เลี้ยงลูกในยุค New Normal แขกรับเชิญ– พ.ญ.จิราภรณ์ อรุณากูร

อัปเดตเมื่อ 11 พ.ค. 2564



รายการสนทนาธรรม หัวข้อ “เลี้ยงลูกในยุค New Normal”

วันจันทร์ที่ 19 เมษายน 2564 เวลา 18.00 น. ทาง Club House


แขกรับเชิญ – แพทย์หญิงจิราภรณ์ อรุณากูร และ แม่ชีศันสนีย์

ดำเนินรายการโดย - คุณปรารถนา มงคลกุล และ ดร. ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


ดร. ณัฐวุฒิ


รายการสนทนาธรรมของเราวันนี้ เป็นเรื่องที่พ่อแม่หลายคนติดตามค่อนข้างมาก นั่นคือเรื่องการเลี้ยงลูกในยุค New Normal วันนี้ทั่วโลกได้รับผลกระทบจาก Covid-19 มียอดการติดเชื้อและเสียชีวิตสูงขึ้นอย่างมาก ทุกครอบครัวได้รับผลกระทบ รวมทั้งสุขภาพจิตใจของครอบครัว ยูนิเซฟเผยว่าสุขภาพจิตลดลง 27% สุขภาพจิตของเด็กลดลงประมาณ17 - 20 % ปัจจุบันนี้พ่อแม่และชุมชน เริ่มมีหลายเรื่องที่มีความเป็นห่วง ทั้งเป็นห่วงเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลาในการเรียนออนไลน์มากขึ้น บางคนไม่มีเครื่องมือให้พร้อมเรียนออนไลน์ ได้มีการพูดถึงเรื่องของ Learning Crisis หรือ วิกฤตทางด้านการเรียนรู้ รวมทั้งเรื่องสุขภาพจิตและสุขภาพกายของเด็กๆ ด้วยเช่นกัน


วันนี้แขกรับเชิญคือ คุณหมอโอ๋ แพทย์หญิงจิราภรณ์ อรุณากูร ที่หลายคนจะรู้จักจากเพจ เลี้ยงลูกนอกบ้าน ซึ่งเชื่อในเรื่องของการพัฒนาสมองของเด็ก ผ่านประสบการณ์นอกบ้าน การเลี้ยงดูเชิงบวก และด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน Covid-19 อยู่กับเรามาปีกว่าแล้ว แต่มีการแพร่ระบาดหนักขึ้นอีกเป็นระยะ จนปัจจุบันนี้สุขภาพจิตแต่ละคนเริ่มเหนื่อยล้าพอสมควร หลายคนที่ฟังวันนี้ เราเข้าใจอารมณ์ซึ่งกันและกันว่าเกิดอะไรเกิดขึ้น เด็กๆ ใช้เวลากับการเรียนออนไลน์มากขึ้น ซึ่งบางทีเราไม่รู้ว่าเรียน หรือไม่เรียน บางทีพ่อแม่มีงานที่ต้องทำ อาจไม่พร้อมดูแลลูก รวมทั้งมีเรื่อง EQ ที่สามารถพูดจากันโดยที่ไม่ใส่อารมณ์


จึงขอเรียนถามคุณหมอ จากสถานการณ์ปัจจุบันเริ่มมองเห็นอะไร และเริ่มเป็นห่วงอะไรบ้าง


แพทย์หญิงจิราภรณ์


สิ่งที่เป็นห่วง อันดับแรก คือ สุขภาพจิตของพ่อแม่ เพราะตอนนี้คุณพ่อคุณแม่มีความเครียดสูงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุจากปัญหาในเรื่องของเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอน ความไม่มั่นคง การไม่มีรายได้ สิ่งนี้คือความเครียดพื้นฐาน เพราะนอกจากความเครียดที่ว่า เราจะติด Covid-19 หรือเปล่า เราติดหรือยัง มีความเครียดเรื่องของความเปลี่ยนแปลง เรื่องของความมั่นคงของชีวิต โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจ


อันดับที่ 2 เป็นเรื่อง ความกลัว ซึ่งจะเห็นว่ามีความแตกต่างกันในแต่ละบ้าน บางบ้านพ่อแม่อาจจะผ่อนคลายหน่อย ลูกยังเล่นกับเพื่อนบ้านได้บ้าง แต่บางบ้านจะเก็บตัว 100% ไม่เจอใคร ก็อาจจะกระทบกับเด็ก เพราะว่าบางทีเด็กๆ ยังต้องการพื้นที่ ที่เขายังได้มีประสบการณ์ต่างๆ ยังได้เจอเพื่อน ได้ทำอะไรที่ผ่อนคลาย พอความเครียดตรงนี้ ถ้าเพิ่มขึ้นมากๆ ทำให้เด็กมีความหวาดกลัว ระวังกังวลไปด้วย


และอย่างหนึ่งที่คิดว่าจะเป็นปัญหาตามมา คือเรื่องของการ ติดหน้าจอ จะเป็นปัญหาที่เราเจอมากขึ้น หลัง Work from Home หรือ หลังจากเรียนออนไลน์เมื่อไหร่ คลินิกวัยรุ่นจะมีเด็กติดหน้าจอตามมาเป็นระยะ เพราะพ่อแม่ต้อง Work from Home ประชุมออนไลน์แล้วไม่มีเวลาดูลูก หรือเด็กบางคนต้องถูกทิ้งไว้ที่บ้าน ที่ให้อยู่ด้วยตนเอง เจอเพื่อนไม่ได้ จะไปจบที่หน้าจอ เป็นปัญหาที่อาจจะตามมา

“หมอคิดว่าเรื่องสุขภาพจิตพ่อแม่ตอนนี้เป็นเป็นปัญหาหลักๆ หลายคนรับมือกับตรงนี้ได้ไม่ดี จะมีผลกระทบไปที่ลูกด้วย เพราะพ่อแม่คือคนที่มีผลอย่างมากต่อสุขภาพจิตใจ และสุขภาพกายของเด็ก"

ดร. ณัฐวุฒิ


บางครั้งปัญหาหลักๆ ของเด็กมาจากความคาดหวังของผู้ใหญ่ และการที่ผู้ปกครองเองอาจจะไม่ได้เตรียมตัวเองพอที่จะรับมือกับความเครียด เรียนขอคำแนะนำจากท่านแม่ชีศันสนีย์ถึงพ่อแม่ว่าจะอยู่อย่างไรให้มีความสุข และเลี้ยงลูกให้เป็นบุคลากรซึ่งมีวัคซีนทั้งกายและใจ


แม่ชีศันสนีย์


คำว่า “แม่” เราอยาก Protect เราอยากดูแล อยากหยิบอะไรสักอย่าง แล้วปลอดภัย

“ช่วง Covid-19 เด็กจะได้ภูมิคุ้มกัน เพียงแต่ว่าพ่อแม่อย่าแบกลูกไว้ เราอยากให้ทุกคนมองเห็นว่าเด็กมีความสามารถ ในการที่จะสร้างวินัยให้กับตัวเขาได้ โดยเขาจะยับยั้งชั่งใจ เพราะเขาอยู่ในสถานการณ์ซึ่งโลกนี้ไม่เคยมีอย่างนี้”

ในยุคที่พ่อแม่เป็นเด็ก พ่อแม่อยู่ในแบบ Safety Zone มาก เช่น พ่อแม่ที่ไม่ได้ผ่านสงครามโลก

"การที่เด็กได้เจอกับ Covid-19 ตั้งแต่ตอนนี้ พ่อแม่ควรจะได้มีโอกาสเรียนรู้ไปกับลูก แล้วใช้การเป็นนักสู้ที่อยู่ในสถานการณ์นี้ อย่างไม่กลัว แล้วมองเห็นว่าเราจะยังเติบโต อย่างคนที่มีวินัยกับตัวเองในเรื่องใดได้บ้าง”

ตั้งแต่วัยของลูกที่เราแตกต่างกัน เช่น เขาลุกขึ้นมาแล้วเขาสามารถที่จะหยิบแปรงสีฟันถูไปอย่างมีความสุข อย่างมีไม่ตื่นตระหนก กับการที่เขาต้องถูกล็อคไว้ที่บ้าน แต่เขายังมีความสุขได้จาก ที่นี่ และ เดี๋ยวนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ไปโรงเรียน แต่การเรียนรู้มีอยู่ในทุกๆที่ในโลกใบนี้ โดยแม่อาจจะรู้สึกผ่อนคลาย กับการที่มองเห็นลูกเป็นนักสู้

“แม่อย่าแบกลูกไว้ แม่อย่ารู้สึกว่าต้องอุ้มลูกไว้ เขาออกมาจากท้องเราแล้ว ตอนนี้โลกใบนี้คือครรภ์ของเขาแล้ว เขาจะต้องอยู่ในโลกใบนี้อย่างไรที่ปลอดภัย แล้วทำให้ครรภ์คือโลกใบนี้ไม่เป็นพิษ เพราะความกลัวของเขา”

ใช้ความเป็นปกติในวิถีชีวิตประจำวันเรียนรู้ไปด้วยกัน เด็กเป็นครูของเรา เราเป็นคนที่เรียนรู้ไปกับเด็กได้ ขอเป็นกำลังใจให้ เพราะคุณหมอจะรู้แล้ว เด็กมีภาวะทางความกลัวที่มีอิทธิพลมาจากพ่อแม่ และทำให้เขาไม่เป็นสุข จนเกิดภาวะเครียด มีมากจนกระทั่งเราต้อง กลับมามองเด็กในใจของเรา เรามีเด็กในใจกันทุกคนใช่ไหมคะ

“ดังนั้น วินัยที่เรามีต่อตัวเราเอง เราฝึกหายใจเป็น เราหายใจได้ เราหายใจอย่างตื่นรู้ เราเข้าสู่ธรรมชาติได้ อาจจะทำให้เด็กเริ่มสนใจ การปฏิบัติอย่างนี้มาจากพ่อแม่ ที่อยู่ในสถานการณ์ที่เผชิญกับโควิดไปพร้อมกับเขา ซึ่งต้องมีวัคซีนเรื่องนี้”

ดร. ณัฐวุฒิ


กลายเป็นว่าหลายครั้งเราไปมองเด็กๆ เราหาเด็กในใจเราไม่เจอ เรายังใช้บทบาทพ่อแม่อยู่ตลอดเวลา บางครั้งอาจไปวิพากษ์วิจารณ์ หรือทำให้เขามีความรู้สึกไม่กล้าที่จะแชร์กับเรา ประเด็นที่แม่ชีศันสนีย์ เล่าให้ฟัง ส่วนตัวคิดว่าเป็นทักษะที่จำเป็นของผู้ปกครองในยุคนี้ ในการที่จะมองเด็กๆ อย่างเข้าใจและเห็นใจ โดยที่ไม่เอาไม้บรรทัดการเป็นพ่อแม่ไปวัดเขาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้เครียด


แม่ชีศันสนีย์

“เราอย่าให้ลูกมีความลับกับเรา ถ้าพ่อแม่จับผิดอยู่ตลอดเวลา ลูกเขาก็ไม่อยากเปิดเผย แต่ถ้าเราศรัทธาในเข้าบ้าง นับถือเขาบ้าง แล้วยอมรับความเป็นจริงของเขา ที่เรียนรู้อาจจะมีความผิดพลาด หรืออาจจะมีบางอย่างที่ออกไปนอกลู่บ้าง แต่เราเย็นไว้ แล้วเราพยายามตั้งคำถามกับเขาได้ ให้ความปลอดภัยกับเขาเป็น”

หากทำได้เช่นนี้ คิดว่าเราไม่จำเป็นจะต้องมีเด็กที่จะไปพบจิตแพทย์เยอะ เพราะเราจะรู้สึกได้ว่า เราปลอดภัย และลูกเราปลอดภัย


คุณปรารถนา


เห็นใจพวกพ่อแม่ที่ลูกยังเด็ก เพราะถ้าดูตาม Trend ที่เราจะเจอกันต่อไป จะ Never Normal สิ่งที่ไม่แน่นอนต่างๆ ที่ทำให้ผู้ใหญ่หดหู่ และทำให้เด็กหดหู่ รวมทั้งยังมีความสูญเสีย เพราะว่าเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าการที่มี Covid-19 เกิดขึ้นนั้น บางทีเด็กๆ อาจจะเห็นบุคคลในครอบครัวของเขาหายไป ไม่ว่าจะเป็นชั่วคราว 14 วัน 28 วัน หรือหายไปตลอดกาล


เรียนถามคุณแม่ชีศันสนีย์ และคุณหมอว่า เมื่อมีสิ่งรุมเร้ามากมายเช่นนี้ เราจะสามารถจัดการสุขภาพจิตของเด็ก และสุขภาพจิตของคุณพ่อคุณแม่อย่างไร


แพทย์หญิงจิราภรณ์

“อยากแนะนำคุณพ่อคุณแม่จัดการตัวเองก่อน เพราะเราเหมือนเสาหลักของสุขภาพจิตลูก”

หลักๆ คือคงต้องกลับมาที่การรู้ตัวว่า ตอนนี้เรากำลังเครียดอยู่ หลายคนอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เราจะแสดงออกไป เกิดจากความเครียดที่ถาโถมไปหมดในใจเรา

“ยอมรับกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นว่ามีความเป็นธรรมดา ที่เราจะเครียด กังวล รู้สึกหดหู่ เศร้าหมอง แต่การที่เรายอมรับกับมัน จะทำให้เราสามารถจะเริ่มรู้ตัว แล้วหาวิธีจัดการกับมันได้ ไม่จำเป็นต้องไปพยายามมองโลกแง่บวก คือยอมรับกับมันตรงไปตรงมา”

ซึ่งตรงกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความกังวล เกิดขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเรา ทำให้เราวางแผน ทำให้เราเตรียมตัว ความเศร้าทำให้เรารู้ว่าบางอย่างเราจะต้องทำใจและตัดใจยอมรับความรู้สึกเหล่านี้ แล้วฝึกวิธีบริหารจัดการว่าถ้าเราเครียด เราทำอย่างไร แต่ละคนจะมีวิธีการของตัวเอง บางคนอาจจะเครียดแล้วคุยกับเพื่อน คุยกับแฟน บางคนเครียดแล้วอาจจะออกเดินออกไปเดินรอบบ้าน ที่แบบไม่ปะปนผู้คนมากนัก ลองมองหาวิธีอะไร ที่ทำให้เกิดความเครียดต่างๆ ของเรามันทุเลาเบาบาง

“อย่าไปพยายามปฏิเสธ หรือบอกว่าไม่ต้องเครียด เครียดคือเครียด แล้วจัดการกับมัน สิ่งเหล่านี้จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดี เพราะถ้าเราสามารถทำให้ลูกเห็นว่า ความรู้สึกเกิดขึ้นเป็นธรรมชาติ แล้วเวลาเกิดความรู้สึกในเชิงลบแล้ว เรายอมรับมัน และเราหาวิธีบริหารจัดการกับความรู้สึกลบนั้น”

จะเป็นการสอนที่พิเศษมากๆ สำหรับเด็กๆ เขาจะได้เห็นวิธีการเวลาที่พ่อแม่อยู่กับอารมณ์เชิงลบ แล้วพ่อแม่มีวิธีระบาย แต่อย่างไรตาม เราจะเป็นมนุษย์ ที่เราจะไม่สามารถจะมีสติรู้ตัวตลอดเวลา คุมอารมณ์ของเราได้ตลอดเวลา ไม่เหวี่ยงใส่คนอื่น บางครั้งอาจจะมีที่เราจะโมโหใส่ลูกเกินจำเป็น หรือหงุดหงิด หรือทำให้ลูกรู้สึกว่าเราเหมือนเป็นนางมารอยู่ที่บ้านไหม ลูกอาจรู้สึกว่าช่วงนี้แม่น่ากลัวจัง

"หันกลับมาเมตตาตัวเองว่า เราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้ จะมีความเครียดแบบนี้เป็นธรรมดา ให้อภัยตัวเอง บอกตัวเองว่าอย่างน้อยการรู้ตัว สิ่งนี้ไม่ถูกเป็นเรื่องที่ดีแล้ว แล้วขอโทษลูกกับสิ่งที่เราอาจจะรู้สึกว่า เราทำผิดพลาด เราใช้อารมณ์เกินไป เราไม่ควรจะรุนแรงกับเขา"

หมอคิดว่าขอโทษเขา แล้วบอกว่า “แม่จะพยายาม ตั้งใจพยายามพัฒนาตัวเองมากขึ้น” และบางทีอาจจะให้ลูกช่วย เช่น “เห็นแม่เริ่มดูโมโหมาก หนูเตือนแม่ได้นะลูก” สิ่งเหล่านี้คิดว่าเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน เป็นการสอนลูกไปในตัว


การที่เป็นโควิดแล้วเราต้องอยู่บ้าน เราคงไม่ได้คาดหวังว่าลูกเราจะเรียนออนไลน์ได้จริงๆ เราอาจจะมีความคาดหวังแค่ลูกเราจะอยู่ และใช้ชีวิตกับภาวะวิกฤตแบบนี้ได้ แค่เขาอดทนไม่ออกนอกบ้านได้ แค่เขาเรียนรู้วิธีจัดการอารมณ์เชิงลบได้ เป็นทักษะที่เขาจะติดตัวไปอยู่กับอนาคตของเขา

“แนะนำว่าสำหรับคุณแม่ จัดการดูแลตัวเองก่อน สำหรับลูก หลายครั้งความน่ากลัวของโลก ทำให้เด็กเขาแปลความไปแบบตามจินตนาการตามวัย"

เด็กหลายคนกลัวมาก โดยเฉพาะพ่อแม่ที่อาจจะดูขี้กังวลหรือกลัวมากๆ หรือ หลายๆ ครั้งบางทีเราพยายามสอนเด็กๆ ให้ระวังเรื่องนี้ โดยพยายามทำให้ดูน่ากลัว เช่น “ถ้าติดมานะ เราต้องแยกจากกัน หนูจะไม่ได้เจอหน้าแม่อีก” ซึ่งบางทีสิ่งเหล่านี้ เด็กจินตนาการไปไกลมาก ทำให้เกิดความไม่มั่นคง

“สิ่งสำคัญจริงๆ ที่เราควรจะต้องช่วยเด็กๆ คือสร้างความรู้สึกที่มั่นคงคือทำให้เขารู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเขามีอำนาจที่จะจัดการมันได้”

การใส่หน้ากาก ล้างมือ การไม่ไปที่ไหน ที่ไม่จำเป็น การดูแลตัวเอง ล้างมือบ่อยๆ เป็นต้น ทำให้เขารู้สึกว่าเขาควบคุมบางอย่างได้ ดังนั้น ตรงนี้จะสร้างพื้นฐานของความมั่นคงในใจ ขณะเดียวกันเราก็ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมากับเด็กๆ อย่าพยายามทำให้เด็กรู้สึกว่า มันไม่มีอะไรหรอกลูก ไม่มีอะไรน่ากลัว แต่ว่าเราสามารถบอกข้อมูลตรงไปตรงมา ตอนนี้มีคนติดเชื้อมากขึ้น ตอนไม่มีระลอกใหม่มาแล้วลูก เราอาจจะต้องอยู่บ้านมากขึ้น เรียนออนไลน์มากขึ้น สิ่งเหล่านี้สามารถที่จะบอกกับเขาตรงไปตรงมา

“การที่เด็กรู้ว่าพ่อแม่สื่อสารกับเขาตรงไปตรงมา จะสร้างความมั่นคงในจิตใจ ทำให้เขารู้สึกว่าอะไรที่จะเปลี่ยนแปลง เขาได้รับรู้จากพ่อแม่ เช่น สมมุติว่าพ่อแม่ต้องกักตัว ก็บอกข้อมูลของเขาตรงไปตรงมา อย่าหลอก อย่าทำให้เขารู้สึกว่า เขาไม่รู้จะเชื่ออะไร เหล่านี้เป็นทักษะสำคัญ สำคัญคือให้พื้นที่ ที่จะรับฟังความรู้สึกของเด็ก เขารู้สึกอย่างไรบ้าง”

ตอนนี้เราทุกคนต้องอยู่แต่บ้าน เขารู้สึกอย่างไรที่พ่อต้องออกไปทำงาน โดยที่มีโอกาสจะเสี่ยงติด Covid ขึ้นรถเมล์ไปทำงานทุกวัน ตัวเขารู้สึกอย่างไร การให้พื้นที่ที่จะรับฟังความรู้สึกเขา โดยที่ไม่พยายามปฏิเสธว่า อย่าไปกังวลลูก อย่าไปคิดมาก อย่าไปกลัว แต่ฟังด้วยความเข้าใจ ตรงนี้เป็นทักษะที่สำคัญที่ทำให้เด็กเขารู้สึกว่าเขามีพื้นที่ ที่เขาจะสามารถระบายความรู้สึกของเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความกังวล และพยายามมีบทสนทนาแบบนี้ กับลูกบ่อยๆ เพราะว่าจริงๆ การที่เขาต้องเปลี่ยนแปลงชีวิต จากเดิมได้ไปโรงเรียน ตอนนี้ต้องอยู่แต่บ้าน บางบ้าน Stick ไม่เจอใครเลย มันเป็นความเครียดของเด็กมากๆเหมือนกัน


ดังนั้น อยากให้เราเข้าใจตัวเด็กด้วย แล้วมีความคาดหวังที่เหมาะสม หลายครั้งพ่อแม่คาดหวังสูง อยากให้เขาเรียนออนไลน์แบบไม่เปิดหน้าจออื่นเลย จริงๆ แล้ว เราทำไม่ได้หรอก นั่งฟัง Clubhouse อยู่ เชื่อว่าหลายคนก็กำลังดูอย่างอื่นไปด้วย เพราะว่าบางทีเราไม่สามารถจะควบคุมไม่ให้เรามีสมาธิจดจ่อทุกอย่าง

“เข้าใจความเป็นมนุษย์ของลูก แล้วเข้าใจความเป็นเด็กของลูก คาดหวังอย่างเหมาะสม อย่าคาดหวังแค่ผลลัพธ์ แต่คาดหวังที่จะสร้างคาแรคเตอร์ หรือคุณลักษณะที่สำคัญ ที่เขาจะได้ใช้ประโยชน์กับโลกอนาคต เช่น ความรับผิดชอบ การควบคุมตนเอง”

ลูกนั่งเรียนออนไลน์ แต่อาจแว๊บไปดู YouTube แต่สุดท้ายตัดสินใจกลับมานั่งออนไลน์ได้ นี่คือคุณลักษณะที่ดี เขาไม่ได้นั่งดู YouTube จนจบ 2-3 ชั่วโมง ในขณะที่เพื่อนออนไลน์ พ่อแม่ต้องขอบคุณลูกว่า จริงๆ เขาเก่งมากนะ ที่เขาแหย่ขาเข้าไป ในสิ่งที่ไม่ถูก แล้วเขาดึงตัวเองกลับมาได้ มองสิ่งเหล่านี้ แล้วขอบคุณลูกบ่อยๆ ที่ลูกสามารถจะอยู่กับวิกฤตได้ แล้วคุยกับเขาบ่อยๆ ว่าเขากำลังรู้สึกอะไร มีอะไรที่เขาอยากให้เราช่วยเหลือไหม มีอะไรที่บางอย่างอาจจะพอยืดหยุ่น ถ้าเราประเมินแล้วความเสี่ยงไม่เยอะ เราอาจจะต้องปรับระดับ ทำให้เด็กอยู่ได้ เราเองก็ไม่ต้องเป็นทุกข์มาก อย่างนี้เป็นเรื่องที่เราคุยกันในครอบครัว


แม่ชีศันสนีย์

สร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกเผชิญกับความจริง สถานการณ์จริง สำคัญมากในช่วง Covid-19 เราไม่ต้องไปสร้างภาพจำลองเลย เพราะว่าเด็กได้เห็นการเป็นนักสู้ ที่อยู่ในสถานการณ์จริง ที่พ่อแม่เป็นผู้นำทางสติปัญญา แล้วสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นในหัวใจ

เพราะเราพูดว่า ถ้าเราจะนอนตายตาหลับ เราจะต้องเห็นลูกเรา กล้าตัดสินใจ ที่จะเล่นอะไรอะไร หยุดอะไร แล้วกล้าที่จะปฏิเสธอะไร

เพราะความรอดของชีวิต ช่วงของ Covid-19 อาจจะเป็นหนึ่งในสถานการณ์จริง ที่ไม่ใช่เป็นสถานการณ์จำลองแล้ว แต่เป็นความจริงที่เด็กจะได้เรียนรู้ ถึงความอาจหาญโดยธรรม ทั้งโดย “ทำ” ด้วย การทำหน้าที่และ “ธรรม” คือการเคารพความเป็นหน้าที่ของมนุษย์คนหนึ่ง ที่ยอมรับสถานการณ์นั้น อย่างไม่ปฏิเสธ ไม่มีอคติ ไม่เพ่งโทษ แล้วเราผ่านไปด้วยกัน”

ซึ่งอยากให้กำลังใจคุณแม่ ที่อยากจะให้ลูกได้อยู่ในสถานการณ์ของการพัฒนาศักยภาพด้านใน จากการทำหน้าที่ของเขาจริงๆ สิ่งนี้คือวัตถุประสงค์ที่อยากจะนำมาพูดคุยกันวันนี้ เพื่อให้เด็กมีโอกาสได้เห็นว่าผู้ใหญ่กำลังหาทางออกร่วมกัน เรามีครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น เรามี Mindfulness Family คือครอบครัวที่มากกว่าสายเลือด แต่เป็นครอบครัวของมนุษยชาติ ที่กำลังร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน


ดร. ณัฐวุฒิ


แม่ชีศันสนีย์พูดเสมอว่า มอง Covid-19 ให้เป็นโอกาส มีหลากหลายทักษะที่เราสามารถที่จะเรียนรู้ร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสาร การสร้างความเข้าใจ ถึงขนาดที่ว่า เรามองว่าใช้วิกฤตินี้เป็นสถานการณ์ในการที่จะสร้างเด็กรุ่นใหม่ว่าวัคซีนฉีดเข้าตัว ถ้ามีรอก็คงฉีดได้ไม่ยาก แต่ถ้าวัคซีนทางใจ ถ้า เราใช้วิกฤตนี้เป็นสิ่งที่จะสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ขึ้นมา ให้มีความเก่งกาจของเขา แล้วสามารถเจริญเติบโตไปได้ต่อไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเจอวิกฤตอะไรรุนแรงกว่านี้ เขาอาจจะเป็นความหวังของเรา เพราะเราผ่านช่วง Covid-19 มา แต่กลายเป็นว่าเราไม่เคยมีวัคซีนแบบนี้ Mindset เราไม่เคยคิดว่าสถานการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้น ถ้าเราฝากความหวังไว้กับเด็กรุ่นใหม่ เขาผ่านมาแล้ว เพราะฉะนั้นรอบหน้า เราเชื่อว่าเขาน่าจะรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่าคนรุ่นเราแน่นอน


วันนี้ เรามีคุณนิษณี ส่งวัฒนา ซึ่งบวชพร้อมกับแม่ชีปรารถนา ร่วมรับฟังในรายการด้วย อยากฟังมุมมองจากคุณนิษณีว่าก่อนจะมาบวช มีความคาดหวังกับลูกในเรื่องอะไร และอย่างไรบ้าง และเมื่อบวชแล้วได้เรียนรู้อะไร และปรับใช้อย่างไรบ้าง


คุณนิษณี


นิษมีลูก 2 คน ก่อนบวชเคยไปนั่งร้องไห้กับแม่ชีศันสนีย์ว่า หนูกลัวตาย กลัวที่ถ้าวันหนึ่งไม่มีหนูแล้ว ลูกจะอยู่อย่างไร คุณยายเลยบอกหนูว่า ต้องจองตาย เลยไปบวช เพื่อเป็นการซ้อมตาย พอผ่านการซ้อมตายมา 1 รอบ ถามว่ามีภูมิคุ้มกันขึ้นไหม ถือว่ามีภูมิคุ้มกันขึ้น วางใจได้มากขึ้น ยังนำคำสั่งสอนที่ท่านแม่ชีได้ให้ไว้ คือ "ลงทุนในเหตุ วางใจในผล"


ส่วนตัวมองว่าถ้าเราตั้งใจดูแลเขาดีแล้ว ให้โอกาสเขาได้มากที่สุดเท่าที่เราทำให้เขาแล้ว ผลจะเป็นอย่างไรนั้น เราต้องยอมรับ ในวันนี้ไม่ได้สอนลูกแบบเอาแต่ใจตัวเอง แต่สอนลูกในแบบที่ยึดเขาเป็นหลัก

“สิ่งที่แม่ชีศันสนีย์ สอนมาตลอดคือ วางใจให้เป็นอนิจจัง เปรียบเสมือนเมื่อหินถล่มลงมา มันก็เป็นอนิจจัง คือวางใจในผล ถ้าเราทำดีแล้ว”

แม่ชีศันสนีย์


เชื่อว่าแม่ทุกคนมีความอาจหาญโดยธรรมอยู่แล้ว แม่เป็นคนที่ยอมรับการเกิดของลูกอยู่แล้ว มีผู้หญิงหลายคนที่ปฏิเสธการเป็นแม่ แล้วทำลายลูกก่อนที่จะเกิด ฉะนั้นความไว้วางใจของเด็กที่มีต่อแม่ ผู้ที่อนุญาตให้เขามีชีวิต แล้วเรียกเขาว่าแม่ มันยิ่งใหญ่มากนะลูก ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญกับเราเลย แต่ทุกเรื่องที่ผูกพันร้อยกันมา มีเหตุปัจจัย จะต้องมองเห็นว่า เราต้องเคารพ คุณยายอยากจะใช้คำว่า

เราต้องเคารพหัวใจของลูกเราเหมือนกัน เพราะเด็กบางคนสู้มากจริงๆ จะรอด เพราะฉะนั้นแม่ไม่ได้สู้คนเดียว แต่ว่าเราพร้อมที่จะสู้ไปด้วยกัน เมื่อเรารักใครสักคนหนึ่ง เรายอมสูญเสียความสุขบางอย่าง เพื่อคนที่เรารักเสมอ สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในหัวใจแม่เราทุกคน”

ในขณะเดียวกัน เรามีคนที่รักพ่อแม่เราคือ ปู่ย่าตายาย สิ่งเหล่านี้จะหายไปถ้าเด็กไม่ได้มีโอกาส ที่จะได้เห็นการเผชิญกับความจริงเลย ภูมิคุ้มกันจะน้อย เด็กโตได้มากกว่าที่เราจะเลี้ยงข้าวแบบสปอยล์ไปตามปกติ กับเด็กกล้าทำในสิ่งที่โดยปกติที่ไม่มีสถานการณ์นี้ เขาจะไม่รู้เลยว่าเขากล้า แต่เขาจะกล้าได้ ตอนสถานการณ์นี้ ให้กำลังใจคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเครียดอยู่ กับการต้องลดเพดานตัวเองลง เพราะภาวะเศรษฐกิจ หรือเครียด เพราะความกลัวอันเกิดจากการปรุงแต่งจากข้อมูลข่าวสาร อย่างที่แม่ชีสอนเด็กๆ ว่า

“ความกลัวเป็นทุกข์มากกว่าความจริง ที่เราจะเผชิญกับมันนะลูก ความกลัวเป็นการคิดปรุงแต่งของเรา ที่เราปกป้องตัวเรา แต่เราปกป้องผิดนะลูก เราผิด เราผิดจังหวะของการปกป้อง”

และสื่อสารกันบ่อยๆ คุยกันบ่อยๆ คือคุยให้เห็นเลยว่า สุขทุกข์เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นสากล ทุกชนชั้นวรรณะ พอเข้าใจความเป็นธรรมชาติของความทุกข์ ที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่ง อย่างไม่รู้เท่าทันความเป็นจริง เด็กกลับรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท มากกว่าเวลาที่เราแสดงปฏิจจสมุปบาท แต่ความจริงแสดงธรรมโดยตัวของมันเองอยู่

เด็กยุคนี้ จะเป็นเด็กที่จะคุยกับเราในเรื่องของสิ่งหนึ่งที่อาศัยสิ่งหนึ่งจึงเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี ในความเป็นคนยุคเขา”

คุณปรารถนา


สิ่งที่คุณหมอพูดแทบจะอิงกับหลักธรรมได้ทุกอย่าง อยากให้คุณแม่ศันสนีย์ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงการที่เด็กมาเรียนธรรมะที่เสถียรฯ ตั้งแต่ยังเด็ก ฝึกอบรมตั้งแต่เด็ก จะเป็นสิ่งดีงามมาก และสิ่งที่คุณหมอกล่าวถึงนั้นทำให้นึกถึงคำสอนของคุณแม่ กับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า


แม่ชีศันสนีย์


คุณหมอพูดในฐานะเป็นคุณหมอที่ได้เข้าใจ ซึ่งไม่ใช่เป็นคนที่เข้าใจแบบหมอเท่านั้น แต่เป็นแม่ของลูก ลูกหมอโอ๋น่ารักมาก ครอบครัวหมอโอ๋น่ารักมาก สำหรับคุณแม่แล้ว เรารู้เลยว่าเขาเลี้ยงลูกเพื่อโลกใบนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่หมอเป็น ประกอบกับวิชาชีพ และกลายเป็นนักจิตแพทย์เด็กด้วย คือมองให้เห็นเลยว่า ธรรมชาติของการเป็นแม่อยู่ในมนุษยชาติทุกคน และเวลาที่เรามองด้วยความไว้วางใจ ไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่ได้หมายความว่า เราไปเลือกคนที่เราไว้ใจว่าเขาไม่เคยทำอะไรผิดเลย

“มนุษย์ทุกคนเคยมีบาดแผล เคยมีประสบการณ์ของการเป็นนักสู้ ครั้งหนึ่งครั้งใดในชีวิต แต่สิ่งที่คุณหมอโอ๋พูด กำลังบอกเราว่า มีวัคซีนจากการหกล้มได้ โกรธได้ ทุกข์ได้ พ่อแม่พลาดได้ ลูกเตือนเราได้ เพราะฉะนั้นการที่เรามองเห็นความจริงอย่างอ่อนโยน หรือกรุณาต่อกันในฝ่ายของการปฏิบัติ บอกว่าการมองเห็น อย่างที่มันเป็น แต่ใจเป็นอิสระจากทุกข์ สิ่งนี้คือวัคซีนที่เด็กจะเรียนรู้จักประสบการณ์จริงๆ”

คุณหมอพูดในฐานะที่เป็นหมอที่คุยกับคุณแม่หลายๆ คนที่กำลังต้องการหาวิธีการเทคนิค How to ในการที่จะช่วยตัวคุณแม่เอง และช่วยลูกๆ จริงๆ แล้วคือการปฏิบัติธรรมนั่นเอง แต่เป็นการปฏิบัติธรรม ที่อยู่ในสมมติบัญญัติ หรือว่าอยู่ในฟอร์ม ที่เราถูกสวมเข้าไปว่า เราเป็นแม่ของลูกด้วย เราเป็นหมอด้วย เราเป็นนักจิตวิทยาด้วย หรือว่าอาจจะเป็นคนที่เคยบวชชีมาแล้วด้วย

“สิ่งเหล่านี้มีไว้ เป็นสมมุติที่มีไว้เพื่อให้เราวิมุตติ คือการหลุดพ้นจาก การที่เรามองเห็นกระแสของการเปลี่ยนแปลง หรือความเป็นอนิจจังในทุกเรื่องเลย โลกใบนี้ไม่หนีกระแสนี้เลย คือความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อใดที่เราเห็นความไม่เที่ยง และเห็นความทนอยู่ได้ยาก และไม่มีฉัน ไม่มีของฉัน ที่เป็นอัตตาของเรา นั่นคือการเข้าไปเห็นกระแสของธรรมชาติ

ซึ่งมนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการที่จะเห็นชอบในเรื่องนี้ ซึ่งคือเรื่องเดียวกันเลย แต่ว่าจะถูกบัญญัติออกมา หรือนำเสนอวิธีการที่เข้าไปเห็น ที่อาจจะเป็นจิตแพทย์เด็ก เป็นหมอเด็ก เป็นพ่อแม่ นักสังคมสงเคราะห์ หรือเป็นนักธุรกิจ หรือแม้แต่การเป็นนักบวช พยายามให้กำลังใจว่า เราเราเรียนรู้กันได้ เราหมดสงสัยในสิ่งที่เรากำลังเรียนรู้กันได้เมื่อไหร่ เราหมดทุกข์ นี่เราเป็นอารยชนเลย

“ทำไมเราไม่มองว่าลูกสามารถเป็นได้มากกว่ามนุษย์ธรรมดา แต่ไม่ผลักดันเขา ถ้าวันหนึ่งเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดด้วยตัวเขาเอง เราอาจจะต้องกราบลูกเรา ในฐานะที่ลูกเราเป็นอิสระชนได้”

ดร. ณัฐวุฒิ


ขออนุญาตถามคุณหมอถึงคำแนะนำถึงผู้ปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้เด็กๆ แต่เริ่มเรียนออนไลน์ คุณหมอมีข้อแนะนำ หรือมีกิจกรรมอะไรที่สามารถที่จะแนะนำที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ภายในบ้านหรือไม่ เพราะถ้าในบ้านไม่สันติ ข้างนอกคงไม่ไหวเช่นกัน


แพทย์หญิงจิราภรณ์


จากประสบการณ์ส่วนตัว ลูกหมอ 7 ขวบ แล้วต้องเรียนออนไลน์ โดยที่หมอกับสามีต้องทำงาน ในบ้านนี้จะไม่มีใคร ยกเว้นพี่เลี้ยงที่อ่านหนังสือไม่ออก เขาอาจจะช่วยเหลืออะไรไม่ได้มาก

“สิ่งที่ทำคือคาดหวังลูก ตามความเป็นจริง”

คือเราไม่คาดหวังว่าเขาจะนั่งเรียนตัวตรง ตั้งใจ เราจะรู้ว่าบางทีเขาจะเบื่อ บางทีเขาเข้าใจอะไร หมอให้พื้นที่ในการเป็นธรรมชาติ ที่เขาจะอาจจะมีแว้บบ้าง เบื่อบ้าง ขณะเดียวกันหมอพยายามทำสิ่งสำคัญมากๆ อันหนึ่งคือ

"ทำให้เขารู้สึกว่าเขาเขามี Self ที่ดี ซึ่งเกิดจากการที่ทำให้เขาเห็นว่า เราไว้ใจเขา เราเชื่อมั่นในตัวเขา เราเข้าใจว่าเค้าทำดีที่สุดแล้ว”

ไม่ว่าบางวันเราอาจจะเห็นว่า แว้บไปดูหน้าจอ ไปคุยไลน์ Chat box กับเพื่อน เพราะเรียนออนไลน์แชทได้

“เรามองข้ามเรื่องเล็กๆ เหล่านั้น และมองภาพรวมใหญ่ๆ ว่าการที่เขาเป็นเด็กคนหนึ่ง ที่ต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง แล้วเขาเรียนได้ เท่าไหร่แม่ดีใจมากแล้ว เราพยายามสร้างสิ่งที่เราคิดว่าสำคัญมากๆ คือตัวตน เราไม่อยากให้การที่เขาต้องอยู่ในภาวะวิกฤต แล้วรู้สึกตัวตนต่ำต้อยไปด้วย รู้สึกเป็นเด็กไม่ได้เรื่อง รู้สึกเป็นเด็กที่ใช้ไม่ได้ แต่ว่าเราทำให้เขารู้สึกว่า เรายังคงสิ่งสำคัญอะไร คือการสร้างตัวตนที่ดี”

แต่ละวันนี้ก็จะมี To do List ซึ่งลูกจะเป็นคน List ขึ้นมาตอนเช้า ดังนั้นเขาจะขึ้นมาเขียนกระดานว่า วันนี้อะไรบ้างที่เขาอยากจะทำ แล้วให้เขาออกแบบ เช่น วันนี้เขาเรียนออนไลน์ ระหว่างเรียนออนไลน์เสร็จ เขาจะทำอะไร มีหน้าที่อะไรที่เขาต้องทำ เช่น อาจจะมีงานบ้าน มีการซ้อมเปียโนที่เขาต้องซ้อม


สำคัญคือเราจะมี Reward เช่น เขาจะอยากดูหน้าจอ อยากเล่นเกม หมอจะให้พื้นที่ให้เขาจะมีเวลาเป็นของตัวเอง หลักๆ เราคือเรามุ่งว่า เราจะฝึก EF (Emotional Flexibility) ของลูก คือเขาจะรู้ว่าอะไรที่ต้องทำ แล้วอะไรที่ที่ทำก่อน เช่น ทำสิ่งที่ต้องทำก่อน แล้วค่อยสนุกทีหลัง บางวันแล้วฝึกเรื่องการสร้างความคิดยืดหยุ่น เช่น เราให้ออกแบบ อาจจะไม่ต้องทำงานทุกอย่างก่อนหรอก เขาอาจจะยอมเลือกเล่นก่อนได้ เช่น เรียนออนไลน์ เสร็จแล้วค่อยจะอยากดูหน้าจอเลย


เราฝึกให้เขาบริหารจัดการ แต่อย่างไรก็ตามงานที่ต้องทำจะเสร็จ หมอว่าสร้างพื้นที่แบบนี้ สร้างพื้นที่ ที่จะล้มเหลว วันนี้ทำไม่ได้ แต่กลับมาประเมินตัวเองว่า ทำไมถึงทำไม่ได้ ขาดอะไร แล้วเขาต้องพัฒนาตัวเองอย่างไร ในวันพรุ่งนี้ รู้สึกว่าตรงนี้เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ดีมาก


โดยรวมหมอว่าเขาอยู่รอดได้นะ เด็กที่อยู่บ้านแล้วเรียนออนไลน์ของตัวเองได้ ผลการเรียนก็ออกมาดี แค่นี้เราก็รู้สึกว่าอย่างที่บอกๆ

เราไม่ได้สร้างผลลัพธ์ เรากำลังสร้างกระบวนการ ที่มันจะติดตัวเขาไป กระบวนการที่สำคัญมากๆคือ การเชื่อว่าตัวเองเป็นคนที่ใช้ได้ หมอเชื่อว่าเป็นสิ่งที่อยากให้พ่อแม่รักษามันไว้ อย่าทำให้เขารู้สึกว่า เขาต้องอยู่ในความล้มเหลวผิดพลาด ไม่ได้เรื่อง ไม่ฉลาด ไม่รับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้ เป็นพลังงานเชิงลบที่จะฉุดให้ลูกไม่สามารถจะก้าวข้ามอุปสรรคใดๆได้ "

มองข้ามปัญหาเล็กๆ น้อยๆ การที่เราไปเห็นว่าลูกแว้บไปดู YouTube แล้วไม่ไดhเรียนออนไลน์ได้ตลอด ถ้าเรามองในมุมกลับกัน เขาคือเด็กที่สามารถเข้าไปดูใน YouTube แล้วหยุดมันได้ แล้วกลับมาเรียน ซึ่งจริงๆ แล้ว ทักษะตรงนั้นเป็นทักษะที่สำคัญมาก


ดังนั้น ชื่นชมเขาในสิ่งเหล่านี้ ถ้าเราทำได้ แทนที่จะไปทำให้เป็นปัญหาไปหมด เพราะว่าเป็นเด็ก อย่างไรแล้วก็ทำไม่ได้ดีที่ผู้ใหญ่คาดหวังนัก เพราะผู้ใหญ่คาดหวังคือความคิดแบบของผู้ใหญ่


ส่วนที่เหลือคิดว่าหลายๆ คนจะมีคำถาม เช่น ดูหน้าจอเยอะแล้ว เราควรจะลดเวลาหน้าจอของเขาไหม แนะนำว่า

“เราไม่ควรทำให้การเรียนออนไลน์ ไปลดเวลาความสุขเขา ถ้าเขายังอยากที่จะดูหน้าจอ สามารถดูได้ อย่าไปกลัวหน้าจอ แล้วสำคัญคือแบบเวลาที่ลูกเราสนุกอยู่ มีความสุขอยู่ แล้วเขาหยุดได้ อันนั้นคือศักยภาพ และทักษะที่สำคัญมาก ที่เราอยากให้เด็กคนหนึ่งมีติดตัว คือรู้จักหยุดความสุข หยุดความสนุก เมื่อรู้ว่าเป็นสิ่งที่เยอะไป เกินไป ดังนั้นหมอให้ลูกอยู่กับหน้าจอ แล้วฝึกหยุดตัวเองทุกวัน”

นอกจากนี้มีเรื่องทางกายภาพ บางครั้งเราไม่รู้ว่าตัว Setting ทำให้ลูกเหนื่อยล้าได้ง่าย อาจจะต้องหาสถานที่ ที่ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวหน่อย มีแสงพอดีได้คุยกับหมอตาเหมือนกัน เขาบอกว่ามันควรจะเข้าด้านข้างของตัวเด็ก สมมติว่าเด็กนั่งหันหน้าเข้าหาคอมพิวเตอร์ แสงไม่ควรอยู่ด้านหน้าของคอมพิวเตอร์ เพราะว่าตาจะล้า ขณะเดียวกันแสงไม่ควรอยู่ข้างหลัง มันจะสะท้อน ฉะนั้นพยายามหามุมที่แสงจะเข้าด้านข้างของลูก แล้วทำให้บริเวณหน้ากับหลังแสงน้อย อย่างอื่นน่าจะไม่มีอะไรมากค่ะ ฝึกลูกพักสายตาไปบ่อย แล้วให้เขาเรียนรู้วิธีที่จะ Relax ตัวเอง เช่น เครียด เบื่อ ทำอย่างไรจะสอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหายใจ หรือออกมาเดิน ออกมาใช้แบบ Walking Meditation สิ่งเหล่านี้ฝึกทำให้เด็กสามารถจัดการกับความเครียดของตัวเองได้


ดร. ณัฐวุฒิ


เรื่องประสบการณ์ที่เด็กต้องมาเรียนรู้ออนไลน์ อยู่กับพ่อแม่ แยกกันคนละจอ มันก็สามารถทำให้สนุกได้ แล้วที่สำคัญการสร้างความเชื่อใจกัน เพราะว่าถ้าเราไปจับผิดเขา สักวันหนึ่งเราคงไม่กล้าจะมาแชร์อะไรให้เราฟัง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ทำ กลายเป็นว่าทำ แต่เราไม่รู้มากกว่า


เรียนถามแม่ชีศันสนีย์ ว่าการสร้างความเชื่อใจเป็นพื้นฐานของครอบครัว แต่หลายบ้านยังมีปัญหาอยู่


แม่ชีศันสนีย์

“ปัญหามีไว้ให้เห็น ความไม่รู้นำมาซึ่งการปรุงแต่ง อย่างไม่รู้ มันจึงเป็นการรับรู้ ที่มาจากการปรุงแต่งอย่างไม่รู้ ซึ่งเป็นกระบวนการความเชื่อที่ผิด เราคงจะต้องฝึกจดจ่อจิตอยู่กับลมหายใจ จนเรามีวินัย เด็กๆ เขาต้องมีลมหายใจเป็นเพื่อน เขาต้องมีลมหายใจเหมือนอาวุธ ที่จะทำให้เขามีที่อยู่ของจิต เพราะฉะนั้นถ้าจิตมาจดจ่อกับลมหายใจ จนกระทั่งมีความบริสุทธิ์ตั้งมั่น ควรแก่การงานได้ในระดับหนึ่ง แสดงว่าเด็กมีสมาธิ”

เหมือนเด็กดูจอ เด็กจดจ่อ จิตนั้นรู้ทีละเรื่อง จดจ่อ หรือ อีกเทคนิคหนึ่งคือ กายอยู่กับกิจ จิตอยู่กับงาน ฉะนั้นในเทคนิคนี้ เป็นเทคนิคที่เราใช้กันมาตั้งแต่โบราณ เพียงแต่ว่าพ่อแม่อาจมองว่า เทคนิคของการฝึกปฏิบัติ เป็นรูปแบบของการนั่งสมาธิเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว นั่นเป็นแค่อิริยาบถเดียว เรายืน เดิน นั่ง นอน กายกรรม มโนกรรม วจีกรรม ด้วยจิตที่บริสุทธิ์ตั้งมั่น ควรแก่การงาน ก็จะไปจัดการความไม่รู้ หรืออวิชชาได้ และเราจะไม่ปรุงแต่งอย่างมีอวิชชาได้ เพราะว่าเรารู้มากกว่าหลงอารมณ์ ดังนั้นไม่ว่าจะเด็ก ไม่ว่าจะผู้ใหญ่ หรือจะอาชีพไหนก็ตาม


วิธีการฝึกให้จิตเป็นสมาธิ คือการเปลี่ยนพลังงานของเราบางอย่าง เช่น บางคนเดินมาก แล้วเบื่อไปนั่งไปนั่ง พอไปนั่งแล้วเบื่อ ไม่หาย ก็ไปนอน

“ถ้าคนสามารถเห็นฉันทะกับการนั่ง เช่น เด็กนั่งดูจอได้นาน เขามีความพอใจ เขามีความเพียรในสิ่งที่เขาพอใจ เขาตั้งจิตมั่น ในสิ่งที่เขาเพียรอยู่ จนเขาเป็นคนที่ใคร่ควร ทดลอง สืบค้น เป็นวิมังสา เด็กมีอิทธิบาท 4 กับการใช้จอ ส่วนอิทธิบาท 4 เป็นคุณธรรม อะไรที่จะทำให้เด็กประสบความสำเร็จ จะอยู่ที่ว่าเขาจะใช้สิ่งนี้กับพ่อแม่ที่สื่อสารกับเขา"

นี่คือการสอนธรรมะ โดยใช้การเรียนออนไลน์ โดยที่มีพ่อแม่อาจจะเป็นผู้ที่ลงทุนในเหตุ และปล่อยวางในผล คือเราไม่คาดหวังในผล แต่เราเป็นนักลงทุนในเหตุ ตั้งคำถามเป็น ให้เด็กเห็นวิธีการจัดการ กับความสนุกด้วยอิทธิบาท 4 ได้ โดยที่เราไม่ต้องเอาอิทธิบาท 4 เป็นตัวตั้ง ให้เขาต้องมาท่องจำ

นี่คือการสอนให้สอดคล้องไปกับนักจิตวิทยา ที่เขาพยายามจะบอกว่า เราต้องผันพลังงานเด็กออกไป หรืออาจจะมองว่า เด็กอยู่ในอริยบทใดอริยบทหนึ่งนานไม่ได้ การที่เขามีความสนุกสนานทางปัญญา มี Spiritual Journey ในการเดินทางด้านใน และอาจจะทำให้เขาเห็นเป็น Magic ได้

"โดยวิธีการที่เขาสามารถสื่อสารกับหัวใจของตัวเองได้ ใครที่สื่อสารกับหัวใจของตัวเองได้ จนกระทั่งมีดิสก์เบรก มีลมหายใจเป็นเพื่อน ยับยั้งชั่งใจได้ แสดงว่าคนเหล่านี้ กำลังมีการเดินทางด้านในที่เป็น Spiritual Journey อันนี้ผู้ใหญ่สามารถส่งเสริมได้ โดยปล่อยวางในผลได้เลย”

ดร. ณัฐวุฒิ


การสื่อสารกับหัวใจตัวเอง เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งมาก ถ้าเด็กเริ่มเพาะพันธ์ในเรื่องนี้ เชื่อได้เลยว่าเด็กมีสำนึกที่จะรู้ดี รู้ชั่ว เพราะว่าเขาเองจะฟังหัวใจตัวเองว่า อะไรกันแน่ที่เป็นสิ่งที่เขาต้องการ อย่างที่ท่านแม่ชีสอนว่าอย่ามองว่าแค่เขาถือจอชีวิตเขาผิดแล้ว แต่ใช้วิกฤตนี้เสริมในเรื่องของอิทธิบาท 4 แล้วลองดูว่า ให้เขาเป็นคนที่มีสำนึก รู้ผิดชอบชั่วดีนั่นเอง กลับมาเรียนถามแม่ชีปรารถนา ตอนนี้พอผ่านมา 30 ปีแล้ว ถ้าให้กลับไปให้แนะนำพ่อแม่ที่มีลูกช่วงวัย 10 ขวบ อยากแชร์ประสบการณ์ว่าอะไรที่ทำมากไป หรือน้อยไป และอยากฝากคำแนะนำอะไรบ้าง


คุณปรารถนา


อย่างหนึ่งที่จะฝากคุณแม่ที่ลูกอยู่ในวัยช่วง 10 ขวบ อย่าหวังว่า 15 แล้วจะดีขึ้น 20 จะดีขึ้นหรือ 30 จะดีขึ้นนะคะ ยิ่งโตยิ่งปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้น ตอนที่เป็นเด็ก จะเป็นปัญหาของเด็กๆ ไม่กินข้าว เดินช้า พูดช้าขึ้น แต่พอโตขึ้นปัญหาจะซับซ้อนขึ้น เพราะฉะนั้น Here and Now แบบที่แม่ชีศันสนีย์ได้กล่าวไว้ คือสิ่งที่ดีที่สุด


อย่างที่ 2 คือ ถ้าวันนี้นั่ง Time Machine กลับไปได้ คงจะเอาตัวเองเมื่อ 30 ปีหรือ 20 ปีที่แล้วมาเข้าเสถียรฯ เพราะถ้าได้เห็นในสิ่งที่เห็นในวันนี้ เชื่อเลยว่าจะเลี้ยงลูกได้ดีกว่าที่เคยเลี้ยง เพราะหลักธรรมจับไปได้ แม้กระทั่งชีวิตส่วนตัว และชีวิตการทำงาน เป็นที่มีค่าที่สุด


คุณช่อทิพย์ (ผู้ร่วมรับฟัง)


เคยเข้าคอร์สสั้นๆ ของคุณแม่นิษกับคุณหมอครั้งหนึ่ง อยากให้คุณหมอช่วยทบทวนวิธีการฟังในสิ่งที่ลูกไม่ได้พูดกับเรา แล้วใช้ใจฟังลูก คือทุกวันนี้อยู่กับลูกมา จะฟังได้ยินแต่สิ่งที่เขาพูด แต่จะไม่ได้ยินในสิ่งที่เขาไม่ได้พูด อยากจะรบกวนคุณหมอช่วยทบทวนเรื่องนี้


แพทย์หญิงจิราภรณ์


หลักๆ เขาจะพูดเรื่องของการฟัง เป็นการฟัง 4 ระดับ ระดับแรก คือเราฟัง แล้วแค่ได้ยิน ลูกอาจจะบอกว่า ขี้เกียจจะอ่านหนังสือแล้ว อ่านไปไม่รู้เรื่อง เราจะหันไปบอกว่า สู้ๆ ลูกคือ การฟังแค่เราผ่านหูเราไปเฉยๆ


การฟังระดับที่ลึกลงไป คือการฟังผ่านหู ซึ่งเป็นการฟังระดับที่เราใช้เยอะที่สุด นั่นคือ ฟังแล้วเราคิดตัดสิน แปลความ ตีความ เช่น ขี้เกียจจะอ่านหนังสือขี้เกียจเรียนออนไลน์แล้ว เรียนไปก็ไม่รู้เรื่อง แล้วเราไปแปลว่าลูกเป็นเด็กขี้เกียจ ลูกเป็นเด็กไม่หนักเอาเบาสู้ เราเลยจะตอบโต้ด้วยการใช้หัว เราอาจจะตอบลูกไปว่า ขี้เกียจนี้ต่อไปจะไปทำไรกิน หรือทำไมแค่นี้ไม่รู้จักอดทน คนอื่นเขายังเรียนกันได้ อันนี้เป็นการฟังผ่าน ระดับที่เราเรียกว่าเป็นการฟังผ่านหู การฟังในระดับที่ลึกลงไป

“อยากให้พ่อแม่ฝึกฟังว่า ทุกประโยคของการสื่อสาร มีความรู้สึก และมีความต้องการซ่อนอยู่เสมอ”

เด็กที่พูดว่าขี้เกียจอ่านหนังสือแล้ว ขี้เกียจจะเรียนออนไลน์แล้ว มันมีความรู้สึกบางอย่างซ่อนอยู่ เช่น เหนื่อย หรืออาจจะรู้สึกเครียด หรืออาจจะรู้สึกเบื่อ ความรู้สึกเหล่านี้ เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

“การฟังผ่านใจ หรือฟังในระดับที่ลึกลงไปคือ การฟังผ่านเข้าไปที่ความรู้สึกของลูก แทนที่เราจะไปฟังผ่านแค่ความคิดของเรา”

การฟังผ่านใจเราจะตอบสนองลูกว่า “หนูกำลังรู้สึกเหนื่อยหรือเปล่าลูก” เราอาจจะมุ่งโฟกัสไปที่ความรู้สึกของเขา ไม่ใช้หัวของเราตัดสิน การฟังแบบนี้ จะทำให้ลูกรู้สึกว่า อย่างน้อยเรา Connect กับเขา อย่างน้อยเราเข้าใจเขา ทำให้เราถามลูกว่า "หนูกำลังเหนื่อยหรือเปล่า หนูเครียดหรือเปล่า หนูพักก่อนไหม มีอะไรอยากให้แม่ช่วยหรือเปล่า”

"การฟังระดับที่ลึกลงไป ซึ่งถ้าเราทำได้ เราจะเข้าไปอยู่ในใจของคนๆ นั้นจริงๆ คือการฟังเข้าไปที่ความต้องการ มนุษย์ทุกคน การแสดงออกของเรา พฤติกรรมที่ไม่น่ารักทั้งหลาย จริงๆ มีความต้องการที่ซ่อนอยู่"

ความต้องการนี้ เป็นความต้องการที่เป็นพื้นฐานทางธรรมชาติของมนุษย์ ทุกคนต้องการความรัก ต้องการความสงบ ต้องการความเข้าใจ ต้องการความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง เด็กที่บ่นประโยคว่า ขี้เกียจจะเรียนออนไลน์แล้ว จริงๆ อาจจะมีความต้องการที่ซ่อนอยู่ เช่น อาจจะต้องการคนเข้าใจ อาจจะต้องการความสงบ รู้สึกเครียดเหลือเกิน อึดอัดไปหมด ถ้าเราเข้าถึงความต้องการตรงนี้ เราจะช่วยทำให้เขารู้สึกว่า มีคนเข้าใจเขา มีคนที่จะช่วยแก้ปัญหาได้จริงๆ น่าจะประมาณนี้ คืออยากให้พ่อแม่ฝึกฟังในระดับที่ลึกขึ้น

“การฟังที่สำคัญที่สุดคือการฟังเสียงข้างในของตัวเราเอง ตอนนี้เรากำลังคิดอะไร รู้สึกอะไรแล้วกำลังตัดสินอะไรลูก และกำลังตีความสิ่งที่ลูกพูดว่าอย่างไร เพราะว่าถ้าเราฟังเสียงเหล่านี้ไม่ทัน มันจะออกไปเป็นคำพูดที่เราจะทำร้ายกัน ด้วยการใช้หัวในการฟังของเรา”

แม่ชีศันสนีย์


การฟังความรู้สึก เราถูกสอนมาตั้งแต่ในวงจรของธรรมชาติที่เจ้าชายสิทธัตถะ ก็ฟังหัวใจของตัวเอง ตอน 7 ขวบ คือเล่นเกมอานาปานสติ คือเล่นเกมใจลมหายใจตั้งแต่ 7 ขวบ ในวันที่คนอื่นเขากำลังสนุกสนาน กับพิธีแรกนาขวัญ แต่เด็ก 1 คนอายุ 7 ขวบ นั่งอยู่ใต้หว้า กระทั่งเงาของต้นหว้าไม่เคลื่อนไหว ไม่ได้หมายความว่าพระอาทิตย์ไม่หมุนนะ แต่เพราะถึงตอนเย็น อยู่ตรงไหนก็เย็น เด็กเราจะดูเหมือนเราตัดสินเขาไปแล้วว่า เขาร้อนรน รุ่งริ่ง แต่จริงๆ เด็กอาจจะมีภาวะของความสงบเย็น ซึ่งเขาได้อยู่กับเกมแห่งสติอะไรสักอย่างหนึ่ง ฉะนั้นเจ้าชายสิทธัตถะ ในสมัยที่อยู่กับการเล่นเกมอานาปานสติ คุณยายว่ามันน่าจะเป็นต้นแบบที่ดี สำหรับเด็กของเรา ซึ่งตอนนี้อาจจะเจริญอานาปานสติกับการเปิดหน้าจอก็เป็นไปได้ เพราะยุคนี้เปลี่ยนไปแล้ว แต่เขาอยู่กับตรงนั้นได้นาน เขาเห็นความรู้สึกที่เกิดขึ้น จากการกระทบ เช่น บางทีเขาอาจจะมีอารมณ์ที่เกิดความย้ำคิดย้ำทำ จนกระทั่งเขาได้ชื่อว่า ผู้ใหญ่ตัดสินว่า เขาเป็นคนขี้ขลาด แต่เปล่าเลย เขากำลังติดตามดู ตามรู้ ตามเห็นว่า สิ่งนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นกับเขาอยู่ตลอดเวลา แต่จะเกิดขึ้นเมื่อความคิดเข้าไปจมอยู่กับอดีต แต่ถ้าเขาอยู่กับปัจจุบันแบบ Here and Now ที่นี่ และ เดี๋ยวนี้ ด้วยการฝึกจดจ่อจิตอยู่กับ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เขาจะเห็นว่าสิ่งนั้นไม่มี

“การฟัง ไม่ได้ผ่านหูหรอก แต่ผ่านใจที่มีความรู้สึก ซึ่งเป็นเวทนานุปัสสนาภาวนา นี่เป็นแบบผู้ใหญ่สอนแล้ว คือมีกายกายานุปัสสนาภาวนา มีเวทนานุปัสสนาภาวนา มีจิตตานุปัสสนาภาวนา และมีธรรมานุปัสสนาภาวนา ภาวนาในกายภาวนา จิต ธรรม คือการได้มองเห็นการเติบโตด้านใน ที่เห็นความรู้สึกไม่เที่ยง กายก็ไม่เที่ยง ความรู้สึกไม่เที่ยง จิตก็ไม่เที่ยง ธรรมทั้งหลายทั้งปวงก็ไม่เที่ยง”

ถ้าพ่อแม่ไม่เข้าใจเรื่องนี้เลย จะไกด์ลูกอย่างไร แต่คุณยายคุยกับเด็กเรื่องปฏิจจสมุปบาทได้ จากการใช้สีน้ำ สอนปฏิจจสมุปบาทได้ การปั้นดินน้ำมันสอนปฏิจจสมุปบาทได้ ฉะนั้น วิชาอย่างนี้เป็นวิชาพ่อแม่ที่ต้องมาเรียนเหมือนกัน เพราะพ่อแม่ไม่เคยรู้เรื่องกาย เวทนา จิต แล้วคุณยายจะทำอย่างไร ต้องมาคุยเรื่องนี้กับหลาน แล้วเด็กอาจจะเป็นคนที่จะอธิบายความเรื่องนี้ว่า แม่ดูสิโกรธมันเที่ยงนะ เหมือนเราบอกว่า เด็กทำอะไรตก แล้วเขาบาดเจ็บ เด็กยังบอกเราเลยว่าแป๊บเดียว แล้วก็ไป หรือบางทีเด็กบางคนไม่เคยรู้เพลงปิ๊ง ปิ๊ง แว้บว่า นั่นคืออะไร เนื้อเพลงเป็นอย่างไร แต่เด็กคนนี้ได้ยิน เสียงยายพูดว่า อะไรมันเกิดมา มันก็วิบวับ แป๊บเดียว มันก็หายไป พอแม่โกรธ เด็กพูดเลยว่า..แม่ แม่ ปิ๊ง ปิ๊ง แว้บ (หัวเราะ) แม่ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว ทำไมเด็กรู้เรื่องธรรมะได้ดีกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้น ผู้ใหญ่ต้องทบทวน


ดร. ณัฐวุฒิ


เท่าที่ฟังได้คำแนะนำว่า เราในฐานะที่เป็นพ่อแม่ เราพัฒนาศักยภาพเราให้สอดคล้องกับยุคโควิดแล้วหรือยัง การฟังด้วยใจ การอยู่กับปัจจุบัน และการเปิดใจที่จะยอมรับว่าเด็กเขาเป็นครูเราได้ ท่านแม่ชีพูดประเด็นนี้หลายครั้ง แล้วทุกคนจะสัมผัสได้ ท่านจะให้เกียรติเด็ก ไม่ได้มองว่าเขาเป็นเด็กที่เราต้องไปดุ และให้ความรู้เขาตลอดเวลา แต่ถ้าเราอยู่นิ่งๆ แล้วฟังเสียงหัวใจเขา เราจะได้เรียนรู้ไปด้วยกัน


อยากขอคำแนะนำจากคุณหมอถึงพ่อแม่ที่ตั้งความคาดหวังกับลูกสูงมาก


แพทย์หญิงจิราภรณ์


จริงๆ แล้ว ความคาดหวังเป็นธรรมชาติ เรามีความรักอะไรกับสิ่งใด ก็จะมีความคาดหวังเป็นธรรมดา

"สำคัญคือความทัน ทำอย่างไรที่ความคาดหวังตรงนั้น จะไม่ทำให้เกิดความทุกข์ของตัวเรา และกับตัวลูก"

แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่พ่อแม่จะเลี้ยงลูกแบบไม่มีความคาดหวังอะไร จริงๆ แล้วพ่อแม่คงมีความคาดหวัง เพราะถ้าเราไม่คาดหวัง ให้เขาโตไปอย่างไร เราจะไม่ได้มีเป้าหมายอะไรในการเลี้ยงลูก

"ทำอย่างไรที่ความคาดหวังตรงนั้น จะเหมาะสมกับธรรมชาติของเด็กๆ ดังนั้นสิ่งที่อาจจะต้องกลับมาทบทวนคือ ทุกวันนี้สิ่งที่เราคาดหวังกับเขามันเหมาะสมแล้วหรือไม่ เยอะไปหรือเปล่า เราลืมความเป็นเด็กในตัวของเขาหรือเปล่า”

สมองมนุษย์เรา สมองส่วนด้านเหตุผลคิด สมองด้าน EF หรือที่เราเข้าใจกันคือ สมองส่วนคิดที่มนุษย์มีมากกว่าสัตว์ กว่าสมองจะพัฒนาเต็มที่ ก็ 25 ปี เราควรจะเข้าใจสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่สุด นั่นคือ

“เด็กเองมีข้อจำกัดในการที่เขาจะไม่ทำอะไรถูกต้อง ตรงไปตรงมาเสมอ เพราะฉะนั้น หลายครั้ง เราต้องปรับความคาดหวังของเรา ให้เข้ากับธรรมชาติของเด็ก ที่สำคัญหลายครั้งต้องปรับความคาดหวังของเรา ให้เข้ากับความเป็นมนุษย์ของลูก ความเป็นมนุษย์ของลูก แปลว่า มีความแตกต่างหลากหลาย มีความไม่เหมือนกัน”

บางคนมีข้อดีแบบนี้ บางคนมีจุดแข็งแบบนั้น แต่ว่าเวลาหลายครั้ง เวลาที่เราพูดกันถึงความเป็นเด็กดีและเด็กน่ารัก หลายครั้งจะออกมาหน้าตาแบบเดียวกัน ว่างง่าย เชื่อฟัง สั่งอะไรก็ทำ รับผิดชอบ ใจดี เรียบร้อย สิ่งเหล่านี้บางทีทำให้เรารู้สึกผิดหวังกับลูกอยู่ตลอดเวลา เพราะหลายครั้งลูกเราซนเหมือนลิง ลูกเราเป็นเด็กที่เถียง ทั้งๆ ที่จริงแล้วคาแรคแตอร์ของการที่จะมีลูกเป็นซนเหมือนลิง หรือคาแรคเตอร์ของเด็กที่พูดแล้วเถียง จริงๆเป็นคุณลักษณะแบบหนึ่งที่ดีเหมือนกัน

มีงานวิจัยว่า เด็กที่เถียง เด็กที่ดื้อ เขาพบว่าประสบความสำเร็จเยอะกว่า เทียบกับเด็กที่แบบเลี้ยงง่าย ดูว่าง่าย ดังนั้นบางทีต้องกลับมาปรับความคาดหวังของตัวเราว่า เราเข้าใจความหลากหลายของมนุษย์ได้ดีหรือยัง เราเข้าใจธรรมชาติของลูกเราได้ดีหรือยังแล้วกลับมาทันมัน ประเด็นคือมันมีความคาดหวังเกิดขึ้น แต่ทันหรือเปล่า ทันพอที่จะระวาง ไม่ทำให้เกิดการทำร้ายใครหรือเปล่า หมอว่าตรงนี้คงเป็นเรื่องของสติ ซึ่งเป็นเรื่องที่สอนกันไม่ได้ว่ามีสตินะจ๊ะ มีสตินะจ๊ะ เป็นเรื่องที่เราต้องฝึกฝนที่จะรู้ตัว ฝึกที่จะรู้ว่าตอนนี้กำลังนั่ง ตอนนี้กำลังหายใจ ตอนนี้กำลังอ้าปากเคี้ยว การฝึกทำในเรื่องที่เป็นปัจจุบัน จะเริ่มทำให้เราทันในเรื่องที่เป็นข้างใน เรื่องของความคิด ความรู้สึก เรากำลังโกรธมาก เรากำลังจะด่าคำที่รุนแรงออกไปแล้ว แต่เราทัน

“ความคาดหวัง จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นปัญหา แต่เป็นปัญหาที่พ่อแม่ทำให้มาเกิดโทษกับตัวเราและกับตัวลูกหรือเปล่า ถ้ามีความคาดหวังแต่ทันกับความคาดหวังนั้น และปล่อยวางได้ ก็เป็นความคาดหวังที่จัดการได้”

แม่ชีศันสนีย์


คนจะทันหรือไม่ทัน อยู่ที่ทำเป็นอุปนิสัย คือเราแพ้ชนะ หรือว่าทุกข์กับพ้นทุกข์ ตรงที่เราใช้จังหวะตรงนั้น กับการดีดตัวเองขึ้น หรือว่าปิดฝาโลงของตัวเองไปเลย

อยากให้เรานับถือความเป็นเด็ก ไม่ใช่เพราะว่าเราเข้าข้างเด็ก แต่ การที่เด็กได้เรียนรู้กับความสมหวัง ผิดหวัง คือการสร้างแรงดีดบางอย่าง ที่จะทำให้เด็กคนนั้นท้าทายตัวเอง”

มองเห็นเด็กหลายคนที่ประสบความสำเร็จจากการเป็นนักแก้ปัญหาของเขา เราไม่เคยเห็นเด็กคนไหนที่แก้ปัญหาไม่เป็นเลย ถ้าเขาได้รับการไว้เนื้อเชื่อใจ เราต้องไว้เนื้อเชื่อใจว่า เรายอมรับได้ในความเจ็บปวดระดับหนึ่ง แต่เราจะบอกลูกเสมอว่า

“ความเจ็บปวดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการมาจากคนอื่น แต่มันเกิดขึ้นจากการยอมรับ หรือไม่ยอมรับสถานการณ์ที่ยากลำบาก ยอมรับสถานการณ์ที่ยากลำบากตอนนั้น ถ้าลูกยอมรับสถานการณ์ที่ยากลำบากตอนนั้น ทุกข์กับมันน้อยหน่อย ลูกจะผ่านไปได้การที่เราเลี้ยงลูกจนกระทั่งลูกเราไม่มีภูมิในการที่จะดีดตัวเองเลย อย่างนี้อันตราย เด็กจะไม่รู้สึกที่จะปลอดภัยและกลัว เราสอนให้ลูกเรากลัวอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ เพราะว่าความกลัวเป็นยิ่งกว่าความทุกข์ใดๆ ในชีวิตของลูก ถ้าเราอยากนอนตายตาหลับ เราต้องเห็นลูกแก้ปัญหาได้”

และเด็กยุคนี้แก้ปัญหาได้ เพื่อเอาตัวเองรอด ก็ไม่รอด แต่ถ้าเขาแก้ปัญหาได้แล้ว เขาให้คนอื่นเป็น เขามีมิตรภาพ เขาสามารถที่จะดำรงอยู่อย่างคนที่รักตัวเองได้ แล้วให้คนอื่นเป็น รักคนอื่นเป็น เช่นนี้ เขาจะมีสังคมในรุ่นของเขา ซึ่งพ่อแม่เองต้องเลิกแข่งขัน ต้องเลิกเอาลูกเรามาแข่งกัน

“แล้วต้องบอกตัวเองว่า เรากำลังสร้างเด็ก ซึ่งเป็นลูกของโลกนะ ไม่ใช่ลูกเรา แต่เด็ก 1คนกำลังเติบโตไปตามความเป็นจริง ในสิ่งที่เด็กจะต้องเผชิญ ไม่ใช่ยุคเรา แต่เป็นยุคของการเรียนรู้ที่จะปรับตัวอย่างมีสติ เป็นเหมือนดั่งเกาะของการเดินทางของเขา สติไม่ใช่เรื่องธรรมะ แต่สติคือการระลึกรู้เท่าทันปัจจุบัน”

เหมือนเรามีรถที่เรามีเกาะของรถ ที่ไปชนไหนแล้ว ไม่เข้าไปถึงคนขับได้ ดังนั้น สติจึงเป็นอาวุธที่จะทำให้เด็ก 1 คนรู้การเคลื่อน ซึ่งคือความเพียร ความเพียรคือ ปิดประตูนรก มีสติที่จะปิดประตูนรกได้ มีสติที่จะไม่ทำให้นรกใหม่มันเกิดขึ้นได้ มีสติจะทำให้ตัวเองพ้นจากความทุกข์ตรงนั้นได้ คือไปเหนือจากสิ่งที่จะคร่ำครวญ สะอึกสะอื้น มันก็เป็นความเพียร ที่จะทำในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น แล้วรักษาความภูมิใจในศักยภาพของตัวเองในการฝึกสติ


เรื่องความเพียร หรือวิริยะ ความเพียรไม่ได้หมายถึงการนั่งได้นานกี่ชั่วโมง หรือหลับตาอยู่กี่ชั่วโมง แต่ความเพียรคือการไม่เปิดประตูตัวเองให้ไปอยู่ในนรก อันนี้เป็นความผิดชอบตัวที่ 1 อะไรที่เคยเกิดขึ้นแล้ว มันเคยผิดพลาดแล้ว เราสามารถเห็นลูกเรา ไม่ทำให้ผิดพลาดได้อีก อันนี้ต้องมุทิตาจิตกันแล้ว ชื่นชมแล้ว อันที่เป็นอธิบายว่าการเดินทางของพาหนะไร้เสียง มันต้องมีสติเป็นเกาะ มีความเพียรเป็นดังวงล้อ มีประทุนของรถ คือหิริและโอตตัปปะ เด็กต้องยับยั้งชั่งใจ มีหิริโอตตัปปะ มีคนขับคือสัมมาทิฏฐิ เป็นดังสารถีเลย เป้าหมายคือพ้นทุกข์ คุณจะเป็นที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 หรือคุณจะสอบตก คุณต้องไม่ทุกข์ ทุกข์คืออะไร คือความอึดอัดการไม่ยอมรับตัวเอง

“เด็กจะรู้ว่า เป้าหมายคือการเป็นอิสระจากการเกิดทุกข์ คุณหาวิธีการจะเข้าเป้าหมาย หรือไปถึงเป้าหมายตรงนั้นได้ คุณต้องมีหนทาง คืออย่างน้อยคุณต้องรู้ว่าการทำอะไรที่บ่อยๆ ซ้ำๆ และไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน มันเกิดความสง่างาม นั่นเป็นศีล มีจิตที่บริสุทธิ์ ตั้งมั่นควรกับการงาน ไม่ใช่หมายความว่าความบริสุทธิ์ ไม่มีเรื่องราว แต่มันมีเรื่องราว แต่เรารู้จักจบมัน เราจึงเจ็บสั้นๆ นี่เป็นสมาธิของเด็ก มีปัญญาในการจัดการในการแก้ปัญหา ไม่ใช่มีปัญญาไว้เถียงว่า ฉันไม่ผิด ผิดฉันยอมรับว่าผิด แต่มันจบแล้ว จะไม่ผิดอีก”

เรื่องนี้คือเรื่องศีลสมาธิและปัญญาในกระบวนการของการเดินทางของชีวิต ตลอดชีวิตของคนหนึ่งคนที่เขาจะเป็น Spiritual Journey ที่เขาจะมีพาหนะไร้เสียง เดินทางไปตลอดชีวิตของเขา ไม่ว่าเราเป็นพ่อเป็นแม่ จะยังอยู่หรือตายไปแล้ว เด็กจะต้องรู้ว่า ความรักกับการจากพรากเป็นเรื่องเดียวกัน สิ่งที่เรารักอยู่กับเราสั้นลง สิ่งเหล่านี้เขาจะรู้ด้วยตัวของเขาเอง ถ้าพ่อแม่รู้จักไกด์เขาดี เมื่อได้ทำงานเรื่องเด็กเยอะ เด็กเป็นครูให้เราเยอะมาก แต่อยากจะบอกว่า ถ้าพ่อแม่อยากจะสอนลูกให้ดี กลับไปดูเด็กในหัวใจของตัวเองก่อนดีไหม คุณยายทำโรงเรียนพ่อแม่ให้ได้เลยนะ มา Adventure ในหุบเขาโพธิสัตว์ สัก1 วัน เด็กๆไปเลี้ยงควาย คุณยายก็เลี้ยงพ่อแม่ให้ เด็กๆ ก็ไปทำอาหาร ไม่ต้องกลัวว่าพ่อแม่จะอด เพราะว่าถ้าเด็ก กินอิ่ม นอนหลับตามที่เขาเป็น พ่อแม่ก็ไม่อดอยากหรือหิวโหย ซึ่งวิธีการอย่างนี้ เอาเป็นว่าถ้า Summer Camp หรือโรงเรียนนานาชาติปิดเทอม เรามาทำ Camp การดูแลหัวใจของเรา ซึ่งทุกคนก็มีพาหนะไร้เสียง


คุณปรารถนา


เห็นใจคนที่ลูกที่อายุยังน้อยตอนนี้ ถ้ามีโอกาสอยากเชิญเข้ามาที่เสถียรธรรมสถาน เข้ามาฟังท่านแม่ชีศันสนีย์ หรือคุณยายจ๋าสอน ไม่ว่าจะเรื่องอานาปานสติ เรื่องปฏิจจสมุปบาท หรือเรื่องของธรรมชาติบำบัดในช่วงนี้เรามีเวลา เพราะว่า Covid-19 กักเราไม่ต้องไปสวิส ไม่ต้องไปอเมริกาแล้ว ไม่ต้องไปเที่ยวที่ไหนแล้ว มาท่องเที่ยว Spiritual Journey ในจิตใจของเรากับลูกดีกว่า เชื่อว่า Covid-19 มาไม่ใช่เหตุบังเอิญ เชื่อจริงๆว่าคนเราต้องน้อมตัวเข้ามา แล้วลองเปิดรับในสิ่งที่อาจจะไม่เข้าถึงเรื่องที่ได้เข้ามาสัมผัสธรรมะได้อย่างลึกซึ้งจริงๆ


แพทย์หญิงจิราภรณ์


อยากฝากให้เป็นพ่อแม่ที่เมตตาตัวเองเยอะๆ ยุคนี้ความรู้เยอะ ความคาดหวังเองนอกจากมีกับลูกเยอะแล้ว พ่อแม่ก็ยังมีกับตัวเองสูงมาก

“อยากให้เมตตาตัวเองบ่อยๆ การเมตตาตัวเอง คือ การที่เราเข้าใจว่าเราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีความผิดพลาด มีการไม่มีความไม่สมบูรณ์แบบเป็นธรรมดา แล้วมีสติกับตัวเองบ่อยๆ ว่าเราทันตัวเอง เราจะรู้ว่าเรากำลังรู้สึกอะไร คิดอะไรและให้อภัยกับตัวเองบ่อยๆ ลูกจะมีความสุขกับพ่อแม่ที่มีความสุข เราไม่ควรแลกอะไรกับความสุข อย่าทำให้ความคาดหวังอะไรใดๆ ที่มากมายมาทำให้ชีวิตเรากับลูกกลายเป็นชีวิตที่ไม่มีความสุข”

เพราะแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย ที่เราจะประสบความสำเร็จ เก่ง แต่เป็นคนที่มีความสุขด้วยตัวเองไม่ได้ น่าจะคิดว่าสุดท้ายเรื่องของการเดินทางภายใน เป็นเรื่องที่ถ้าคุณพ่อ คุณแม่สามารถช่วยให้ลูก รู้จักเรื่องของ Mindfulness เรื่องของสติ จะช่วยเขาได้เยอะขึ้นมาก


แม่ชีศันสนีย์

“เรามาช่วยกันสร้าง Mindfulness Family ดีไหม ช่วยกันเลี้ยงเด็กๆ ให้เขารู้สึกว่า เขาเกิดมาในโลกนี้ นำพาสู่เรื่องงดงามได้ จากการทำหน้าที่ของเขา โลกยังงดงาม ถ้าคนในโลกนี้รู้ว่า สุข ทุกข์เป็นสากล ความเห็นแก่ตัว ทำลายโลกใบนี้ได้ การลดอัตตาตัวตนของเรา จะช่วยส่งเสริมให้โลกใบนี้ให้น่าอยู่ได้”

คุณยายไม่รู้สึกรังเกียจความเห็นแก่ตัว มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกคน แต่ถ้าเราฝึกแล้ว แทนที่เราจะเป็นคนที่เห็นแก่ตัว เราจะกลายเป็นคนที่ทำลายอัตตาตัวตน แล้วจะมีความสุขที่มีอิสรภาพในโลกนี้ มากกว่าการวิ่งไปหาความสุข


เด็กๆ จะเห็นความสุขในปัจจุบัน Here and Now ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ที่เขาได้เห็นถึงอิสรภาพด้านใน คือใจของเขาที่ไม่จมจ่อมอยู่กับอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด แล้วกลายเป็นเด็กเจ้าอารมณ์ กลายเป็นเด็กที่พูดว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว เบื่อแล้ว เครียดนะ แม่ก็เป็นอย่างนี้ มันเศร้า สำหรับคุณยายแล้ว หลานๆ ควรจะรู้ว่า

“โลกผาสุก งดงาม ด้วยการกระทำของเรา”

เรามีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ทำกรรมใดได้กรรมนั้น เรื่องกฎแห่งกรรม หรือกฎแห่งธรรมชาติ เป็นสิ่งที่คุณยายอยากให้เด็กๆ มองเห็น จากการฝึกปฏิบัติยอมรับ เข้าใจ และเรียนรู้ที่จะละวาง ความเป็นฉัน เป็นของฉัน ซึ่งคือความเห็นแก่ตัว แต่เด็กจะเป็นอย่างนี้ไม่ได้เลย ถ้าเราไม่มี Mindfulness Family ไม่มีครอบครัวแห่งสติ เราพูดกันว่า สตางค์ก่อนสติ ไม่ได้ เราต้องพูดสติ แล้วเราถึงจะมีสตางค์อย่างมีความสุขได้


ขอยืนยันถึงจะมีคุณยายเป็นแม่ชี แต่คุณยายเป็นแม่ชีกายสิทธิ์ได้นะคะ เด็กๆ จะไว้ใจ เวลาที่คุณยายตอบคำถามอะไร บางทีเด็กๆ บอกว่าชวนให้มอง ชวนให้ดู ชวนให้ติดตาม เพราะคุณยายไม่บังคับเด็ก ลองฝากหัวใจของเด็กๆไว้กับพ่อแม่ เพราะตอนนี้เด็กไม่ได้ฟังคุณยาย แต่พ่อแม่ได้ฟัง


ก่อนนอน กอดเด็กในหัวใจของตัวเองอย่างมีสติ เมื่อมีสติ ก็มีปัญญา มีสัมปชัญญะ คือความรู้เร็ว รอบกว้าง และก็มีสมาธิแบบไร้รูปแบบเลย จิตตั้งมั่นทำให้สำเร็จ เรียกว่าสมาธิ ฝากความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ เลย แล้วยินดีรับใช้ มาเป็นหนึ่งในการช่วยกันสร้างครอบครัวแห่งสติ ให้ลูกหลานของเรารู้ว่า

“โลกจะเป็นอย่างที่โลกของเราเป็น แต่ใจของเราจะไม่เป็นทุกข์ เพราะเรามีสติ ปัญญา สัมปชัญญะ และสมาธิ เป็นธรรมะ 4 เป็นเกลอเดียวกัน”

รายการสนทนาธรรม หัวข้อ “เลี้ยงลูกในยุค New Normal”

วันจันทร์ที่ 19 เมษายน 2564 เวลา 18.00 น. ทาง Club House

แขกรับเชิญ – แพทย์หญิงจิราภรณ์ อรุณากูร และ แม่ชีศันสนีย์

ดำเนินรายการโดย - คุณปรารถนา มงคลกุล และ ดร. ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ




*********************