เรียนรู้แนวทางการดูแลคน และปรับตัวเพื่อรับมือสถานการณ์โควิด



รายการ CEO TALK ตอนที่ 8

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2563 เวลา 14.00 - 15.00 น.

หัวข้อ "เรียนรู้แนวทางการดูแลคน และปรับตัวเพื่อรับมือสถานการณ์โควิด"


แขกรับเชิญ - รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้ดำเนินรายการ - คุณเพ็ญศรี สุธีรศานต์ เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมบริษัทจดทะเบียนประเทศไทย



วันนี้ รายการ CEO Talk ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นคณะกรรมการของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง วันนี้มาคุยกันเรื่องการปรับตัวในบทบาทที่เป็นอาจารย์ประจำจุฬาฯต้องปรับตัวอย่างไร บทบาทเป็นคณะกรรมการของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่หลายแห่ง บทบาทเปลี่ยนไปอย่างไร และสุดท้ายในฐานะที่เคยเป็นคณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยากให้ลูกเรียนอะไร มาร่วมฟังมุมมองจากอาจารย์กับเราวันนี้


วันนี้มองการศึกษาเป็นอย่างไรบ้าง ต้องปรับตัวกันมากน้อยอย่างไรหลังจากเกิดวิกฤตโควิด


จริงๆ การปรับตัวของภาคการศึกษาควรมีมานานแล้ว เรื่องเทคโนโลยีการเรียนออนไลน์ และคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเรียนมากขึ้น เรื่องความต้องการของภาคธุรกิจและภาคสังคมที่เปลี่ยนไป ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโควิด มีมานานแล้ว จำได้ว่าตั้งแต่ เป็นคณบดีเมื่อ 8-9 ปี เวลาไปสัมมนาต่างประเทศ ใน Business School ของต่างประเทศก็คุยกันเรื่องนี้กันโดยตลอด


"แรงกระตุ้นแรงผลักดันต้องปรับเปลี่ยนการศึกษามีมานานแล้ว แต่โควิดเป็นตัวเร่งหรือผลักดันให้เปลี่ยนแปลงเกิดเร็วขึ้น ตอนนี้ที่เราพูดกันว่าเดี๋ยวจะมีความปกติใหม่ New Normal ที่เกิดขึ้น ทุกคนต้องมาเรียน มาสอนออนไลน์ มี Microsoft Teams , Zoom , WebEx หรือ Google Hangout อาจารย์กลุ่มหนึ่งใช้กันมานานแล้ว เพียงแต่ตอนนี้มีความจำเป็นเกิดขึ้น ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า"

การเปลี่ยนแปลงหลังโควิดเกิดขึ้นแน่นอน ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่พยากรณ์ไม่ได้ เราคาดแล้วว่าจะมา แต่ไม่คิดว่าจะเร็วแบบนี้ ในต่างประเทศ โรงเรียนที่สอนทางด้านธุรกิจที่เรียกว่า Business School มีการเรียนออนไลน์มานานมาก กระทั่งมหาวิทยาลัยดังหลายแห่งในสหรัฐอเมริกาปิดหลักสูตร MBA ปกติ สาเหตุเพราะคนไม่เรียน แล้วไปเปิดออนไลน์แทน หลักสูตรออนไลน์ในอเมริกาค่อนข้างมีความจำเป็นเนื่องจากประเทศมีขนาดใหญ่ ในแวดวง Business School เองได้มีการพูดคุยเรื่องนี้กันมากว่า 5 ปี แล้วและในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นแนวโน้มนี้ชัดเจนขึ้น สำหรับประเทศไทย หลายมหาวิทยาลัยเริ่มออกคอร์สออนไลน์เกิดขึ้น คณะเราทำหลักสูตร SPACE ของจุฬาเองก็มีหลักสูตร CHULA MOOC ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มาเร็วกว่าที่เราคิดเท่านั้นเอง

เราจะสามารถพัฒนาระบบการศึกษาของประเทศไทย ในระบบออนไลน์เลย หรือยังเป็นลักษณะผสมผสาน อาจารย์-ลูกศิษย์ได้มาพูดคุยกัน ลูกศิษย์มาเจอเพื่อน มองว่าอนาคตเราจะเป็นแบบผสมเรียนออนไลน์ และ เรียนที่มหาวิทยาลัยด้วยหรือไม่


ส่วนตัวมองว่าถ้าเกิดจะเรียนออนไลน์อย่างเดียว หลักสูตรที่เหมาะอาจต้องเป็นหลักสูตรที่เป็นผู้ใหญ่ ในต่างประเทศมักจะเป็นระดับปริญญาโทขึ้นไป ที่ผู้เรียนมีวินัยในการเรียน สำหรับประเทศไทย ระดับประถม มัธยม แม้กระทั่งระดับปริญญาตรี คิดว่าออนไลน์อย่างเดียวไม่เหมาะกับประเทศไทย ควรจะเป็นรูปแบบของการผสมผสานมากกว่า ออนไลน์จะเป็นตัวเสริม


“ในบางสถานการณ์ เรื่องการสอนการปฏิสัมพันธ์ การถ่ายทอดประสบการณ์ บางอย่างออนไลน์ทดแทนไม่ได้ และที่สำคัญ โดยเฉพาะระดับอุดมศึกษา สิ่งที่ออนไลน์ทดแทนไม่ได้คือประสบการณ์ เด็กเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัย ไม่ได้ต้องการแค่เนื้อหาวิชาอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญคือประสบการณ์ ทั้งประสบการณ์การใช้ชีวิตกับเพื่อน การพูดคุย การทำกิจกรรมต่างๆ สิ่งเหล่านี้ออนไลน์ทดแทนไม่ได้เลย”

ปัจจุบันนี้องค์ความรู้มีอยู่ทั่วไป ทุกอย่างสามารถเข้าถึงออนไลน์ได้หมด อาจารย์ผลิตนักศึกษามาเข้าสู่ภาคธุรกิจ และภาคธุรกิจต้องพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง มองว่าการพัฒนาบุคลากรของภาคธุรกิจตอนนี้ต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร


จริงๆ ต้องปรับ ได้มีโอกาสได้สัมผัสทั้งภาคการศึกษาและภาคธุรกิจจำนวนมาก

“สิ่งที่พบคือเวลาภาคการศึกษาผลิตคนออกไป บางครั้งอาจจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของภาคธุรกิจ เท่าที่สัมผัสมาภาคธุรกิจส่วนใหญ่ต้องไปต่อยอดทั้งสิ้น เพียงแต่สิ่งที่ได้จากมหาวิทยาลัยไป คือพื้นฐาน วิธีการคิด หลักการเบื้องต้น ให้เขาสามารถต่อยอด”

ทีนี้ภาคธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร ถ้าเกิดว่าเป็น HR ปกติ การอบรมการไป Classroom Training แบบเดิม อาจจะไม่เพียงพอ เพราะทุกคนสามารถเรียนพร้อมได้เหมือนกันหมด ฉะนั้นทำอย่างไรให้สามารถต่อยอดทักษะ หรือกระบวนการคิดบางอย่าง ซึ่งไม่สามารถหาจากอินเทอร์เน็ตได้ ตรงนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์ การเรียนรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ การเรียนรู้ผ่านทางระบบ Mentorship พวกนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาจาก Google ได้ แล้วจะทำให้บุคลากรของท่านแตกต่างไป


คิดว่าคณะที่อาจารย์ประจำอยู่ เนื้อหาหลักสูตรต้องปรับเปลี่ยนกันหรือไม่


เรามีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาหลักสูตรเป็นประจำ


"แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าเนื้อหาและหลักสูตรคือ เรื่องของกระบวนการ รูปแบบวิธีการเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของประสบการณ์ต่างๆ การเรียนการสอนนอกห้องเรียน ต้องเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและเรากำลังพยายามทำมาตลอด บางครั้งนักวิชาการตอบโจทย์ภาคธุรกิจไม่ได้ ฉะนั้นทำอย่างไรให้คนที่ใช้บัณฑิตมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาบัณฑิตด้วย ตรงนั้นสำคัญกว่า"

อาจารย์มีความร่วมมือกับภาคเอกชน ในแต่ละภาคการศึกษา ให้นักศึกษาได้เรียนรู้กรณีศึกษาจริง และให้ความร่วมมืออย่างดีกับภาคเอกชน อยากจะฝากให้ผู้ประกอบการ เรื่องการถ่ายทอดให้กับนักศึกษาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาได้ใน Google จนกระทั่งวันนี้ที่เจอสถานการณ์โควิด ต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง


จริงๆ พวกทฤษฎีพื้นฐานต่างๆ ตอนนี้หาได้ทั่วไป แต่สิ่งที่ไม่ได้และล้ำค่า โดยเฉพาะนิสิตที่ออกไปอยู่ในภาคปฏิบัติจริงคือประสบการณ์ Experience ที่ CEO ที่พี่ๆ ทุกคนมี เราจัดกิจกรรมในลักษณะที่ให้เด็กไปเรียนกับ CEO ของบริษัทต่างๆ แล้วสิ่งที่เด็กได้เป็นสิ่งที่บางทีอาจารย์สอนไม่ได้ด้วย เพราะคือประสบการณ์ที่นักธุรกิจเจอจริงๆ

ระยะเวลา 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัย ถ้าให้นักศึกษาออกไปหาประสบการณ์จริงครึ่งหนึ่งของโปรแกรม และอีกครึ่งหนึ่งเรียน ทฤษฎี เป็นไปได้หรือไม่

ตามหลักการเป็นไปได้ จริงๆที่จุฬากำลังพยายามทำหลักสูตรแบบนี้ขึ้นมา หลักสูตร BAScii เป็นหลักสูตรปริญญาตรีใหม่ มีประมาณปีครึ่งที่มีโอกาสไปทำพวกนี้ แต่ความยากคือ ทำอย่างไรให้เด็กมีวินัย ที่จะเรียนรู้ทางวิชาการ โดยไม่มีอาจารย์มาถ่ายทอด อาจจะเป็นพ่อแม่เอง

“อาจจะมีปัญหาว่าระบบการศึกษาเราป้อน ตั้งแต่ประถมและมัธยมไปเรื่อยๆ จึงคุ้นชินกับการป้อน ทำอย่างไรถึงจะสามารถหาความรู้ด้วยตนเอง โดยลดระบบการป้อนลง ถ้าทำแบบนี้เยอะขึ้นเมื่อไหร่ การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงครึ่งหนึ่ง และเรียนทฤษฎีครึ่งหนึ่งก็เป็นไปได้”

อีกบทบาทหนึ่งที่เข้ามาเสริม คืออาจารย์ได้เข้ามารับเป็นกรรมการของบริษัทจดทะเบียน คิดว่าเข้ามาแล้วได้อะไรใหม่ๆ แล้วกลับไปถ่ายทอดให้กับนิสิตนักศึกษา หรือได้ปรับปรุงตัวเองอย่างไรบ้าง

จริงๆ เยอะมาก อยากสนับสนุนนักวิชาการทุกท่าน ถ้ามีโอกาส ไป Practice ใน Field ของตัวเองให้มากขึ้น

“เพราะต่อให้อ่านกรณีศึกษามา บางครั้งเป็นวิทยากรภายนอก เป็นที่ปรึกษา แต่ประสบการณ์ที่ได้ กับการเข้าไปนั่งใน Board Room ห้องประชุมผู้บริหาร ไปเจอกรณีธุรกิจจริง การตัดสินใจจริง สิ่งเหล่านี้ล้ำค่ามาก และเป็นประสบการณ์ที่เราสามารถกลับไปเล่าเคสที่เกิดขึ้น เป็นประสบการณ์มาเล่าและแบ่งปัน”

แทนที่เด็กจะไปนั่งเรียนใน Board Room เราเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ใน Board Room หรือเป็นภาพใหญ่ของภาคธุรกิจ ปัญหาธุรกิจต้องเผชิญสิ่งเหล่านี้ มีค่ามาก ฉะนั้นหากท่านเป็นนักวิชาการ ที่อยู่ในภาคต้องเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ ถ้ามีโอกาสจริงๆ ก็อยากจะเชิญชวน

เรามองเรื่อง Trade War ภัยแล้ง สงครามประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ ที่กระทบต่อเศรษฐกิจต่างๆ ไม่ได้เคยคาดคิดถึงปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์โควิด การที่อาจารย์ได้เข้ามาในบริษัทจดทะเบียนถือว่าอาจารย์เป็นนักธุรกิจเหมือนกัน ต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง ในมุมมองของอาจารย์ที่ได้เขียนบทความออกมาในช่วงที่ผ่านมา และน่าสนใจหลายบทความ


สถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้น บางคนเรียกว่าเป็น Black Swan หรือ หงส์ดำ บางคนบอกว่าพยากรณ์ได้ หรือพยากรณ์ไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นหงส์ดำหรือหงส์ขาว จริงๆ มันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ปีที่แล้วเราคุยกันเรื่องแผนธุรกิจสงครามการค้า สหรัฐกับจีน ปลายปีนี้เรื่องของอิหร่านโผล่ขึ้นมา มี Cyber War เพิ่มขึ้นมา แล้วอยู่ดีๆ มีโควิดมาเลย

“ฉะนั้นความท้าทายของโควิด คือ เราไม่เห็นจุดจบของมัน ถ้านึกภาพสถานการณ์อื่นไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม สงครามการค้า ความไม่สงบทางการเมือง เรารู้ว่ามันจะจบเมื่อไหร่ และลักษณะแบบไหนบ้าง ”

ตอนนี้ผู้บริหารหลายองค์กรพยายามวาง Scenario Covid ไปในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร สภาวะเศรษฐกิจเป็นกราฟรูปไหน นักเศรษฐศาสตร์จะบอกว่า ภายใต้ Recession หรือการถดถอยนี้ หนีไม่พ้น L U V W ส่วนใหญ่ทุกคนจะปักว่าถ้าไม่เป็นตัว L ก็เป็น U แต่ไม่มีใครสามารถฟันธงได้ว่า จะไปในทิศทางแบบไหนในอนาคต โควิดส่งผลกระทบไปทั่วโลก นำไปสู่ความปกติใหม่ ตอนนี้ทุกคนพยายามแก้ปัญหาระยะสั้นก่อน คือทำอย่างไรให้ตัวเองอยู่รอดได้ ภายในสิ้นปีนี้สามารถรักษากระแสเงินสดได้ ทำอย่างไรจะสามารถรักษาพนักงานที่ยังอยู่กับเราได้ แต่ โควิดไม่ได้เป็นปัญหาระยะสั้น

“หลังโควิดเสร็จสิ้นผ่านพ้นไป จะเป็นสิ่งที่เรียกว่า New Normal คำถามคือธุรกิจจะทำอย่างไรต่อไป บทบาทหนึ่งสิ่งที่เรามองคือ ทำอย่างไรให้สามารถ Balance สร้างความสมดุลระหว่างระยะสั้น ระยะยาว ตอนนี้ ผู้บริหารสามารถแก้ปัญหาระยะสั้นให้กับธุรกิจ”

ในฐานะกรรมการ ในฐานะคนภายนอก หรือแม้กระทั่งในฐานะนักวิชาการ หลายครั้งต้องกระตุกต่อมคิดให้มองในระยะยาวและระยะกลางขึ้นมาด้วย


อาจารย์มีมุมมองเรื่อง Big Data อย่างไรบ้าง ข้อมูลเยอะเราจะย่อยข้อมูลอย่างไร จัดโครงสร้างอย่างไร กรรมการต้องขอให้ฝ่ายบริหารประชุมเพิ่มขึ้นหรือไม่ หรือไม่ใช่จำนวนครั้งที่ประชุมแล้ว สิ่งที่สำคัญมองว่าเราจะคุยเรื่องอะไร

“ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องประชุมอย่างเป็นทางการ ข้อมูลบางครั้งมาเป็นรายวัน เช่น สถานการณ์น้ำมันที่ Negative ติดลบเพิ่มขึ้น กว่าจะนัดประชุมได้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ทำอย่างไรให้ข้อมูลเหล่านี้กระจายไปเร็ว”

ตอนนี้หลายบริษัท บางครั้งเรื่องการประชุมกลายเป็น formality แล้ว เป็นทางการแล้ว แต่กระบวนการสื่อสาร ผ่านเครื่องมือต่างๆ สำคัญกว่า หลายบริษัทใช้ประโยชน์จาก Group LINE แลกเปลี่ยน Discuss แชร์ข้อมูล ในส่วนนี้มากขึ้น สิ่งที่บทบาทของกรรมการให้ได้ คือมองในมุมใหม่ๆ หลายๆครั้งผู้บริหามีความเชี่ยวชาญชำนาญ ท่านจะมองเรื่องราวข้อมูลต่างๆ จากจากมุมมองเดิมที่เราคุ้นเคย แต่กรรมการส่วนใหญ่บางทีจะมาจากหลากหลายภาคอุตสาหกรรม จะมีมุมมองที่หลากหลายและแตกต่าง ฉะนั้น ตอนนี้บทบาทหนึ่งในภาวะวิกฤต ที่กรรมการจะช่วยได้ คือการให้มุมมอง ให้ข้อมูลที่แตกต่างและหลากหลาย ถ้าเป็นภาษาอังกฤษคือการให้ Perspective ใหม่ๆ บางทีผู้บริหารอาจจะลืมคิดไป ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก