ค้นหา
  • ห่วงใย Thai Biz

Legal in Action EP#3 สัญญาต้องเป็นสัญญา?

อัพเดตเมื่อ: มิ.ย. 23

รายการกฏหมายต้องรู้ Legal in Action! ตอนที่ 3  

วันพฤหัสที่ 30 เมษายน 2563 เวลา 16:00-17:00 น.


แขกรับเชิญ - คุณเพียงพนอ บุญกล่ำ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักกฎหมาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ผู้ดำเนินรายการ - ดร.ณัฐวุฒิกุลนิเทศ CEO, ADGES และที่ปรึกษาชมรม HCM สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย


วันนี้ รายการ Legal in Action ตอนที่ 3 ของเรา ก็ได้รับเกียรติจากผู้ใหญ่ใจดี ผู้ร่วมก่อตั้งห่วงใย Thai Business และผู้ริเริ่มรายการ Legal in Action ของเรา คุณเพียงพนอ บุญกล่ำ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักกฎหมาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มาแบ่งปันความรูด้านกฎหมายกับเราเช่นเคย คุณเพียงพนอ จะมาให้มุมมอง และแง่คิดที่มีประโยชน์ด้านสัญญาต่างๆ ที่ธุรกิจทุกภาคส่วนต้องเกี่ยวข้อง

สัญญาต้องเป็นสัญญา ?

คุณเพียงพนอ ได้ฝากคำแนะนำเรื่องการทำสัญญาว่าเมื่อมีการตกลงทำสัญญาใดๆไว้ ถ้าไม่มีอุปสรรคใดๆ หรือข้อขัดข้องใดๆ ทุกคนก็ควรทำตามและรักษาสัญญา หรือ Agreements Must be Kept ตามหลักสุจริต แต่ถ้ามีข้อขัดข้อง หรือมีอุปสรรคใดๆ ที่คู่สัญญาสามารถทำตามสัญญาได้ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ถ้าคู่สัญญามีเจตนาที่ตรงกัน ก็ให้เจรจาว่าจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร อาจจะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเกิดเป็นสัญญาฉบับใหม่ก็เป็นไปได้ ซึ่งอาจจะระบุเผื่อเหตุการณ์ต่างๆ ไว้เนื่องจากอาจมีเหตุการณ์ไม่แน่นอนที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่คาดคิด เช่น ประกาศของรัฐ เป็นต้น อาจมีการต้องทบทวนการเปลี่ยนแปลงเรื่องระยะเวลา จำนวน และคุณภาพของสินค้าหรือวัตถุดิบ เนื่องจากผู้ผลิต หรือต้นทางเกิดมีเหตุการณ์ที่ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ เช่น เกิดน้ำท่วม หรือโรคระบาด ถ้าคู่สัญญาตกลงกันได้ก็ทำการเปลี่ยนแปลงเป็นสัญญาใหม่ได้


อีกประเด็นหนึ่งคือ เหตุสุดวิสัย หรือ เหตุการณ์นอกเหนือการควบคุม หรือ Act of God เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ หรือภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น ส่วนโรคระบาดนั้นในวงการกฎหมายยังไม่ค่อยมีใครเขียนถึงมากนัก อาจจะมีบางสัญญาอาจจะมีการเขียนถึงโรคระบาด ซึ่งในกรณีที่ไม่ได้เขียนถึงต้องขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ ข้อเท็จจริง อยู่ที่การตีความของผู้พิพากษาที่จะปรับใช้กฎหมาย ซึ่งคุณเพียงพนอแนะนำว่าขอให้ถือการระบาดของ Covid-19 ในครั้งนี้เป็นเหมือนสงครามโลก เนื่องจากส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนจริงๆ และใน พรบ. ประกันสังคมก็ได้ระบุว่าการแพร่ระบาดครั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยด้วย การที่กิจการไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาได้เนื่องจากกิจการคู่ค้าที่เกี่ยวข้องปิดทำการชั่วคราว เช่น คู่ค้าไม่สามารถส่งของ จัดหาของ หรือรับของ ในปริมาณที่ตกลงกันไว้ได้เนื่องจากท่าเรือปิด เป็นต้น ผู้พิพากษา อัยการ ต้องมองข้อเท็จจริง มากกว่าที่สัญญาเขียนไว้

ในแง่ของการวิเคราะห์ผลกระทบทางบัญชี และภาษี เนื่องจากผลกระทบครั้งนี้ครอบคลุมทุกภาคส่วน ในเรื่องบัญชีและภาษีก็ควรต้องมีการพิจารณาดำเนินการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วยเช่นกัน

เมื่อคู่สัญญาไม่อาจทำตามสัญญา

ในกรณีที่คู่สัญญาไม่สามารถทำตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ได้ เนื่องจากเกิดปัญหากับรายได้ที่ต้องชำระตามที่ได้ตกลงกันไว้ เช่น กรณีให้เช่าพื้นที่ ผู้ให้เอาจะพิจารณายกเว้นค่าเช่าให้ในระยะเวลาที่ผู้เช่าไม่สามารถเปิดดำเนินกิจการได้ หรือลดจำนวน เช่น อนุญาตให้ผู้เช่าลดพื้นที่เช่าลง และลดค่าเช่าตามความเหมาะสม ขยายระยะเวลาชำระหนี้ หรือยกเว้นค่าปรับ เบี้ยปรับ หรือดอกเบี้ย เพื่อช่วยประคับประคองผู้เช่าหรือลูกค้า เช่น บมจ. ปตท, บมจ. ท่าอากาศยานไทย หรือกลุ่มในเครือเซ็นทรัล ได้ยกเว้นค่าเช่าให้กับผู้เช่าในระยะเวลาหนึ่ง เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้เช่าพื้นที่ เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ซึ่งอยู่ในฐานะของเจ้าหนี้ก็ควรปรับแก้ไขข้อสัญญาเพื่อเป็นการช่วยเหลือ และประคับประคองลูกค้า หรือลูกหนี้ได้ในรายละเอียดที่แตกต่างกัน


หากคู่สัญญาหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขใหม่ และการเจรจากันเองไม่เป็นผลสำเร็จ ขั้นตอนต่อไปคือกระบวนการไกล่เกลี่ย ซึ่งในศาลเองก็มีกระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ย เมื่อมีการฟ้องร้องกัน ศาลจะพยายามให้โจทย์จำเลยไปไกล่เกลี่ยกันก่อน หรือใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ โดยผ่านบุคคลที่สาม หรือหากเป็นกรณีที่แย่ที่สุดจริงๆ กิจการไม่สามารถดำเนินงานต่อได้ ก็จะมีข้อกฎหมายมาเกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา อาจต้องเข้ากระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ ฟื้นฟูกิจการ หรืออาจะต้องยื่นล้มละลาย หากในสถานการณ์เช่นนี้การล้มละลายไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนไม่ดี แต่เนื่องจากแบกรับภาระไม่ไหวและไม่สามารถประคับประคองและดำเนินเนินกิจการต่อไปได้


คุณเพียงพนอได้ยกตัวอย่างในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากมีการกู้เงินจากต่างชาติใน สกุลดอลลาร์ เมื่อรัฐบาลประกาศค่าเงินบาทลอยตัว จาก 1 ดอลลาร์ 25 บาท กลายเป็น 50 บาท คุณเพียงพนอ ยกตัวอย่างกรณีของ คุณสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง เจ้าของกิจการธุรกิจเหล็กกล้าและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทย ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมากจากวิกฤตครั้งนั้น จึงเป็นที่มาของวลีเด็ด “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” และคุณสวัสดิ์ได้ย้ำเสมอว่า "ไม่มีหนี้เงินอะไร หรือปัญหาใด ที่จะมีค่าพอที่ต้องสละชีวิต" คุณเพียงพนอได้ฝากแง่คิดไว้ว่า ในทุกๆ ปัญหา ย่อมจะมีทางออก มีการเยียวยาช่วยเหลือ คุณจะไม่ใช่คนที่ต้องแบกรับปัญหาไว้คนเดียว หลายคนอาจตกงานไม่มีเงินซื้ออาหาร ก็จะมีหน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ หรือคนในสังคมเข้ามาช่วยเหลือและเยียวยา ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีของคนไทยที่ช่วยเหลือกันและกัน หากเปรียบเทียบการใช้กฎหมายในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งถือได้ว่าง่ายกว่าวิกฤตครั้งนี้มาก เนื่องจากมี Pattern ให้ดำเนินการ เช่น การตัดทรัพย์สินที่เป็น non-core ออกไปได้ แต่ตอนนี้ถึงแม้อยากจะตัดยังไงก็ไม่มีคนซื้อ เพราะทุกคนทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย ดังนั้น Model ในอดีตสามารถนำมาใช้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องคิดใหม่ทำใหม่ ปรับให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันด้วย ขณะเดียวกันก็ฝากถึงเจ้าหนี้ที่กระเป๋ายังแข่งแกร่งอยู่มาก ยังมี big pocket อยู่ ว่าให้เห็นใจลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบด้วย


Empathy ความเห็นอกเห็นใจ สำคัญมากในยามวิกฤต

เมื่อเกิดวิกฤต ผลกระทบและความยากลำบากของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนอาจจะกระทบแค่ทำอะไรไม่สะดวกสบายเหมือนเดิม ผมอาจจะยาวเพราะร้านตัดผมยังปิดอยู่ แต่บางคนอาจจะไม่มียาสระผม ไม่มีสบู่แล้วก็ได้ ดังนั้น อยากฝากถึงทนายความ หรือที่ปรึกษากฎหมายว่าไม่ควรใช้ Bargaining Power หรืออำนาจที่เหนือกว่าไปบีบอีกฝ่าย รวมถึงหน่วยงานภาครัฐก็เช่นกัน ถึงแม้สัญญาสัมปทานจะระบุรายได้ต่างๆ ที่ต้องเข้าภาครัฐ แต่เนื่องจากเหตุการณ์ทำให้ภาคเอกชนผู้ได้รับสัมปทานไม่สามารถดำเนินงานตามปกติได้ ไม่มีการจราจร ไม่มีเดินทาง หรือไม่สามารถเปิดให้บริการตามปกติได้ ก็ควรจะต้องมีการปรับแก้ในสัญญา หรือมีมาตรการช่วยเหลือเอกชนคู่สัมปทานด้วย รวมทั้งฝากถึงผู้พิพากษา และคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ว่าต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีพิจารณาคดี ต้องไม่เหมือนเดิม ในสถานการณ์เช่นนี้ จะบอกว่าสัญญาเขียนไว้แบบนี้ ทุกคนต้องทำตาม ก็คงจะใช้กับสถานการณ์นี้ไม่ได้ รวมทั้ง NGO ด้วย เมื่อมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ภาครัฐจะดำเนินการอะไรก็อยากจะให้พิจารณารับฟังถึงเหตุและผล ไม่ใช่จะลุกขึ้นมาและต่อต้าน ดังนั้น ฝากไว้กับทุกคนในสังคม ทั้งภาคธุรกิจ นักกฏหมาย และทุกภาคส่วนอื่นๆ ว่าเราต้องปรับวิธีคิดใหม่ ต้องปรับรูปแบบใหม่


ในกรณีที่ผู้ให้เช่าพื้นที่ไม่ช่วยเหลือ หรือไม่ผ่อนผันให้กับผู้เช่าที่ไม่ได้ถูกสั่งปิดโดยตรงจากภาครัฐ แต่ได้รับผลกระทบเพราะกิจกรรมทางธุรกิจไม่สามารถดำเนินตามปกติได้

คุณเพียงพนอ มีความคิดเห็นในกรณีนี้อย่างไรบ้าง

ส่วนตัวเองไม่เห็นด้วย เนื่องจากในสถานการณ์เช่นนี้ ในปัจจุบันมีช่องทางการร้องเรียนร้องทุกข์ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ผ่านช่องทางต่างๆ และอยากให้ภาครัฐออกเป็น guideline ข้อควรปฏิบัติหรือมีตัวกลางช่วยเหลือ จะเห็นว่าเรามีศูนย์ดำรงธรรมอยู่ก็อาจจะใช้ช่องทางนี้ได้ ทั้งนี้ โลกของโซเชียลมีเดียในปัจจุบันนี้เป็นช่องทางที่แรงมาก คนที่ไม่เห็นอกเห็นใจและเอาเปรียบผู้อื่น ในที่สุดก็จะอยู่ในสังคมไม่ได้ แต่ถ้าสามารถเจรจาไกล่เกลี่ยกันได้ก็แนะนำให้ทำ และสัญญาก็จะกลับมาเป็นสัญญากันต่อไป


การเจรจาไกล่เกลี่ยต่างๆ ควรต้องคำนึงถึงระยะเวลาหรือ Time line หรือไม่ เช่น เจรจาในช่วงนี้ หรือรอให้สถานการณ์ดีขึ้นก่อน

อาจจะไม่มีสูตรสำเร็จนัก เพราะไม่มีใครรู้จักลูกค้าหรือเจ้าหนี้ได้ดีเท่าเรา เมื่อเริ่มเห็นว่าเริ่มมีเหตุการณ์ไม่ปกติคู่สัญญาอาจเดือดร้อน ก็สามารถเริ่มประสานได้ เช่น ผู้ให้เช่าก็สามารถเริ่มการผ่อนผัน หรือลดค่าเช่าได้เลย หรือผู้เช่าเองถ้าเห็นว่าผู้ให้เช่ายังเงียบอยู่ ก็ให้ติดต่อขอเจรจาได้ตามความเหมาะสม


ใน Legal in Action ครั้งต่อไป เราจะได้รับฟังความรู้ด้านกฎหมายอะไรบ้าง

ในครั้งต่อไปเราได้เรียนเชิญ ศ. (พิเศษ) กิติพงษ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการบริษัท Baker & McKenzie Ltd. ซึ่งเป็นกูรูด้านกฎหมายจะได้ให้เกียรติมาให้มุมมองในเรื่องการปรับโครงสร้างภาษี ท่านเป็นผู้มีบทบาทในเรื่องการปรับโครงสร้างและการปฏิรูปภาษีเพื่อลดการเหลื่อมล้ำ อยากให้ทุกคนติดตาม เพราะจะเป็นประโยชน์อย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ตอนนี้



ถอดความโดย - ADGES Co., Ltd.

ดู 144 ครั้ง

© 2020 by ADGES