ค้นหา
  • ห่วงใย Thai Biz

Human Capital Impact on Business Outcomes

อัพเดตเมื่อ: เม.ย. 27





รายการ Lesson from C-Suite #2

"Human Capital Impact on Business Outcomes"


วันพุธ 22 เมษายน 2563 เวลา 11:00 – 12:00


แขกรับเชิญ- คุณภูมิพัฒน์ สินาเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ดำเนินรายการ -ดร.ณัฐวุฒิกุลนิเทศ CEO, ADGES และที่ปรึกษาชมรม HCMสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย


จากที่การแพร่ระบาดเชื้อ Covid-19 ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผู้ประกอบการภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สามารถรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น การ downsize ในส่วนต่างๆ การปรับลดพนักงาน หรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อให้รับมือกับวิกฤตในครั้งนี้ได้ มาร่วมฟังมุมมองจากผู้บริการระดับสูง คุณภูมิพัฒน์ สินาเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) กำกับดูแลด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ว่าบริษัทฯ มีการบริหารจัดการในการรับมือและปรับตัวในช่วงนี้อย่างไรบ้าง

ปัจจุบันนี้การดำเนินงานของ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) เป็นอย่างไรบ้าง และจาก เหตุกาณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ Covid -19 มีผลกระทบต่อบริษัทฯ อย่างไรบ้าง

ธุรกิจหลักของ PTG คือ สถานีบริการน้ำมัน PT ซึ่งมีอยู่ประมาณ 2,000 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีธุรกิจกาแฟยี่ห้อพันธ์ุไทย ร้านกาแฟ Coffee World, Max Minimart รวมทั้งธุรกิจน้ำมันเครื่อง และ แก๊สหุงต้ม มีพนักงานทั้งหมดประมาณ 15,000 คน เนื่องจากเราดำเนินธุรกิจแบบ company-operated หรือเราทำเองทั้งหมดโดยไม่ผ่าน dealers ดังนั้น พนักงานคือปัจจัยหลักที่สำคัญของบริษัท เมื่อเกิดการระบาดของเชื้อ Covid-19 ขึ้น บริษัทเองก็ได้รับผลกระทบ แต่ก็มีความแตกต่างกันในแต่ละธุรกิจที่เรามี แน่นอนเนื่องจากกิจกรรมทางเศรฐกิจ การขนส่งต่างๆ หรือ supply chain ต่างๆ ลดลง หรือหยุกชะงักจึงกระทบถึงการใช้น้ำมัน สถานีบริการน้ำมันของเรา รวมทั้ง minimart ยังเปิดอยู่ แต่ก็ต้องเปิดตามเวลาที่รัฐบาลกำหนดตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ส่วนธุรกิจร้านกาแฟเราต้องปิดก่อน แต่ยังสามารถสั่งทาง online ได้


ถ้าเปรียบเทียบวิกฤตครั้งนี้ และครั้งอื่นที่ผ่านมา คุณภูมิพัฒน์ เห็นว่าครั้งไหนที่หนักที่สุด

ถือว่าเราผ่านวิกฤตมาก็หลายครั้งในระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 วิกฤตดอทคอม วิกฤตซัพไพรม์จากอเมริกา น้ำท่วม หรือเหตุการณ์ขัดแย้งทางการเมืองต่างๆ แม้กระทั่งโรคระบาดเกิดขึ้นเป็นระยะ เช่น ซารส์ หรือ ไข้หวัดนก วิกฤตแต่ละครั้งก็มีความแตกต่างกัน ครั้งนี้เกิดการระบาดของเชื้อโรคไปทั่วโลก แต่ละประเทศต้องหาวิธีรับมือและดูแลตัวเอง แต่สภาพคล่องทางการเงินของประเทศและภาคธุรกิจยังมีอยู่ เพียงแต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักชั่วคราว ในวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 ที่เกิดในประเทศไทย ธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น อสังหาฯ และอุตสาหกรรมกระทบหนักมาก แต่การจ้างงานยังพอมีอยู่ การเลิกจ้างไม่สูงมากนัก อัตราการว่างงานช่วงนั้นอยู่ที่ประมาณ 3.8% – 5% และเรายังมีตัวช่วยอื่น คือภาคท่องเที่ยวและการส่งออก แต่ครั้งนี้ภาคท่องเที่ยวและส่งออกได้รับผลกระทบอย่างมาก และยังกระทบครอบคลุมทุกภาคส่วนอื่นๆ ด้วย ถึงแม้เรายังพอมีความหวังในภาคการเกษตร การผลิตอาหาร แต่ก็ยังต้องลุ้นกับภัยแล้งด้วย โดยผลกระทบครั้งนี้คาดว่าจะทำให้อัตราการว่างงานน่าจะขึ้นไปสูงถึงตัวเลขสองหลักเลยทีเดียว


เมื่อทบทวนดูแล้ว หลังจากผ่านช่วงวิกฤตทุกครั้งจะมีธุรกิจใหม่เกิดขึ้นเสมอและบริษัทที่รอดไปได้ ก็จะใหญ่กว่าเดิมทุกครั้ง ก่อนปีวิกฤตต้อมยำกุ้งในปี 40 สถาบันการเงินต่างชาติแข็งแรงมาก เมื่อเกิดวิกฤติปี 40 สถาบันการเงินและธนาคารในไทยได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่ค่อยๆ ฟื้นหลังจากนั้น รูปแบบภาคธุรกิจก็เปลี่ยนไป เช่น ก่อนปี 40 เรามีตลาดนัดโชว์ห่วยเยอะ หลังปี 40 มีการปรับมาเป็นตลาดนัดติดแอร์ขึ้นมากมาย และเริ่มมาเป็นตลาดออนไลน์ในปัจจุบัน

หลังจากวิกฤตครั้งนี้ มองว่าธุรกิจใดจะเป็นธุรกิจใหม่ที่จะแข็งแรงหลังจากนี้

เมื่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็น social distancing จะทำให้เราเลือกที่จะทำ หรือไม่ทำสิ่งไหนมากขึ้น เช่น การซื้อสินค้าออนไลน์ เลือกการจัดส่งหรือ delivery ในรูปแบบต่างๆ การทำงาน และการติดต่อมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในรูปแบบใหม่ ดังนั้น รายละเอียดต่างๆ เหล่านี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้

เมื่อเกิดวิกฤตขึ้น นโยบายของ PTG ที่จะสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทและพนักงานเป็นไปในทิศทางใดบ้าง

เราแบ่งระดับเป็น macro กับ micro ในระดับ macro หรือระดับองค์กร เราต้องรักษากระแสเงินสด โดยการลดหรืองดเว้นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ทบทวนงบประมาณในการลงทุนใหม่ จัด priority ของระบบการดำเนินงานให้สดคล้องกับสถานการณ์ ชะลอการรับพนักงานเพิ่ม CEO ของเราให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานเป็นอย่างมาก เพราะเชื่อว่าเมื่อพนักงานเราปลอดภัยก็จะสามารถทำงานและมอบการบริการที่ดีลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนการดูแลลูกค้า เรามีการฉีกพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อให้กับรถทุกคันก่อนเข้ามายังสถานีบริการของเรา เพื่อให้ลูกค้าและพนักงานมั่นใจถึงความปลอดภัยจากเชื้อโรค


เมื่อหลายๆ องค์กรต้องพิจารณาถึงสิ่งจำเป็นที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอด คุณภูมิพัฒน์มองว่า การลดจำนวนพนักงาน การเลิกจ้าง หรือการปรับลดเงินเดือนพนักงาน เป็นทางเลือกเดียวในการแก้ปัญหาหรือไม่

อันดับแรกต้องวิเคราะห์ถึงโครงสร้างและผลกระทบที่แต่ละองค์กรมีก่อน โครงสร้างค่าใช้จ่ายในส่วนไหนที่จะสามารถบริหารจัดการในรูปแบบใดที่จะทำให้กระทบน้อยที่สุดได้ เพราะแต่ละองค์กรก็มีโครงสร้างแตกต่างกัน อยากให้มองว่าผลกระทบในครั้งนี้จะไม่จบลงอย่างสิ้นเชิงภายใน 1-2 เดือนนี้ แต่ให้วางกรอบระยะเวลาของผลกระทบไว้นานพอสมควร และจะบริหารจัดการอย่างไรให้อยู่รอดไปในระยาว สิ่งที่ PTG ทำคือ หยุดรับพนักงานใหม่ และบริหารจัดการพนักงานที่มีอยู่ปัจจุบันให้สอดคล้องกับความจำเป็นในส่วนงานต่างๆ ปรับลด OT ลดชั่วโมงการทำงาน ให้สอดคล้องกับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โยกย้ายพนักงานตามส่วนต่างๆ หรือปรับลดค่าเดินทางเพราะพนักงานส่วนหนึ่งสามารถทำงานที่บ้านได้ในช่วงนี้ เป็นต้น พยายามไม่ยึดติดกับโครงสร้างการทำงานแบบเดิม ต้องปรับตามความจำเป็นและเร่งด่วน


นอกจากนี้ เราได้ถือช่วงโอกาสนี้ทบทวนโครงการต่างๆ ที่เคยวางแผนไว้แต่ยังไม่มีโอกาสในช่วงเวลาปกติ ทั้งๆ ที่จำเป็นและเร่งด่วน เช่น โครงการการมีส่วนร่วมของพนักงานในการช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้องค์กรยั่งยืนและพัฒนาต่อๆ ไป ให้พนักงานมีส่วนร่วมทำและมองภาพร้อมกัน หรือโครงการเฟ้นหาและพัฒนาพนักงานที่มีศักยภาพ แม้กระทั่งผู้นำใน หรือ leaders ในระดับและส่วนงานต่างๆ ที่ก่อนหน้านี้เราเคยจัดคอร์สให้เรียนหรือฝึกอบรมการพัฒนาผู้นำ การตัดสินใจของผู้นำ การสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมงาน เป็นต้น ก็จะได้ใช้โอกาสนี้นำความรู้เหล่านั้นมาปฏิบัติจริง เพราะช่วงที่เหตุการณ์ปกติเราอาจไม่มีเวลา หรือยุ่งกับงานที่รับผิดชอบอยู่


ในเรื่องของการเลิกจ้างพนักงาน หลายองค์กรอาจมองว่าบริษัทไม่เลิกจ้างพนักงานปัจจุบันเลย แต่อยากให้มองถึงพนักงานเองก็มีหลากหลาย มีทั้งคนที่ใช่และไม่ใช่ บางคนพร้อมปรับตัวไปกับองค์กร ในช่วงวิกฤตเป็นช่วงที่เราจะเห็น Mindset ของพนักงานได้เป็นอย่างดี เมื่อเวลาเราฟื้นตัวคนที่ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ แต่ในสถานการณ์นี้องค์กรก็ยังให้โอกาสอยู่ ให้เปลี่ยน Mindset ในมุมที่สอดคล้องกับองค์กร แต่ไม่ใช่ว่ายังรักษาพนักงานเอาไว้แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลง Mindset ของพนักงานเลย หนึ่งใน Project ที่เราทำคือช่วงนี้กิจกรรมการขนส่ง การเดินทางต่างๆ ชะลอตัวอย่างมาก เราให้พนักงานขายน้ำมันเครื่องออกไปเยี่ยมลูกค้าเพื่อรับฟัง feedback จากลูกค้า เพราะปกติพนักงานก็เร่งขายและไม่มีโอกาสพูดคุยรับฟัง feedback จากลูกค้า สิ่งที่พบคือเมื่อเวลาปกติ เราขายผลิตภัณฑ์ต่างๆ เราก็จะมองแต่มุมของสินค้าตัวเองและภูมิใจกับสินค้าของเรามาโดยตลอด แต่สำหรับลูกค้ามองสินค้าของเราเปรียบเทียบกับคนอื่นเสมอ ซึ่งสิ่งที่พบเป็นข้อมูลที่ดีมากที่ทำให้เรามองย้อนกลับมาที่สินค้าของเราและพัฒนาสินค้าออกสู่ตลาด ซึ่งการที่ได้ทำกิจกรรมที่แตกต่างออกไปเช่นนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นไปยังการ Re-skill ต่างๆ ให้กับพนักงานและนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับองค์กรได้


ในอนาคต เมื่อผ่านช่วงวิกฤตไปแล้ว ทักษะอะไรที่สำคัญที่องค์กรควรเริ่มสร้าง และควรสร้างอย่างไร

อาจแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกคือใช้ทักษะการแก้ปัญหา สิ่งที่เราทุกคนมีคือสัญชาตญาณการเอาตัวรอดและไม่มัวจมอยู่กับปัญหา ช่วงที่สองคือการหาโอกาส และช่วงที่สามคือการสร้างความแตกต่าง ในแต่ละองค์กรมีรายละเอียดของปัญหาและการแก้ปัญหาไม่เหมือนกัน ช่วงวิกฤตที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวเป็นโอกาสและจังหวะที่ดีสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้บริหารองค์กรได้กลับมาทบทวนถึงสิ่งที่มีคุณค่าที่ควรต้องโฟกัส เพราะเมื่อเวลาปกติบางครั้งอาจจะมีโครงการหลายๆ โครงการมาก ทำให้ขาดการโฟกัสถึงสิ่งที่จำเป็นจริงๆ และอาจจะมีโอกาสรับฟังความคิดเห็นของลูกค้ามากขึ้น เพราะต่างคนต่างมีเวลามากขึ้น ทำให้ได้ข้อมูลและมุมมองที่สะท้อนมาจากลูกค้าของเรา เพื่อนำมาวางแผนพัฒนาสินค้าและการบริการให้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด


อีกอย่างที่สำคัญคือหลายองค์กรอาจจะถือโอกาสนี้ Transform องค์กร หรือเปลี่ยนรูปแบบองค์กรใหม่ก็ได้ เช่น เปลี่ยนเป็น Digitalized มากขึ้น จากที่คิดกันมานาน ถึงเวลาแล้วที่พนักงานและองค์กรต้องเป็น Digitalized Organization จริง ๆ เพราะเหตุการณ์นี้จะเปลี่ยน Mindset และพฤติกรรมของพนักงานได้ ให้ถือโอกาสนี้เตรียมพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนองค์กรสู่อนาคตได้เลย ด้านลูกค้าเองก็มีการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมในการใช้ชีวิต ถ้าเราไม่ศึกษาวิเคราะห์พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้า ยังยึดถือกับการขายรูปแบบเดิมๆ เราก็จะไม่สามารถขายสินค้าได้ ต้องมองรูปแบบช่องทางการขายแบบใหม่ให้ได้ เช่น ออนไลน์ นอกจากนี้ แผนการทำงานต่างๆ ที่เราเคยวางแผนการทำงานต่างๆ ไว้ ทั้งระยะสั้น กลาง 3 ปี หรือยาว 5 ปี เลือกโฟกัสในสิ่งที่เร่งด่วนต้องเปลี่ยนแปลงและตั้งทีมงานทำ Agile Project ขึ้นมา และปรับลดจากแผนระยะยาวต่างๆ ให้เหลือแค่สามเดือนได้หรือไม่ เราต้องลองทำสิ่งเหล่านี้ดูแล้วจะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจริงๆ


แนวทางการดำเนินธุรกิจของ PTG ในอนาคตกร จะไปมุ่งเน้นในด้านใดบ้าง

PTG เรามี Road Map ในการดำเนินงานที่มุ่งเน้นในเรื่อง Innovation และ Transformation ในด้านของ Innovation คือการมองหา Business Model ใหม่ที่จะทำใหธุรกิจสถานีบริการน้ำมันของเราไม่เหมือนเดิม ส่วนในด้านของ Transformation คือการที่เรากำลังก้าวไปสู่รูปแบบขององค์กรใหม่ ซึ่งตอนนี้เรากำลังเดินทาง กำลังฟูมฟักปรับเปลี่ยนและพัฒนาพนักงานภายในของเราอยู่


อีกภาพที่เราจะเห็นคือเมื่อสถานการณ์กลับมาปกติ สิ่งที่เราต้องกลับมาดูคืออะไรที่ต้องเตรียมพร้อมเพิ่มเติมให้กับพนักงาน เพราะเรามองเห็นช่องว่าที่เกิดขึ้นช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดและพนักงานต้องทำงานที่บ้าน หลายอย่างที่พนักงานยังไม่พร้อม เช่น หลายคนไม่มีโน๊ตบุ๊ค เพราะที่ออฟฟิศใช้ PC อีกทั้งบางพื้นที่ทำงานที่บ้านไม่เอื้อต่อการทำงาน เป็นต้น จึงเป็นข้อมูลให้เรานำกลับมาเตรียมพร้อมเพิ่มเติม เช่น เพิ่มอุปกรณ์ในการทำงานให้สามารถทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น หรือพนักงานหน้าร้านที่ต้องดูแลบริการลูกค้า ต้องมีระบบอะไรมาสนับสนุนการทำงานบ้าง ในช่วงนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น และนำกลับ feedback ของลูกค้ากลับมาเตรียมพร้อมเพื่อให้เราสามารถเปลี่ยนผ่านเพื่อเป็นสถานีบริการน้ำมันที่แตกต่างไปได้

สุดท้ายอยากให้คุณภูมิพัฒน์ฝากแง่คิดและมุมมอง ให้กับผู้ประกอบการและทุกคนที่กำลังประสบปัญหาในครั้งนี้

อยากให้มองว่า เมื่อเรามีเวลาช่วงดีๆ เวลาดีๆ เช่นนั้นก็ไม่ได้อยู่ตลอดไป เช่นเดียวกัน เวลาที่ไม่ดีหรือช่วงวิกฤตก็จะไม่อยู่กับเราตลอดไปเหมือนกัน เมื่อเกิดขึ้น เราต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และตราบใดที่เรายังแข็งแรงและยังมีแรงอยู่ เชื่อว่าเราจะปรับตัวและฟื้นขึ้นมาได้เร็ว แต่เราต้องมีสติ มีพลัง และชวนพนักงานของเรามาร่วมค้นหาโอกาสที่อาจจะยังไม่ถูกค้นพบ และเริ่มลองลงมือทำเลย ไม่ต้องรอ ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ มุ่งแก้ปัญหา กับ หาโอกาส สร้างพลังในใจให้เกิดขึ้นและเป็นพลังที่จะพาคนอีกมากมายเดินไปข้างหน้า ให้พลังกับครอบครัวและสนับสนุนกันและกัน ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการ และผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกคน เชื่อว่าประเทศไทยของเราจะฝ่าฟันและผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้สำเร็จ



ถอดความโดย - ADGES

ดู 0 ครั้ง

© 2020 by ADGES