• ห่วงใย Thai Biz

ไปให้สุดแล้วหยุดที่ธรรม แขกรับเชิญ - คุณมาติณณ์ ทรัพย์พูศิริวงษ์



รายการสนทนาธรรม หัวข้อ “ไปให้สุดแล้วหยุดที่ธรรม”

วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม 2564 เวลา 18.00 น. ทาง Club House


แขกรับเชิญ - คุณมาติณณ์ ทรัพย์พูศิริวงษ์ และ ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

ดำเนินรายการโดย คุณปรารถนา มงคลกุล และ ดร. ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ ผ่าน Club House


การสนทนาธรรมครั้งนี้มีคุณมาติณณ์ ทรัพย์พูศิริวงษ์ ซึ่งเป็นตัวแทนของคนเจเนเรชั่น Y ที่จะมาช่วยถ่ายทอดด้วยการเอาเรื่องราวธรรมมะไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ง่ายๆ หรือนำประยุตก์ใช้ทำอย่างไรได้บ้างในชีวิตประจำวัน รวมทั้งในบทบาทของการเป็นครูสอนเรื่องบุคลิกภาพที่ต้องมีการสื่อสารกับลูกศิษย์ในเจเนเรชั่นอื่น


เข้าใจความแตกต่างเจเนเรชั่น Y กับเจเนเรชั่นอื่น


คุณติณณ์


เจเนเรชั่น Y เขาเติบโตมาในยุคของการเปลี่ยนถ่ายระหว่างยุคที่มีเทคโนโลยี กับไม่มีเทคโนโลยีหรือยุคที่มีโซเชียลมีเดีย เทปคลาสเซ็ท CD หรือ MP3 จนปัจจุบันฟังเพลงผ่าน YouTube, Apple Music หรือ Spotify ทำให้รู้สึกว่าเป็นยุคที่มีความก้ำกึ่ง หรือเป็นยุคที่มีการบุกเบิก ดังนั้น เขาจะรู้สึกว่าเขาเป็น


1. คนที่มีความพิเศษกว่าคนอื่นเสมอ เพราะทุกคนมีโซเชียลมีเดีย มีคนกดติดตาม Like Facebook หรือบางคนเป็นเจ้าของเพจดัง บางคนเป็นเน็ทไอดอล


2. คนที่รักความอิสระมาก มีความเป็นตัวเองสูงและมีแนวทางของตัวเองชัดเจน พอเปรียบเทียบกับเจเนเรชั่น X จะมีไกด์ไลน์จากคุณพ่อคุณแม่ แต่ไกด์ไลน์ของเจเนเรชั่น Y คือคนที่อยู่ใน Internet ดังนั้น คนรุ่นใหม่จึงอยากเป็น YouTuber เป็นเน็ทไอดอล หรืออยากเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง และรักอิสระมากขึ้น


แม่ชีศันสนีย์


เพิ่งประชุมการทำงาน WOW Magazine คนที่สนใจนิตยสารนี้คือเจเนเรชั่น Y เพราะเชื่อว่ากลุ่มนี้มองธรรมะในรูปแบบที่ตัวเองอยากให้เป็น ต้องการไลฟ์สไตลที่ไม่ต้องการบังคับหรือเป็นรูปแบบ ซึ่งคนที่เขารู้จักตัวเองแล้วสามารถค้นคว้าศึกษา มีไลฟ์สไตล์ดูเหมือนเป็นคนที่จับจดแต่ความจริงไม่ใช่ เพราะถ้าเขาสนใจอะไรอย่างหนึ่งก็จะไปให้สุด โดยที่มีวิธีการคิดแบบเขา

ดังนั้น เจเนเรชั่น Baby Boomer ก็ต้องทำความเข้าใจคนเจเนเรชั่น Y ด้วยความเข้าใจและเคารพในไลฟ์สไตล์ของเขา เพื่อให้ไม่มีช่องว่างระหว่างกัน พูดคุยกัน ร่วมงานกันได้ และต้องเคารพเพื่อนร่วมทีมด้วยไม่ว่าจะเจเนเรชั่นไหน เราต้องมองเขาเป็นเพื่อนกัน แม้ความคิดหรือมุมมองอาจจะเป็นคนละเจเนเรชั่น ทว่า ความจริงมีเป้าหมายเดียวกัน ที่ต้องการอิสรภาพ และต้องการเป็นที่ยอมรับและน่าเชื่อถือในสไตล์ที่แต่ละคนเลือก ไม่ว่าจะเจเนเรชั่นไหน ต่างก็เป็นครูของเราทั้งสิ้น

เด็กก็คือครูของเรา ที่จะเฝ้าสังเกตที่จะสื่อสาร เคารพวิธีการที่อาจสื่อสารกันด้วยเทคนิคหรือวิธีการค้นพบที่ต่างกันแต่มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ "มีอิสรภาพ" และพึ่งตัวเองได้ แล้วก็มีความเฉลียวฉลาดที่จะให้ผู้อื่นในแบบสไตล์ของเขา มีเป้าหมายเดียวกัน ที่มีเป้าหมายเป็นสุข ทุกข์น้อย สุขมาก แต่ต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อน แม้จะมองตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่ก็ต้องไม่ทำให้จักรวาลนั้นเดือดร้อนเพราะเรา


คุณปรารถนา


ข้างนอกเราสื่อสารกับคนอื่นได้ แต่พอมาที่บ้านมีคนเดียวที่ทำให้เรารู้สึกโกรธได้คือลูกชาย ซึ่งเขาก็ไม่ได้คิดว่าเขาล้ำเลิศ แต่เขาบอกกับเราว่าดีแค่ไหนที่เขาอยู่บ้านเพราะเพื่อนเขาทุกคนอยู่คอนโดมิเนียมกันหมดแล้ว พร้อมบอกเราอีกว่า เขาคงไม่เหมาะที่จะมีชีวิตครอบครัวหรือแต่งงานเลย และด้วยอายุที่เราเป็นแม่น่าจะอยู่เจเนเรชั่น X ช่วงต้นกับ เจเนเรชั่น Baby Boomer ช่วงปลาย เราก็เคยเห็นพี่ชายเราตอนที่อายุ 30 ปี ซึ่งเท่ากับลูกชายในตอนนี้ พี่ชายตอนอายุท่านี้ดีกับพ่อแม่มากๆ แต่เมื่อเปรียบกับลูกของเรา ดูเหมือเราเป็นแค่บางอย่างของเขาเท่านั้น


คุณติณณ์


เจเนเรชั่น Y คืออายุช่วง 23-38 ปี คือผู้ใหญ่หรือช่วงวัยรุ่นที่กำลังจะก้าวขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ความจริงเขาต้องการเพียง 3 อย่าง คือ

1. ต้องการคนที่เข้าใจ รับฟัง และคนที่อยู่ข้างๆ ทั้งที่เขาเป็นคนที่ชอบเล่าหรือชอบแชร์เรื่องราว แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราจะต้องเป็นผู้ฟังที่ดีมาก แล้วก็ฟังอย่างเข้าใจและอยู่ข้างๆ เขา

2. สนับสนุนในสิ่งที่เขาเชื่อมั่น สิ่งที่ตัวเองเจอมากับตัว เพราะด้วยเป็นคนที่สอนบุคลิกภาพ ตั้งแต่นางงาม นายแบบ ผู้บริหารบริษัทขนาดใหญ่ต่างๆ โดยในช่วงแรกๆ คุณแม่จะไม่เชื่อมั่นในอาชีพที่ตัวเองทำเลย เพราะรุ่นเขาจะมีความเชื่อว่า ลูกเรียนจบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาก็ต้องทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ หรือในระบบราชการ แต่เรารู้สึกว่าเราเหมาะกับการประกอบธุรกิจของตัวเอง สิ่งที่คนเจเนเรชั่น Y อยากได้มากที่สุดคือ การที่พ่อแม่สนับสนุนในสิ่งมี่เขาเชื่อมั่น แต่ถ้าเขาเกิดความผิดพลาดมาก็อย่าตกใจแล้วให้กลับไปดูที่ข้อแรก คือเข้าใจ รับฟัง และอยู่ข้างๆ โดยที่แม่ของผมก็ไม่มีการซ้ำเติมหรือมีการชี้แนะ แต่ท่านพร้อมที่ทำให้เราได้แชร์และทำให้ได้รู้ว่าเขารับฟัง

3. ต้องเป็นคนทันสมัยให้ลูกเห็นถ้าอยากจะ Connect กับเขา คุณแม่ผมเพิ่งเล่น Line ไม่นาน แต่จากช่วงแรกที่เราต้องนำเสนอ Content ให้เขา กลายเป็นตอนนี้เขามีข้อมูลที่ทันสมัยมากกว่ามาเชื่อมกับเราเสมอ และกลายเป็นการเชื่อมช่องว่างระหว่างเจเนเรชั่นได้ดี


ธรรมมะสำหรับคนเจเนเรชั่น Y


แม่ชีศันสนีย์


ตอนนี้คุณติณณ์เป็นครูของคุณยายที่ทำให้เห็นว่าการพูดคุยกับคน Y ควรจะต้องตั้งคำถามอย่างไร จึงอยากให้แนะนำการตั้งคำถามใน WOW Magazine


คุณติณณ์


ธรรมมะสำหรับผมคือ “Positive Energy” เพราะทุกครั้งที่ได้เจอคุณยายทำให้รู้สึกว่าได้รับพลังบวกอยู่ตลอดเวลา หลายคนพอดูคลิปจากเสถียรธรรมสถานออนไลน์ก็มักบอกว่าได้รับพลังงานบวกตลอด และพอได้ไปกราบและแลกเปลี่ยนกับคุณยาย ได้ไปเห็นธรรมชาติที่เสถียรฯ ได้ไปเห็นธรรมชาติของผู้คน ก็เหมือนตัวเองได้กลับมาเติมพลังหรือ Recharge นั่นคือ Positive Energy ที่คนรุ่นใหม่ในสังคมเมืองต้องการมาก

“ธรรมมะ กับ Positive Energy ไปด้วยกันได้มากๆ เพราะเหมือนเป็นการได้พลังบวกหรือเติมพลังมา ซึ่งเป็นPositive Energy ที่คนรุ่นใหม่ในสังคมเมืองต้องการมาก”

คิดว่า ธรรมมะ กับ Positive Energy ไปด้วยกันได้มากๆ ก็เลยคิดว่าเป็นคำหนึ่งที่น่าจะอยู่บน WOW Magazine ได้ดี


แม่ชีศันสนีย์


แสดงว่าการที่เรายอมรับฟังใครและไม่ตัดสินเขา แชร์ได้ แบ่งปัน แคร์กัน และพร้อมที่จะเปิดวงสนทนา มีการถกกันบ้างแต่ไม่เถียงกันเพื่อเอาผิดเอาถูก แต่เถียงกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ในมุมของคนเจเนเรชั่น Y ถ้าจะอ่าน Positive Energy สักเล่มให้เหมือนอ่านใจตัวเอง WOW Magazine ควรต้องทำอย่างไร


คุณติณณ์


สิ่งสำคัญมากคือ “Artwork” ถ้าเปิดมาแล้วเป็นธรรมะจ๋าเชื่อว่าคนเจเนเรชั่น Y จะรู้สึกว่าไม่เท่ ไม่คูล แต่ถ้ามีความอาร์ต คูล เล่นแสงเงาเหมือนเป็นคอลเลคชั่นว่า ถ้าได้มีครอบครองแล้วมีคุณค่า พอเอาไปวางบนโต๊ะกาแฟใน Cafe ลง Instagram หรือเก็บไว้บนชั้นหนังสือ วางบนโต๊ะกาแฟเก๋ๆ แต่เมื่อได้เปิดอ่านเรื่องราวที่อยู่ข้างในกับ Artwork แล้วรู้สึกว่าสร้างพลังบวกมาก แล้วก็เป็นเรื่องราวธรรมมะของผู้คนที่มีความแยบยลหลากหลาย เพราะตอนนี้ทุกคนอยู่ในสถานการณ์โควิด-19 ดังนั้นทุกคนเลยต้องการ Positive Energy มาก

“Artwork ต้องดูทันสมัย ดูมินิมอล ฯลฯ ที่ทำให้ทุกคนที่ได้นิตยสารเล่มนี้แล้วได้รู้สึกภูมิใจที่อยากจะเอามาถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดีย”

คนรุ่นนี้มีความสุขกับการได้ดื่มกาแฟ ดริปเองหรือทำกาแฟเอง ซึ่งไม่เหมือนคนยุคก่อนที่จะดื่มกาแฟด้วยความเร่งรีบแล้วออกไปทำงานเลย ช่วงเริ่มแรกของ Magazine อาจเป็นการเล่าเรื่องราวไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ว่า ในขณะที่กำลังดริปกาแฟ การที่เรากำลังค่อยๆ เห็นหยดกาแฟแต่ละหยดนั้นได้เห็นอะไร ได้ทำอะไร ซึ่งอาจจะเป็นการเริ่มต้นในยามเช้าที่เบิกบาน แล้วระหว่างนั้นได้ธรรมมะอะไรในกระบวนการของการทำกาแฟ หรือของคนรุ่นใหม่ที่รักกาแฟที่ปกติจะชอบเรื่องราวของการทำคราฟท์คอฟฟี่


เหมือนเราต้องใช้วิธีการสื่อสารอย่างแยบยล แล้วตอนจบก็ค่อยไปจบเนื้อหา Climax อย่างที่คุณยายกล่าว เช่น ที่เสียดายถ้าคนตายไม่ได้มีโอกาสได้ทำ หรือไม่ได้รับรู้กับสิ่งๆ นี้ เพียงแต่เราอาจจะเริ่มต้นเป็น Morning Coffee ที่ให้ความรู้สึกว่าไม่น่าเชื่อเลยว่าเรื่องราวของการดื่มกาแฟ หรือเครื่องดื่มในยามเช้าจะสามารถให้ธรรมมะกับเราลึกซึ้งถึงเพียงนี้


แม่ชีศันสนีย์


เหมือนเรามีสุนทรีย์กับชีวิตที่กำลังรอคอยกาแฟทีละหยดว่าการรอคอยทำให้เรามีพลังบวกบางอย่างได้ ซึ่งดูเหมือนเป็นวัยที่เราคอยไม่ได้ แต่เราสามารถละเมียดกับบางเรื่องได้ที่มันจะทำให้เราเรามีพลังในการใช้ชีวิตในตอนเช้า และแยบยลพอที่จะตีเข้าไปถึงในหัวใจของเราที่จะรู้ตื่น และเบิกบาน โดย WOW คือนิตยสารของเสถียรธรรมสถานที่ย่อมาจาก Words of Wisdom จะมีทั้งหมด 12 ฉบับ โดยจะมีบรรณาธิการรับเชิญ ซึ่งแต่ละคนก็จะมาช่วยในเรื่องราวที่ตัวเองสนใจ


เทรนด์ที่กำลังมาในมุมของเจเนเรชั่น Y


คุณติณณ์


เทรนด์ในยุคนี้จะมาเร็วและไปแรง เพราะยุคนี้เขามีเครื่องมือคือโซเชียลมีเดีย เทรนด์หรือหัวข้อที่ได้รับความน่าสนใจมักจะเป็นหัวข้อที่คนจะรู้สึกว่าอินไปด้วย รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของหัวข้อหรือกระแส ดังนั้น เทรนด์มาเร็วและไปแรงมาก และอาจเป็นเทรนด์ที่อยู่ในความรู้สึกแบบ Negative Energy แต่เทรนด์ก็จะเป็นอะไรที่ไม่คงอยู่ถาวร คล้ายกับแฟชั่น

อย่างตัวเองที่ทำแฟชั่นที่ทุกครั้งเห็นเทรนด์หรือคอลเลคชั่นใหม่ๆ สิ่งที่ทุกคนอยากได้ แต่เแฟชั่นก็ทำให้เห็นของการมีขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เช่น กระเป๋าใบนี้ที่ทุกคนอยากได้ เดี๋ยวสักพักก็จะตกรุ่นก็จะมีคนมาเทรดขาย พอซีซั่นหน้าก็จะมีคนดีไซเนอร์ทำกระเป๋าใบใหม่มาอีก ยิ่งเห็นมากเท่าไหร่ คนที่ทำงาน ใจจะไม่ค่อยยึดติดกับเทรนด์มากนัก

“เทรนด์มาเร็ว ไปแรง และสุดท้ายก็จะค่อยๆ ดับลง ซึ่งเหมือนกับกฎไตรลักษณ์ของธรรมมะ

เทรนด์ที่ทุกคนอินเพราะเป็นเรื่องราวที่ทุกคนรู้สึกว่าได้รับผลกระทบ หรือเป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกตรงนั้นที่น่าจะอยู่ในกระแสได้มากกว่า โดยเทคนิคอีกอย่างหนึ่งของเทรนด์ คือเทนด์ไหนที่มีประเด็นใหม่กว่า ก็มักจะเข้ามาแทนเทรนด์ที่มีประเด็นเก่ากว่า ซึ่งการทำ Digital Marketing ที่เวลาจะ Brief เทรนด์ จะพยายามหาหัวข้อหรือประเด็นที่มีความแตกต่างกว่ามาดันประเด็นเก่าให้ตกไป เพราะทุกวันนี้มีประเด็นใหม่เกิดขึ้นทุกวัน แต่ทุกวันนี้คนจะเลือกสนใจเทรนด์ที่ 1 2 และ 3 เทรนด์ต่อวันเท่านั้น


ทุกเจเนเรชั่นต่างก็ต้องการมองหาความเป็นอิสระของตัวเอง


แม่ชีศันสนีย์


พูดในฐานะเป็นมนุษย์ที่เห็นความเกิดดับของความรู้สึก เพราะคุณติณณ์เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในความเป็นเทรนด์ของอะไรสักอย่าง หากเรามองไปในทางข้างในตนของความเบื่อที่มาเร็วและไปแรง หรือความเป็นอนิจจาของแบรนด์ เจเนเรชั่น Y ต้องเข้าใจว่ามีอะไรบางอย่างที่เห็นจนกระทั่งจืดเร็ว จนเขาจะบรรลุธรรมแบบนี้ เขาจะไม่บรรลุธรรมแบบนั่งหลับตานานๆ แล้วไปเห็นเวทนาหรืออดทนเหมือนกับคนอีกเจเนเรชั่นที่เกิดมาก่อน

“แต่เขาจะเห็นว่าความรู้สึก ความเบื่อ ความไม่เป็นดั่งใจ มันมา มันไป และเกิดดับอย่างฉับพลัน เช่นนี้ เรามีเป้าอันเดียวกันที่เห็นการเกิดดับอย่างฉับพลันของความรู้สึก ซึ่งปรากฎขึ้นในใจของเรา เป็นสภาวะของขณะจิตนั้นๆ ถ้าในเจเนเรชั่นของคุณยายคือสภาวะธรรม แต่เจเนเรชั่น Y คือ ความรู้สึกที่มาแล้วก็ไปเร็วและแรง”

แต่เขาลืมไปว่า การที่เห็นเกิดดับอย่างฉับพลันนั้น ความเร็วจะทำให้เกิดความหน่าย ในภาษาคุณยายไม่ใช่ความเบื่อหน่าย แต่คือเห็นจาก “หน่าย คลายกำหนัด” นั่นคือ พอหน่ายออกมา ก็เหมือนว่าเราก็ไม่เอากับมันแล้ว ไม่ได้หมายความว่าไม่ดี แต่หมายถึง “เราเบรกตัวเองได้ เราหยุดตัวเองได้”


คุณติณณ์


ในเจเนเรชั่น Y จะหมายถึง ยกตัวอย่างเช่น ช่วงแรกที่อะไรเขาชอบตามๆ กันเราก็ต้องมี แต่พอได้ลองไปเรื่อยๆ สิ่งที่ชอบกันในวันหนึ่งก็ต้องตกไป พอถึงจุดหนึ่งเขาก็จะเลือกในสิ่งที่ใช่กับชีวิตเขามากกว่า ไม่ต้องไปวิ่งตามกิเลส กระแส หรือตามการตลาดต่างๆ แต่เขาจะรู้จักเลือกของที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ชีวิต และก็จะรู้สึกซาบซึ้งกับการได้มาที่คู่ควรกับตัวเขามากกว่าตามกิเลสที่ทุกคน deal ให้


แม่ชีศันสนีย์


สิ่งที่เห็น คุณยายกับติณณ์ มองกันคนละแบบในวิธีการของแต่ละเจเรชั่น แต่ความจริงมีความหมายที่เหมือนกัน เขาก็รู้สึกว่ามีการคลายกำหนัดของตัวเอง เขาไม่วิ่งตามกระแส แต่เขาเลือกที่จะเป็น แล้วก็เลือกเป็นในไลฟ์สไตล์ที่เขาเลือก ไม่ใช่ต้องเลือกในสิ่งที่เป็นไลฟ์สไตล์ของคนอื่น อันนี้จะทำให้เราเห็นว่าคนละเจเนเรชั่น แต่เราก็สามารถไปด้วยกันได้

“ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเรา เพราะเราไม่เข้าใจสภาวะธรรมที่มาแล้วไป เกิดแล้วดับ เราก็จะไม่เข้าใจสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นกับคนในเจเนเรชั่นต่างๆ จะไปถึงเจเนเรชั่น Alpha ที่จะพูดเรื่องหน่ายคลายกำหนัด เห็นแบบกระพริบตา ก็จบแล้ว”

ถ้าคนเจเนเรชั่นรุ่นพ่อ รุ่นแม่ สามารถเปลี่ยนจากการเป็นผู้พูดเป็นผู้ฟัง เพราะเจเนเรชั่น Y เขาต้องการคนรับฟัง รุ่นเราก็ต้องกลับมาฟังหัวใจของเรา หัวใจของลูก เพราะการรับฟังความรู้สึกของเขาถือเป็นวิธีการฉลาดที่เราจะเห็นเขาที่ยังเลือกอยู่กับเราในวิธีการแบบเขา และอย่าเอาเขาไปเปรียบเทียบกับคนอื่น หรือรุ่นอื่น ซึ่งเราก็เป็นไปไม่ได้อย่างนั้น แต่เราควรเป็นอย่างที่ลูกจะมีความสุข


วิธีการคิดหรือมุมของของเจเนเรชั่น Y


แม่ชีศันสนีย์

เวลาที่คุณติณณ์ซึ่งเป็นเจเนเรชั่น Y มาหายายก็แต่งตัวสบายแต่ดูดี และก็ไม่เคยที่จะแต่งตัวเหมือนไม่เคารพคุณยายเลย หรือแต่งตัวกันอย่างที่เขาเรียกว่า สุภาพ เคารพ และพร้อมที่จะแชร์ด้วย


คุณติณณ์


คิดว่าคนเจเนเรชั่น Y เขาจะรู้ว่าวันนี้เขาจะต้องเข้าไปพบคุณยาย หรือต้องไปทำงาน ต้องไปปาร์ตี้กับเพื่อน หรืออยู่บ้านสบายๆ เพราะคนสมัยนี้เขาจะมี Choice ให้เลือกมากมาย เพราะฉะนั้นเวลาไปหาคุณยายก็ต้องแต่งตัวที่สุภาพที่อยากไปรับพลังบวก เสื้อผ้าก็จะมีความคลีน เคลียร์ ดูมินิมอล ไม่ได้มีสีสันฉูดฉาด ไม่มีเครื่องประดับเยอะ แนวสบายๆ แต่เต็มไปด้วยความสุภาพ และจะได้ไปถ่ายรูปในเสถียรธรรมสถานด้วย


แม่ชีศันสนีย์


เขามีแพลน มีประโยชน์จากทุกที่ที่เขาได้มีโอกาสไปพบปะสังสรรค์ และมีความทรงจำที่ดี เพื่อจะได้รับพลังงานที่ดี


การเลือกคบคนของเจเนเรชั่น Y


คุณติณณ์


การเลือกคบคนที่มีความชอบที่คล้ายกัน เช่น คุณครูพี่แอม เรามีส่วนที่ชอบทางโลกเหมือนกัน และก็ยังมีส่วนที่เป็นทางธรรมเหมือนกัน เขาก็เป็นครูสอนเต้นระบำ ผมก็ไปสอนเรื่องบุคลิกภาพที่โรงเรียนของคุณครูพี่แอม เรามีความเป็นคุณครูเหมือนกัน มีอะไรที่คล้ายๆ กัน แม้ว่าภาระหน้าที่การงานหรือสไตล์อาจจะแตกต่างกัน แต่จะมีจุดบางอย่างหรือเซ็ทของความเชื่อเหมือนกัน เวลาที่มาแชร์เรื่องราวที่เห็นเหมือนกันก็จะสนุกมาก และก็จะเป็นกัลยาณมิตรที่คอยนำทาง คอยให้คำแนะนำ ช่วยให้มาเป็นวิทยากรที่เสถียรฯ แต่ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องเหมือนกันทุกประการ ซึ่งอาจแตกต่างจากเจเนเรชั่น X เช่น คนที่เป็นหมอก็อาจจะคบแต่หมอ คนที่เป็นครูจะคบแต่ครูด้วยกัน

“คนเจเนเรชั่น Y จะมีความหลากหลายมาก แม้ทำงานคนละหน้าที่ คนละสไตล์ แต่เราก็คบกันได้ เพียงขอให้มีแค่สักจุดหนึ่งที่สามารถเชื่อมต่อกันได้”

แม่ชีศันสนีย์


เหมือนเรามีจุดร่วมบางอย่างที่เราสนใจ และเราก็เคารพความต่างในเรื่องอื่นๆ


คุณครูแอม


มองว่าเจเนเรชั่น Y เกิดมาเพื่อพิสูจน์ตัวเองระดับหนึ่ง เพราะคนรุ่นพ่อแม่จะมองอาชีพเราเป็นอาชีพที่เต้นกินรำกิน ไม่มั่นคง ท่านอยากให้รับราชการ แต่กลับกันเด็กยุคนี้ที่มองว่าการสอนเต้นในยุคนี้เป็นอะไรที่โกลบอลมาก เพราะสามารถสอนไปได้ทั่วโลก อยู่ที่ไทยแต่สามารถสอนไปยังต่างประเทศได้ด้วย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่เราจะไม่เคยเห็นภาพนี้ การที่จะให้ท่านเข้าใจ จึงต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองว่าเรามีความสุขและก็มั่นคงพอ เมื่อท่านเห็นก็จะเริ่มเปิดใจรับและพยายามเชื่อมมาหาเรา

“ต้องพยายามหาจุดเชื่อมกันระหว่างเจเนเรชั่นให้ได้ เพราะถ้าต่างคนต่างมอง ต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองถูก อีกฝ่ายผิด ก็จะเหมือนทะเลาะกัน”

ต้องหาอะไรที่จะมาคอยเชื่อมเรากับท่านได้ และมองว่าคนที่อยู่ตรงนี้ก็คือคนที่รักเรา เหมือนเวลาที่ได้คุยกับคุณยายก็จะเหมือนว่าคุณยายรักเรา เพราะคุยด้วยแล้วสนุกจังเลย จะมีเรื่องราวที่ให้เราเรียนรู้ว่าเขาเป็นแบบนี้เลย พอเราประทับใจในใครสักคนเราก็อยากรู้ว่าอีกคนเคยมีประสบการณ์ที่เหมือน หรือแตกต่างจากเรื่องราวของเราหรือเปล่า ทำให้เริ่มสนใจคนข้างหน้าที่ไม่ใช่ตัวเรา


ดร.ณัฐวุฒิ


สิ่งที่ได้เรียนรู้จากคุณยายไม่ใช่แค่เรื่องเจเนเรชั่นอย่างเดียว แต่เป็นเพราะคุณยายก็พร้อมเปิดใจ สิ่งที่เชื่อมคือ Respect หรือการให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพราะต่อให้เป็นเด็กกว่าหรือผู้ใหญ่กว่าที่มาคุยกับคุณยาย มีเรื่องราว ปัญหาต่างๆ มาถาถมให้คุณยาย แต่คุณยายก็พร้อมจะฟังเพราะคุณยายจะคอยบอกตัวเองว่า จะคอยรับใช้อย่างไร

“ถ้าทุกคนมีหัวใจที่อยากจะรับใช้ มันจะเป็นสิ่งที่สวยงาม เพราะจะทำให้ก้าวข้ามช่องว่างระหว่างวัย หรือ ผ่าน Generation Gap ไปได้”

การสร้างวิธีก้าวผ่าน Generation Gap เพื่อสร้างความเข้าใจ


แม่ชีศันสนีย์


ส่วนหนึ่งมองว่า มาจากการเลี้ยงดูด้วยเหมือนกัน และมองว่าไม่ได้โบราณเลย เพราะเวลาที่เราอยู่ในวัยที่พ่อแม่ตั้งคำถามเป็น

“พ่อแม่จะเป็นนักตั้งคำถาม สมัยนี้คนที่เป็นนักตั้งคำถามเขาอาจเรียกว่า “โค้ช” แต่ความจริงพ่อแม่คือคนที่บ่มพวกเราด้วยการตั้งคำถาม ถ้าครอบครัวไหนมีพ่อแม่ที่ตั้งคำถามเป็น เด็กคนนั้นจะเคารพ จะฟัง เพราะเมื่อถูกตั้งคำถาม เราต้องตอบคำถาม และคนที่จะตอบคำถามได้ ต้องฟัง”

เราจะตอบคำถามได้ก็ต่อเมื่อเราต้องฟัง เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่าคุณยายเป็นคนรับฟัง เพราะคุณยายเป็นคนที่ตอบคำถามได้ เช่น ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิต คุณยายจะถามตัวเองว่า พ่อแม่จะรู้สึกอย่างไรถ้าเราเป็นคนแบบนี้ พ่อแม่จะรู้สึกอย่างไรถ้าเราไม่คิดอย่างนี้ ถ้าเมื่อฟังหัวใจของเราว่าแคร์คนอื่น เราแคร์ว่าพ่อแม่จะรู้สึกอย่างไรถ้าวันหนึ่ง เราเสียใจ เราน้อยใจ แล้วเราเดินออกไปจากบ้าน พอเดินไป 1 2 3 ก้าว แล้วเรายังนึกถึงความเสียใจ ความน้อยใจ ไม่เป็นดั่งใจของเรา และก็มีแรงเดินไปอีก ไม่ได้กลับมา


แต่เมื่อเราเดินไปถึงจุดหนึ่งที่เราเริ่มเห็นว่าแม่เราจะรู้สึกอย่างไร จังหวะนั้นเราจะหมุนตัวกลับ กลับมาที่เดิม กลับมาในที่ที่เราทิ้งไป โดยเพียงแค่เพียงนึกถึงใครสักคน คนที่เคยได้ตั้งคำถามกับเราว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร แล้วเราจะเริ่มกลับมาเป็นคนที่เพียงฟังหัวใจ เรารู้ว่าหัวใจของเราที่จะให้คำตอบที่ดีที่สุด ถ้าเรายังนึกถึงใครสักคนหนึ่งที่เรายังห่วงใยเขา หรือรู้ว่าเขาจะกำลังจะรู้สึกอย่างไรถ้าเรากำลังเดินพลาด หรือเขาจะเป็นห่วงเราสักขนาดไหนถ้าเรายังไม่หยุด


นี่คือสิ่งที่นึกตอนที่เรายังเด็ก ที่รู้สึกน้อยใจหรือเสียใจ แล้วก็เดินอกไปโดยที่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเสียใจ ซึ่งตอนนั้นก็เดินออกไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดของเด็กคนหนึ่งที่รู้สึกเสียใจ ถ้าเราเสียใจกับเรื่องนี้ กับคนนี้ เราก็เดินออกไป แต่พอนึกได้ว่าคนที่เขาแคร์เราเขาจะรู้สึกอย่างไร ซึ่งคนที่ทำให้เราเสียใจความจริงเขาอาจจะไม่ได้แคร์เรา แต่ถ้าเรามีคนๆ หนึ่งที่เขากระตุกให้เราคิดว่าเราต้องแคร์ตัวเองนะ และถ้าเราไม่แคร์ตัวเอง แล้วคนที่รักเราและแคร์เราเขาจะรู้สึกอย่างไร

“อันนี้มาจากการเลี้ยงดู ทำให้เรารู้จักฟังหัวใจตัวเองได้ และคิดถึงคนอื่นที่รักเรามากกว่าที่เราจะคิดเพียงแค่ตัวเราเท่านั้น ในที่สุดก็จะทำให้เรากลับมาคิดทบทวนว่า เราจะตัดสินใจอย่างไรดี ที่จะไม่ทำให้คนที่รักเราเป็นห่วงเรา ส่วนคนที่เรารู้สึกว่าเขาไม่แคร์ เราก็ไม่ต้องรู้สึกว่าชีวิตเราจะตกต่ำ แต่เราควรมีชีวิตที่ดีกับคนที่แคร์เรา ทำให้เราก็ไปฟังหัวใจเด็ก”

คุณติณณ์


ตอนที่ทำโครงการ To Be Number One ส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยรุ่นก็ต้องหาจุดเชื่อม เริ่มจากเป็นผู้รับฟังและอยู่ข้างๆ เขา เช่น มีเด็กคนหนึ่งที่เขากำลังสนใจวง BTS นักร้องบอยเแบนด์วงหนึ่งของเกาหลี ผู้ใหญ่บางคนอาจจะไปมองแบบตัดสินเขาเลยว่า เสียเวลาไร้สาระ แต่ถ้าเราเปลี่ยนเป็นอยากให้เขามาเล่าให้เราฟัง เราก็พยายามรู้จักและถามว่าสมาชิกวงเกาหลี BTS มีใครบ้าง พอได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเขา แล้วให้เขาได้เล่าอย่างหมดใจ ก็จะเชื่อมกันได้อย่างลงตัว


จากนั้นจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ทำให้เขาก็อยากจะฟังเรื่องราวของเราบ้างว่า ในฐานะครูมีความคิดเห็นวงนี้อย่างไรบ้าง ซึ่งตรงนั้นถือเป็นช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่จะได้แชร์กับเขาว่า ถ้าจะไปดูคอนเสิร์ตเขาควรจะต้องเก็บเงินอย่างไร วางแผนการเงินอย่างไร แนะนำเขาไปว่า ควรต้องเริ่มเก็บเงินตั้งแต่ตอนนี้แล้วไปซ้อมการเต้นให้พร้อมตั้งแต่ตอนนี้เลย รวมถึงต้องแบ่งบริหารจัดการเวลาให้ดี จากนั้นเขาก็จะรู้สึกว่า เราเป็นทีมเดียวกับเขา ก็จะไม่มีความรู้สึกขัดแย้งระหว่างเจเนเรชั่นเลย

แต่ถ้าเมื่อเขาทำผิดพลาด เช่น อาจจะต้องทำให้โดดเรียนไปดูวงนี้ หรืออาจทำอะไรที่ไม่ดี ทุกครั้งเขาก็จะกลับมาหาเรา พอกลับมาหาเราก็ต้องมีวิธีการสื่อสารออกไปว่าเราเป็นทีมเดียวกับเขา ก็จะทำให้ช่องว่างระหว่างวัยหายไป

“เวลาลูกศิษย์มีปัญหาอะไรเขาก็จะกล้ามาเล่าให้เราฟัง แล้วเราก็ต้องฟังอย่างเปิดใจ และรอช่วงจังหวะที่เขาอยากฟังความคิดเห็นของคุณครู ซึ่งเวลานั้นจะกลายเป็นเวลาทองมากๆ ที่สามารถให้คำแนะนำโดยที่ไม่ได้ไปตัดสินเขา สุดท้ายเขาจะเป็นคนเลือกเองว่าจะไปเส้นทางไหน แต่หากผิดพลาดมาเราก็จะเป็นคนที่อยู่ข้างๆ เขา”

คุณปรารถนา


ก็ต้องนำสิ่งที่คุณติณณ์แนะนำไปปรับใช้ และคงต้องเริ่มฟังเขาให้มากขึ้นทั้ง 3 เรื่อง อย่างเรื่องที่คนเจเนเรชั่น Y ชอบเล่า พอมานึกย้อนหลังว่า ก็พบว่าใช่ ลูกเป็นคนชอบเล่า แต่เราไม่เคยสังเกตเขาเลย ไม่เคยสังเกตเลยว่านี่คือการเล่าของลูกแล้ว คงต้องทำเหมือนที่คุณยายบอกว่าต้องฟังเขาเยอะๆ แล้วเราก็เงียบลงบ้าง เวลาที่เขาพูดอะไรออกมา เราก็จะมักมองว่าเขาเป็นเด็ก อาจเป็นเพราะอัตตาเราอาจยังเยอะ เพราะเราเป็นแม่ ที่ความจริงไม่ว่าเขาจะทำอะไรเราก็พร้อมที่จะสนับสนุนเขาอยู่แล้ว แต่บางเรื่อง เช่น การทำธุรกิจ ซึ่งเราก็เคยผ่านมาแล้ว เลยต้องให้เขาลองเอง ไม่อย่างนั้นเขาจะไม่เชื่อ และให้เขาไปลอง และก็บอกเขาว่าแม่ก็อยู่ตรงนี้


แม่ชีศันสนีย์

“จริงๆ เด็กทุกคนต้องการปล่อยพลัง การที่เด็กหนึ่งคนกำลังเล่า แต่การที่คนที่่เขารักที่สุดไม่ฟังเขา และยังตัดสินเขา พลังเขาจะฝ่อ”

เพราะเวลาที่เขามาหาคุณยายมีโอกาสที่จะให้เขาสัมผัสได้ว่า ความเย็นมันมีอยู่ และมนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะเข้าถึงความเย็นนั้นได้ ถ้าเขาอยู่กับความร้อนรน หรือความฟุ้งซ่าน เขาจะทำลายพลังงาน ซึ่งเป็น Positive Energy ของเขาเอง

“การได้หยุด แล้วดู ฟังหัวใจตัวเองในภาษาเราคือการปฏิบัติธรรม และการปฏิบัติธรรมไม่ใช่การหนี การที่เด็กบางคนเขาหยุดอยู่กับใคร เขาได้เห็นหัวใจตัวเองอยู่ตรงนั้นเขาก็จะศรัทธาตรงนั้น เพราะจะทำให้เขาได้เห็นพลังงานในฝ่ายดีของตัวเขา ถึงเข้าใจเด็กว่า แม้เด็กจะซนขนาดไหน แต่ในพลังงานของความซุกซนนั้นมีพลังงานที่ดีของเขาอยู่"

แม้เขาจะเถียงเรา แต่เขารักเราถึงได้เถียงเรา เขาอาจจะมีความเห็นที่ไม่เหมือนเราแต่เรามีค่าสำหรับเขามาก เพราะเขาถึงได้เปรียบเทียบเรากับเขา สิ่งเหล่านี้จะอธิบายคนที่เป็นพ่อแม่ฟังไม่ยาก


เพราะฉะนั้น เวลาทำ WOW Magazine เราจะสื่อสารสองทาง คือทำให้คนเจเนเรชั่น Y อ่าน เราก็ทำให้คน Baby Boomer ได้เรียนรู้ด้วยจะต้องทำอย่างไรกับคนที่คุณรักด้วย รวมถึงเจเนเรชั่น Y ก็จะได้รู้ว่าถ้าเขาต้องสื่อสารกับคนเจเนเรชั่น Alpha ที่ปกติอาจจะไม่ได้สื่อสารด้วยการสบตากับคนอื่น เพราะเขามัวแต่สื่อสารกับตัวเองมาก ซึ่งคืออนาคตเจเนเรชั่น Alpha จะเป็นมากกว่าคนรุ่นอื่น ซึ่งถ้าพวกเราไม่ปรับตัว เราอาจจะไปไม่ทันเขา ทั้งที่จุดสตาร์ทเราสามารถมีร่วมกันได้


ดร. ณัฐวุฒิ


การรับฟังอย่างเชิงลึก หรือ Deep Listening คือการฟังไปถึงหัวใจของเราและคนที่เราคุยด้วย เป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงกับการตั้งคำถามที่มีหลายอย่าง อย่างกระบวนการของโค้ชจะไม่ตั้งคำถามในเชิงของ Why แต่สิ่งที่เจอเยอะคือ พ่อแม่มักจะมีการตั้งคำถามกับลูกด้วย “Why” ทั้งที่คำถามนี้จะเป็นคำถามในเชิงลักษณะตัดสินลูกไปแล้ว ว่าทำไมทำแบบนี้ ไม่ทำแบบนี้ ซึ่งการตั้งคำถามจะมาซึ่งความเชื่อใจที่พร้อมกับคำว่า “Trust” เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เลี้ยงลูกและในฐานะโค้ช เด็กรุ่นนี้เขาจะไม่ได้เปิดใจกับทุกคน เราต้องได้สิทธิ์ในการพูดคุยกับเขา ที่ใครสักคนที่เขาจะเปิดใจพูดคุยกับเขา หรืออย่างเจเนเรชั่น Alpha แพทเทิร์นหนึ่งที่เคยเจอคือ เขาจะทดสอบเราก่อนว่า เราจะมาข้างเดียวกับเขา หรือมาวิพากษ์วิจารณ์ หรือมาตำหนิเขา แม้ยังไม่เจอคำถามเขาก็รู้แล้วว่าจะมาตำหนิเข