ค้นหา
  • สุวภา เจริญยิ่ง

เราเป็นหุ้นส่วนกันนะ



เมื่อครั้งในอดีตนั้น มีข่าว ผู้ใหญ่ท่านนึง ท่านได้ทำพินัยกรรมไว้ เมื่อท่านสิ้น ให้จัดสรรเงินก้อนนึงเพื่อบ่าวบริวารที่ดูแลท่าน

ถ้าจำไม่ผิด ประมาณ 30 คน โดยแบ่งให้คนละ 3 ล้าน เพื่อเก็บไว้ใช้ยามแก่ชรา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 90 ล้าน

ซึ่งเป็นเงินมากมายในสมัยนั้นมาก บ่าวก็ยกย่องสรรเสริญนาย เก็บข้าวของกลับบ้าน แต่เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ ไม่ถึง 3 ปี เกือบทุกคนเงินหมด และกลับมายากจน


ทำไมเงิน 3 ล้านถึงไม่พอ ทั้งๆที่ ไม่ได้เอาไปใช้ฟุ่มเฟือย ก็เพราะในแง่ของปัจเจกบุคคล เมื่อมีเงินก้อนเข้ามา ก็มักอยากจะได้ สิ่งของที่เคย มีความใฝ่ฝัน คือ ไปซื้อบ้าน ซื้อรถ ซื้อทอง บวชลูกชาย

ทั้งๆที่ส่วนใหญ่ คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยมีหนี้ และอยู่โดยรับแต่เงินเดือน ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะกินอยู่กับนายเสร็จสรรพ

เมื่อต้องมาอยู่เอง ต้องใช้จ่ายเอง เลยไม่รู้ว่า แม้มีเงินมาก แต่ก็ไม่ควรมาใช้หมดในคราวเดียวกัน และค่ากินอยู่ที่ดูเหมือนไม่น่าเยอะ นั้น แต่ชีวิตจริง มันมาเยอะทั้งค่าน้ำค่าไฟ ค่ากับข้าว ค่างานสังคม งานแต่ง งานบวช และที่สำคัญมีเงินแล้ว จะให้กลับไปทำสวนไร่นา ไม่อยากทำแล้ว จึงกลายเป็นได้มาแล้ว ก็มีแต่รายจ่าย ไม่มีรายได้ สุดท้ายเงินนั้นก็หมด


วันนั้น จึงมีการคำนวณว่า ถ้าเก็บเงิน 90 ล้านไว้ และฝากพันธบัตรรัฐบาล ที่ดอกเบี้ย ขณะนั้นประมาณ 7%

จะมีรายได้ดอกเบี้ยปีละ 6.3 ล้าน นำมาจ่ายให้ คน 30 คน คนละ 1.5 แสนบาทต่อปี หรือ เดือนล่ะ 12,500 บาท และมีเงินไปลงทุนเพิ่มอีก 1.8 ล้านบาท ต่อปี และทุกคนยังเป็นเจ้าของเงินต้น 3 ล้าน

ปีถัดไปก็เพิ่มต่อเดือนให้ได้ทุกคน และพวกเขาก็คุ้นเคยแบบนี้เพราะเดิมรับเป็นเงินเดือนทุกเดือน

เงินก้อนนี้สามารถดูแล ทั้ง 30 คนได้ตลอดชีวิต และให้ต่อเนื่องถึงครอบครัวเขา ในอนาคตได้

และ..ทั้งหมด ก็คือ การบริหารจัดการเงิน ที่อยู่ในมือคนที่เข้าใจ

มีความรู้ความสามารถในการจัดการเงิน

ในสถานการณ์ เศรษฐกิจรอบนี้ รัฐมุ่งช่วยเหลือ คนที่อยู่นอกระบบ ที่เป็นผู้ค้าขายรายย่อยก่อน และกำลังมีมาตรการออกมาให้คนกลุ่มต่างๆ

ระหว่างนี้ จะพบว่า กลุ่มบริษัทและมนุษย์เงินเดือน กลับวางไว้ให้ประกันสังคมดูแล และอาจจะมีการดูแลบริษัทขนาดเล็กก่อน

แต่อยากชวนมองอีกมุม ก็คือ

ทุกคนที่อยู่ในระบบภาษี

คนที่จ่ายภาษีเยอะ คือคนที่จะเจ็บเยอะที่สุด ในรอบนี้ เพราะด้วยขนาดที่ใหญ่ ค่าใช้จ่ายประจำ หรือ ที่เรียกว่า sunk cost ยิ่งสูง

รัฐอาจจะมองว่าถ้าออกมาตรการมาช่วยกลุ่มนี้ก่อน อาจจะ เป็นการดูเหมือน อุ้ม กลุ่มที่ร่ำรวย มีฐานะดี

แท้จริง เขาเหล่านี้ คือ หุ้นส่วนของรัฐ เพราะเมื่อเขามีกำไร รัฐขอแบ่ง 20% เขายิ่งค้าขายเก่งรัฐก็ได้ ส่วนแบ่งมากขึ้น

ถ้าเขาเป็นมนุษย์เงินเดือน เมื่อเขามีรายได้ รัฐขอแบ่งเงินได้พึงประเมิน ที่ 10% บ้าง ไปไกลถึง 35% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ เกิน 1 ใน 3 ของรายได้คงเหลือของเขาเสียอีก

แถมเงินก้อนนี้ รัฐหักกันที่ยอดหญ้ากันเลย เพราะ สำหรับบุคคล จะเป็นการหัก ณ ที่จ่าย คือก่อนเขารับเงินเข้ากระเป๋าด้วยซ้ำ

ถ้าเป็นบริษัท ก็มีต้องนำส่งทุกเดือน และประเมินจ่ายทุก 6 เดือน

แต่สิ่งที่ บริษัทผู้จ่ายภาษี และมนุษย์เงินเดือน กลุ่มนี้ แสดงให้เห็น คือเขาค้าขายเป็น ทำมาหากินเป็น จึงมีเงินเหลือแบ่งรัฐ ได้เป็น 20% 30% ต่อปี


ส่วนตัว จึงอยากบอกให้รัฐ น่าจะพิจารณา หุ้นส่วนกลุ่มนี้ เพราะ

ถ้ามองภาพง่ายๆ วันนี้ถ้าบริษัทเหล่านี้ ลดเงินเดือนพนักงาน 50% แล้วรัฐช่วยค่าแรง 25% ตามจริง

บริษัทลดค่าจ้าง ค่าจ่ายส่วนนี้ได้ 50% จะได้ไปต่อ เพราะค่าใช้จ่าย 6 เดือนปีนี้จ่ายแค่ 3 เดือน ชึ่งเป็นปริมาณกระแสเงินสด ของบริษัทส่วนใหญ่ในประเทศไทย

แต่พนักงาน ยังมีรายได้ 75% เพียงพอให้เขายังผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ส่งลูกเรียน และกินอยู่ได้ ใช้จ่ายได้ ทุกคนรีบตั้งใจทำงาน ทำในสิ่งที่พวกเขามีประสบการณ์ มีความเก่งกาจ จะได้ร่วมกันพลิกฟื้นธุรกิจ ให้เร็วที่สุด

ที่สำคัญคือให้ทุกคนมีขวัญกำลังใจ เพื่อให้เศรษฐกิจ องค์รวมกลับมาตั้งหลักได้

และรัฐมีข้อมูลของหุ้นส่วน กลุ่มนี้ ครบถ้วน ไม่ต้องเก็บข้อมูลใดๆ


มี Case study ที่พูดถึง กรณีของ Lehman Brother ที่ เป็น Corporate Bank เมื่อเกิดปัญหา แด่ถูกมองว่าปล่อยกู้กับลูกค้าสถาบัน ทางการปล่อยให้ล้ม เพราะมองว่า ผลกระทบน่าจะอยู่ในวงจำกัด เป็นธุรกิจต่อธุรกิจ หรือ B to B

แต่ความจริง ผลกระทบต่อธุรกิจ ก็กระเทิอนถึงรายย่อยอยู่ดี เงินที่ใช้จ่ายเพื่อการดังกล่าว เทียบไม่ได้ กับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และท้ายสุด ใช้เงินอีกมากมายมหาศาล และใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าที่จะพลิกฟื้นสถานการณ์กลับมาได้ ต้องอัดเม็ดเงิน QE ต่อเนื่องเป็นปีๆ


ตอนวิกฤติสถาบันการเงินไทย เราเดินมาตรการที่ฉลาด ตั้งกองทุนฟื้นฟูและไม่ยอมให้ แบงค์ล้ม ทรัพย์สินที่กองทุนฟื้นฟู ถือไว้ เมื่อเศรษฐกิจดี ก็มาขายมีกำไร คืนกลับคลัง

แต่รอบนี้ผลกระทบ จะอยู่ที่ภาคธุรกิจและเอกชน การขาดรายได้ 3 เดือน ด้วยมาตรการของรัฐ เพื่อประเทศ ของเรารอบนี้ บริษัทยิ่งใหญ่ คงยิ่งเจ็บ แต่บริษัทกลางและเล็ก ก็สายป่านไม่พอ เพราะเขาก็หมุนกัน อยู่ที่ เดือนชนเดือนอยู่แล้ว

เวลานี้คงไปช่วยยอดขายได้ยาก แต่ช่วยเรื่องคน ในองค์กรได้ จะดีมาก เพราะท้ายสุด ถ้ารัฐจะไปต่อ รัฐก็ต้องมีคนกลุ่มนี้เป็นมดงาน

และที่สำคัญ เขาเหล่านี้ เป็นหุ้นส่วน ของรัฐนะ


สมัยก่อนหากเปรียบเทียบร่างกาย แล้ว ถามว่าทำไมต้องเอาเงินทั้งหมดไปช่วยสถาบันการเงิน เพราะสถาบันการเงิน เปรียบเหมือน ... หัวใจ เราต้องให้มันเต้นตลอดเวลาถ้าเราจะมีชีวิตรอด

รอบนี้หัวใจค่อนข้างแข็งแรง แต่บริษัทเอกชนทั้งหลาย อาจจะเปรียบได้กับ ...ปอด

เพราะเขานำพา Oxygen ลงมาเปลี่ยนเลือดดำเป็นเลือดแดง ถ้าไม่ดูแลให้ดี ปอดติดเชื้อ ต่อให้มีถุงลมนับล้านๆ สมองดี หัวใจดี ก็ไปต่อไม่ได้


วันนี้ นาทีนี้ COVID โจมตีปอดแล้วค่ะ ทุกนาทีมีความหมาย

เรายังอยู่ในสถานะที่โชคดีที่ภาวะการเงินการคลังยังแข็งแกร่ง บางที เมื่อต้องทำ มันอาจจะต้องเทหมดหน้าตัก แบบ หนัง Avengers

Whatever it’s take

ไม่ว่าจะต้องเสียอะไรไปบ้าง แต่เดิมพันนี้ แพ้ไม่ได้

และเราคนไทยทุกคนจะไม่ยอมแพ้ แต่รัฐต้องหาวิธีอัดเงินเข้ากิจการจริงๆ

เพราะถ้าเขาไปต่อได้ เขาก็ช่วยลดภาระ รัฐ ในการดูแลคนลง

ให้ใหญ่อุ้มกลาง กลางอุ้มเล็ก และปล่อยให้กลไกตลาดเลือก คนที่ดี ทำเพื่อสังคม เสนอสินค้าและบริการที่ดี ตอบสนองลูกค้าได้ เป็นคนที่จะได้ไปต่อ


ที่เขียนมาเพื่ออยากบอกรัฐว่า

เราเป็นหุ้นส่วนกัน และเราเป็นของกันและกัน เกิดอะไรที่ไหน ก็สะเทือนถึงกันหมดอยู่ดี

ไม่มีทีมไหนที่จะยอดเยี่ยม เท่ากับ ทีมไทยแลนด์ แล้วค่ะ


สุวภา เจริญยิ่ง


บทความจาก Fanpage สุวภา เจริฐยิ่ง

ติดตามเป็น Fanpage ของคุณสุวภาได้ที่ LINK

ดู 41 ครั้ง

© 2020 by ADGES