• ห่วงใย Thai Biz

เรียนรู้แนวทางการดูแลคน และปรับตัวเพื่อรับมือสถานการณ์โควิด



รายการ CEO TALK ตอนที่ 8

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2563 เวลา 14.00 - 15.00 น.

หัวข้อ "เรียนรู้แนวทางการดูแลคน และปรับตัวเพื่อรับมือสถานการณ์โควิด"


แขกรับเชิญ - รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้ดำเนินรายการ - คุณเพ็ญศรี สุธีรศานต์ เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมบริษัทจดทะเบียนประเทศไทย



วันนี้ รายการ CEO Talk ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นคณะกรรมการของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง วันนี้มาคุยกันเรื่องการปรับตัวในบทบาทที่เป็นอาจารย์ประจำจุฬาฯต้องปรับตัวอย่างไร บทบาทเป็นคณะกรรมการของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่หลายแห่ง บทบาทเปลี่ยนไปอย่างไร และสุดท้ายในฐานะที่เคยเป็นคณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยากให้ลูกเรียนอะไร มาร่วมฟังมุมมองจากอาจารย์กับเราวันนี้


วันนี้มองการศึกษาเป็นอย่างไรบ้าง ต้องปรับตัวกันมากน้อยอย่างไรหลังจากเกิดวิกฤตโควิด


จริงๆ การปรับตัวของภาคการศึกษาควรมีมานานแล้ว เรื่องเทคโนโลยีการเรียนออนไลน์ และคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเรียนมากขึ้น เรื่องความต้องการของภาคธุรกิจและภาคสังคมที่เปลี่ยนไป ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโควิด มีมานานแล้ว จำได้ว่าตั้งแต่ เป็นคณบดีเมื่อ 8-9 ปี เวลาไปสัมมนาต่างประเทศ ใน Business School ของต่างประเทศก็คุยกันเรื่องนี้กันโดยตลอด


"แรงกระตุ้นแรงผลักดันต้องปรับเปลี่ยนการศึกษามีมานานแล้ว แต่โควิดเป็นตัวเร่งหรือผลักดันให้เปลี่ยนแปลงเกิดเร็วขึ้น ตอนนี้ที่เราพูดกันว่าเดี๋ยวจะมีความปกติใหม่ New Normal ที่เกิดขึ้น ทุกคนต้องมาเรียน มาสอนออนไลน์ มี Microsoft Teams , Zoom , WebEx หรือ Google Hangout อาจารย์กลุ่มหนึ่งใช้กันมานานแล้ว เพียงแต่ตอนนี้มีความจำเป็นเกิดขึ้น ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า"

การเปลี่ยนแปลงหลังโควิดเกิดขึ้นแน่นอน ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่พยากรณ์ไม่ได้ เราคาดแล้วว่าจะมา แต่ไม่คิดว่าจะเร็วแบบนี้ ในต่างประเทศ โรงเรียนที่สอนทางด้านธุรกิจที่เรียกว่า Business School มีการเรียนออนไลน์มานานมาก กระทั่งมหาวิทยาลัยดังหลายแห่งในสหรัฐอเมริกาปิดหลักสูตร MBA ปกติ สาเหตุเพราะคนไม่เรียน แล้วไปเปิดออนไลน์แทน หลักสูตรออนไลน์ในอเมริกาค่อนข้างมีความจำเป็นเนื่องจากประเทศมีขนาดใหญ่ ในแวดวง Business School เองได้มีการพูดคุยเรื่องนี้กันมากว่า 5 ปี แล้วและในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นแนวโน้มนี้ชัดเจนขึ้น สำหรับประเทศไทย หลายมหาวิทยาลัยเริ่มออกคอร์สออนไลน์เกิดขึ้น คณะเราทำหลักสูตร SPACE ของจุฬาเองก็มีหลักสูตร CHULA MOOC ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มาเร็วกว่าที่เราคิดเท่านั้นเอง

เราจะสามารถพัฒนาระบบการศึกษาของประเทศไทย ในระบบออนไลน์เลย หรือยังเป็นลักษณะผสมผสาน อาจารย์-ลูกศิษย์ได้มาพูดคุยกัน ลูกศิษย์มาเจอเพื่อน มองว่าอนาคตเราจะเป็นแบบผสมเรียนออนไลน์ และ เรียนที่มหาวิทยาลัยด้วยหรือไม่


ส่วนตัวมองว่าถ้าเกิดจะเรียนออนไลน์อย่างเดียว หลักสูตรที่เหมาะอาจต้องเป็นหลักสูตรที่เป็นผู้ใหญ่ ในต่างประเทศมักจะเป็นระดับปริญญาโทขึ้นไป ที่ผู้เรียนมีวินัยในการเรียน สำหรับประเทศไทย ระดับประถม มัธยม แม้กระทั่งระดับปริญญาตรี คิดว่าออนไลน์อย่างเดียวไม่เหมาะกับประเทศไทย ควรจะเป็นรูปแบบของการผสมผสานมากกว่า ออนไลน์จะเป็นตัวเสริม


“ในบางสถานการณ์ เรื่องการสอนการปฏิสัมพันธ์ การถ่ายทอดประสบการณ์ บางอย่างออนไลน์ทดแทนไม่ได้ และที่สำคัญ โดยเฉพาะระดับอุดมศึกษา สิ่งที่ออนไลน์ทดแทนไม่ได้คือประสบการณ์ เด็กเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัย ไม่ได้ต้องการแค่เนื้อหาวิชาอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญคือประสบการณ์ ทั้งประสบการณ์การใช้ชีวิตกับเพื่อน การพูดคุย การทำกิจกรรมต่างๆ สิ่งเหล่านี้ออนไลน์ทดแทนไม่ได้เลย”

ปัจจุบันนี้องค์ความรู้มีอยู่ทั่วไป ทุกอย่างสามารถเข้าถึงออนไลน์ได้หมด อาจารย์ผลิตนักศึกษามาเข้าสู่ภาคธุรกิจ และภาคธุรกิจต้องพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง มองว่าการพัฒนาบุคลากรของภาคธุรกิจตอนนี้ต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร


จริงๆ ต้องปรับ ได้มีโอกาสได้สัมผัสทั้งภาคการศึกษาและภาคธุรกิจจำนวนมาก

“สิ่งที่พบคือเวลาภาคการศึกษาผลิตคนออกไป บางครั้งอาจจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของภาคธุรกิจ เท่าที่สัมผัสมาภาคธุรกิจส่วนใหญ่ต้องไปต่อยอดทั้งสิ้น เพียงแต่สิ่งที่ได้จากมหาวิทยาลัยไป คือพื้นฐาน วิธีการคิด หลักการเบื้องต้น ให้เขาสามารถต่อยอด”

ทีนี้ภาคธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร ถ้าเกิดว่าเป็น HR ปกติ การอบรมการไป Classroom Training แบบเดิม อาจจะไม่เพียงพอ เพราะทุกคนสามารถเรียนพร้อมได้เหมือนกันหมด ฉะนั้นทำอย่างไรให้สามารถต่อยอดทักษะ หรือกระบวนการคิดบางอย่าง ซึ่งไม่สามารถหาจากอินเทอร์เน็ตได้ ตรงนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์ การเรียนรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ การเรียนรู้ผ่านทางระบบ Mentorship พวกนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาจาก Google ได้ แล้วจะทำให้บุคลากรของท่านแตกต่างไป


คิดว่าคณะที่อาจารย์ประจำอยู่ เนื้อหาหลักสูตรต้องปรับเปลี่ยนกันหรือไม่


เรามีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาหลักสูตรเป็นประจำ


"แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าเนื้อหาและหลักสูตรคือ เรื่องของกระบวนการ รูปแบบวิธีการเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของประสบการณ์ต่างๆ การเรียนการสอนนอกห้องเรียน ต้องเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและเรากำลังพยายามทำมาตลอด บางครั้งนักวิชาการตอบโจทย์ภาคธุรกิจไม่ได้ ฉะนั้นทำอย่างไรให้คนที่ใช้บัณฑิตมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาบัณฑิตด้วย ตรงนั้นสำคัญกว่า"

อาจารย์มีความร่วมมือกับภาคเอกชน ในแต่ละภาคการศึกษา ให้นักศึกษาได้เรียนรู้กรณีศึกษาจริง และให้ความร่วมมืออย่างดีกับภาคเอกชน อยากจะฝากให้ผู้ประกอบการ เรื่องการถ่ายทอดให้กับนักศึกษาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาได้ใน Google จนกระทั่งวันนี้ที่เจอสถานการณ์โควิด ต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง


จริงๆ พวกทฤษฎีพื้นฐานต่างๆ ตอนนี้หาได้ทั่วไป แต่สิ่งที่ไม่ได้และล้ำค่า โดยเฉพาะนิสิตที่ออกไปอยู่ในภาคปฏิบัติจริงคือประสบการณ์ Experience ที่ CEO ที่พี่ๆ ทุกคนมี เราจัดกิจกรรมในลักษณะที่ให้เด็กไปเรียนกับ CEO ของบริษัทต่างๆ แล้วสิ่งที่เด็กได้เป็นสิ่งที่บางทีอาจารย์สอนไม่ได้ด้วย เพราะคือประสบการณ์ที่นักธุรกิจเจอจริงๆ

ระยะเวลา 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัย ถ้าให้นักศึกษาออกไปหาประสบการณ์จริงครึ่งหนึ่งของโปรแกรม และอีกครึ่งหนึ่งเรียน ทฤษฎี เป็นไปได้หรือไม่

ตามหลักการเป็นไปได้ จริงๆที่จุฬากำลังพยายามทำหลักสูตรแบบนี้ขึ้นมา หลักสูตร BAScii เป็นหลักสูตรปริญญาตรีใหม่ มีประมาณปีครึ่งที่มีโอกาสไปทำพวกนี้ แต่ความยากคือ ทำอย่างไรให้เด็กมีวินัย ที่จะเรียนรู้ทางวิชาการ โดยไม่มีอาจารย์มาถ่ายทอด อาจจะเป็นพ่อแม่เอง

“อาจจะมีปัญหาว่าระบบการศึกษาเราป้อน ตั้งแต่ประถมและมัธยมไปเรื่อยๆ จึงคุ้นชินกับการป้อน ทำอย่างไรถึงจะสามารถหาความรู้ด้วยตนเอง โดยลดระบบการป้อนลง ถ้าทำแบบนี้เยอะขึ้นเมื่อไหร่ การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงครึ่งหนึ่ง และเรียนทฤษฎีครึ่งหนึ่งก็เป็นไปได้”

อีกบทบาทหนึ่งที่เข้ามาเสริม คืออาจารย์ได้เข้ามารับเป็นกรรมการของบริษัทจดทะเบียน คิดว่าเข้ามาแล้วได้อะไรใหม่ๆ แล้วกลับไปถ่ายทอดให้กับนิสิตนักศึกษา หรือได้ปรับปรุงตัวเองอย่างไรบ้าง

จริงๆ เยอะมาก อยากสนับสนุนนักวิชาการทุกท่าน ถ้ามีโอกาส ไป Practice ใน Field ของตัวเองให้มากขึ้น

“เพราะต่อให้อ่านกรณีศึกษามา บางครั้งเป็นวิทยากรภายนอก เป็นที่ปรึกษา แต่ประสบการณ์ที่ได้ กับการเข้าไปนั่งใน Board Room ห้องประชุมผู้บริหาร ไปเจอกรณีธุรกิจจริง การตัดสินใจจริง สิ่งเหล่านี้ล้ำค่ามาก และเป็นประสบการณ์ที่เราสามารถกลับไปเล่าเคสที่เกิดขึ้น เป็นประสบการณ์มาเล่าและแบ่งปัน”

แทนที่เด็กจะไปนั่งเรียนใน Board Room เราเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ใน Board Room หรือเป็นภาพใหญ่ของภาคธุรกิจ ปัญหาธุรกิจต้องเผชิญสิ่งเหล่านี้ มีค่ามาก ฉะนั้นหากท่านเป็นนักวิชาการ ที่อยู่ในภาคต้องเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ ถ้ามีโอกาสจริงๆ ก็อยากจะเชิญชวน

เรามองเรื่อง Trade War ภัยแล้ง สงครามประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ ที่กระทบต่อเศรษฐกิจต่างๆ ไม่ได้เคยคาดคิดถึงปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์โควิด การที่อาจารย์ได้เข้ามาในบริษัทจดทะเบียนถือว่าอาจารย์เป็นนักธุรกิจเหมือนกัน ต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง ในมุมมองของอาจารย์ที่ได้เขียนบทความออกมาในช่วงที่ผ่านมา และน่าสนใจหลายบทความ


สถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้น บางคนเรียกว่าเป็น Black Swan หรือ หงส์ดำ บางคนบอกว่าพยากรณ์ได้ หรือพยากรณ์ไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นหงส์ดำหรือหงส์ขาว จริงๆ มันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ปีที่แล้วเราคุยกันเรื่องแผนธุรกิจสงครามการค้า สหรัฐกับจีน ปลายปีนี้เรื่องของอิหร่านโผล่ขึ้นมา มี Cyber War เพิ่มขึ้นมา แล้วอยู่ดีๆ มีโควิดมาเลย

“ฉะนั้นความท้าทายของโควิด คือ เราไม่เห็นจุดจบของมัน ถ้านึกภาพสถานการณ์อื่นไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม สงครามการค้า ความไม่สงบทางการเมือง เรารู้ว่ามันจะจบเมื่อไหร่ และลักษณะแบบไหนบ้าง ”

ตอนนี้ผู้บริหารหลายองค์กรพยายามวาง Scenario Covid ไปในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร สภาวะเศรษฐกิจเป็นกราฟรูปไหน นักเศรษฐศาสตร์จะบอกว่า ภายใต้ Recession หรือการถดถอยนี้ หนีไม่พ้น L U V W ส่วนใหญ่ทุกคนจะปักว่าถ้าไม่เป็นตัว L ก็เป็น U แต่ไม่มีใครสามารถฟันธงได้ว่า จะไปในทิศทางแบบไหนในอนาคต โควิดส่งผลกระทบไปทั่วโลก นำไปสู่ความปกติใหม่ ตอนนี้ทุกคนพยายามแก้ปัญหาระยะสั้นก่อน คือทำอย่างไรให้ตัวเองอยู่รอดได้ ภายในสิ้นปีนี้สามารถรักษากระแสเงินสดได้ ทำอย่างไรจะสามารถรักษาพนักงานที่ยังอยู่กับเราได้ แต่ โควิดไม่ได้เป็นปัญหาระยะสั้น

“หลังโควิดเสร็จสิ้นผ่านพ้นไป จะเป็นสิ่งที่เรียกว่า New Normal คำถามคือธุรกิจจะทำอย่างไรต่อไป บทบาทหนึ่งสิ่งที่เรามองคือ ทำอย่างไรให้สามารถ Balance สร้างความสมดุลระหว่างระยะสั้น ระยะยาว ตอนนี้ ผู้บริหารสามารถแก้ปัญหาระยะสั้นให้กับธุรกิจ”

ในฐานะกรรมการ ในฐานะคนภายนอก หรือแม้กระทั่งในฐานะนักวิชาการ หลายครั้งต้องกระตุกต่อมคิดให้มองในระยะยาวและระยะกลางขึ้นมาด้วย


อาจารย์มีมุมมองเรื่อง Big Data อย่างไรบ้าง ข้อมูลเยอะเราจะย่อยข้อมูลอย่างไร จัดโครงสร้างอย่างไร กรรมการต้องขอให้ฝ่ายบริหารประชุมเพิ่มขึ้นหรือไม่ หรือไม่ใช่จำนวนครั้งที่ประชุมแล้ว สิ่งที่สำคัญมองว่าเราจะคุยเรื่องอะไร

“ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องประชุมอย่างเป็นทางการ ข้อมูลบางครั้งมาเป็นรายวัน เช่น สถานการณ์น้ำมันที่ Negative ติดลบเพิ่มขึ้น กว่าจะนัดประชุมได้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ทำอย่างไรให้ข้อมูลเหล่านี้กระจายไปเร็ว”

ตอนนี้หลายบริษัท บางครั้งเรื่องการประชุมกลายเป็น formality แล้ว เป็นทางการแล้ว แต่กระบวนการสื่อสาร ผ่านเครื่องมือต่างๆ สำคัญกว่า หลายบริษัทใช้ประโยชน์จาก Group LINE แลกเปลี่ยน Discuss แชร์ข้อมูล ในส่วนนี้มากขึ้น สิ่งที่บทบาทของกรรมการให้ได้ คือมองในมุมใหม่ๆ หลายๆครั้งผู้บริหามีความเชี่ยวชาญชำนาญ ท่านจะมองเรื่องราวข้อมูลต่างๆ จากจากมุมมองเดิมที่เราคุ้นเคย แต่กรรมการส่วนใหญ่บางทีจะมาจากหลากหลายภาคอุตสาหกรรม จะมีมุมมองที่หลากหลายและแตกต่าง ฉะนั้น ตอนนี้บทบาทหนึ่งในภาวะวิกฤต ที่กรรมการจะช่วยได้ คือการให้มุมมอง ให้ข้อมูลที่แตกต่างและหลากหลาย ถ้าเป็นภาษาอังกฤษคือการให้ Perspective ใหม่ๆ บางทีผู้บริหารอาจจะลืมคิดไป ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก


ในฐานะที่เป็นกรรมการหลายบริษัท ถ้าจะแสดงความห่วงใย ให้กับผู้ประกอบการ อาจารย์มี Perspective อะไรที่คิดว่าผู้ประกอบการอาจจะมองไม่เห็น หรือถ้าขยับอีกนิดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทไทยจะเพิ่มขึ้น หรือในเรื่อง Corporate Governance มีอะไรที่เราควรต้องทำเพิ่มเติมบ้าง


มีอยู่ 2 ประเด็นหลักๆคือ ประเด็นแรก โชคดีอาจจะนั่งอยู่ในบริษัทที่ผู้บริหารมากฝีมือทั้งนั้น เท่าที่เห็นคือบริษัทใหญ่ๆ เองไม่ค่อยน่าห่วง คือมีความน่าห่วงในระดับหนึ่งแต่ไม่มีความน่าห่วงมาก


"จริงๆ บริษัทที่น่าห่วง เป็นบริษัทที่เป็นขนาดกลางลงมามากกว่า ที่สายป่านอาจจะไม่ยาวพอ หรือหาทางที่จะดิ้นรนผ่านภาวะวิกฤต"

ในอีกมุมมองหนึ่งเราลืมคิดไป คนไทยเป็นคนที่มีน้ำใจ เมื่อโควิดเกิดขึ้น สิ่งที่เราให้แรกเริ่ม คือ ให้กับทางแพทย์พยาบาล สำหรับ Face Shield เครื่องอุปกรณ์ทั้งหลาย พอสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย คราวนี้ให้กับผู้ที่ประสบปัญหา เรื่องของตู้ปันสุข


"ตอนนี้สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นคือ ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงมาก และองค์กรหรือบริษัทที่ได้รับผลกระทบมาก คือธุรกิจขนาดกลางลงไปได้รับผลกระทบ ถึงการจ้างงาน เพราะฉะนั้นทำอย่างไร จะสามารถมาช่วยเหลือบริษัทเหล่านี้ได้ อาจจะไม่ได้ช่วยเหลือในแง่สนับสนุนในด้านการเงิน มาช่วยเหลือในการสนับสนุนธุรกิจ จริงๆ Platform ของห่วงใย Thai Business เป็น Platform หนึ่ง ซึ่งธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อมได้เข้ามาเรียนรู้มุมมองต่างๆ ถ้ามีโอกาสไม่ว่ารูปแบบใดสิ่งที่อยากจะชักชวนคือการช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลาง เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็น อย่าลืมว่าธุรกิจไทยขับเคลื่อนด้วย SMEเยอะ "


คือประเด็นแรกที่อยากจะฝากไว้ก่อน

เมื่อพูดถึงเรื่องของ Leader บางครั้งผู้นำอาจจะมองเฉพาะปัญหาที่เกิดมา ณ ปัจจุบัน แต่บางบริษัทตอนนี้ไม่พูด New Normal แต่พูดเรื่อง New Business คือ วิกฤตคือโอกาส มองว่ามี New Business อะไรจะทำได้บ้าง แต่ต้องเปลี่ยน Mindset ด้วย อาจารย์มีมุมมองเรื่องนี้อย่างไรบ้าง


ต้องมาจากคนในองค์กร จริงๆ แล้วเป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ในสภาวะโควิด หลายคนบอกว่า ทำไมมาคิดนวัตกรรมช่วงนี้ เอาตัวให้รอดก่อน จริงๆต้องมองว่าวิธีการเอาตัวรอด คือ เรื่องนวัตกรรมเข้ามาช่วย สังเกตช่วงแรกที่โควิดเกิดขึ้นมีนวัตกรรมใหม่ๆ เยอะพอสมควร ทั้งนวัตกรรมทางด้านการแพทย์ ห้องปลอดเชื้อห้องตรวจผู้ป่วย หรือหลายธุรกิจเพื่อความอยู่รอดเขาต้องเปลี่ยน Business Model ใหม่ บริษัทหลายแห่งจากเคยทำทัวร์ก็มาส่งอาหาร มีตัวอย่างเยอะพอสมควร แต่เป็นแค่ระยะสั้น

“สิ่งที่อยากฝากคิดคือเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย มี New Normal เกิดขึ้น องค์กรธุรกิจจะใช้โอกาสนี้ ในการพัฒนาในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างไร อะไรคือ Pain Point อะไรคือ ความไม่สะดวกสบาย อะไรคือปัญหาที่เกิดขึ้น จาก New Normal บ้างไหม เราเชื่อด้วยซ้ำไปว่า จะมี startup ใหม่ๆเกิดขึ้นอยู่ไม่น้อย ที่คว้าโอกาสจากวิกฤตโควิดนี้ และจากสถานการณ์ New Normal นี้ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรถึงจะเริ่มปลูกฝัง ถ้าองค์กรธุรกิจจะเติบโตต่อไปได้อย่างไร”

ลองดูความปกติใหม่ ทุกคนสนใจเรื่องสุขภาพและ Digital มากขึ้น อะไรคือโอกาสใหม่ที่จะเติบโตและสร้างวัฒนธรรมใหม่ขององค์กร

อาจารย์เป็นคณะกรรมการบริษัท อย่างธนาคารพาณิชย์ต่างๆ คิดว่าธุรกิจธนาคารกระทบมากน้อยอย่างไรบ้าง


ใช้คำว่าเหนื่อยก็ได้ คือไม่มีธุรกิจไหนไม่เหนื่อย จะเหนื่อยมากเหนื่อยน้อย เหนื่อยยังเห็นแสงสว่างอยู่บ้างหรือเปล่า ตรงนั้นมากกว่า

ธุรกิจธนาคารพาณิชย์มีผลกระทบเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามา คนจะเริ่มคิดว่าการออกไปทำธุรกรรมที่สาขาของธนาคารกลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นแล้ว ตอนนี้ทำทุกอย่างผ่านมือถือได้ อันนี้จะต้องเป็น Business Model ที่ธนาคารจะต้องมาปรับ อาจารย์มีอะไรจะเสริมหรือไม่


จริงๆ ถ้านึกภาพทุกองค์กรธุรกิจ แม้กระทั่งมหาวิทยาลัย ธนาคาร บริษัทที่จดทะเบียน เหมือนมีโลกอยู่ 2 ใบ โลกใบเก่ากับโลกใบใหม่ ถ้าธนาคารพาณิชย์ โลกใบเก่าคือ ฝากและถอนธนาคารที่สาขา โลกใบใหม่คืออยู่ใน App Fintech สถาบันการศึกษาโลกใบเก่า คือ คนมาเรียนที่มหาวิทยาลัย เด็กมาเรียนที่โรงเรียน โลกใบใหม่คือ การเรียนออนไลน์ แต่ก่อนปัญหาคือการปรับเปลี่ยนจากโลกใบเก่ากับโลกใบใหม่ค่อนข้างลำบาก ยังมีการต่อต้าน ยังไม่เห็นความจำเป็น

"แต่พอสถานการณ์โควิดเกิดขึ้น มันคือตัวเร่ง ให้เกิดการ Transformation ที่ดีกว่า CEO ดีกว่า Chief Transformation Officer หากย้อนกลับไปดูแนวคิดพื้นฐาน คนจะเปลี่ยนเพราะเห็นความจำเป็น ถ้าคนไม่เห็นความจำเป็นจะไม่เปลี่ยน"

ฉะนั้น แต่ก่อนก็มีเทคโนโลยี แต่อาจารย์ไม่สอนเพราะไม่จำเป็น ถ้าองค์กรไหนโดยเฉพาะผู้บริหารที่มองว่าพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ใช้ตัวโควิดเป็นตัวผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง Transform ภายในองค์กรให้ได้

เรื่องนี้เห็นด้วย บริษัทสมาคมจดทะเบียนไทย เป็นองค์กรที่ถือว่า ไม่ได้ใหญ่เลย เราเองต้องเปลี่ยนขั้นตอนการทำงาน ทุกอย่างออนไลน์ได้หมด ตามบริษัทต่างๆ CEO อยากจะเปลี่ยน อยากจะทำ แต่ขณะเดียวกันจะมี CEO บางคนบอกว่า เหนื่อยที่ต้องทำงานอยู่คนเดียว เหมือนเป็นคนขับรถหรือเป็นคนขับเรือ แต่คนที่จะกระโดดขึ้นมาในรถบัสเรามีครึ่งหนึ่งใช่ และอีกครึ่งหนึ่งไม่ใช่ อาจารย์คิดว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง


จริงๆ ต้องถาม CEO ที่เหนื่อยเรานั้นว่า ปัญหาคืออะไร ปัญหาคือใจไม่อยู่กับองค์กรตั้งแต่ต้นหรือเปล่า ถ้ามีปัญหาตรงนั้นไปแก้ตรงนั้นก่อน เห็นความจำเป็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงก่อน องค์กรหลายแห่งพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง พร้อมทุ่มเท พนักงานหน้างานมีความรู้สึกเป็นเจ้าของบริษัทอยู่ นั่นคือการสร้าง Engagement


"มองว่าบทบาทของ CEO หรือบทบาทผู้บริหารในการบริหารงานบุคคล คือทำอย่างไรจะสามารถสร้าง Engagement ให้กับพนักงานเพิ่มขึ้นไปอีกกว่าเดิม พร้อมที่จะทำให้พนักงานลงเรือลำเดียวกัน ตรงนี้สำคัญที่สุดเลยถ้าสามารถทำได้ ให้พนักงานคิดอะไรออกมาใหม่ๆ ร่วมกันได้"

ในบทบาทที่เป็นคุณพ่อ ในฐานะอาจารย์เป็นอดีตเป็นคณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี อยากจะให้ลูกเรียนอะไร ควรจะเรียนเรื่องธุรกิจไหม มีคำตอบไหมเวลามีคนมาขอคำปรึกษาในเรื่องนี้


ตอนนี้มองว่าไม่ว่าจะเรียนอะไรก็แล้วแต่ ขอให้เรียนแล้วมีความสุข สนุก เพราะสิ่งที่พบคือ จบมาแล้ว อาจจะทำงานไม่ตรงสาย เผลอๆ สิ่งที่เรียนไปอาจจะล้าสมัยไปแล้ว กรณีลูกของผมเรียนปริญญาโททั้งคู่ เป็นการฝึกฝนกระบวนการในการคิด การเรียนสาขาต่างๆ เป็นการฝึกฝนกระบวนการคิดที่แตกต่างกัน ถ้าจะให้ลูกของท่านเป็นนักวิเคราะห์ เน้นในเรื่องของประสิทธิภาพ คิดเป็นระบบ คิดเป็นขั้นตอน วิศวกรรมก็เป็นศาสตร์หนึ่งที่นำไปสู่จุดนั้น ขณะเดียวกันในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ เรื่องของการออกแบบเป็นศาสตร์หนึ่ง ถ้าคิดในเชิงธุรกิจ อันนั้นหนีไม่พ้นในเรื่องของบริหารธุรกิจ


"การเรียนในระดับอุดมศึกษามองว่าคือเรื่องของการฝึก อบรมกระบวนการคิด เด็กจบออกไปต้องมีหน้าที่ออกไปเรียนรู้และต่อยอด ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่เขาเรียนรู้มาเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ ถามว่าให้เรียนอะไร บอกเลยให้เขาเรียนมหาวิทยาลัย 4 ปี มีความสุข สนุก ได้รับประสบการณ์ ได้กระบวนการคิด หลังจากนั้นเขาจะมีหน้าที่ในการทดลอง ทดสอบ หาหนทางที่ใช่เองต่อไป"

การเชื่อฟังเป็นสิ่งที่ดี แต่บางทีเชื่อฟังไป ปัญหาของพ่อแม่คือ หลายครั้งแล้วเราเติบโตมาในยุคหนึ่งสถานการณ์อาจจะเปลี่ยนไป ฉะนั้นเป็นการให้มุมมองที่หลากหลาย เขามีสิทธิ์ที่จะคิดได้

มุมมองของผู้บริหาร โดยเฉพาะทางด้านสาย HR อยากได้คนที่จบออกมาแล้ว ทำงานได้เลย ตัดสินใจได้ สื่อสารได้ ทำงานเป็นทีมได้ ขยัน อดทน ไม่บ่น มาทำงานตรงเวลา อาจารย์คิดว่าเยอะเกินไปหรือไม่ที่ภาคเอกชน อยากได้เด็กจบออกมาแล้ว แล้วต้องมี Soft Skill พวกนี้ทั้งหมด


จริงๆ ก็ไม่เยอะ ในมุมมองของภาคเอกชน ถ้ามองว่าภาคเอกชนคือผู้รับบริการ ผู้ซื้อสินค้าจากมหาวิทยาลัย บางคนจะมีทฤษฎีว่าผลิตภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยคือบัณฑิตที่จบออกไป ภาคเอกชนอยากได้ผลิตภัณฑ์แบบนี้


"เพียงแต่ผมอยากจะเชิญชวนกลับไปยังภาคเอกชน อยากจะเชิญชวนให้กลับมาช่วยสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นที่จุฬาฯ ที่ไหนก็ได้ เพราะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ บางครั้งผู้ใช้ต้องเข้ามามี Input มีกระบวนการด้วย"

ตอนเคยเป็นคณบดีพยายามที่จะดึงศิษย์เก่าเข้ามาช่วย เพราะฉะนั้นขออนุญาตเชิญชวนภาคเอกชน ไม่ว่าสถาบันการศึกษาไหน ขอเรียนเชิญ อยากจะให้กลับเข้าไปช่วยพัฒนาคนรุ่นใหม่ของชาติ

ภาคเอกชนต้องมีส่วนร่วม ในการที่จะพัฒนาบุคลากร จะพึ่งเฉพาะสถาบันการศึกษาอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เพราะรุ่นพวกเรา ณ วันนี้ ไปทำธุรกิจมันก็อาจจะยาก เพราะเราอาจจะมีกรอบเยอะ การคิดนอกกรอบอาจจะต้องเป็นบทบาทของคนรุ่นใหม่ อาจารย์คิดว่าใช่หรือไม่


เห็นด้วย การที่ภาคธุรกิจจะไปช่วยสถาบันการศึกษา จริงๆไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษาอย่างเดียว มีโอกาสเยอะมาก


"อย่างการไปเป็น Coach ให้กับเด็กนักศึกษา หรือเป็น Mentor ให้เด็กๆ ถือเป็นประสบการณ์สูงในการแบ่งปันประสบ การณ์ คณะของเราก็ทำโครงการที่เรียกว่าโครงการแชมป์ จุฬาลงกรณ์อนามัย Mentorship Program และเป็นการจุดประกายให้กับเด็กๆ ได้มีโอกาสมองเห็นนักธุรกิจ และใครมีโอกาสที่จะมาช่วยได้"

เด็กๆ รุ่นใหม่มีการพัฒนาไปไกลเยอะพอสมควร และเชื่อว่าจากสถานการณ์โควิดจะยิ่งกระตุ้นให้เด็กพัฒนาไปมากยิ่งขึ้นอีก จะเห็นตัวอย่างการเปลี่ยนแปลง การเอาดิจิทัลมาใช้มากยิ่งขึ้น

เมื่อพูดถึงเรื่องคน บางบริษัทผู้บริหารบอกว่าจริงๆ แล้ว ไม่อยากให้คนพัฒนา คิดนอกกรอบ แต่คนที่ขีดกรอบหนาๆ เลย คือ HR อาจารย์คิดว่าจริงหรือไม่

มี 2 มุม หลักๆบริษัทต้องมีระเบียบที่จะต้อง Comply เช่น ต้องเป็นไปตามกฎหมายของ ก.ล.ต. อันนี้ต้องเข้าใจ ในขณะเดียวกัน CEO ต้องคิดนอกกรอบ


"หลายองค์กรตอนนี้ที่อยากจะให้คิดอะไรใหม่ๆ มีธุรกิจใหม่เกิดขึ้น เขาจะเริ่ม Spin Off ธุรกิจออกไป ไม่อยู่ภายใต้กรอบข้อจำกัดของความเป็นบริษัทเดิมๆ สมมุติบริษัทจดทะเบียน ต้องตอบสนองต่อ Regulator ใครบ้าง แต่พอเป็น Spin Off กลับไป เป็นบริษัทที่เป็น Non-listed หรือไม่ได้จดทะเบียน ความเป็นอิสระจะมีมากขึ้น"

แล้วขึ้นอยู่ที่วัฒนธรรมองค์กรด้วย บางบริษัทตั้งมา 50-60 ปี CEO ใหม่มา จะให้คิดนอกกรอบอย่างเดียว แต่ Culture หรือวัฒนธรรมองค์กรไม่ได้ถูกปลูกฝังมาแบบนั้น เพราะฉะนั้นการมีเป็นบริษัทย่อยออกไป เป็นแนวโน้มที่หลายองค์กรขนาดใหญ่ เริ่มหันไปจับในประเด็นนี้

ถ้าบางบริษัทกังวลว่าการตั้งบริษัทอีกบริษัท จะต้องมีการแยกบัญชีต่างๆ จริงๆ ตั้งเป็นทีมเฉพาะมา อาจจะขึ้นตรงกับ CEO ไม่ต้องมีหลายขั้นตอน ถูกหรือไม่


ขอแชร์ประสบการณ์การตั้งเป็นทีมก็เคยมีความพยายามในการทำ แต่ปัญหาของการตั้งเป็นทีมคือ ระบบของการสรรหา ระบบคัดเลือก ระบบการจ่ายค่าตอบแทน ระบบประเมินผล ถ้ายังอิงกับระบบของบริษัทเดิม จะหลุดออกนอกกรอบลำบาก เพราะฉะนั้นหลายบริษัทจะหาหลายวิธี คือ ตั้งเป็นบริษัทใหม่ไปเลย ทำหน้าที่เหมือนเป็น Startup ขึ้นมาเลย

จากสถานการณ์วิกฤตในปัจจุบัน อยากให้อาจารย์ช่วยสรุปจาก 3 บทบาท อะไรที่เป็น New Normal ของอาจารย์ ต้องปรับเปลี่ยนอะไรที่เพื่อทำหน้าที่ 3 บทบาทนี้ต่อไปได้ และมีประสิทธิภาพ


มองว่าวิกฤตโอกาสตรงนี้เป็นวิกฤตดีๆสำหรับหลายคน หันกลับมาทบทวนตัวเอง ว่าจะต้องทำอะไรต่อไปในอนาคต จะ Contribute อย่างไร จะช่วยสังคมได้อย่างไร จะช่วยสอนเด็กได้อย่างไร บทบาทของตัวเองในฐานะที่เป็นกรรมการบริษัทต่างๆ ในสถานการณ์แบบนี้ต้องทำอย่างไร


"อยากจะฝากทุกท่านว่าเป็นโอกาสดีได้กลับมาคิดทบทวน เกี่ยวข้องกับบทบาทของตัวเอง ในอนาคตของตัวเอง ที่ผ่านมาเราอาจจะวิ่งและยุ่งกับหลายๆ อย่าง ตอนนี้เรามีโอกาสอยู่นิ่งมากขึ้นแล้ว อาจจะเข้ามาทบทวนด้วยซ้ำว่า ต้องเรียนรู้อะไรใหม่ๆ หรือไม่ สิ่งที่ตัวเองเคยมีมาประสบความสำเร็จ ได้ในอดีตอาจจะไม่เหมาะแล้ว เพราะฉะนั้นการกลับมา Reflect ตัวเอง ตอนนี้สำคัญ"

ความเป็นวิชาการในช่วงนี้ต้องปรับตัวมากน้อยหรือไม่ อย่างไรบ้าง


"เราไม่ควรจะโฟกัสเฉพาะเรื่องเดียว มองว่าที่สำคัญคือต้องเปิดโลก มีหลากหลายมุมมอง และสถานการณ์โควิด ทำให้เรามีมุมมองที่กว้างขึ้นได้ เพราะฉะนั้นจริงๆพยายามเรียนรู้มุมมองใหม่ๆ"

สุดท้ายนี้ อยากให้อาจารย์ฝากความห่วงใยกับภาคธุรกิจ ควรจะต้องช่วยกันอย่างไรให้พ้นผ่านตรงนี้ไปได้


สถานการณ์แบบนี้สิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะเป็นจุดเด่นของคนไทยคือความมีน้ำใจ ความช่วยเหลือกัน ธุรกิจใหญ่ช่วยธุรกิจเล็ก คนที่มีช่วยคนที่ไม่มี คนที่ไม่มีความรู้ช่วยคนที่ กำลังแสวงหาความรู้ เพราะฉะนั้นผมว่า Platform ที่เกิดขึ้นนี้ผมเห็นว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสมอย่างยิ่ง และยินดีสนับสนุนต่อไป

รายการ CEO TALK EP 8

หัวข้อ "เรียนรู้แนวทางการดูแลคน และปรับตัวเพื่อรับมือสถานการณ์โควิด"

แขกรับเชิญ - รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


***************************

ดู 31 ครั้ง0 ความคิดเห็น