้ ซึ่งวิธีการป้องกันที่จะไม่ให้เราเป็นเหยื่อทั้งของการรับหรือเป็นพาหะ ควรต้องเริ่มจากมองการเจริญสติ”

โดยเน้นไปที่กายภาวนามากหน่อย ซึ่งเป็นเรื่องที่เด็กๆ ให้ความสำคัญน้อย แต่พอมีโควิด-19 เด็กก็ต้องรู้ว่ากายอยู่กับกิจ จิตอยู่กับงาน เด็กๆ ก็รู้ว่าอะไรได้ไม่ได้ มีผลอย่างไร ซึ่งการเจริญสติคือ การตามดู ตามรู้ ตามเห็น ตามการเคลื่อนไหวในกาย ในเวทนาในจิตในธรรม ก็ค่อยๆ เป็นค่อยไป โดยไม่ถึงขั้นต้องเป็นสูตร แต่ทำให้เขารู้ว่าเขากำลังเล่นเกมลมหายใจ ทำให้ชีวิตของเขารอดและปลอดภัยจากโควิด-19 ใครไม่เป็นโควิดแสดงว่าเขาชนะตัวเอง แสดงว่าเขามีวินัย ที่จะช่วยให้ตัวเองรอดและปลอดภัยจากการเจริญสติที่ลมหายใจ หรืออาจจะต้องเก็บข้อมูลมานำเสนอให้เด็กๆ รู้จักเล่นกีฬาหรือเล่นเกมแห่งสติ กับการระวังมีสติ ซึ่งคิดว่าเด็กๆ น่าชอบความท้าทายแบบนี้ก็ทำให้เกิดบทสนทนาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งหลังโควิด-19 เราก็ยังเล่นเกมนี้ต่อไปได้ นั่นหมายถเรื่องอื่นๆ ด้วย อย่างเรื่องความรักด้วย


ผู้ใหญ่ที่วิตกบางครั้งยังไม่ติดโควิดฯ แต่จิตติดโคม่าไปเลย


พญ.กอบกุลยา


สิ่งที่เจอเยอะคือ ผู้ใหญ่เขากลัวออกมานอกบ้านเพราะเกรงว่าจะมีโอกาสติด มีเคสหนึ่งที่มีคนไม่ออกจากบ้านเลย 6 เดือน ขนาดมาชั่งน้ำหนักที่รพ.ยังไม่ถอดรองเท้า สิ่งที่ตามมาเลยคือความเครียดนอนไม่หลับ ทำให้สุขภาพแย่ จากความวิตกกังวล ยิ่งพอตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น ความเครียดก็มีมากขึ้น


คุณหมอก็จะอธิบายกลไกการป้องกันตัวเองขั้นต้นได้ ส่วนเรื่องความเครียดและความเศร้าแตกต่างกัน จิตของเรายังไม่ละเอียดพอแนะนำเขาได้ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่คุณยายคุยเรื่อง Hospitel บอกว่าในเมื่อรู้แล้วว่า สิ่งนี้กำลังจะเกิดขึ้นและรู้วิธีเลี่ยงและไม่ทำให้เกิด แต่การที่เขาเหมือนอยู่บ้านก็เหมือนกับตกนรกกลัวที่จะก้าวเดินออกมาข้างนอก เพราะฉะนั้นรู้เหตุแล้วทำไปตามปัจจัยสิ่งที่ควรจะเป็น วางได้ในสิ่งที่วาง อันนี้คือสิ่งที่เราสามารถจะนำกลับไปบอกคนไข้ได้ ด้วยการที่เขาหยิบทุกอย่างไปโดยที่ไม่รู้จักวางเลย ก็เลยทำให้สุขภาพยิ่งแย่


แม่ชีศันสนีย์


ต้องให้เขารู้จักการผันพลังงานให้เป็น มนุษย์เรามีพลังงาน ซึ่งเวลาไปอยู่กับความกลัว วิตกจริตก็จะไปกด แต่ถ้าให้เขาได้ออกกำลังกายอย่างปลูกต้นไม้ ทำสวนผักอะไรก็ได้ที่เขาจะมีสารสุขหลั่ง เพราะความวิตกกังวลมันคือสารแห่งความทุกข์มันห้ามไม่ได้ บอกอย่าคิด เขาคิด แต่เขาจะรู้คิดได้ ถ้าเขามีสติ จะรู้ว่าคิดแล้วนะ แต่ผลของความคิดออกเป็นความสุขหรือความทุกข์ เขาจะเริ่มคุยกับตัวเองแล้วก็เริ่มศรัทธาในพัฒนาการเหมือนเด็กคนหนึ่งแต่เป็นเด็กที่ไม่สนุกและไม่อยากทำอะไร แล้วเอาความกลัวเป็นตัวตั้งและความหดตัวเป็นการผันพลังงานก็จะน้อยไป แต่เด็กของเราถ้าไม่ได้กลัว แล้วก็ผันพลังงานไปเล่น เขาก็จะมีสารสุขหลั่งและก็จะมีสุขภาพที่ดี มีภูมิคุ้มกันที่ออกมาจากสารสุข เขาก็จะเป็นคนที่รอดและปลอดภัย


หมอเพื่อนอาจจะเริ่มจากถามว่า ชอบทำอะไรคะ หรือชอบเอาตัวเองอยู่กับอะไรแล้วมีความสุข ให้ตั้งคำถามเข้าไปเพราะคนเหล่านี้จะฉุกคิดเมื่อเราได้ตั้งคำถาม บางคนอาจจัดดอกไม้บูชาพระ บางคนออกไปเดินเล่น สวดมนต์ แต่สิ่งนี้จะสร้างภูมิคุ้มกันอย่างไร คุณหมออาจจะอธิบายต่อว่า

“การที่เราไปอยู่กับสิ่งที่เป็นพลังงานที่เป็นกุศล แม้เราจะมีโควิด -19 แต่จะไม่ติดใจเรา”

เพราะอันนี้เขากลัวว่าจะติดเขาเลยพยายามจะสร้างภูมิคุ้มกันที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งอันนี้เป็นภูมิคุ้มกันที่เป็นธรรมชาติและเป็นปัญญาที่สมัครใจ และเป็นคนที่ไม่คิดปรุงแต่งมากเกินตามความจำเป็น ความกลัวคือคิดปรุงแต่งมากเกินตามความจำเป็น ตั้งคำถาม สนับสนุนสิ่งที่ผู้สูงวัยชอบ และพยายามให้เห็นความสงบเย็นจากสิ่งที่เขาได้ผันพลังงาน และต่อไปให้ถึงการเป็นประโยชน์เพื่อให้เห็นว่า ความสงบเย็นไม่ใช่เพื่อเราคนเดียว แต่มันเป็นประโยชน์ต่อครอบครัว และสังคมที่เกี่ยวข้องด้วย และลูกหลานก็จะเป็นบุคคลที่ไว้วางใจ ไม่กลัวว่าจะไปติดอะไร สังคมก็จะดีขึ้น ไว้ใจกันมากขึ้น


พญ.กอบกุลยา


สิ่งที่คุณยายพูดคือการสร้างภูมิ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่คุณหมอพูดแต่วิธีการต่างกัน พอเราเข้าใจไอเดีย พอเราอยู่กับสิ่งเดิมมาก แต่เราลืม “เราชอบทำอะไร” เป็นจุดที่เล็กมากแต่เป็นจุดที่สำคัญที่สุด เพราะเวลาที่ขยับออกไปนอกบ้านบ้าง คุณยายสามารถหยิบมาใช้ได้ดีกว่ามาก


อย่างที่เราเคยพูดการที่การเริ่มขยับ 20 นาทีต่อวัน เทียบกับคนที่ขยับต่อสัปดาห์รวมกันเป็น 60 นาทีต่อสัปดาห์ ต่างกันแค่ 40 นาทีแต่ภูมิคุ้มกันหลังฉีดวัคซีน 60 นาทีแล้ว เกินกว่าคนออก 20 นาทีเกินกว่า 2 เท่า เพียงปรับการอธิบายเป็นแค่คุณยายบอกว่า การแค่เดินออกไปดูต้นไม้ทำสวน ก็มีภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้นแล้ว การที่ฝึกจิตสมาธินิ่ง เราจะมีฮอร์โมน คือ แฮปปี้ฮอร์โมน หรือ DHEA ตัวนี้ฮอร์โมนความสุขสร้างจากต่อมหมวกไต เขาจะมาเมื่อเรานิ่งและมีสมาธิ อย่างที่คุณยาย “ทำอะไรในสิ่งที่ชอบ” เพราะบางคนการทำสมาธิคือ อาจมองแค่การสวดมนต์หรืออยู่นิ่งๆ แต่อย่างสมาธิแบบฝรั่ง คือแค่อ่านหนังสือ อยู่กับสิ่งที่ชอบ ปลูกต้นไม้ พิจารณาใบไม้อย่างไร แห้งเหี่ยวหรือยัง วันละประมาณ 15 นาที DHEA ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ถ้า DHEA สูงก็จะยิ่งทำให้เรามีภูมิคุ้มกันที่สูงขึ้น จะต้านโควิด-19 ได้ สรุปคือที่คุณยายพูดนอกจากจะช่วยเรื่องซึมเศร้าแต่ภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นได้อีก และการสร้างภูมิคุ้มกันทางกายแค่ออกไปตากแดด วิตามินดีก็เพิ่มขึ้นแล้วช่วยกันโควิดเข้าเซลล์ได้มหาศาล


ภูมิคุ้มกันทางใจที่ช่วยภาวะซึมเศร้า


แม่ชีศันสนีย์


คนซึมเศร้า จิตจะย้ำคิดย้ำทำ บางเรื่องทำซ้ำและไม่สด จะพูดซ้ำๆ แกว่งแขนซ้ำๆ หรือขยับเท่าสลับไปมา แต่ถ้าเราซ้ำแล้วสดจะดี เช่น เวลาเข้าครัวหั่นผักอย่างมีสมาธิ เป็นการทำซ้ำๆ แต่สด ซึ่งทุกครั้งที่ให้เขาทำลองให้เขาหาความสุขมาตอบเรา บ้านนี้มีความสุข หรือวันนี้เป็นอย่างไร เราต้องตั้งคำถามและต้องหาเหตุการณ์ มันจะซ้ำและสด ไม่ใช่ซ้ำและซาก


อย่างเวลาวาดภาพกายอยู่กับกิจ จิตอยู่กับปลายพู่กัน เวลาที่เห็นเด็กวาดสีน้ำ เราขอชอบพูดเรื่องวินัย เพราะการที่จะเอาแปรงไปจุ่มสีต่อไปได้ เด็กต้องล้างแปรงให้สะอาดก่อน แต่ถ้าเราบอกไปว่าต้องทำ อันนี้จะเป็นคำสั่งต้องไปล้างแปรงก่อนนะ ถ้าเราอยากเห็นภาพของสีที่ไหลไปรวมกัน แล้วเจอเหตุการณ์ที่มันสด สิ่งที่เราจะมีความสุขมาก คือทำให้แปรงเราสะอาด เพราะเด็กจะรู้จากสีน้ำในแก้ว หนึ่งลมหายใจกับปลายพู่กัน ว่าถ้าใส่สีที่สองก็จะเป็นอีกสีหนึ่งโดยที่ไม่ต้องใส่สีที่ 3 ลงไป


ผู้ใหญ่ต้องเข้าใจก่อนที่จะสอนลูกออกไปนอกบ้าน อย่าใส่หรือพ่นการสอนที่แข็งทื่อ เช่น สีเขียวต้องเป็นใบไม้เท่านั้น แต่เด็กอาจบอกว่าสีใบไม้อาจไม่จำเป็นต้องมีสีเขียวเท่านั้น เพราะเด็กจะเริ่มสังเกตสีใบไม้ในป่า จากการที่เขาได้สืบค้นหาคำตอบที่ มากกว่าแพทเทิร์นมันคือสารสุข นี่คือการเอามาใช้กับผู้ใหญ่ และจะเห็นได้ว่าเมื่อผู้ใหญ่มาทำสีน้ำ ลมหายใจเดียวกับปลายพู่กัน เราจะเห็นว่าเกิดสิ่งมหัศจรรย์อะไรได้บ้าง


ความจริงผู้สูงวัยกำลังน่ารัก เพียงแค่มีการสืบค้นข้อมูลและฝึกการเจริญสติและสังเกตตัวเอง เขาจะเริ่มมีเรื่องเล่าที่สดใสกว่าเดิม ซึ่งปกติผู้ใหญ่จะช่างพูดเพราะชอบเล่า ไม่ใช่ให้เขาท่องมาตอบเราหรือจนกระทั่งเขากลัวหมอมาตอบเรา จนไม่อยากคุยกับหมอ


พญ.กอบกุลยา


80% ของคนไข้ที่เจอคือซ้ำแล้วไม่สด อย่างเวลาหั่นผักหากพิจารณาอยู่กับเขา เราทุกคนเวลาเราหั่นผัก จะมองว่ามันคือหน้าที่ คือสิ่งที่เราต้องทำ ดังนั้นมันจะหมดไปกับที่เราจะฝึกสมาธิ เขาต้องคิดต่อจะทำอะไร สิ่งที่บอกคนไข้คือ ให้มีสมาธิกับสิ่งที่เรากำลังทำสักหน่อยอันนี้เป็นสิ่งที่เราลืม เพราะเป็นปกติที่ต้องทำทุกวัน กลายเป็นความเครียดที่เราต้องทำกับข้าว ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่เราจะใช้เวลาอยู่กับเขาได้ สิ่งที่คุณยายหยิบยก จริงๆ มีแง่มุมในสิ่งที่สามารถหยิบมาเป็นความสุขเล็กในแต่ละวันได้


ที่ของความสุข


แม่ชีศันสนีย์


มันต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ว่าเขาต้องกลับมาเจริญสติกับความสุขเล็กๆ พึงใจกับการให้เล็กๆ น้อยๆ อาจบอกหลานถ้าคุณยายเข้าครัวให้ สิ่งที่ได้นอกเหนือจากการอิ่มท้องนั่นคือ มันมีความรักของคุณยายที่อยู่ในนั้น ถ้าเด็กๆ หาให้เจอ เด็กๆ ก็จะบอกว่าความรักอยู่ที่ใจ แต่เราสามารถบอกได้ว่าเห็นมั้ยคุณยายรักเราถึงทำกับข้าวให้เรา หรือเทียบกับความรักของคุณยายอยู่ตรงไหน มันจะให้มุมมองที่ต่างกัน เด็กก็จะเริ่มไม่มองทุกอย่างเป็นแพทเทิร์นแบบหยาบๆ แต่มองรายละเอียดของความสุขที่มันเกิดขึ้นได้จากเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ

“เพราะความสุขไม่ต้องเร่งหา มันอยู่ที่ปัจจุบันขณะแค่นั้นแหละ เราจะใส่ใจอย่างเต็มที่กับบุคคลที่อยู่ตรงนั้นหรือสิ่งของ เด็กจะไม่หยาบคาย เด็กจะรักตัวเองเป็น จะรักโอกาสที่ได้ในขณะนั้นเป็น ฉะนั้นการมีวินัยว่าจะต้องล้างมือก่อนกินข้าวจริงๆ มันคือความรักตัวเองเพื่อที่จะทำให้ตัวเองไม่ไปเพิ่มภาระให้คุณหมอ เพราะรู้ว่าคุณหมอเริ่มเบิร์นเอ้าท์แล้ว เราจะช่วยตัวเองย่างไรไม่เป็นภาระไปเพิ่มให้คุณหมอนั่นคือการช่วยล้างมือก่อน”

หรือรู้สึกว่าเคยทำแบบนี้ไม่เห็นเป็นอย่างไรเลยก็ผ่านมาได้ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นว่า ถ้าเราลองทำให้มันแอดวานซ์กว่านี้แบบที่มีความสุขไปด้วย มาหาวิธีการที่จะไปโรงเรียนเปิดเทอมคราวนี้แล้วจะทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้เลยว่าเด็กๆ กำลังเล่นเกมกับการเอาชนะใจตัวเอง มีเทคนิคอย่างไรอย่างไรชนะใจตัวเองมาเล่าให้ฟังด้วย เราจะไม่เห็นเด็กทำหน้าเบ้เวลาที่เราพูดอะไรที่มันซ้ำซาก


พญ.กอบกุลยา


วิธีนี้ดีสำหรบเด็กเจเนเรชั่นใหม่ เหมือนสอนไม่ปิดกั้นในความคิด เวลาพูดถึงใบไม้เราอาจจะสอนเป็นสีเขียวเหมือนเดิมโดยจริงๆ มีแตกใบอ่อน สีเหลือง สีน้ำตาล จริงๆ เราไม่ควรจำกัดกรอบความคิดของเขา


การสอนเด็กเรื่องความรัก


แม่ชีศันสนีย์


ถ้าถามเด็กว่ามีความรักมั้ย ถ้าเขาตอบว่าไม่มี แสดงว่าเขาโกหกและแทนที่เราจะไปบอกเขาว่าเธอโกหกใช่มั้ย เราต้องถามว่าไม่เคยตื่นเต้นกับใครบ้างเลยเหรอลูก แล้วรู้มั้ยการที่เรามองตัวเองในกระจกเพื่อเตรียมตัวไว้ให้ใครคนหนึ่งดูหันมาสนใจมันคือพื้นฐานแรกของการเริ่มต้นที่จะรักเป็นหรือรักไม่เป็น เราก็จะคุยกับหลานได้ รักเป็นรักอย่างไรที่จะต้องไปให้ถึงความรับผิดชอบที่จะมีผลไปในระยะยาวกับความรักเยอะแยะเลย ลองบันทึกดู เด็กก็จะกล้าคุยเรื่องความรัก แต่ความรักต้องช้าๆ โดยไม่ต้องพูดเรื่องความรักต้องช้า หรือไม่ต้องชักสะพานหนี เดี๋ยวนี้เด็กฉลาด ฉะนั้น การตั้งคำถามเด็กไม่ให้หลานโง่ ซึ่งการตั้งคำถามช่วงที่เขาได้อยู่กับบ้าน อยู่กับเรามากๆ ก่อนที่เขาจะเปิดบ้านออกไปเรียนรู้อีกครั้งหนึ่ง อย่าให้เขากลัว แต่ต้องให้เขางระวังและต้องให้เขารอดเพื่อที่เขาจะต้องอยู่กับโควิด-19 ไปอีกยาวนาน


พญ.กอบกุลยา


คุณยายเหมือนหมอเด็ก เราจะไม่ไปย้ำพูดตรง เราจะสืบค้นด้วยถ้อยคำที่จะทำให้เขาเปิดออกกว้างขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นเทคนิคคุณพ่อคุณแม่ที่เอาไว้ใช้เยอะเลยในเด็กยุคนี้


วิธีการจัดการเสพข่าวโควิด-19


พญ.กอบกุลยา


อันนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แม้แต่คุณหมอเอง มีช่วงที่ติดตามตลอดจนกระทั่งเรารับมามากเกินไป ทำให้เห็นเลยว่าการถือความวางเป็นส่วนสำคัญ เคยมีคนไข้ที่เสพดูข่าวทั้งวันแล้วเครียดมากไปเลย ทานยาคลายกังวลเพราะนอนไม่หลับบางคนดูทั้งวัน ไปต่อเรื่อยๆ จนสมองรับไม่ไหว บางครั้งในการเสพต้องเลือกเบรกการเสพ สำคัญตรงที่เราต้องรู้จักเบรกการเสพช่วงหนึ่งเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง เพราะเวลาที่เราอยู่บ้านกักตัว แทบไม่ได้ขยับ เพราะการที่ไม่ได้ขยับตัวเลย 8 ชม. นั่นคือภูมิคุ้มกันตกไปแล้วครึ่งหนึ่ง ดังนั้นควรเอาเวลาที่ดูข่าวซ้ำเดิม จนเป็นซ้ำซาก แล้วซ้ำแต่ไม่สด แต่ถ้าเราดูแล้วสามารถหยิบยกนำกลับมาคิดว่านี่อาจจะใกล้กับการเกิดระลอกใหม่ ก็ลองเอามาปรับใช้ในการดูแลตัวเองอย่างไรได้บ้าง ดูแล้วเอากลับมาให้มันคมกว่าเดิมจะดีกว่า

“จริงๆ โควิด-19 มาเพื่อให้เรารักตัวเองและคนในครอบครัวมากขึ้น เขาเป็นระลอก 100 ปี อหิวาตกโรค วัณโรค เขามาตลอดเพื่อกลับมาให้พวกเราดูแลตัวเองและดูแลคนรอบข้างตลอด เพราะจริงๆ แล้วความห่างมันสำคัญมาก แต่ห่างแล้วรักอย่างถูกวิธี หรือโชคดีจังในที่สุดโควิดใกล้หมดแล้วก็กลับมาทำให้เราใกล้กันได้ ก็ถือเป็นข้อที่ทำให้เรากลับมามีความสัมพันธ์ที่เล็กๆ แต่ไม่เคยมองเห็น”

เช่น การที่หมอออกตรวจคนไข้โควิด-19 จะไม่กลับบ้านเลย 3-6 เดือน ก็ยิ่งทำให้นิ่ง และรู้สึกว่าทุกวินาทีที่ได้กลับบ้านมันจะเพียงเสี้ยววินาทีที่คุ้มค่าเหลือเกิน นี่คืออีกมุมที่มองได้


แม่ชีศันสนีย์

“เรายังเป็นปุถุชน ซึ่งถ้าเราไม่ให้อาหารทางจิต เราจะกลายเป็นผู้เสพของเน่า แล้วยังไม่มีปัญญาเปลี่ยนเป็นปุ๋ยได้อีก ก็จะเน่าไปเลย เราจึงต้องหาพื้นที่ที่เราเติบโตได้ โควิด-19 มาเพื่อทำให้เราโต เราต้องหาพื้นที่ที่ทำให้เราอยู่กับอะไรแล้วสด อยู่ก่อนที่เราจะเติบโตได้”

เด็กๆ ก่อนจะเข้าโรงเรียนเราก็ต้องสร้างพื้นที่ก่อนที่จะเขาจะได้เรียนรู้ ก่อนผ่านโควิด-19 ไปโต เราต้องสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ เพื่อไปสู่การเติบโต แต่ก่อนที่จะสร้างพื้นที่เราต้องมีใจที่กว้างก่อน เราจะผ่านพ้นที่ที่มีความระแวง ความกลัว ความกดดันเพื่อให้เราไปเจอพื้นที่แห่งการเรียนรู้


ความกลัว ความระแวง ความกดดันที่เกิดจากโควิดฯ มันมาจากความรู้สึกโลกมันเปลี่ยน โลกไม่เหมือนเดิม เรามัวไปเศร้า เราควรจะยินดี และยอมรับความไม่เหมือนเดิมเพื่อให้เราได้เรียนรู้กับความจริง เพื่อที่จะต่อยอดกับตัวเองได้ การดูข่าวเราสร้างพื้นที่ความกลัวขึ้นมาเอง ถ้าเราดูข่าวแล้วไม่ยอมจำนนเราจะไม่สร้างพื้นที่แห่งความกลัวนี้เกิดขึ้นมา แต่จะกลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ เด็กกำลังมีพื้นที่ตรงนี้ในบ้านในที่สุดจะเปิดประตูไปสู่การใช้ชีวิตที่จะเติบโตได้ในโลกใบนี้ อันนี้แสดงว่าเราสู้เป็น

“สอนเด็กอย่าสอนแบบ How to แต่ต้องสอนที่จะให้เด็กมีพื้นที่แห่งการเรียนรู้เพื่อไปสู่การเติบโต เขาจะผ่านความกลัวได้ เขาต้องเห็นความกลัว เราต้องทำให้เด็กเห็นความกลัวได้ แต่ในความกลัวนี้มันจะมีแสงสว่างที่เราจะต้องค้นพบ เหมือนเรียนรู้กับความกลัวเหมือนมีแสงสว่างในใจเรา ซึ่งจะทำให้เราอยู่กับโควิดอย่างไม่ติดกับความกลัว”

พญ.กอบกุลยา


ตอนแรกที่อาจารย์หมอบอกโควิดจะอยู่ 2 ปี แต่ตามหลักการระบาดวิทยาอยู่ 6 เดือน ทำไมอยู่นานจัง ทำไมอาจารย์หมอมองไปไกลจัง แต่ตอนนี้อาจารย์พูดถูกแล้ว และพบว่าบางคนผูกติดกับความกลัวและอยู่กับสิ่งที่เรารู้แบบจม เพราะเขาจะนึกย้อนว่าเขาเคยไปเที่ยวได้ เคยทำแบบนั้นแบบนี้ได้ โดยการยึดอยู่กับแบบเดิม แต่กลับบางคนมองว่าเดี๋ยวมันก็หายไป 1-2 ปี ซึ่งเป็นการมองไปข้างหน้า คลายล็อกได้มากกว่าคนที่กำลังจมอยู่ ปีหนึ่งที่พี่ไม่ได้ออกจากบ้านเลย กับคนที่บอกว่าเดี๋ยวปีหน้าก็ออกจากบ้านได้ จะเห็นชัดความแตกต่างของฮอร์โมนที่เกิดขึ้นเลย แฮปปี้ฮอร์โมนเยอะ แสดงว่าการมองโลกจึงสำคัญมาก


แม่ชีศันสนีย์


อาจมีวิธีการที่จะทำให้เราเข้าถึงวิธีการใหม่ๆ ได้ด้วย อันนี้ต้องเห็นตามความเป็นจริง เพราะถ้าเราไม่มองตามความเป็นจริงมันจะซ้ำซากและไม่มองเป้าหมายใหม่ในชีวิต แต่พอมีโควิด-19 ทำให้เรามีเป้าหมายใหม่ในชีวิต บางคนเติบโตได้จากโควิดที่จะมีวิธีการเข้าถึงเป้าหมายนั้นแบบที่พึ่งพาตัวเองได้ และจะทำให้เขาเติบโตไปได้ไม่ว่าจะมีตอนที่มากกว่าเกิดโควิด เขาก็พึ่งตัวเองได้ เพราะเขามีมิติของการท่องเที่ยวด้านในที่มาช่วย จะเห็นว่าการท่องเที่ยวเปลี่ยนไปแล้วนั่งรถเครื่องบินไปไหน แต่ต่อไปจะมีการวางแผนที่ดีกว่าว่าจะเดินทางไปไหน พยายามไม่ไปอยู่ในกลุ่มที่สุ่มเสี่ยงมากเกินไป มันเกิดการไปวางเข้าถึงเป้าหมายด้วยวิธีการใหม่กว่าเดิม


คำแนะนำเรื่องวัคซีน


พญ.กอบกุลยา


วัคซีนในเด็ก กรณีเด็กที่อายุเกิน 16 ปีขึ้นไป ฉีดได้กลุ่ม mRNA ซึ่งตอนนี้มีในไทยคือ ไฟเซอร์กับโมเดอร์นาใช้ได้ เพียงแต่โมเดอร์นายังไม่ได้เข้ามาในเมืองไทย เด็กที่อายุเกิน 16 ปีฉีดได้จะคล้ายผู้ใหญ่คือ เข็มแรกแล้วอีก 3-4 สัปดาห์ เข็มที่ 2 อายุ 12-16 ปี mRNA หรือไฟเซอร์มีรายงานของกล้ามเนื้ออักเสบเยอะหน่อยในกลุ่มที่อายุ 12-16 ปี และเป็นกรณีผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ฉะนั้นกลุ่ม 12-16 ปีจะฉีดเพียงแค่โดสเดียวก่อนไม่ 2 ครั้งเหมือน 16 ปีขึ้นไป แล้วก็ต้องดูเป็นกรณีไปว่าต้องฉีดซ้ำมั้ย แต่กรณีที่ต่ำกว่า 12 ปี ยังต้องดูอยู่ในกลุ่มที่ยังศึกษา ส่วนที่อายุ 12 ปีขึ้นไป มีโรคประจำตัว ความอ้วน หอบหืด หัวใจพิการแต่กำเนิดฉีดยังต้องฉีด 2 เข็มกัน


คำถามจากคนฟัง : เพิ่งไปฉีดไฟเซอร์มา รู้สึกซึมเป็นอาทิตย์ เมื่อวานเป็นไข้หนัก ท้องเสีย อยากรู้มีวิธีการบริหารจิตใจเวลาเจ็บป่วย เพราะมันทำให้เวลาเจอเรื่องอะไรก็ทำให้รู้สึกแย่ไปหมด


พญ.กอบกุลยา


เมื่อฉีดไฟเซอร์ ประมาณ 1 อาทิตย์ ปวดแขน ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหัว และเป็นไข้นานสุด 1 อาทิตย์ บางคนมีการถ่ายเหลว แต่เมื่อผ่านไปอาทิตย์ที่ 2 อาการทางกายจะดีขึ้น โดยมากที่สุด 2 อาทิตย์ที่รู้สึกงงนิดหน่อย และหลังจากนั้นจะดีขึ้น


แม่ชีศันสนีย์


ทางใจอาจจะเกิดจากที่เรามีความกังวลและเราลงไปในรายละเอียดมากไป แต่ถ้าเราบอกดีที่สุดออกไปรับวัคซีนเรากลับมาแล้วมีภูมิคุ้มกัน สังเกตอาการที่คุณหมอบอกแล้ว เราอาจจะต้องหาวิถีแห่งการปฏิบัติต่อ สร้างความเคยชินที่ต้องทำงานด้วยจิตที่รู้ตัวและเบิกบาน วัคซีนฉีดแล้วจบแล้ว เพราะหน้าที่นี้เป็นหน้าที่ของผู้รู้ที่บอกเราได้ แต่อันหนึ่งที่คุณยายพูดมาตลอด คือ


ความสุขที่เป็นสิ่งคุ้มกันด้านในที่จะทำให้เราได้เห็น การมีสารที่หลั่งออกมาเหมือนความเบิกบาน อย่าไปจมอยู่กับหลุมเกรียน ซึ่งการที่เราไม่ได้หายใจลึกๆ เลย มันก็จะยิ่งหมุนไปมาก มันก็ยิ่งลึก จากความเชื่อก็จะกลายไปสู่ความจริงและจะกลายเป็นความอึดอัดเพ่งโทษ อคติ แต่เราอย่าเพิ่งเชื่อในความเชื่อของเรา มันมีเราก็รู้มี เราทำให้ลึกไปอีกนิดหนึ่ง

เวลาที่กำลังรู้สึกว่าเรากำลังเอะใจ รู้สึกไม่สบายใจ สงสัย กังวลใจ พวกนี้คืออกุศลหมด ให้หายใจเข้าไปลึกๆ แล้วก็กลับไปที่ตรงนั้นที่รู้สึก ที่เกิดขึ้น เราจะเห็นว่ามันเบาลง มันคลายคืน มันอยู่ได้ไม่นาน มันจ๊ะเอ๋ เราก็บ๊ายบายไป อันนี้มันจะเกิดการปฏิบัติที่ชำนาญขึ้นโดยไม่ได้ผ่านความคิด แต่จะผ่านการเฝ้าสังเกตอย่างมีสติ ลองเปลี่ยนวิธีการเท่านั้น ที่เคยคิดเชื่อแล้วก็ปรุงไป เปลี่ยนมาเป็นมันคลายคืนเร็ว เห็นมันเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นแต่มันอยู่ได้ไม่นานนะ”

อันนี้เราก็จะกลายเป็นคนใหม่ที่มีเรื่องเดิม แต่มีวิธีการจัดการกับสิ่งเดิมที่ใหม่ขึ้น แล้วจากนี้ไปเราจะกลายเป็นคนที่ไม่ไปตกหลุมเดิมบ่อย มันก็จะค่อยๆ ตื้นขึ้น คราวนี้เราจะมีพื้นที่ที่ปลอดภัยและมีพื้นที่เติบโตได้


อยู่กับโควิด-19 แล้วจะคืนสุข


พญ.กอบกุลยา


เราต่างทราบวิธีการปฏิบัติเป็นอย่างดี และอาจต้องมีการปฏิบัติที่เข้มข้นขึ้นในท่ามกลางที่ตัวเลขเยอะ แต่สิ่งที่ได้แลกเปลี่ยนวันนี่คือ สิ่งที่มนุษย์การยกใจ หรือการออกมาทางปัญญา ตามที่คุณยายได้กล่าวไว้เป็นเรื่องที่ทำยากที่สุด แม้กระทั่งต้องเผชิญกับโรคนี้ ก็ต้องมีความทุกข์ สำคัญที่สุดคือ

“อะไรที่กระทบมา มองให้เห็น แค่วางให้ถูก และมองว่าไม่มีโรคอะไรที่จะอยู่กับเราได้นาน เขาแค่จะแปลงอนุภาคให้เล็ก โควิด-19 อนาคตคือไข้หวัดที่เราต้องฉีดวัคซีน เขาจะอ่อนกำลังลงเมื่อมนุษย์มีภูมิคุ้มกันมากขึ้น และภูมิคุ้มกันที่จะทำให้เราชนะ แม้ภูมิคุ้มกันที่หลังเราฉีดไปแล้วอาจจะไม่ขึ้นเยอะเพราะภูมิคุ้มกันที่เรามีมีความแตกต่างกัน แต่ภูมิคุ้มกันที่สำคัญจะมาจากจิตใจที่สดใส สุขภาพที่แข็งแรงที่มาจากการออกกำลังกาย และพักผ่อนด้วยการนอนที่เพียงพอ”

แม่ชีศันสนีย์


หนักอะไรมากๆ เราจะปล่อยเอง เราวนอยู่กับอะไรมากๆ มันขันเกลียวเติมไปเรื่อย ถ้าเรามีปัญญาอยู่บ้างเราจะอยู่ รู้สภาพตามความเป็นจริง ให้คนมาบอกเราเราก็ยังไม่ปล่อยหรอก แต่พอถึงวันหนึ่งผลของมันพีคเราที่เราแบกไม่ไหว

“สิ่งหนึ่งที่เราควรฝึกตลอดเวลาคือ ปล่อยให้เป็นเพื่อที่จะรู้ว่าเย็นนั้นคืออะไร”

*******************



ดู 14 ครั้ง0 ความคิดเห็น