ค้นหา
  • ห่วงใย Thai Biz

How China Rebound from Covid-19 Crisis

อัพเดตเมื่อ: เม.ย. 27



รายการ "How China rebound from COVID-19 Crisis"

วันอังคารที่ 21 เมษายน เวลา 16:00-17:00 น.


แขกรับเชิญ - คุณมาณพ เสงี่ยมบุตร รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินรายการ - ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ CEO, ADGES และที่ปรึกษาชมรม HCMสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย


จากที่ปัจจุบันแนวโน้มของการติดเชื้อและแพร่ระบาดของ Covid-19 ในประเทศไทยมีแนวโน้มที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และมีสัญญาณว่าเราจะสามารถควบคุมได้ จึงมีหลายฝ่ายกำลังพิจารณาถึงการกลับมาเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกครั้ง แต่การจะกลับมาเปิดอีกครั้งของไทยควรต้องคำนึงถึงประเด็นไหนบ้าง และประเทศไทยควรเตรียมตัวอย่างไร เรามาเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อ Covid-19 เป็นประเทศแรก และควบคุมได้จนสามารถกลับมาเปิดประเทศและเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง วันนี้เราได้รับเกียรติจากคุณ คุณมาณพ เสงี่ยมบุตร รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มาร่วมแบ่งปันมุมมองกับเรา

ปัจจัยอะไรที่ประเทศจีนประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อ Covid -19

จากที่มีการแพร่ระบาดที่รุนแรงในมณฑลหูเป่ย เมืองอู่ฮั่น รัฐบาลจีนประกาศปิดเมือง หรือ Lockdown เมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นการปิดเมืองอย่างจริงจังและมีการควบคุมอย่างเข้มงวด คนต้องอยู่ภายในบ้านของตัวเองเท่านั้น ออกนอกบริเวณตึกหรือหมู่บ้านไม่ได้ แต่มีการกำหนดว่าแต่ละบ้านสามารถออกนอกบ้านได้สัปดาห์ละครั้งเพื่อไปซื้ออาหารและของใช้ที่จำเป็นเท่านั้น ถึงแม้เมืองใหญ่อื่นๆ จะไม่ได้ประกาศปิดอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติก็ให้ทุกคนอยู่บ้าน ไม่ให้มีการฉลองใดๆ จำกัดทางเข้าออกอาคารและหมู่บ้าน จะว่าไปแล้วก็ดูเหมือนปิดเกือบจะทั้งประเทศ ทำให้เราแทบนึกไม่ออกเลยว่าผลกระทบของไวรัส Covid-19 นี้จะทำให้คนเกือบ 1,400 ล้านคนต้องหยุดอยู่กับบ้าน กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดและไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ด้วยมาตรการที่ชัดเจน จริงจัง และเด็ดขาดนี้ ทำให้รัฐบาลจีนสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ เรียกได้ว่ารัฐบาลทำเกินไว้ก่อนก็ว่าได้ ที่สำคัญมาตรการหนักต้องมาก่อน มาตรการผ่อนปรนค่อยตามมาทีหลัง


อีกมาตรการหนึ่งคือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทั้งเรื่องของการติดตามผู้ติดโรคและการวินิจฉัยโรค ในเรื่องของการติดตาม มีทั้งการติดตามเบอร์มือถือ มี App ติดตามถ้าหากคุณได้โดยสารรถสารธารณะที่มีคนติดโรคบนรถคันนั้นด้วย App ก็จะแจ้งเตือนกลับมา รวมทั้งมี App ที่เป็นการบอกถึงรหัสสุขภาพ ซึ่งแสดงผลแทนด้วยสี 3 คือ แดง เขียว และเหลือง โดยสีนั้นก็จะเปลี่ยนไปตามพฤติกรรม และความเคลื่อนไหวของเราว่ามีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน นอกจากการมีเทคโนโลยีแล้ว อีกอย่างที่สำคัญคือการนำไปใช้อย่างจริงจัง เช่น App ที่บอกถึงรหัสสุขภาพ แรกๆก็ใช้เพียงไม่กี่เมือง เช่น เมืองหางโจว ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของ Alibaba เนื่องจากเป็นผู้พัฒนา App นี้ขั้นมา จากนั้นก็ได้มีการนำไปใช้หลายเมืองมากขึ้นและเข้าใจว่าตอนนี้ใช้ทั้งประเทศแล้ว ในเรื่องของการวินิจฉัยโรค เช่น การตรวจสภาพปอดของผู้ติดเชื้อ จากตอนแรกที่ใช้ TC Scan ซึ่งใช้เวลากว่า 20 นาทีต่อ 1 คน จากนั้นได้เริ่มใช้ในการวินิจฉัย ซึ่งใช้เวลาเพียง 20 วินาที เชื่อว่าในอนาคตการนำเทคโนโลยีมาใช้ทางด้านสาธารณสุขของจีนจะเกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดดไปเรื่อยๆ


สิ่งสุดท้ายคือการร่วมมือของประชาชน ความเชื่อมั่นของประชาชนชาวจีนที่มีต่อรัฐบาลมีสูง ดังนั้น ประชาชนจึงให้ความร่วมมือกับมาตรการต่างๆ ของรัฐบาอย่างจริงจัง และเข้มข้น

เมื่อพูดถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ ใครเป็นเจ้าของเทคโนโลยีนี้ รัฐบาลจีนร่วมกับภาคเอกชน หรือรัฐบาลเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาพัฒนาตรงนี้

คิดว่าเกิดขึ้นทั้งสองส่วน ก่อน Covid-19 นั้น เทคโนโลยี AI หรือ Big Data มีการพัฒนาไปค่อนข้างมากแล้ว โดยทางภาคเอกชนในช่วงแรก ทั้ง Tencent หรือ Alibaba เป็นต้น หลังจากนั้นรัฐบาลก็เริ่มพัฒนา และได้ประกาศในแผนแม่บทในการพัฒนา AI ให้จีนเป็นผู้นำของโลกในปี 2030 โดยจะเป็นผู้นำในทุกๆ ด้าน โดยเมื่อ 2-3 ปี จะเห็นว่าเริ่มมีสำนักงาน Big Data ประจำเมือง ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการ ดังนั้น การพัฒนาเทคโนโลยีของจีนได้มีการผสมผสานกันอย่างดีระหว่างภาครัฐและเอกชน เมื่อช่วงแรกๆ ของการเกิดวิกฤตการแพร่ระบาด ก็อาจจะฉุกละหุกพอสมควรเพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทันหัน และมีคนติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมาก แต่ต่อมาคิดว่าเป็นการร่วมมือกันทั้งสองฝ่ายที่เร่งนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในช่วงนั้น ในจีนเองมีการแบ่งการเป็นเจ้าของข้อมูลออกเป็นค่ายหลักๆ เมื่อมีการใช้เทคโนโลยีมาช่วยระหว่างเกิดวิกฤต มีการพูดถึงการแบ่งปันข้อมูลระหว่างค่ายเกิดขึ้นเพื่อให้การติดตามข้อมูลผู้ติดเชื่ออย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว่าต่อไปเมื่อพูดถึง เรื่อง Data Privacy หรือเรื่องของการนำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ ถึงแม้จะมีกรอบของทางตะวันมาบังคับใช้ ซึ่งประเทศจีนก็ค่อนข้างอิงกับ GDPR ของฝั่งยุโรป แต่ในอนาคตอาจจะมีการทบทวนว่าการแบ่งปันข้อมูลในช่วงวิกฤตอาจมีความจำเป็นมากกว่าเวลาปกติก็เป็นได้ โดยส่วนตัวเชื่อว่าประเทศจีนอาจจะออกมาเป็นผู้กำหนดมาตรฐานของการนำข้อมูลไปใช้เองในอนาคต

อะไรที่เป็นสัญญาณที่ทำให้รัฐบาลจีนมั่นใจว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว และสามารถเปิดเมืองอู่ฮั่นได้

เชื่อว่าสัญญาณที่สำคัญคือจำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดลง และรัฐบาลเองก็น่าจะมีข้อมูลเชิงลึกจากทางทีมแพทย์ว่าแนวโน้มตัวเลขผู้ติดเชื้ออยู่ในภาวะที่สามารถควบคุมได้หรือไม่ ปัจจุบันจำนวนผู้ติดเชื้อระหว่างคนภายในประเทศแทบเป็นศูนย์ แต่มีผู้ติดเชื้อที่เป็นคนจีนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ เพราะคนจีนที่อยู่ต่างประเทศมีความมั่นใจถึงความสามารถในการรักษาของจีนมากกว่าประเทศที่พวกเขาอยู่ อีกทั้งรัฐบาลจีนออกค่ารักษาให้กับทุกคนที่ติดเชื้อที่รักษาในประเทศด้วย

จีนมีระบบการเตรียมการเปิดเมืองอย่างไรบ้าง ทั้งทางภาครัฐและภาคเอกชน

ในมณฑลหูเป่ย เมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของการระบาด มีการเตรียมตัวอยู่หลักๆ ด้วยกัน คือ


1) การแบ่งโซน เมืองไหนที่ไม่มีความเสี่ยง หรือเสี่ยงน้อย ก็ให้เปิดก่อน เมืองไหนที่ยังมีความเสี่ยงอยู่ก็ให้เปิดทีหลัง


2) การแบ่งกลุ่มธุรกิจ ซึ่งก็จัดเป็นกลุ่มของธุรกิจออกเป็นหลักๆ 4 กลุ่ม


  • กลุ่มแรก กลุ่มธุรกิจที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของประชาชน และมีความจำเป็นต่อ Supply Chain ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

  • กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มภาคการเงินและธนาคาร

  • กลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมทั่วๆ ไป ภาคการบริการทั่วไป โดยให้รัฐบาลท้องถิ่นแต่ละเมืองพิจารณาถึงความเหมาะสมว่าควรให้เปิดมาน้อยแค่ไหน

  • กลุ่มที่สี่ คือกลุ่มที่รัฐยังห้ามเปิด หรือเป็น Negative List อยู่ เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมาก เสี่ยงที่จะกลับมาติดเชื้อและเกิดการแพร่ระบาดอีกครั้ง เช่น สถานบันเทิง โรงเหล้า สถานออกกำลังกาย โรงหนัง เป็นต้น


อย่างไรก็ตามสำหรับกลุ่มที่อนุญาตให้เปิดแล้ว ก็ยังต้องยึดถือมาตรการการเว้นระยะห่างของแต่ะคนอยู่ เช่น การเข้าทำงาน การจัดโต๊ะทำงานใหม่ และให้แต่บริษัทหรือสถานประกอบการมีมาตรการที่หากพบผู้ติดเชื้อ ต้องรีบดำเนินการกักตัวผู้ที่ติดเชื้อ และรีบแจ้งให้หน่วยงานของรัฐทราบ ซึ่งคงไม่แปลกทีหากเกิดขึ้นก็อาจต้องมีการปิดเมืองอีกรอบ แต่ปัจจุบันนี้ยังไม่มี


ถือว่าตอนนี้การกลับมาทำงานหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนเกือบเป็นปกติ อัตราการผลิตต่างๆ กลับมาเกือบปกติ ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับมาเกือบ 80% - 90% ซึ่งถือว่าเร็วมาก ตัวเลขการใช้ทรัพยากร เช่น ถ่านหินก็กลับมาถึง 80% - 90% เช่นกัน มีตัวเลขดรรชนีรวมตัวหนึ่งที่น่าสนใจที่บ่งชี้ว่าจีนกำลังกลับมาได้เร็วคือ ตัวเลข PMI เป็นตัวเลขดรรชนีผู้ซื้อ ซึ่งเป็นดรรชนีที่แสดงถึงความต้องการในการซื้อไปในอนาคตด้วย โดยมีการวัดเดือนต่อเดือน ซึ่งเดือนมกราคม และเดือนกุมภาพันธ์ ตัวเลขลดลงไปจากระดับปกติที่ระดับที่ 50 ลดลงไปอยู่ที่ระดับ 30 ซึ่งเป็นตัวเลขที่แย่กว่าเมื่อเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ในปี 2008 โดยตัวเลขปัจจุบันนี้กลับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 52 แล้ว ซึ่งถือว่าเร็วมาก จะเห็นว่าการกลับมาทำงานในภาคการผลิตกลับมาเกือบปกติแล้ว อาจจะยังมีในส่วนของภาคบริการซึ่งยังไม่กลับมาเท่าที่ควร


การใช้เทคโนโลยีต่างๆ ที่นำมาช่วยสนับสนุนการควบคุมการแพร่ระบาด ปัจจุบัน มีการใช้ยังต่อเนื่องแล้วเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน

ยังมีการใช้ application ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น รหัสสุขภาพ และเชื่อว่าหลังจากนี้จีนจะมีการพัฒนาและการลงทุนเรื่องเทคโนโลยีด้านระบบสาธารสุขอย่างรวดเร็ว เมื่อสองวันนี้ รัฐบาลจีนได้มีแนวนโนบาย บอกว่าจะต้องมีการพัฒนา Healthcare กับ Internet ซึ่งจากเดิมก็พัฒนาอยู่แล้ว และในอนาคตจะยิ่งมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทั้งการนำ AI เข้ามาใช้มากขึ้น และการทำ Online Healthcare การเก็บข้อมูลด้านสุขภาพขงประชาชนก็จะเข้มข้นมากขึ้น ดังนั้น ไม่แปลใจเลยว่าการลงทุน การพัฒนา และการวิจัยทางด้าน Healthcare ในประเทศจีนรุดหน้าไปอีกใกล และจากเหตุการณ์ครั้งนี้ หลายๆ ประเทศก็ดูว่าจีนมีการพัฒนาในส่วนนี้อย่างไรบ้าง หรืออย่างน้อยก็ยังต้องพึ่งพา supplies ทางด้านการแพทย์ จากจีน ดังนั้น ต่อไปเชื่อว่าจีนจะก้าวเข้ามามีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานด้าน Healthcare ในโลกมากขึ้น


ในหลายประเทศ เมื่อธุรกิจได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ อาจมีการเลิกจ้างพนักงาน มีคนตกงานเพิ่มมากขึ้น สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นที่จีนด้วยหรือไม่

จีนเองก็มีปัญหาดังกล่าวเช่นกัน เนื่องจากเศรษฐกิจจีนมีการพัฒนามาถึงจุดที่มี SME เกิดขึ้นมาอย่างมาก ประมาณ 60% ของเศรษฐกิจทั้งหมดของจีน การจ้างงานในภาค SME อาจสูงถึง 70-80% ด้วยซ้ำ ธุรกิจ SME หลายบริษัทจึงมีการเลิกจ้างเกิดขึ้น ทางรัฐบาลจีนก็ได้มีมาตรการเข้ามาพยุงเศรษฐกิจ และกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการพยุงเศรษฐกิจก็ทยอยประกาศออกมา เช่น การกระตุ้นการบริโภคหลังเปิดเมืองแล้ว โดยแต่ละคนซึ่งมีโปรแกรม WeChat อยู่แล้ว รัฐบาลจะส่ง voucher ส่วนลดไปเพื่อให้ประชาชนนำไปซื้อสิ่งของอุปโภคบริโภคต่างๆ เป็นต้น นอกนั้นยังมีมาตรการทางด้านภาษี การออกพันธบัตรของรัฐบาลท้องถิ่น เพื่อนำไปช่วยผู้ประกอบการในมลฑลของตัวเอง การให้ Soft Loan ส่วนด้านมาตรการด้านการระตุ้น เศรษฐกิจ นั้น เนื่องจากจีนถนัดในเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จึง โครงสร้างพื้นฐานแนวใหม่ หรือ New Infrastructure มากระตุ้น เศรษฐกิจ เช่น 5G รถไฟฟ้า โรงไฟฟ้า สายส่งแรงสูง และ Data Center เป็นต้น ซึ่งรวมแล้วจะเป็นเม็ดเงินประมาณ 1.2 ล้านล้านหยวน จะเห็นว่ารัฐบาลจีนไม่ใช่เป็นเพียงแค่การใช้โอกาสนี้อัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็นทั้งการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศด้วย สิ่งไหนที่ได้เริ่มทำแล้วก็จะเร่งพัฒนาให้เร็วขึ้นอีก เช่น 5G เป็นต้น

คุณมาณพเห็นว่าอุตสาหกรรมไหนที่เริ่มมีสัญญาณที่ดี หลังจากเกิดวิกฤตครั้งนี้

ตอนนี้ถ้าจะบอกว่าเป็นรายอุตสาหกรรม อาจจะยังเร็วไปเพราะยังไม่มีตัวเลขอ้างอิง แต่จะมี 2-3 ประเด็นที่อยากให้ติดตามสำหรับนักธุรกิจไทยที่กำลังทำธุรกิจกับประเทศจีน อย่างแรก คือที่ผ่านมาแนวคิดของนักธุรกิจจีนมักจะต้องทำเร็วๆ ไว้ก่อน ทำใหญ่ๆ ด้วย และปัจจุบันนี้ Mindset ของนักธุรกิจจีนมีแนวโน้มเปลี่ยนไป ไม่ต้องอลังการก็ได้แต่ให้อยู่ในความพอดี ดังนั้น เมื่อ Mindset ของนักธุรกิจจีนเปลี่ยนไป เริ่มมีการปรับให้สมดุลขึ้น จากนี้ การทำธุรกิจกับนักธุรกิจจีน อาจจะ Fine Tune คุยกันได้ดีมากขึ้น ทำให้มีจุดของความร่วมมือที่เหมาะสมมากขึ้น อย่างที่สองคือ ธุรกิจ online จะมีเพิ่มมากขึ้น จะมีแบรนด์ใหม่ๆ ของของจีนเกิดขึ้นมาเยอะมาก เพราะจะมีคนค้นพบ Demand ใหม่ๆ ที่ซ่อนอยู่ และค้นพบการทำการตลาดแบบใหม่ เช่น ในจีนนั้นธุรกิจที่เกี่ยวกับเน็ต ไอดอล หรือ Online Influencer ถือเป็นอุตสาหกรรมเลยก็ว่าได้ มีการตั้งบริษัทเป็นกิจจะลักษณะเลย มีถึงขั้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ก็มี อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้น หลังจากวิกฤตครั้งนี้ก็จะมีรูปแบบธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นในจีน ถือว่าเป็นโอกาศที่น่าสนใจสำหรับใครกำลังมองหาช่องทางทำธุรกิจกับจีน


อีกอย่างที่น่าจับตาคือเมืองอู่ฮั่นเองจะกลายเป็นเมืองที่น่าลงทุนที่สุดเมืองหนึ่งในประเทศจีน เพราะหลังจากนี้นบายของรัฐบาลและ ทรัพยากรต่างๆ ก็จะพุ่งตรงมาที่เมืองนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาถือว่าเมืองอู่ฮั่นเสียสละเป็นอย่างมาก เพราะสไตล์รัฐบาลจีนคือถ้าใครเสียสละต้องชดเชยให้ ดังนั้น การพัฒนาในอู่ฮั่นก็จะเป็นลักษณะ ส่งเสริมและสนับสนุนมากเป็นพิเศษ รวมทั้งเมืองอู่ฮั่นเองเป็นเมืองอุตสาหกรรม Hi-Tech อยู่แล้ว มีมหาวิทยาลัยกว่าร้อยแห่ง และกว่าครึ่งก็เป็นมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับเทคโนโลยี


อะไรเป็นสิ่งที่ไทยสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศจีนในเรื่องการ Unlock หลังจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโควิท-19 ในครั้งนี้

คิดว่าในขั้นตอนการปลด Lockdown นั้น ต้องมีข้อมูลในเชิงลึกที่มั่นใจได้ก่อนว่าสามารถควบคุมการติดเชื้อและแพราระบาดได้จริงๆ ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่ประกาศออกมา อาจจะต้องพิจารณาให้มีการจัดลำดับการเปิดกลับมาทำงานเป็นภาคส่วน แต่การจัดลำดับนั้นคงต้องดูตามความเหมาะสมกับบริบทของไทยเนื่องจากไทยกับจีนก็มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจไม่เหมือนกัน รวมทั้งการ Lockdown ของเรากับจีนก็ไม่เหมือนกัน


อยากจะฝากถึงการเปลี่ยนแปลงของจีนหลังจากนี้ที่จะกระทบกับประเทศไทย หลังจากการแพร่ระบาดของโรคในครั้งนี้ จีนจะเข้ามามีบทบาทผู้นำของโลกมากขึ้น เช่น การกำหนดมาตรฐานต่างๆ ของอุตสาหกรรม และมาตรฐานอื่นๆ จากที่ได้แสดงให้โลกเห็นถึงความสามารถในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสครั้งนี้ ในเรื่องของการลงทุน เชื่อว่าจีนยังจะลงทุนในต่างประเทศจะมีเพิ่มมากขั้นและต่อเนื่อง เพราะเป็นการลดความเสี่ยงจากการผลิตในประเทศเองทั้งหมด และหากจีนมองการลงทุนใน ASEAN ประเทศไทยถือว่ามีจุดได้เปรียบที่ดีพอสมควร และรูปแบบการลงทุนจากที่เคยเป็นการลงทุนโดยตรง หรือนำฐานการผลิตไปตั้งที่ประเทศต่างๆ อาจจะเปลี่ยนเป็นลักษณะการไปร่วมกิจการ เพื่อร่วมผลิตและให้ได้มาซึ่งทรัพยากร หรือวัตถุดิบอะไรบางอย่าง เนื่องจากจะเห็นว่าระหว่างเกิดวิกฤตนั้น เมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมการผลิตกระทบอย่างมาก ดังนั้น รูปแบบการไปลงทุนของจีนในต่างประเทศ อาจจะเป็นการร่วมลงทุน หรือควบรวมกิจการเพื่อการผลิตหรือการจัดหาทรัพยากร หรือวัตถุดิบ หรือเทคโนโลยีบางอย่าง เพื่อให้สามารถพึ่งพาตัวเองให้ได้ดีขึ้นก็เป็นได้


สินค้าไทยเองก็มีโอกาสในประเทศจีน การซื้อของแบบออนไลน์ของจีนตอนนี้คิดเป็นแค่ 20% ของยอดค้าปลีกเท่านั้น ต่อไปต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน จึงเป็นโอกาสสำหรับสินค้าไทยในการขยายการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ไปที่จีนมากขึ้น แต่ต้องเตรียมพร้อมกับการแข่งขันเช่นกัน เราควรต้องไปเรียนรู้การทำการตลาดออนไลน์กับจีน ในทางกลับกันสินค้าจีนก็จะหลั่งไหลมาที่ไทยไม่น้อยเลยหลังจากนี้ เพราะจีนเองก็ต้องหาช่องทางการตลาด โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์ใหม่ๆ ที่จะมาตีตลาดในไทยด้วย ส่วนเรื่องการท่องเที่ยว เชื่อว่านักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาเที่ยวไทยเยอะขึ้นมากๆ เนื่องจากการควบคุมการระบาดของเชื้อโรคถือว่าไทยเราทำได้ดีพอสมควรเมื่อเทียบกับหลายประเทศ และท่าทีที่ดีของไทยต่อนักท่องเที่ยวจีนและประเทศจีนเมื่อตอนต้นที่มีการแพร่ระบาด เชื่อว่าถ้าเรายังควบคุมตรงนี้ได้ดี นักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาอย่างเป็นทวีคูณ

จากนี้คิดว่าประเทศไทยควรเตียมตัวอย่างไร อะไรเป็นสิ่งที่เราต้องเริ่มทำ หรือสิ่งใหม่ๆ อะไรบ้างที่เราต้องลองทำมากขึ้น

ถึงแม้หลายอย่างจะเปลี่ยนไป แต่ก็ไม่ใช่ทุกอย่างเปลี่ยนไปแบบ reset ทั้งหมด ถ้าเทียบกับเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดที่โลกเคยเผชิญ เช่น สงครามโลก ถือว่าครั้งนี้ยังดีกว่า เรายังมีบ้านให้เราอยู่ เพียงแต่ต้องมาคิดว่าธุรกิจหรือสินค้าที่เรามีอยู่จะต้องผ่านช่องทางการตลาดแบบใหม่อย่างไร เช่น ช่องทางออนไลน์ และต้องคิดเพิ่มด้วยว่าเราควรจะเสริมและเพิ่มสินค้าอะไรในช่องทางออนไลน์และเพิ่มอย่างไรบ้าง ควรผลักดันอย่างไรบ้าง รวมทั้งศักยภาพของคนที่จะพร้อมปรับตัว ทั้งความรู้และทักษะใหม่ๆ ให้เข้ากับรูปแบบการทำงานงานหรือทำธุรกิจหลังจากนี้



ถอดความโดย - ADGES Co., Ltd.

ดู 0 ครั้ง

© 2020 by ADGES