ค้นหา
  • ดร. ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ

Executive Summary : McKinsey & Co. Session 1 - Economic Implications



หัวข้อ: COVID-19 ผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ แนวทางการรับมือและ Scenario Planning


Speaker

คุณนพมาศ ศิวะกฤษณ์กุล – Managing Partner

Marek Stepiak – Healthcare expert

Tomas Koch – Senior Partner

Dr. Tomas เริ่ม session โดยการขอบคุณบุคลากรทางแพทย์ที่เสียสละทุ่มเทในการให้การดูแลรักษาผู้ป่วยทุกคน หลังจากนั้น Marek ซึ่งเป็น Partner ของทาง McKinsey และเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Healthcare ได้กล่าวว่าวิกฤตการณ์ COVID-19 เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ โดยในวันที่ 31 มีนาคม มีผู้ติดเชื่อทั่วโลกกว่า 857,000 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 42,000 ราย ถึงแม้ว่า COVID-19 เริ่มขึ้นจากประเทศจีนแต่ในวันนี้ประเทศจีนมีสัดส่วนของการติดเชื้อรายใหม่ย้อนหลังไปเจ็ดวันแค่ประมาณ 0.2% เท่านั้นเอง ในขณะที่ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกามีสัดส่วนของผู้ติดเชื้อใหม่อยู่ถึง 31% และทวีปยุโรปมีส่วนแบ่งของผู้ติดเชื้อใหม่ที่ 52% และเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ว่าจะมีประเทศใหม่ๆที่มีสัดส่วนการติดเชื้อเพิ่มขึ้นในอีกหลายประเทศในระยะเวลาอันใกล้



ทุกประเทศมีจุดเริ่มของการแพร่เชื้อในระดับที่คล้ายๆ กัน กล่าวคือเริ่มจากจำนวนผู้ติดเชื้อจำนวนไม่มากแต่หลังจากนั้นก็มีการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้ออย่างรวดเร็ว ซึ่งความแตกต่างการอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อขึ้นอยู่กับ ความสามารถในการตรวจผู้ติดเชื้อว่าสามารถทำได้ด้วยความรวดเร็วและในจำนวนมากหรือไม่ การประสานและร่วมมือกันในการสืบหาต้นตอของการติดเชื้อร่วมความเป็นไปได้ของโอกาสแพร่เชื้อให้กับกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยง รวมถึงความสามารถที่จะนำเอาเรื่อง Social Distancing มาบังคับใช้อย่างจริงจัง ซึ่งปัจจัยต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว มีผลต่ออัตราการแพร่ระบาดของผู้ติดเชื้อภายในประเทศ โดยประเทศที่สามารถบังคับใช้ปัจจัยต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นได้อย่างจริงจังจะสามารถควบคุมอัตราการติดเชื้อให้อยู่ในระดับที่ต่ำ



ทำไมเราต้องมาทำความเข้าใจถึงผลกระทบของ COVID-19 เนื่องจากว่าเรื่องของการปกป้องชีวิต (Safeguard Lives) และการดำเนินชีวิต (Livelihoods) เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันและแยกออกจากกันไม่ได้ โดยในการปกป้องชีวิตเราจำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องต่างๆ อยู่ 3 เรื่องดังนี้

1. การควบคุมการแพร่ระบาดและการติดเชื้อ

2. เราต้องเร่งในการเพิ่มความสามารถในการดูแลรักษาผู้ป่วยซึ่งมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

3. การชะลอจำนวนผู้ติดเชื้อ จะทำให้เรามีเวลามากขึ้นในการหาทางรักษา COVID-19 ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนายาหรือ vaccine

ทั้งนี้เราจำเป็นที่จะต้องมี Action ในการที่จะต้องดำเนินชีวิตกันต่อไป ซึ่งมีวิธีการอยู่ 3 ขั้นตอน คือ

1. การสนับสนุนให้ความช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจในช่วง lockdown

2. เมื่อระยะเวลาของการ lockdown ได้ผ่านไป จำเป็นที่จะต้องสร้างความมั่นใจกับประชาชนและภาคธุรกิจในการกลับมาทำงานทั้งนี้ก็ต้องระวังไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดขึ้นซ้ำ

3. การเตรียมตัวสำหรับการพื้นตัวของภาคธุรกิจซึ่งก็ต้องอาศัยนโยบายการกระตุ้นธุรกิจจากภาครัฐ



ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ


คุณนพมาศ ศิวะกฤษณ์กุล Managing Partner ของทาง McKinsey & Co. ประเทศไทยได้กล่าวไว้ว่าทาง McKinsey & Co. ได้มองผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจซึ่งจะใช้เรื่องของอัตราการเติบโตของ GDP เป็นตัวชี้วัด โดยได้มีการวางเป็น Scenario ต่างๆ โดยได้นำเสนอแนวคิดในรูปของ Matrix โดยแกน Y ได้ระบุถึงความสามารถของการควบคุมการระบาดออกเป็น 3 scenario นั้นก็คือ

1. สามารถจัดการการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว

2. สามารถจัดการการแพร่ระบาดได้ในระดับหนึ่งแต่ก็ยังมีการกลับมาของการแพร่ระดับ

3. ล้มเหลวในการจัดการการแพร่ระบาด

ส่วนในแกน X จะเป็นประสิทธิภาพของมาตรการในการแทรกแซงเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยภาครัฐ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 Scenario คือ

1. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพ

2. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพในบางส่วน

3. มาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้นจำนวน Scenario ที่เราสามารถสร้างได้จะมีอยู่ 9 Scenario ด้วยกัน อย่างเช่น Scenario A4 จะเป็น Best case scenario หรือ Optimistic Scenario หรือสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพและเห็นผลโดยเร็ว ส่วน B3 จะเป็น Worst Case Scenario นั้นก็คือ ล้มเหลวทั้งในเรื่องของการควบคุมการแพร่ระบาดรวมถึงมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจเองก็ไม่ได้ผล


ทาง McKinsey & Co. มองว่า Most Likely Scenario น่าจะเป็น A1 A2 A3 และ A4 แต่ก็ยังไม่สามารถดึงเอา Scenario B1 B2 B3 B4 และ B5 ออกไปได้เนื่องจากเหตุการณ์ปัจจุบันมีความผันผวนมาก แต่ถ้าเราลองมองเจาะไปที่ Scenario A1 และ A3 ซึ่งน่าจะมีโอกาสในการเกิดขึ้นค่อนข้างสูง Scenario A3 คือเราสามารถควบคุมการแพร่ระดับได้เร็วและภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพในระดับหนึ่ง Scenario นี้ได้คาดการว่าจะมีการเติบโตของ GDP ทั่วโลกอยู่ที -1.8% และจะใช้เวลาถึง Q1 ของปี 2021 ในการที่จะให้การเติบโตของ GDP กลับมาอยู่ในระดับเดียวกันกับอัตราการเติบโตของ GDP ก่อนการวิกฤต COVID-19 โดยประเทศที่เป็นเครื่องจักรหลักในการขับเคลื่อนคือประเทศจีนซึ่งคาดการณ์ว่าน่าจะมีการปรับลดของ GDP แค่ -0.5% และจะใช้เวลาแค่ถึง Q4 2020 ในการพื้นตัวของเศรษฐกิจให้กลับมาอยู่ในระดับก่อนวิกฤต COVID-19

แต่เมื่อเราดูถึง Scenario A1 ซึ่งประกอบไปด้วยสมมุติฐานหลักสองตัวคือ การควบคุมการแพร่ระบาดทำได้ในระดับหนึ่งนั้น ยังมีโอกาสในการแพร่ระบาดซ้ำ รวมถึงมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจก็มีประสิทธิภาพในระดับหนึ่ง ผลลัพธ์จาก Scenario นี้ก็คือ อัตราการเติบโตของ GDP ทั้งโลกจะติดลบอยู่ที่ -5.7% และต้องใช้เวลาถึง Q4 2022 หรือไม่น้อยกว่าสองปีครึ่งจนกว่าที่เศรษฐกิจจะกลับคืนมาสู่ระดับเดียวกันกับก่อนเกิดวิกฤตการณ์ COVID19 ทั้งสอง Scenario ต่างชี้ตรงกันว่า เศรษฐกิจของประเทศจีนจะมีการหดตัวน้อยกว่าประเทศอย่าง อเมริกาหรือทางยุโรปอีก อีกทั้งประเทศจีนก็ยังใช้เวลาสั้นที่สุดในการพื้นขนาดเศรษฐกิจให้กลับมาในระดับเดียวกันกับก่อนการเกิดวิกฤตการณ์ ประเทศอเมริกาเองมีการเติบโตของ GDP ติดลบอย่างรุนแรงจนเทียบเท่าได้กับอัตราการหดตัวของ GDP หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เลยที่เดียว ซึ่งคงเป็นสภาพเศรษฐกิจหดตัวมากอย่างที่เราไม่เคยคาดคิดและไม่คิดว่าจะรุนแรงขนาดนี้

สำหรับในแต่ละภาคอุตสาหกรรม ถ้าเรามองที่ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นหรือ Shareholder Return ในแต่ละ Sector โดยรวมทุก Sector จะมี Shareholder Return ที่เป็นลบ แต่จะลบมากหรือลบน้อยจะเริ่มมีความแตกต่างกันในแต่ละ Sector จะเห็นได้ว่า Sector ที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดคือ Sector ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตตัวอย่างเช่น Retail, High-Tech, หรือ Phama แต่ Sector ที่มีผลกระทบติดลบสูงสุดเป็นอันดับต้นๆ ก็ได้แก่ Air & Travel ส่วน Oil & Gas ได้รับผลกระทบทั้ง COVID-19 และราคาน้ำมันที่ตกต่ำลงในเวลาเดียวกัน แต่เมื่อเอาบริษัทขนาดใหญ่ 3,000 บริษัทของโลกมากระจายลงตาม Sector จะเห็นว่าจะมีความแตกต่างของ Shareholder Return ภายใน Sector ค่อนข้างมากเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่นธุรกิจ Retail เองก็มีทั้งบริษัทที่ยังมี Shareholder Return ที่เป็นบวก เป็นศูนย์หรือกระทั้งติดลบนั้นเอง เนื่องจากมีปัจจัยทางด้านธุรกิจที่แตกต่างกันหรือเป็นการสะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันและปรับตัวต่อวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น



คำถามก็คือเราสามารถที่จะทำอะไรได้บ้าง เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ครั้งหนึ่งในชีวิตน่าจะเกิดขึ้นได้แค่ครั้งเดียว ซึ่งมีความคาดเดายาก และมีความผันผวนที่สูงโดยองค์กรจำเป็นที่จะต้องพิจารณาใน 5 เรื่อง หรือ (5R)

1. Resolve เป็นสิ่งที่องค์กรส่วนใหญ่ทำในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องและดูแลสวัสดิภาพของพนักงาน รวมไปจนถึงการดูแลลูกค้า

2. Resilience พอมีการ shut-down แล้วเราจะทำอย่างไรให้ธุรกิจยังพอไปได้ โดยสรุปเป็นแนวทางที่พอทำได้ ตัวอย่างเช่น

  • Fast but painful คือการขาย stock ในราคาที่ต่ำมากๆ เพื่อเอาเงินสดเข้ามาก่อน

  • Immediate Cash Opportunities เช่นตามเก็บหนี้จากลูกค้า หรือการต่อรอง term ในการจ่ายเงิน หรือสุดท้ายคือการทำ

  • Structural Change เช่นการลดต้นทุนในการผลิตหรือการบริหารจัดการ Stock เพื่อลดต้นทุน

3. Return คือการนำเอาธุรกิจกลับมาสู่ Scale ปกติหรือสามารถ Restart ธุรกิจของเราได้

4. Reimagination คือความเข้าใจว่าทั้งภาคธุรกิจเองรวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคบางอย่างจะไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดในเรื่อง Remote หรือ Tele โดยใช้ Technology เป็นตัวช่วยและเป็นตัวเร่งในการสร้างอุตสาหกรรมในรูปแบบใหม่ ตัวอย่างจากประเทศจีนและเกาหลีทำให้เราเห็นว่าการใช้ E-Commerce ภายหลังจากวิกฤตผ่านไปก็ยังมีการใช้อยู่ในระดับที่สูง นักเรียนเองก็เรียนแบบ E-learning และ Online หลังจากนี้จะเป็น New Norm ซึ่งจะทำให้องค์กรหันมามองย้อนดูว่าเราต้องทำอะไรให้เกิดขึ้นในหน่วยงานธุรกิจของเรา

5. Reform เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทางองค์กรธุรกิจและทางภาครัฐจำเป็นที่ต้องถามตัวเองว่าเราจะต้องเปลี่ยนแปลงในเรื่องใดและอย่างไร



แต่สิ่งสำคัญที่สุดและถือว่าเป็น Key Takeaway เลยก็คือ เรื่องของการจัดการ Nerve Center หรืออาจจะหมายถึง War Room คือองค์กรจำเป็นต้องมีทีมเฉพาะเพื่อมาดูแล 5R อย่างจริงจัง ถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่อาจจะจำเป็นที่จะต้องมีทีมมาดูในแต่ละเรื่องที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นเรื่อง

  • Scenario Planning, Strategic Moves

  • Workforce Protection and Productivity

  • Supply Chain Management

  • Customer Transparency and Supports

  • Cash and Financial Stabilization



โดยสรุปวิกฤตการณ์ COVID-19 จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับสูงอย่างที่เราไม่เคยมีประสบการณ์ในการรับมือมาก่อน แต่เราเชื่อว่าเราจะผ่านไปได้ด้วยกัน

ส่วนในช่วงของ Q&A มีคำถามว่า

Q: เราจะทราบได้อย่างไรว่าวิกฤตการณ์ได้ผ่านไปแล้ว

A: ถ้าเรามองอย่างประเทศจีน เครื่องบ่งชี้จะเป็นอัตราการเพิ่มของผู้ติดเชื้อรายใหม่ๆ ที่ลดลงต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่าสองอาทิตย์ ซึ่งก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าจุดสูงสุดของการระบาดได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามการระบาดในระดับ Pandemic จำเป็นที่ต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดในระดับรอบที่สองหรือ Second Wave

Q: อะไรคือผลกระทบต่อ GDP ของประเทศไทย

A: McKinsey ยังไม่ได้ทำตัวเลข Scenario Analysis ของประเทศไทย แต่ถ้าเราสังเกตจากการหดตัวของ GDP ทั่วโลกแล้ว การถดถอยของอัตราการเติบโตของ GDP ในประเทศไทยอาจจะรุนแรงกว่า เนื่องด้วยสาเหตุสามประการคือ 1. ภาคการท่องเที่ยวของเมืองไทยมีสัดส่วนต่อ GDP เกือบ 30% ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานในการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็น Driver ที่สำคัญมาก 2. ประเทศไทยพึ่งการส่งออกค่อนข้างมาก และสุดท้าย 3. ธุรกิจไทยประกอบไปด้วยธุรกิจขนาดเล็กและ SME เป็นสัดส่วนที่สูง ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์นี้ค่อนข้างมาก โดยสรุปสถานการณ์ของเมืองไทยน่าจะรุนแรงกว่าค่าเฉลี่ย GDP ของทั่วโลก ซึ่งอาจจะใช้เวลานานในการฟื้นตัวทางด้านเศรษฐกิจ

Q: แล้วเรากำลังจะมี Recession ไหม

A: คำจำกัดความของ Recession คืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบสองไตรมาสติดต่อกัน แต่จากการคาดการณ์ไม่ว่าจะเป็นใน Scenario ไหนก็คงจะเกิด Recession อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และเป็นในแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อนด้วย

Q: อะไรเป็นบทเรียนที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากประเทศมีประสบความสำเร็จในการจัดการโรคระบาดในครั้งนี้

A: ตัวอย่างจากสิงค์โปร์ ทำให้เราเห็นว่าการสืบเสาะและตรวจสอบว่าใครคือผู้ติดเชื้อและผู้ติดเชื้อสามารถเผยแพร่เชื้อไวรัสให้กับใครและที่ไหนในระยะเวลาย้อนหลังไป 14 วัน เป็นวิธีที่สามารถกักกันผู้ป่วยไม่ให้ไปแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้อีก ในประเทศเกาหลีใต้เองก็ประสบความสำเร็จในการตรวจสอบหาผู้ติดเชื้อที่สามารถเข้าถึงคนจำนวนมากได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งทำให้ประเทศเกาหลีใต้เองสามารถที่จะลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ได้อย่างรวดเร็วจนดูเหมือนว่าสามารถควบคุมได้ในที่สุด ในประเทศจีนเองก็เร่งในการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแพทย์ โดยการนำเอาบุคลากรทางการแพทย์จากทั่วประเทศมาระดมกำลังในการดูแลรักษา รวมถึงความสามารถในการสร้างโรงพยาบาลเฉพาะกิจได้ในระยะเวลาอันสั้น ในประเทศออสเตรเลียเองก็ขอแรงจากบุคลากรทางแพทย์ที่เกษียณแล้วมาช่วยดูแลผู้ติดเชื้อในสถาวะวิกฤตอย่างในปัจจุบัน

Q: อะไรเป็นสัญญานของการฟื้นตัวที่แม่นยำที่ภาคธุรกิจสามารถนำไปใช้ได้

A: Malik กล่าวว่า คงยากที่จะหาตัวชี้วัดที่เที่ยงตรงสำหรับการบ่งบอกถึงเรื่องที่ว่าวิกฤต COVID-19 ได้ผ่านไปแล้ว เนื่องจากว่าสิ่งสำคัญของ Pandemic ก็คือความเข้าใจในเรื่องโรคติดต่อ รวมถึงวินัยของตัวบุคคลและกลุ่มคนมีผลกระทบต่ออัตราการติดเชื้อ ตัวอย่างในประเทศจีนเอง การติดเชื้อในแต่ละส่วนของประเทศก็ยังมีอัตราการติดเชื้อที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นคงเป็นสิ่งที่ลำบากที่จะบ่งชี้กลับมายังภาคธุรกิจให้แม่นยำ อย่างที่สองก็คือ ถ้าดูจากประวัติศาสตร์ของ Pandemic จะพบว่าจะมีการเริ่มและจะมีการสิ้นสุด เราได้แต่หวังว่าเราจะมีนวัตกรรมที่เข้ามาช่วยหรือมีการรักษา แต่ในความเป็นจริงอาจจะใช้เวลานานในการนำมารักษาได้จริงๆ และนำมาใช้ได้ทั่วทั้งโลก แต่ที่สำคัญก็คือการที่ COVID-19 จะไม่กลับมาเป็น Pandemic อีกก็ต่อเมื่อเราสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่ว่าจะเป็นการค้นพบวัคซีนที่สามารถทำให้ทุกคนรู้สึกอุ่นใจที่จะกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเก่าได้อีก แม้กับประเทศที่ดูเหมือนจะจัดการ COVID-19 ได้แล้วอย่างประเทศจีนหรือประเทศสิงค์โปร์เองก็ตาม ก็ยังกังวลว่าจะมีการกลับมาแพร่ระบาดซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

Q: จะมี New Normal ไหมและอุตสาหกรรมไหนที่จะได้ประโยชน์

A: เราคงไม่สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนเดิมได้อีก และเราเองก็ยังไม่ทราบเลยว่าจะกลับมาใช้ชีวิตโดยไม่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยได้อีกเมื่อไร แต่สิ่งที่เรารู้คือรูปแบบการใช้ชีวิตของเราได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่การเกิดโรคระบาด COVID-19 ตัวอย่างเช่น เราอาจจะรู้สึกลังเลที่จะไปโรงพยาบาลเพื่อจะไปทำการรักษาเล็กๆ น้อยๆ เพราะรู้สึกไม่ปลอดภัยจากการติดเชื้อ แต่คนอาจจะปรึกษาแพทย์ทาง Online แทน ตอนนี้ทุกคนให้ความสำคัญกับสุขภาพของตนและอยากที่มีสุขภาพดีในช่วงของการระบาดของ COVID-19 และเรายอมที่จะใช้เงินในการดูแลสุขภาพของเราให้ดี ไม่ว่าจะเป็นการซื้ออาหารเสริม การเล่นกีฬา หรือมาเป็นการภาวนาทำสมาธิเป็นต้น หรือไม่ก็เป็นรูปแบบใหม่ในการทำงานแบบ Work From Home ซึ่งพนักงานสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่และยังสามารถทำงานได้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ใน Office ซึ่งคงเป็นสิ่งที่ยากที่จะคาดหวังว่าทุกคนคงอยากกลับไปทำงานที่ Office เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็น Online Experience ที่เราสามารถได้สิ่งที่เราต้องการในเวลาที่เราต้องการ สิ่งเหล่านี้มีผลอย่างมากต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของเราในอนาคต

คุณนพมาศยังได้เสริมอีกว่า แน่นอนที่สุดเราคงคิดว่าแนวคิดอย่าง Remote, Telemedicine, Work From Home หรือแม้แต่เรื่อง Online Learning เป็นแนวคิดที่ดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นตัวเร่งที่ทำให้เราต้องยอมรับในแนวคิดใหม่ๆเหล่านี้ให้เร็วขึ้น ถัดไปเป็นเรื่องของสุขภาพ ซึ่งเราคงสามารถคาดเดากันได้ว่าธุรกิจไหนจะสามารถได้ประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้น จะมีกลุ่มบริษัทที่ทำอยู่แล้วและได้ประโยชน์โดยตรง ตัวอย่างเช่น ZOOM หรืออีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสร้างโอกาสให้กับตัวเองว่าจะปรับตัวอย่างไรเพื่อไปสู้กับองค์กรที่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว อย่างไรก็น่าจะมี New Normal แน่ๆ

Q: จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเรามี 2nd Wave ของโรคระบาดทั่วโลก

A: เราได้แต่หวังว่าเราสามารถที่จะลดจำนวนการติดเชื้อและสามารถติดตามผู้ติดเชื้อได้อย่างรวดเร็ว เราสามารถเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ในการรับมือกับการระบาดในครั้งแรก อย่างในเมืองจีนเองก็มีการใช้เทคโนโลยีในการตรวจตราและติดตามบุคคลในกรณีที่เกิดการติดเชื้อ ประเทศที่มีประสบการณ์มาก่อนอย่างประเทศจีนหรือสิงค์โปร์เองรู้แล้วว่า การรับมือกับโรคระบาดจำเป็นที่จะต้องตรวจหาผู้ติดเชื้อให้ได้เร็ว รวมถึงความสามารถในการกักกันผู้ติดเชื้อเพื่อไม่ให้มีโอกาสในการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น รวมถึงการกักกันตัวเองเป็นเวลา 14 วันเป็นต้น อย่างไรก็ตาม เราทราบดีว่า Pandemic มักจะมี Second Wave ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้เรียนรู้แล้วว่าการรับมือของประเทศที่พบผู้ติดเชื้อเป็นประเทศแรกๆ มีผลต่อการแพร่ระบาดในประเทศอื่นๆ ถึงตอนนี้ก็มีการพูดคุยกันแล้วว่าเราจะรับมืออย่างไรสำหรับ Second Wave ที่อาจจะเกิด ถ้าเรายังไม่สามารถหาวิธีรักษาหรือหาวัคซีนได้ โรคระบาดจะถึงจุดสูงสุดแล้วก็จะกลายเป็นการระบาดในวงที่เล็กลงและสามารถที่จะจัดการได้ไม่ยากมากหรือไม่ก็จะสามารถกลับมาแพร่ระบาดได้เป็นฤดูกาลจนกว่าเราจะสามารถหาวิธีรักษาได้

Q: สำหรับ The Worst Case Scenario อย่าง B3 จะใช้เวลาเท่าไร จนกว่าจะกลับมาสู่สภาวะปกติ

A: ขนาด A1 เรายังมองไปถึงปี 2024 กว่าสี่ปีกว่าที่เราจะกลับมาสู่สภาวะเศรษฐกิจเดิมที่เราเคยเป็น ดังนั้นคงเป็น Recession ที่ยาวและไม่ต่ำกว่า 4-5 ปี

สุดท้ายทาง ห่วงใย Thai Business ขอขอบคุณทาง McKinsey & Co. ที่ได้สละเวลาและมาร่วมแบ่งปันความรู้และมุมมอง

สรุปเนื้อหาโดย

ดร. ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


เอกสารและภาพประกอบมาจาก COVID-19 Briefing Materials จาก McKinsey & Co. update Mar 25, 2020


สามารถ download ได้ที่ DOWNLOAD

ดู 3,001 ครั้ง

© 2020 by ADGES