• ห่วงใย Thai Biz

เพราะบอร์ด คือ สติ ตอนที่ 2 - ตั้งคำถามที่ 'ใช่' ตั้งอย่างไร

อัพเดตเมื่อ: เม.ย. 21




ตั้งคำถามที่ 'ใช่' ตั้งอย่างไร

"เพราะบอร์ด คือ สติ ตอนที่ 2"


ผู้ดำเนินรายการ

คุณกุลเวช เจนวัฒนวิทย์


แขกรับเชิญ

คุณไขศรี เนื่องสิกขาเพียร

คุณนครินทร์ วนกิจไพบูลย์

คุณสราวุธ เฮ้งสวัสดิ์


คำถามที่ดีควรเป็นอย่างไร


คุณนครินทร์


โจทย์ใหม่ๆ วิธีคิดใหม่ๆ จะสร้าง Creativity และการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะทำให้เราอยากพัฒนาตนเอง ทำให้เราเรียนรู้ หรือกระทั่งทำให้เราได้คิดในมุมที่ชีวิตเราไม่เคยคิดมาก่อน เช่น สมมติเราถามว่า “เราเกิดมาทำไม” คำถามแบบนี้ฟังแล้วรู้สึกว่าคงตอบได้ยาก แต่ถือเป็นคำถามที่ดีอย่างหนึ่ง

“คำถามที่ดีควรนำไปซึ่งกระบวนการหาคำตอบ โดยไม่สนใจว่าคำตอบที่แท้จริงนั้นคืออะไร”

คำถามที่ดีนั้นควรทำให้อีกฝ่ายฉุกคิด จนถึงขั้นต้องบอกว่า “ขอกลับไปทำการบ้านก่อน” แสดงว่าคำถามนั้นนำไปสู่สิ่งใหม่ๆ หรือทำให้เขาได้คิดถึงความเสี่ยงและความรอบคอบ เขาอาจจะไปเร็วก็อาจจะต้องช้าลง หรือถ้าเขาช้าเกินไปก็อาจต้องเร่ง speed มากขึ้น บางครั้งเขาอาจจะลืมมองหาคู่แข่ง ลืมมองหาทีมงาน ลืมมองเรื่องต้นทุน คำถามที่ดีจะเป็นตัวตกประเด็นเหล่านี้ให้เกิด Dialogue หรือการฉุกคิดเพิ่มขึ้นมาได้


คุณกุลเวช


ประเด็นที่คุณนครินทร์พูดถึงสำหรับการตั้งคำถาม คือ

1. ต้องดูบทบาท ถามคำถามจากใจของประชาชน หรือใจของคนที่เขาอยากจะรู้

2. ต้องฟังจากใจ ฟังแบบอยากจะรู้ว่าคนตอบคิดอะไร

3. ถามง่ายๆ แต่คำถามง่ายๆ ก็อาจเป็นการเปิดโลกใหม่ เปิดกระบวนการในการหาคำตอบได้


คุณสราวุธ


คำถามมีหลาย Function มากในชีวิตเราบางคำถามถามขึ้นมาเพียงแค่ต้องการอะไรบางอย่าง ย้อนกลับไปคิดว่าตั้งแต่เกิดมา เราเริ่มตั้งคำถามตั้งแต่เมื่อไหร่ แท้จริงเราอาจจะตั้งคำถามตั้งแต่ตอนพูดไม่ได้เสียด้วยซ้ำ อาจจะเป็นการถามในใจว่า “อันนี้กินได้หรือเปล่า” พอเริ่มพูดได้ก็ถามว่า “ทำไมท้องฟ้าจึงเป็นสีฟ้า” หรือตอนนั่งรถไปต่างจังหวัดกับพ่อก็ถามว่า “เมื่อไหร่จะถึงสักที” จะเห็นว่าคำถามเป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์ตั้งแต่กำเนิด ซึ่งเริ่มต้นจากการที่เราไม่รู้ เราไม่ได้รู้อะไรทุกอย่าง เราจึงต้องเรียนรู้ไปตลอดชีวิต เพราะฉะนั้น Function อย่างแรกของคำถาม คือ การตั้งคำถามเพื่อให้เรารู้ เมื่อโตเป็นวัยรุ่นพบว่า เราถามไปด้วยความไม่เชื่อ สิ่งที่คนอื่นบอกว่ามาเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า อย่างเช่น โรงเรียนบังคับให้ไว้ผมข้างหน้า 3 เซนติเมตร เราก็ถามตัวเองในใจว่าทำไมถึงต้องเป็นแบบนั้น ผมงอกมาจากสมองหรือเปล่าจึงต้องเก็บผมไว้เพื่อบำรุงสมอง และจะเกิดคำถามต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ว่าทำไมกางเกงนักเรียนถึงต้องยาวคลุมเข่า คำถามเหล่านี้นำมาซึ่งคำตอบ สมมติเราถามว่าทำไมถึงไว้ผมยาวไม่ได้แล้วลองไว้ผมยาว เราก็อาจจะถูกลงโทษ นี้เป็น Function ที่ 2 นั่นคือ การถามเพื่อหาขอบเขตความเป็นไปได้ที่ไกลกว่าชีวิตที่เรามีอยู่

“คำถามในลักษณะนี้พาเราไปได้ไกลมาก อาจจะพาเราไปสู่จินตนาการว่า จริงๆ แล้วมนุษย์สามารถบินได้ไหม โลกเป็นเพียงดาวดวงเดียวที่มนุษย์สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้จริงหรือ”

นอกจากนี้ยังมีคำถามในลักษณะของการทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว คำถามในลักษณะแบบนี้เกิดจากความสงสัยด้วยเช่นกัน ทั้งความสงสัยในเรื่องนอกตัวและสงสัยในเรื่องในตัว เช่น อาจมีนักปราชญ์หลายคนเคยถามว่า “เราเกิดมาทำไม” ก็เป็นความสงสัยทั้งเรื่องในตัวและนอกตัว ว่าเมื่อเราเกิดมา แล้วเราต้องทำอะไรบ้างกับตัวเอง และเรามี Function อะไรต่อโลกใบนี้

มีตัวอย่างของบุคคลที่น่าสนใจ เช่น Charles Darwin เขาตั้งคำถามอะไรถึงสามารถค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการ หรือ Christopher Columbus ตั้งคำถามอะไรจึงตัดสินใจออกเดินทางไปค้นพบแผ่นดินอินเดียแม้ว่าสุดท้ายเขากลับค้นพบทวีปอเมริกา รวมทั้งศาสดาหลายๆ ท่านก็มีการตั้งคำถามเช่นกัน จะเห็นว่าคำถามมี Function และประโยชน์กับชีวิตอย่างมาก

“การที่เรามีคำถามอยู่ในตัวเองด้วยหลากหลายมุมมองและประโยชน์ใช้สอย จะพาเราไปสู่จุดที่เราไม่ได้เป็นอยู่อีกมาก พาไปสู่สิ่งที่ไม่รู้ พาไปสู่ขอบเขตที่ยังไม่ได้เป็น พาไปสู่คนที่ไม่เคยคุย พาไปสู่ดินแดนที่ไม่เคยรู้จัก ซึ่งนั่นคือประโยชน์ของคำถาม”

คำถามที่ดีควรอยู่บนพื้นฐาน 2 ประเด็น


ประเด็นที่ 1 ตระหนักรู้เสมอว่าตัวเองโง่ เพราะคนฉลาดมักถามคำถามเพื่อให้ตัวเองดูฉลาดเท่านั้น หรือถามเพื่อหยั่งใจผู้อื่น หรือเพื่อแสดงออกอะไรบางอย่าง ส่วนคนโง่จะคิดว่าตัวเองยังอยากรู้มากกว่านี้ จึงมักถามคำถามที่เปิดพื้นที่ให้ความรู้ใหม่ๆ ได้แสดงออกมา


ประเด็นที่ 2 ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ บุคลิกที่ไม่เชื่ออะไรง่ายมักจะนำพาไปสู่คำตอบใหม่เสมอ จะไม่พอใจแค่คำตอบนั้น สมมติว่าถามคำถามนักธุรกิจในประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เขาอาจจะตอบว่าองค์กรเรากำลังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์สิ่งแวดล้อม เราก็รับฟังเขาแต่เราไม่เชื่อ เราก็จะไปถามต่อกับนักสิ่งแวดล้อมรวมทั้งไปถามคนที่วิพากษ์นักสิ่งแวดล้อมด้วย แล้วเราจะเจอคำตอบมากมายจากเพียงแค่ในประเด็นเดียว จะเห็นว่าเมื่อเราไม่เชื่อ จะทำให้เห็นความจริงจากหลายๆแง่มุม และเห็นความไม่จริงของคนที่พยายามสร้างความจริงขึ้นมา


คุณนครินทร์


ขอเสริมต่อจากคุณสราวุธ เป็นประเด็นที่ 3 คือ

ประเด็นที่ 3 คำถามที่ดีมาพร้อมกับทัศนคติที่ดี คือ การที่เราจะรู้ว่าคนๆ นั้นมี Growth Mindset หรือมีทัศนคติที่ดีต่อโลกหรือสิ่งต่างๆ หรือไม่ ดูได้จากคำถามทีเขาตั้ง การตั้งคำถามกับสิ่งรอบข้างและการตั้งคำถามกับสังคม เป็นการบอกทัศนคติของคนๆ นั้น เพราะการตั้งคำถามเป็นการคิดสิ่งใหม่ เช่น เราถามว่าทำไมเราไม่รวยสักที จะได้คำตอบแบบหนึ่ง แต่ถ้าถามว่า ทำไมคนที่รวยโดยเป็น Self-made ซึ่งเคยติดลบหรือเริ่มจากศูนย์มาก่อนถึงรวยได้ ก็จะได้คำตอบอีกแบบหนึ่ง หรือถามว่า ทำไมบางประเทศจึงไม่จำเป็นต้องยกย่องหรือส่งเสริมคนร่ำรวยอย่างเดียว แต่ก็มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดี มองว่าคำถามที่ดีจะเป็นการบอกทัศนคติที่ดีของคน อย่างนักข่าวก็จะมีข้อบังคับ คือ ถ้ามีแหล่งข่าวพบว่าบ้านไฟไหม้หรือดาราเลิกกัน คำถามที่นักข่าวไม่ควรถามมากที่สุดคือ “เสียใจหรือเปล่า” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทัศนคติของคนที่ถาม และคนที่มีทัศนคติที่ดีต่อโลก มี Growth Mindset ก็จะเป็นคนเปิดกว้างและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เขาจะคิดอยู่เสมอว่าตัวเองโง่ หรือถ้าเป็นองค์กรต่างๆ คำถามที่ว่า “เราจะทำอย่างไรเพื่อ Maximize Profit ให้กับองค์กร” ก็เป็นคำถามที่ดีในรูปแบบหนึ่ง แต่บริบทอาจไม่ถูกต้องกับทัศนคติของโลก ณ ปัจจุบันนี้ อาจจะต้องเปลี่ยนคำถามเป็นว่า ทำอย่างไรองค์กรจะได้ผลกำไรและสร้าง Impact หรือผลกระทบต่อสังคมที่ดีด้วย จะเห็นว่าคำถามที่ถามออกไปเป็นการสะท้อนถึงทัศนคติของคนตั้งคำถามมากๆ


คุณกุลเวช


ชอบที่คุณสราวุธ พูดว่า “คำถามเหมือนเป็นการยอมรับว่าเราไม่รู้” เหมือนเป็นการถ่อมตน แต่ก็ยังเป็น Stretch Boundaries เพื่อที่จะเข้าใจว่าขอบเขตของเราอยู่ตรงไหน อย่างวันก่อนพาลูกสาวอายุ 21 ปี ไปเปิดบัญชีธนาคาร ลูกสาวถามขึ้นมาว่า “เรามีธนาคารไปทำไมค่ะ” เป็นคำถามที่ทำให้ฉุกคิดว่าเราจะมีธนาคารไปทำไม เพราะคนต้องการบริการทางการเงินแต่ไม่ได้ต้องการธนาคาร กลับมาที่คุณไขศรี อยากถามว่า คำถามที่เปิดประเด็นจนทำให้กรรมการบริษัทต้องหันมาถามว่า เราทำไปเพื่ออะไรหรือเพื่อใคร กรรมการบริษัทถามกันเพียงพอแล้วหรือไม่


คุณไขศรี


คนทุกคนมีเวลาจำกัด ฉะนั้น เราควรจะเป็นคนช่างสงสัย แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทัศนคติของผู้ถามและผู้ตอบด้วย อย่างคำถามว่า “เรามีธนาคารไปทำไม” บางคนก็คิดว่าทำไมถึงถามอะไรแบบนี้ขึ้นมา แต่บางคนก็มองว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจ การเป็นคนช่างสงสัยนั้นมักเกิดจาการเป็นคนช่างสังเกต พอเราเริ่มสังเกตเราก็สงสัย พอเราสงสัยเราก็ถาม สิ่งที่ถามบวกกับทัศนคติที่มีก็จะพาเราไปได้ไกล


ย้อนกลับไปตอนต้นที่คุณนครินทร์ พูดว่า เราต้องรู้บทบาทของตัวเอง คณะกรรมการมีหลายท่าน เรารู้ว่าแต่ละคนเก่งเรื่องอะไร เช่น ด้านอุตสาหกรรม ด้านการเงิน คนเราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง แต่ในบางครั้งเราต้องกลับมาคิดกับตัวเองว่า หลังจากฟังจากทุกคนแล้วมีอะไรบ้างที่เรายังต้องรู้อีก ในการจัดสรรเวลาการประชุม Board ก็ควรประเมินว่าคำถามนี้จำเป็นต้องถามหรือไม่ เพราะเวลาอาจมีไม่เพียงพอหรือมีหลาย Agenda จึงเป็นหน้าที่ของ Board ที่จะต้องจัดสรรเวลาอย่างเหมาะสม เพื่อให้ครอบคลุมคำถามต่างๆ ได้ครบถ้วนให้มากที่สุด อย่างไรก็ดีบริษัทมักไม่กำหนดเวลาในการถามคำถามในเรื่องที่สำคัญ นอกจากนี้เราไม่ต้องคิดไปก่อนว่าคำถามคืออะไร เพราะเมื่อเราฟังกรรมการท่านอื่นพูด ชวนคิดต่อ สงสัยต่อ และถ้าตระหนักว่าเราไม่รู้เรื่องนี้ก็ตั้งคำถามต่อ และพบว่าคำถามที่เกิดจากการต่อยอดคำถามจากในห้องประชุมมักเป็นคำถามที่ชวนคิดและสามารถแตกประเด็นออกไปได้ดี


การมี Empathy มีผลต่อการตั้งคำถามอย่างไร


คุณนครินทร์


Empathy กับการตั้งคำถาม มองได้เป็น 2 มุมมอง คือ


1. เข้าใจก่อนว่าเราตั้งคำถามกับมนุษย์ด้วยกัน ไม่ได้ตั้งคำถามกับหุ่นยนต์ ซึ่งมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน การถามไปตรงๆ อาจไม่ได้คำตอบที่ต้องการ เช่น ถามคำถามว่าทำไมคุณถึงลาออกจากบริษัท มั่นใจว่าแทบทุกคนจะตอบไม่ตรงกับสิ่งที่เป็นจริงเพื่อให้ตัวเองดูดี ซึ่งเป็นกระบวนการ Defense Mechanism ของมนุษย์อยู่แล้ว คำตอบที่เราอยากได้จึงอาจไม่ได้มาด้วยคำถามเดียว


2. ก่อนที่อีกฝ่ายตอบคำถามเรา หลายๆ ครั้งต้องเกิดสิ่งที่เรียกว่า Trust ก่อน บรรยากาศหรือวิธีการเพื่อทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก อย่างผู้สัมภาษณ์ก็ไม่ใช่คนที่นั่งถามแล้วจบไป แต่จะต้องเป็นคนที่เข้าใจบริบทของอีกฝ่าย ดังนั้น การได้มาซึ่งคำตอบจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี Relationship Skill หรือ Communication Skill อย่างการมี Empathy ที่สูงก็เป็นหนึ่งในนั้น หลายครั้งที่จะเก็บคำถามที่อยากถามที่สุดไว้ถามหลังสุด หลายครั้งเป็นคำถามที่ตรงแต่เราก็ต้องถนอมน้ำใจอีกฝ่าย อาจจะอ้อมไปถามคำถามอื่นมาก่อน ซึ่งเป็นกลยุทธ์หรือกุศโลบายที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น


ในประเด็นของคำถามที่ดีเป็นอย่างไร ต้องขยายความว่าเป็นคำถามที่ดีสำหรับใครด้วย สำหรับมุมมองแรกหลายคนพอจะมีอยู่แล้วในเรื่องความเกรงใจ แต่มองว่ามุมมองที่สองในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจทำได้ค่อนข้างยาก

“วิธีการที่ง่ายที่สุด คือ การรับฟังคู่สนทนาจากใจจริง พอเวลาเราพูดหรือตอบคำถามไปแล้วรับรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ฟังอยู่ จะเกิดกำแพงกั้นระหว่างสองฝ่าย”

เช่น ตอนสัมภาษณ์งาน หากเล่นโทรศัพท์มือถือ แม้คุณจะฟังอยู่ แต่ Body Language เป็นตัวบอกว่าคุณไม่มี Empathy ฉะนั้น การมี Empathy เกี่ยวข้องกับการที่เราต้องมี Eye Contact เป็นระยะๆ การพยักหน้าตอบรับ รวมทั้งการตบไหล่ทีมงาน ซึ่งเป็น Skill ที่สำคัญมากที่ต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ

“สำคัญที่สุดคือต้องทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าเรากำลังฟังอย่างจริงใจ ฟังอย่างเคารพ ฟังโดยไม่ตัดสิน ฟังเพื่อเข้าใจผู้พูดและตั้งคำถามที่ดีเพื่อเข้าใจมากกว่านี้ ไม่ได้ฟังเพื่อเถียงหรือเพื่อตอบกลับคำถามจากอีกฝ่าย วิธีการเหล่านี้จะช่วยให้บรรยากาศในการพูดคุยดียิ่งขึ้น”

บางคนอาจไม่ถนัดวิธีการต่างๆ ข้างต้น แต่โดยพื้นฐานแล้วเราจะต้องเคารพคู่สนทนา แม้ว่าอีกฝ่ายจะอายุน้อยกว่าเรามาก การศึกษาไม่ดีเท่าเรา หรือเป็นคนที่ทำงานเฉพาะหน้างาน แต่ถ้าตั้งอยู่บนพื้นฐานการเคารพซึ่งกันและกัน เราจะเริ่มฟังผู้อื่นมากขึ้น ซึ่งผู้บริหารอาจได้รับเคล็ดลับมากมายหรือปัญหาหน้างานที่ไม่เคยรู้มาก่อน


คุณสราวุธ


บุคลิกของคนตั้งคำถามที่ดี คือ เป็นคำถามเชิงท้าทายหน่อย ส่วนตัวคิดว่าการตั้งคำถามที่ดีควรมีคุณสมบัติข้อนี้ รวมถึงการมี Empathy ด้วย ซึ่งกลับไปที่ Function ของคำถามที่ว่า “คำถามนี้ถูกถามออกมาเพื่ออะไร” ถ้าเราถามเพื่ออยากเรียนรู้จากผู้ตอบ ควรจะต้องมี Empathy แต่ในทางตรงกันข้ามหากคำถามนี้ถูกตะโกนออกมาโดยที่ไม่ต้องคำตอบจากผู้ตอบ เพียงแต่ต้องการแนวร่วม สมมติว่าเราเป็นนักเรียน แล้วเราเกิดมีความรู้สึกว่า “นักเรียนไม่จำเป็นต้องไว้ผมข้างหน้า 3 เซนติเมตรหรือเปล่า” วิธีการถามสามารถถามได้หลายแบบ วิธีหนึ่งคือการเขียนป้าย เพื่อให้รุ่นน้องหรือรุ่นพี่ที่มีคำถามแบบเดียวกันรู้สึกว่าจริงๆ เราก็สามารถถามคำถามแบบนี้ได้ เพราะฉะนั้นคำถามที่นักเรียนถามฝ่ายปกครองนั้นอาจไม่มี Empathy ก็ได้ แต่มันถูกถามเพื่ออีก Function หนึ่ง

“หลายครั้งคำถามไม่ได้คำนึงถึงผู้ที่ถูกถาม แต่อาจคำนึงถึงผู้ที่มีคำถามในแบบเดียวกัน ก็เลยเกิดคำถามและเกิดขอบเขตใหม่เพิ่มเติม”

การสร้าง Trust ช่วยในการถามคำถามอย่างไร


คุณสราวุธ


เห็นด้วยกับคุณนครินทร์ ยกตัวอย่างตอนนั่งแท็กซี่ เพียงแค่เริ่มคุยกับคนขับแท็กซี่สักหนึ่งประโยค เขาก็จะพูดตลอดการเดินทาง จะเห็นว่ามนุษย์ล้วนแล้วต้องการคนรับฟัง ถ้ามีคนนั่งฟังอย่างตั้งใจเชื่อว่าเขาก็ยินดีเล่าจนหมดใจ และถ้าเกิดเขา Trust ในตัวเราแล้ว เรื่องราวก็อาจไปได้ไกลมาก แต่ทว่าการสร้าง Trust นั้นไม่ง่าย ยิ่งกับคนที่เจอกันไม่นานยิ่งสร้าง Trust ได้ยาก ต้องใช้ Skill พอสมควร รวมถึงบุคลิกลักษณะของเราด้วย

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราอยากเรียนรู้จากใจจริง อยากเรียนรู้จากคนๆ นี้ ไม่ต้องเป็นคนเก่ง ไม่ต้องเป็นผู้บริหารที่มีชื่อเสียงใดๆ ก็สามารถทำได้”

เช่น ไปเจอแม่ค้าก๋วยเตี๋ยว ลองชวนเขาคุยว่า ทำไมเส้นที่ทำออกมาเหนียวนุ่มกว่าร้านอื่นถ้าเราชื่นชมจากใจจริง เชื่อว่าเขาจะบอกเคล็ดลับกับเรา


แต่ถ้ามองตามความเป็นจริงแล้วคนมีหลากหลายรูปแบบ บางคนชอบคำถามที่ท้าทาย บางคนตอบสั้นและไม่ยอมอธิบายจนเราต้องถามด้วยคำถามใหม่เพื่อให้ได้คำตอบที่มากขึ้น อย่างตอนที่ทำสารคดี เคยเจอแขกรับเชิญที่ต้องตั้งคำถาม 5 คำถาม จึงได้คำตอบที่เราต้องการ สิ่งนี้คือความสนุกของการเรียนรู้ระหว่างผู้ถามและผู้ตอบ ซึ่งจะเป็นการค้นพบธรรมชาติของอีกฝ่าย ลักษณะคำถามที่อีกฝ่ายชอบ ทำให้บทสนทนาลื่นไหลขึ้น

“ทุกคนล้วนแต่เป็นคู่สนทนาของคนอื่นๆ ทุกวัน ถ้าเราไม่ได้เอาตัวเองเป็นแกน แล้วให้คนอื่นมารุมล้อมเรา เช่น ถ้าเราเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา เจอใครก็พูดแบบนี้หมด จะทำให้การพูดคุยไม่สนุก แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเราเป็นเหมือนน้ำ เมื่อไปอยู่ในภาชนะใด เราก็เป็นแบบภาชนะนั้นที่พร้อมรองรับเรา เราเจอคน 10 แบบ เราก็มีการพูดคุย 10 แบบ จะทำให้เราได้เรียนรู้จากคู่สนทนาเยอะมากๆ”

คุณกุลเวช


สรุปประเด็นข้างต้น คือ คำถามมี 2 แบบหลักๆ ได้แก่


1. คำถามที่เปิดโลก คำถามแบบนี้เกิดจากความสงสัย อยากค้นพบ อาจจะต้องถามแบบท้าทายหน่อย เช่น ธุรกิจโรงแรม แทนที่กรรมการจะถาม Management ว่านวัตกรรมของเราคืออะไร ถ้ากรรมการลองเปลี่ยนวิธีในการถามเป็นว่า ถ้า Elon Musk หรือ Steve Jobs มา Take over ธุรกิจเรา ธุรกิจจะเปลี่ยนไปอย่างไร


2. คำถามที่ค้นหาเข้ามาในตัวเอง หรือเข้าไปในใจอีกคน คำถามแบบนี้ต้องอาศัย Trust และ Empathy ที่สูงมาก


คุณสราวุธ


คำถามในลักษณะที่คุณกุลเวช ยกตัวอย่างมา ส่วนตัวเรียกคำถามในลักษณะนี้ว่า “คำถามเปลี่ยนหัว” ซึ่ง Dr. Edward de Bono อาจจะบอกว่าเป็นการเปลี่ยนหมวก มีหมวก 6 ใบแล้วเปลี่ยนมุมมองไปเรื่อยๆ ย้อนกลับไปสมัยที่ทำงานเป็น Creative ทฤษฎีคำถามเปลี่ยนหัวถูกยกมาใช้บ่อยมาก เช่น ถ้าเอาหัวเด็กมาสวมกับโจทย์นี้จะคิดอย่างไร หรือเอาหัวคนอายุ 60 จะคิดอย่างไร แล้วถ้าเปลี่ยนเป็นหัวคนที่ชอบขับรถเร็ว หัวคนที่รักสะอาด จะคิดอย่างไร เมื่อเราลองเปลี่ยนหัวไปเรื่อยๆ แล้วจะเห็นมุมมองที่ใหม่และแตกต่าง


อีกอย่างที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนหัวตัวเองไปอยู่แผนกอื่น ปกติเรามักทำงานเพื่อผลประโยชน์และเป้าหมายในแผนกตัวเอง พอเราใช้หัวของเราอย่างเดียว ไม่ได้คิดถึงแผนกอื่น ๆ จึงมักเกิดความขัดแย้ง แต่ถ้าเราลองเปลี่ยนหัว เอาหัวแผนกอื่นมาใส่ จะทำให้ความสัมพันธ์ในการทำงานดียิ่งขึ้น


คุณนครินทร์

“คำถามมีหลากหลาย Function ถ้าเปรียบคำถามเป็นเครื่องมือก็เหมือนมีทั้งค้อน ขวาน จอบ เสียม อยู่ที่ว่าเราจะใช้เครื่องมือเพื่อทำอะไร”

อย่างเช่น คำถามแบบ Alien หรือคำถามจากคนที่ไม่เคยรู้มาก่อน คำถามลักษณะนี้มีประโยชน์ในมุมของการสร้าง Creativity สร้าง Innovation ใหม่ๆ หรืออาจจะเป็นคำถามที่ทำให้เราหลุดจากตัวเองเพื่อไปสวมหมวกของคนอื่น จะเห็นว่าคำถามแต่ละแบบให้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน


เช่น ค้อนเอาไว้ใช้ทุบ หรือตอกตะปู แต่ถ้านำไปพรวนดินหรือทำอย่างอื่นก็อาจทำได้ไม่ดี ในทำนองเดียวกัน คำถามในรูปแบบหนึ่ง ถ้าเอาไปใช้กับบทบาทอื่นๆ ก็อาจไม่เหมาะสมเช่นกัน

“เพราะฉะนั้นคนตั้งคำถามที่ดีจะต้องเข้าใจเครื่องมือที่มี ยิ่งมีเครื่องมือเยอะยิ่งควรรู้ว่าเวลาไหนควรใช้คำถามแบบไหน”

เช่น เวลาไหนควรใช้คำถามที่ลากอีกฝ่ายขึ้นมา เวลาไหนควรใช้คำถามแบบเบาๆ สบายๆ เปรียบเหมือนการชกมวย มีบางคำถามที่เราชกอีกฝ่ายแรงมาก และจะมีบางคำถามที่เราเปิดการ์ดตัวเองลงเพื่อให้อีกฝ่ายเปิดใจ และถ้าเขาเผลอชกเข้ามาเราก็หลบเป็น และในบางครั้งการถามแบบปลายปิดก็อาจมีผลที่ดีหากใช้ถูกจังหวะ ฉะนั้นคนที่ตั้งคำถามต้องเข้าใจ Function ของคำถาม


วิธีการตั้งคำถามที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ หลักการ 5W1H นั่นคือ Who What Where When Why และ How ซึ่งก็เป็นวิธีการถามแบบหนึ่งที่ได้มาซึ่งคำตอบ แต่บางครั้งการถามด้วย Why บ่อยๆ ก็ไม่ดีเช่นกัน เพราะเป็นคำถามที่ตอบได้ยาก และบางครั้งเมื่อถามด้วย Why เราต้องถาม How ให้ได้ หรืออาจจะถามด้วย What If เช่น สมมติให้ Elon Musk มานั่งเป็น Board เพื่อให้ได้คิดนอกกรอบมากขึ้น จะเห็นว่าแต่ละรูปแบบคำถามมีขั้นตอนในการทำของตัวเอง แต่ถ้าถามแบบนี้ 3 เดือนแล้วไม่เกิดผล ก็อาจทำให้บริษัทไม่เดินหน้าไปต่อได้

“วิธีการถามคำถามมีหลาย Function คนที่ตั้งคำถามก็ต้องเข้าใจเครื่องมือของตัวเองว่า ในแต่ละขั้นตอนการทำงานควรใช้คำถามแบบใด เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องอาศัยการฝึกฝน”

คุณไขศรี


ในเรื่องบทบาทของกรรมการ ด้วยเวลาที่มีอยู่จำกัดจึงทำให้มีการถามคำถามแบบ What If น้อย แต่ถ้าถามว่า What If ตอนนี้น้อยไปหรือเปล่า ก็ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาของบริษัทที่ต้องการ What If หรือเปล่า บางที What If มากไปก็อาจเป็นการถามไปเรื่อยๆ แบบไม่มีจุดจบ บางครั้งอาจต้องจัดสรรเวลาดีๆ ว่าเวลาไหนควรจะเป็นคำถามแบบ What If

เทคนิคในการถามเพื่อจะให้ทราบว่าทั้งสองฝ่ายคิดภายใต้สมมติฐานเดียวกันหรือไม่


คุณไขศรี


ส่วนตัวมองว่าไม่ต้องคิดว่าเราคิดถูกหรือไม่ถูก เราถามไปตรงๆ เพื่อให้ทุกคนได้ฉุกคิดว่าสมมติฐานของเราเป็นแบบนี้ตรงกันใช่หรือไม่ แล้วถ้าใช่ ทิศทางที่สมมติฐานนี้พาไปยังสิ่งที่เราต้องการหรือไม่ ทุกคนจะได้หยุดแล้วมาคิดว่าบางครั้งเราอาจจะเริ่มสงสัยว่าสมมติฐานของเราไม่ตรงกัน จึงต้องมีการกระตุกกันขึ้นมาบ้างว่าสมมติฐานของเราเป็นอย่างนี้หรือไม่


หรือบางครั้งการพูดคุยกันใน Board ใช้ How บ่อย จนลืมไปว่าวัตถุประสงค์หรือ Objective สุดท้ายเราต้องการอะไร จึงต้องมีคนกระตุกความคิดว่า ถ้า How ที่เราคิดตรงกันมีความถูกต้องเหมาะสม ลองคิดดูว่าถ้าเราทำ How แบบนี้ คำตอบที่ได้คืออะไร เป็นคำตอบที่เรากำลังจะไปด้วยกันใช่หรือไม่ เพื่อชักชวนให้ทุกคนกลับมาอยู่ในเป้าหมายหรือสมมติฐานเดียวกัน เหมือนเป็นการดึงสติกลับมา และเนื่องจาก Board มีหลายท่านและต้องพยายามรับฟังความเห็นของทุกคนให้ได้อย่างเหมาะสม จึงอาจทำให้เกิดการแตกประเด็นไปบ้าง โดยทั่วไปแล้วประธานที่จะต้องควบคุมการประชมต้อง Play Role ตรงนี้ แต่ในฐานะกรรมการก็ไม่จำเป็นต้องมองว่าเป็นหน้าที่ของประธานหากมีข้อสงสัยว่าสมมติฐานที่พูดคุยกันอาจไม่เหมาะสม ก็ควรตั้งคำถามออกไปเพื่อให้คนอื่นได้ฉุกคิด อาจจะมีถูกมีผิดบ้าง ฉะนั้น ถ้า Board เคารพซึ่งกันและกัน เข้าใจบทบาทของตัวเองอย่างแท้จริง จะทำให้การพูดคุยราบรื่นและไม่มีใครต้องรู้สึกแย่


การตั้งคำถามที่ดีที่เหมาะสมควรต้องฝึกและเรียนหรือไม่ หรือถ้าจะเขียนหนังสือหนึ่งเล่มเพื่อถ่ายทอดวิชานี้ แต่ละบทต้องมีเนื้อหาอะไรบ้าง จึงจะถามคำถามออกมาได้ดี


คุณสราวุธ

มี 2 ประเด็นที่อยากเสริม จากคุณไขศรี คือ

ประเด็นที่ 1 ในการประชุมที่มีเป้าหมายขนาดใหญ่ ถ้าทุกคนตระหนักว่าเรากำลังพากองทัพนี้ไปสู่เป้าหมายเดียวกัน วัฒนธรรมที่ยอมรับการตั้งคำถามแหลมคมขึ้นมาได้ จะทำให้เกิดคำถามที่ดีๆ ตามออกมาได้ แต่ถ้าเกิดมีความระแวงกัน อย่างเช่น “ถ้าถามคำถามนี้ออกไปจะมีคนเกลียดหรือเปล่า” จะทำให้คำถามดีๆ ถูกกลืนหายไป

“ดังนั้น ถ้าทุกคนมีเป้าหมายร่วมกันและตระหนักร่วมกันว่าเราจะตั้งคำถามเพื่อที่จะพาไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ก็จะเกิดคำถามดีๆ มากมายในห้องประชุม”

ประเด็นที่ 2 บรรยากาศมีผลมากเพื่อให้มีโอกาสถามคำถามที่ดีและได้รับคำตอบที่ดี เคยมีประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่ถูกสัมภาษณ์โดยนิตยสารแห่งหนึ่ง เป็นการสัมภาษณ์เกี่ยวกับวงการบันเทิงไทย ในตอนนั้นบรรยากาศทางการเมืองมีความขัดแย้งสูง ในตอนแรกเราก็คุยกันว่าจะไม่ถามปัญหาการเมือง สถานที่ที่เราคุยกันคือ คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ ซึ่งเปรียบเสมือนอยู่บ้านของเรา อีกทั้งผู้ที่มาสัมภาษณ์ก็เป็นรุ่นน้องในคณะด้วย เรานั่งคุยกันในโรงอาหาร จนกระทั่งคุยไป 2 ชั่วโมงครึ่งกลับกลายเป็นเรื่องการเมืองทั้งหมด ยังไม่ได้คุยเรื่องวงการบันเทิงเลย ส่วนตัวประทับใจการสัมภาษณ์ครั้งนั้นมากเพราะผู้สัมภาษณ์ทำให้เชื่อหมดใจเลยว่าเป็นการคุยกันเล่นๆ แต่คำตอบที่ได้รับไปเป็นคำตอบจากใจจริง


เพราะฉะนั้น การสร้างบรรยากาศในลักษณะนี้ทำให้อีกฝ่ายตอบคำถามแบบเป็นธรรมชาติ อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ รายการ ป๋าเต็ดทอล์ก ซึ่งคำถามในรายการเข้มข้นมากและคำตอบลึกซึ้งมาก วิธีการที่พี่เต็ดใช้คือ ทุกเทปคุยกัน 4 ชั่วโมงและใช้วิธีการแอบ Run กล้องไม่ให้แขกรับเชิญรู้ตัว ไม่มีการรบกวน ไม่มีการตัด บ่อยครั้งที่แขกรับเชิญเข้าถึงบรรยากาศการพูดคุยและชวนดื่มเบียร์ต่อ ซึ่งทำให้บรรยากาศสนุกมาก จะเห็นว่าบรรยากาศในลักษณะนี้ทำให้ได้บทสนทนาที่ดีขึ้นได้ อย่างตอนสัมภาษณ์คนในรายการ พื้นที่ชีวิต ก็เช่นกัน เราพบเสมอว่าคำตอบจากแขกรับเชิญที่คุยก่อนเปิดกล้องและหลังปิดกล้องมักจะได้คำตอบที่ดีเสมอ จริงๆ แล้วคุยกันนานมาก ประมาณชั่วโมงหรือชั่วโมงครึ่ง แต่ที่นำมาใช้จริงๆ ประมาณ 2-3 คำถามเท่านั้นเอง ซึ่งคำตอบที่ดีคือคำตอบที่ได้มาในช่วงพัก ดังนั้น จึงอยากเสริมเรื่องของบรรยากาศ

“คำถามที่ดีมักเกิดจากบรรยากาศที่ดี แต่ถ้าสร้างบรรยากาศที่ดีในห้องประชุมไม่ได้ ก็ต้องสร้างบรรยากาศที่ดีตั้งแต่ข้างนอกห้อง”

อาจจะไม่ได้ตอบคำถามของคุณกลเวชทั้งหมด แต่ถ้าให้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการตั้งคำถาม 2 ประเด็นข้างต้นก็อาจเป็น 2 บท ที่อยู่ในหนังสือเล่มนั้น


คุณนครินทร์


สำหรับคำถามที่ถามว่า เราจะฝึกตั้งคำถามอย่างไร โดยส่วนตัวเริ่มจากการฝึกด้วยตัวเอง ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเป็นสื่อสารมวลชน และเริ่มเข้าใจว่าบทบาทหน้าที่คือการตั้งคำถาม จากการสังเกตและถอดรหัสจากคนอื่นทำให้ค้นพบว่า คนที่ตั้งคำถามดีมักเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพสื่อสารมวลชน จึงพยายามฝึกกับตัวเอง ซึ่งวิธีการที่ใช้ในตอนนั้นคือ

“เรียนรู้จากคนที่เก่ง เรียนรู้จาก Master ทุกวันนี้ยังต้องใช้เทคนิคนี้อยู่ ดูแบบไม่เอาเรื่อง ดูตั้งแต่วิธีการ List คำถาม การไล่เรียงประเด็น เป็นคนที่เข้าใจโครงสร้างการถามคำถามเราจะรู้เลยว่าคนไหนเก่งไม่เก่ง เหมือนการเลี้ยงลูกบอลก่อนถึงหน้าประตูว่ามีกลยุทธ์อย่างไร”

แต่สำหรับอาชีพอื่นๆ อย่างนักธุรกิจหรือกรรมการบริหาร สามารถเรียนรู้จากคนที่ถามคำถามดีๆ ในห้องประชุม หลายครั้งที่ได้มีโอกาสไปทานข้าวกับผู้บริหารบริษัท Top ลำดับต้นๆ ของไทย ผู้บริหารแต่ละท่านถามคำถามเฉียบคมมาก ทำให้คนทั้งโต๊ะต้องช่วยกันตอบเลย อย่างประเด็นเกี่ยวกับ Digital Transformation ก็ตั้งคำถามขึ้นมาว่า “คุณคาดหวังอะไรจากการทำ Digital Transformation” คำถามเพียงเท่านี้ก็คิดคำตอบได้ยากแล้ว ตัวอย่างคำตอบ เช่น ต้องการเพิ่ม Productivity ต้องการชนะคู่แข่ง ต้องการให้องค์กร Lean ขึ้น ซึ่งคำตอบนั้นขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้บริหาร หรือ CEO แต่ละท่าน ดังนั้น เรียนรู้จากคนที่เก่ง หรือ Master มองว่าเป็นเรื่องที่สนุก เพราะมีอะไรใหม่ๆ ให้เรียนรู้ทุกวัน


ล่าสุดมีโอกาสดู Oprah Winfrey ให้สัมภาษณ์กับ Meghan Markle และ Prince Harry พบว่าคุณ Oprah มีวิธีการในการถามที่ Professional มาก และ Oprah ได้เปรียบกว่าคนอื่นตรงที่มีบุคลิกที่ดี ซึ่งบุคลิกของแต่ละคนมีไม่เหมือนกันและทำให้เราสนุกกับการเรียนรู้คนนั้นๆ


อย่างที่สอง คือ ฝึกการตั้งคำถามกับตัวเอง โดยให้ลองตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว ซึ่งเปรียบเสมือนการปรับจูนเข็มทิศในตัวเอง อย่างการตั้งคำถามกับการทำงานของตัวเองก็ช่วยพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น หรือกระทั่งการตั้งคำถามกับเพื่อนหรือคนรอบข้าง ก็ทำให้การพูดคุยสนุกมากขึ้น


อย่างที่สาม คือ การลงสนามจริง ทุกครั้งที่มีการตั้งคำถาม สิ่งที่เราคาดหวังไว้เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า หลายครั้งก็มีข้อผิดพลาด ส่วนตัวเคยถูกคนให้สัมภาษณ์ด่าทอด้วยคำพูดที่ทำให้เจ็บปวดมาก อาจเพราะเราเด็กเกินไปหรือลอกเลียนแบบคนอื่นมากเกินไป หรือบางครั้งทำให้เราได้คำตอบที่ไม่มีสาระกลับมา ซึ่งทั้งหมดจะเป็นบทเรียนที่สอนเรา ในมุมมองการบริหารงาน มีหลายครั้งที่เราได้รับบทเรียนจากความล้มเหลว เช่น เราอาจจะทำให้ลูกน้องรู้สึกไม่ดีกับเรา

“สิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือ ทุกครั้งที่ผิดพลาด กลับมาทบทวนตัวเองอยู่เสมอ”

นฐานะ Board คุณไขศรีได้เรียนรู้อะไรจากศาสตร์และศิลป์ในการตั้งคำถามของทั้งสองท่าน


คุณไขศรี


สิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้เป็นเหมือนการนั่งทบทวนความรู้ อย่างในตอนต้นพูดถึงเรื่องคำถามเป็นอย่างไร ฉุกคิด ช่างสงสัย ช่างสังเกต เมื่ออยู่ในห้องบอร์ดแล้วเราต้องเรียนรู้มากขึ้น พยายามปรับเปลี่ยนเทคนิคของตัวเอง เพราะแต่ละคนมีสไตล์ที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องเข้าใจคนที่ถามว่ามีลักษณะแบบไหน บางคนชอบคำถามที่ท้าทายและน่าสนใจ จนเป็นเทคนิคนำไปสู่ความเข้าใจกัน การมี Empathy และการมีทัศนคติที่ดี เมื่อเรามีทัศนคติที่ดีเราก็จะตั้งคำถามที่เคารพผู้อื่น แต่บางครั้งเราอาจจะต้องถามแบบกวนๆ ถ้าอยากได้คำตอบในอีกรูปแบบหนึ่ง จากนั้นชอบเรื่องบรรยากาศระหว่างการพูดคุย ถ้าได้อยู่ในบรรยากาศที่ชวนคุย ให้คนถูกถามรู้สึกว่าเรากำลังตั้งใจถาม ก็อาจจะทำได้คำตอบที่เราต้องการ


สุดท้าย คือ เรื่องการฝึกฝนการตั้งคำถาม ส่วนตัวชอบหัวข้อนี้และได้ใช้มาทั้งชีวิต สมัยก่อนต้องซื้อหนังสือเกี่ยวกับการตั้งคำถามมาอ่าน ซึ่งมีตัวอย่างให้เราทบทวนว่าเราได้ทำผิดข้อไหนบ้าง นอกจากนี้เห็นด้วยกับคุณนครินทร์ ที่ว่า เราไม่ได้ลอกเลียนแบบคนเก่ง แต่เราเห็นเทคนิคต่างๆ ของคนอื่นว่าเป็นอย่างไร แล้วนำมาฝึกฝนและประเมินตัวเองตลอดเวลาเช่น ถ้าถามคำถามไปแล้ว อีกฝ่ายทำหน้าสงสัย หรือมี question mark กลับมาทุกครั้ง เราต้องตั้งสติและถามใหม่อีกครั้ง หรือบางครั้งถามคำถามไปแล้ว อีกฝ่ายไม่ยอมตอบ ไม่ควรมีทัศนคติที่มองว่าอีกฝ่ายไม่อยากตอบคำถาม แต่ควรไตร่ตรองดูก่อนว่าเราอาจจะถามไม่รู้เรื่องก็ได้ ด้วยเหตุนี้เราอาจต้องมีผู้ช่วยในการฝึกฝน อย่างตอนออกจากห้องกรรมการ ก็ถามเพื่อนไปตรงๆ ว่า “คำถามที่ถามไปไม่รู้เรื่องหรือเปล่า จึงไม่มีคนตอบ” บางครั้งก็ได้คำตอบกลับมาว่าเขาอาจไม่ทราบเนื้อหาที่ถาม เราก็ต้องปรับตัวและหาทางออกร่วมกัน ดังนั้น จึงชอบในประเด็นที่ว่า เราต้องฝึกอย่างไร ซึ่งคิดว่าเป็นประโยชน์อย่างมา


ฝากข้อคิดเพื่อทิ้งท้าย


คุณสราวุธ


วันนี้สนุกมากและได้ความรู้จากทุกท่าน อยากฝากทิ้งท้าย 2 ประเด็น คือ ผู้ถามควรมีความรู้ และมีความไม่รู้


1. ผู้ถามควรมีความรู้ระดับหนึ่งในประเด็นที่ถาม เรามักจะชอบคุยกับคนที่มีความรู้ ฉะนั้นผู้ถามที่ดีควรมีความรู้พื้นฐานประมาณหนึ่งในเรื่องที่ตัวเองถาม ยิ่งรู้เยอะยิ่งคุยสนุก หลายครั้งที่เราคุยกับคนที่ถามเราแต่อีกฝ่ายกลับรู้เรื่องมากกว่าเราเสียอีก ถึงแม้จะมีความเกร็งอยู่บ้าง แต่รู้สึกว่าคุยด้วยแล้วสนุก และยังสามารถต่อยอดประเด็นไปได้อีกมาก ฉะนั้น ก่อนจะตั้งคำถามกับใครสักคน ควรมีความรู้ในหัวข้อนั้น นอกจากนี้การรู้กว้างก็เป็นสิ่งที่สำคัญผู้ถามที่ดีจะมีความรู้เชื่อมโยงไปกับศาสตร์ต่างๆ ได้ แม้เราสัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์เราก็จะสามารถสัมภาษณ์ในมุมมองด้านศิลปะ หรือมุมมองด้านสังคมไปด้วยได้ ซึ่งทำให้คำถามมี