เพราะบอร์ด คือ สติ ตอนที่ 2 - ตั้งคำถามที่ 'ใช่' ตั้งอย่างไร

อัปเดตเมื่อ เม.ย. 21




ตั้งคำถามที่ 'ใช่' ตั้งอย่างไร

"เพราะบอร์ด คือ สติ ตอนที่ 2"


ผู้ดำเนินรายการ

คุณกุลเวช เจนวัฒนวิทย์


แขกรับเชิญ

คุณไขศรี เนื่องสิกขาเพียร

คุณนครินทร์ วนกิจไพบูลย์

คุณสราวุธ เฮ้งสวัสดิ์


คำถามที่ดีควรเป็นอย่างไร


คุณนครินทร์


โจทย์ใหม่ๆ วิธีคิดใหม่ๆ จะสร้าง Creativity และการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะทำให้เราอยากพัฒนาตนเอง ทำให้เราเรียนรู้ หรือกระทั่งทำให้เราได้คิดในมุมที่ชีวิตเราไม่เคยคิดมาก่อน เช่น สมมติเราถามว่า “เราเกิดมาทำไม” คำถามแบบนี้ฟังแล้วรู้สึกว่าคงตอบได้ยาก แต่ถือเป็นคำถามที่ดีอย่างหนึ่ง

“คำถามที่ดีควรนำไปซึ่งกระบวนการหาคำตอบ โดยไม่สนใจว่าคำตอบที่แท้จริงนั้นคืออะไร”

คำถามที่ดีนั้นควรทำให้อีกฝ่ายฉุกคิด จนถึงขั้นต้องบอกว่า “ขอกลับไปทำการบ้านก่อน” แสดงว่าคำถามนั้นนำไปสู่สิ่งใหม่ๆ หรือทำให้เขาได้คิดถึงความเสี่ยงและความรอบคอบ เขาอาจจะไปเร็วก็อาจจะต้องช้าลง หรือถ้าเขาช้าเกินไปก็อาจต้องเร่ง speed มากขึ้น บางครั้งเขาอาจจะลืมมองหาคู่แข่ง ลืมมองหาทีมงาน ลืมมองเรื่องต้นทุน คำถามที่ดีจะเป็นตัวตกประเด็นเหล่านี้ให้เกิด Dialogue หรือการฉุกคิดเพิ่มขึ้นมาได้


คุณกุลเวช


ประเด็นที่คุณนครินทร์พูดถึงสำหรับการตั้งคำถาม คือ

1. ต้องดูบทบาท ถามคำถามจากใจของประชาชน หรือใจของคนที่เขาอยากจะรู้

2. ต้องฟังจากใจ ฟังแบบอยากจะรู้ว่าคนตอบคิดอะไร

3. ถามง่ายๆ แต่คำถามง่ายๆ ก็อาจเป็นการเปิดโลกใหม่ เปิดกระบวนการในการหาคำตอบได้


คุณสราวุธ


คำถามมีหลาย Function มากในชีวิตเราบางคำถามถามขึ้นมาเพียงแค่ต้องการอะไรบางอย่าง ย้อนกลับไปคิดว่าตั้งแต่เกิดมา เราเริ่มตั้งคำถามตั้งแต่เมื่อไหร่ แท้จริงเราอาจจะตั้งคำถามตั้งแต่ตอนพูดไม่ได้เสียด้วยซ้ำ อาจจะเป็นการถามในใจว่า “อันนี้กินได้หรือเปล่า” พอเริ่มพูดได้ก็ถามว่า “ทำไมท้องฟ้าจึงเป็นสีฟ้า” หรือตอนนั่งรถไปต่างจังหวัดกับพ่อก็ถามว่า “เมื่อไหร่จะถึงสักที” จะเห็นว่าคำถามเป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์ตั้งแต่กำเนิด ซึ่งเริ่มต้นจากการที่เราไม่รู้ เราไม่ได้รู้อะไรทุกอย่าง เราจึงต้องเรียนรู้ไปตลอดชีวิต เพราะฉะนั้น Function อย่างแรกของคำถาม คือ การตั้งคำถามเพื่อให้เรารู้ เมื่อโตเป็นวัยรุ่นพบว่า เราถามไปด้วยความไม่เชื่อ สิ่งที่คนอื่นบอกว่ามาเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า อย่างเช่น โรงเรียนบังคับให้ไว้ผมข้างหน้า 3 เซนติเมตร เราก็ถามตัวเองในใจว่าทำไมถึงต้องเป็นแบบนั้น ผมงอกมาจากสมองหรือเปล่าจึงต้องเก็บผมไว้เพื่อบำรุงสมอง และจะเกิดคำถามต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ว่าทำไมกางเกงนักเรียนถึงต้องยาวคลุมเข่า คำถามเหล่านี้นำมาซึ่งคำตอบ สมมติเราถามว่าทำไมถึงไว้ผมยาวไม่ได้แล้วลองไว้ผมยาว เราก็อาจจะถูกลงโทษ นี้เป็น Function ที่ 2 นั่นคือ การถามเพื่อหาขอบเขตความเป็นไปได้ที่ไกลกว่าชีวิตที่เรามีอยู่

“คำถามในลักษณะนี้พาเราไปได้ไกลมาก อาจจะพาเราไปสู่จินตนาการว่า จริงๆ แล้วมนุษย์สามารถบินได้ไหม โลกเป็นเพียงดาวดวงเดียวที่มนุษย์สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้จริงหรือ”

นอกจากนี้ยังมีคำถามในลักษณะของการทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว คำถามในลักษณะแบบนี้เกิดจากความสงสัยด้วยเช่นกัน ทั้งความสงสัยในเรื่องนอกตัวและสงสัยในเรื่องในตัว เช่น อาจมีนักปราชญ์หลายคนเคยถามว่า “เราเกิดมาทำไม” ก็เป็นความสงสัยทั้งเรื่องในตัวและนอกตัว ว่าเมื่อเราเกิดมา แล้วเราต้องทำอะไรบ้างกับตัวเอง และเรามี Function อะไรต่อโลกใบนี้

มีตัวอย่างของบุคคลที่น่าสนใจ เช่น Charles Darwin เขาตั้งคำถามอะไรถึงสามารถค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการ หรือ Christopher Columbus ตั้งคำถามอะไรจึงตัดสินใจออกเดินทางไปค้นพบแผ่นดินอินเดียแม้ว่าสุดท้ายเขากลับค้นพบทวีปอเมริกา รวมทั้งศาสดาหลายๆ ท่านก็มีการตั้งคำถามเช่นกัน จะเห็นว่าคำถามมี Function และประโยชน์กับชีวิตอย่างมาก

“การที่เรามีคำถามอยู่ในตัวเองด้วยหลากหลายมุมมองและประโยชน์ใช้สอย จะพาเราไปสู่จุดที่เราไม่ได้เป็นอยู่อีกมาก พาไปสู่สิ่งที่ไม่รู้ พาไปสู่ขอบเขตที่ยังไม่ได้เป็น พาไปสู่คนที่ไม่เคยคุย พาไปสู่ดินแดนที่ไม่เคยรู้จัก ซึ่งนั่นคือประโยชน์ของคำถาม”

คำถามที่ดีควรอยู่บนพื้นฐาน 2 ประเด็น


ประเด็นที่ 1 ตระหนักรู้เสมอว่าตัวเองโง่ เพราะคนฉลาดมักถามคำถามเพื่อให้ตัวเองดูฉลาดเท่านั้น หรือถามเพื่อหยั่งใจผู้อื่น หรือเพื่อแสดงออกอะไรบางอย่าง ส่วนคนโง่จะคิดว่าตัวเองยังอยากรู้มากกว่านี้ จึงมักถามคำถามที่เปิดพื้นที่ให้ความรู้ใหม่ๆ ได้แสดงออกมา


ประเด็นที่ 2 ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ บุคลิกที่ไม่เชื่ออะไรง่ายมักจะนำพาไปสู่คำตอบใหม่เสมอ จะไม่พอใจแค่คำตอบนั้น สมมติว่าถามคำถามนักธุรกิจในประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เขาอาจจะตอบว่าองค์กรเรากำลังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์สิ่งแวดล้อม เราก็รับฟังเขาแต่เราไม่เชื่อ เราก็จะไปถามต่อกับนักสิ่งแวดล้อมรวมทั้งไปถามคนที่วิพากษ์นักสิ่งแวดล้อมด้วย แล้วเราจะเจอคำตอบมากมายจากเพียงแค่ในประเด็นเดียว จะเห็นว่าเมื่อเราไม่เชื่อ จะทำให้เห็นความจริงจากหลายๆแง่มุม และเห็นความไม่จริงของคนที่พยายามสร้างความจริงขึ้นมา


คุณนครินทร์


ขอเสริมต่อจากคุณสราวุธ เป็นประเด็นที่ 3 คือ

ประเด็นที่ 3 คำถามที่ดีมาพร้อมกับทัศนคติที่ดี คือ การที่เราจะรู้ว่าคนๆ นั้นมี Growth Mindset หรือมีทัศนคติที่ดีต่อโลกหรือสิ่งต่างๆ หรือไม่ ดูได้จากคำถามทีเขาตั้ง การตั้งคำถามกับสิ่งรอบข้างและการตั้งคำถามกับสังคม เป็นการบอกทัศนคติของคนๆ นั้น เพราะการตั้งคำถามเป็นการคิดสิ่งใหม่ เช่น เราถามว่าทำไมเราไม่รวยสักที จะได้คำตอบแบบหนึ่ง แต่ถ้าถามว่า ทำไมคนที่รวยโดยเป็น Self-made ซึ่งเคยติดลบหรือเริ่มจากศูนย์มาก่อนถึงรวยได้ ก็จะได้คำตอบอีกแบบหนึ่ง หรือถามว่า ทำไมบางประเทศจึงไม่จำเป็นต้องยกย่องหรือส่งเสริมคนร่ำรวยอย่างเดียว แต่ก็มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดี มองว่าคำถามที่ดีจะเป็นการบอกทัศนคติที่ดีของคน อย่างนักข่าวก็จะมีข้อบังคับ คือ ถ้ามีแหล่งข่าวพบว่าบ้านไฟไหม้หรือดาราเลิกกัน คำถามที่นักข่าวไม่ควรถามมากที่สุดคือ “เสียใจหรือเปล่า” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทัศนคติของคนที่ถาม และคนที่มีทัศนคติที่ดีต่อโลก มี Growth Mindset ก็จะเป็นคนเปิดกว้างและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เขาจะคิดอยู่เสมอว่าตัวเองโง่ หรือถ้าเป็นองค์กรต่างๆ คำถามที่ว่า “เราจะทำอย่างไรเพื่อ Maximize Profit ให้กับองค์กร” ก็เป็นคำถามที่ดีในรูปแบบหนึ่ง แต่บริบทอาจไม่ถูกต้องกับทัศนคติของโลก ณ ปัจจุบันนี้ อาจจะต้องเปลี่ยนคำถามเป็นว่า ทำอย่างไรองค์กรจะได้ผลกำไรและสร้าง Impact หรือผลกระทบต่อสังคมที่ดีด้วย จะเห็นว่าคำถามที่ถามออกไปเป็นการสะท้อนถึงทัศนคติของคนตั้งคำถามมากๆ


คุณกุลเวช


ชอบที่คุณสราวุธ พูดว่า “คำถามเหมือนเป็นการยอมรับว่าเราไม่รู้” เหมือนเป็นการถ่อมตน แต่ก็ยังเป็น Stretch Boundaries เพื่อที่จะเข้าใจว่าขอบเขตของเราอยู่ตรงไหน อย่างวันก่อนพาลูกสาวอายุ 21 ปี ไปเปิดบัญชีธนาคาร ลูกสาวถามขึ้นมาว่า “เรามีธนาคารไปทำไมค่ะ” เป็นคำถามที่ทำให้ฉุกคิดว่าเราจะมีธนาคารไปทำไม เพราะคนต้องการบริการทางการเงินแต่ไม่ได้ต้องการธนาคาร กลับมาที่คุณไขศรี อยากถามว่า คำถามที่เปิดประเด็นจนทำให้กรรมการบริษัทต้องหันมาถามว่า เราทำไปเพื่ออะไรหรือเพื่อใคร กรรมการบริษัทถามกันเพียงพอแล้วหรือไม่


คุณไขศรี


คนทุกคนมีเวลาจำกัด ฉะนั้น เราควรจะเป็นคนช่างสงสัย แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทัศนคติของผู้ถามและผู้ตอบด้วย อย่างคำถามว่า “เรามีธนาคารไปทำไม” บางคนก็คิดว่าทำไมถึงถามอะไรแบบนี้ขึ้นมา แต่บางคนก็มองว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจ การเป็นคนช่างสงสัยนั้นมักเกิดจาการเป็นคนช่างสังเกต พอเราเริ่มสังเกตเราก็สงสัย พอเราสงสัยเราก็ถาม สิ่งที่ถามบวกกับทัศนคติที่มีก็จะพาเราไปได้ไกล


ย้อนกลับไปตอนต้นที่คุณนครินทร์ พูดว่า เราต้องรู้บทบาทของตัวเอง คณะกรรมการมีหลายท่าน เรารู้ว่าแต่ละคนเก่งเรื่องอะไร เช่น ด้านอุตสาหกรรม ด้านการเงิน คนเราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง แต่ในบางครั้งเราต้องกลับมาคิดกับตัวเองว่า หลังจากฟังจากทุกคนแล้วมีอะไรบ้างที่เรายังต้องรู้อีก ในการจัดสรรเวลาการประชุม Board ก็ควรประเมินว่าคำถามนี้จำเป็นต้องถามหรือไม่ เพราะเวลาอาจมีไม่เพียงพอหรือมีหลาย Agenda จึงเป็นหน้าที่ของ Board ที่จะต้องจัดสรรเวลาอย่างเหมาะสม เพื่อให้ครอบคลุมคำถามต่างๆ ได้ครบถ้วนให้มากที่สุด อย่างไรก็ดีบริษัทมักไม่กำหนดเวลาในการถามคำถามในเรื่องที่สำคัญ นอกจากนี้เราไม่ต้องคิดไปก่อนว่าคำถามคืออะไร เพราะเมื่อเราฟังกรรมการท่านอื่นพูด ชวนคิดต่อ สงสัยต่อ และถ้าตระหนักว่าเราไม่รู้เรื่องนี้ก็ตั้งคำถามต่อ และพบว่าคำถามที่เกิดจากการต่อยอดคำถามจากในห้องประชุมมักเป็นคำถามที่ชวนคิดและสามารถแตกประเด็นออกไปได้ดี


การมี Empathy มีผลต่อการตั้งคำถามอย่างไร


คุณนครินทร์


Empathy กับการตั้งคำถาม มองได้เป็น 2 มุมมอง คือ


1. เข้าใจก่อนว่าเราตั้งคำถามกับมนุษย์ด้วยกัน ไม่ได้ตั้งคำถามกับหุ่นยนต์ ซึ่งมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน การถามไปตรงๆ อาจไม่ได้คำตอบที่ต้องการ เช่น ถามคำถามว่าทำไมคุณถึงลาออกจากบริษัท มั่นใจว่าแทบทุกคนจะตอบไม่ตรงกับสิ่งที่เป็นจริงเพื่อให้ตัวเองดูดี ซึ่งเป็นกระบวนการ Defense Mechanism ของมนุษย์อยู่แล้ว คำตอบที่เราอยากได้จึงอาจไม่ได้มาด้วยคำถามเดียว


2. ก่อนที่อีกฝ่ายตอบคำถามเรา หลายๆ ครั้งต้องเกิดสิ่งที่เรียกว่า Trust ก่อน บรรยากาศหรือวิธีการเพื่อทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก อย่างผู้สัมภาษณ์ก็ไม่ใช่คนที่นั่งถามแล้วจบไป แต่จะต้องเป็นคนที่เข้าใจบริบทของอีกฝ่าย ดังนั้น การได้มาซึ่งคำตอบจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี Relationship Skill หรือ Communication Skill อย่างการมี Empathy ที่สูงก็เป็นหนึ่งในนั้น หลายครั้งที่จะเก็บคำถามที่อยากถามที่สุดไว้ถามหลังสุด หลายครั้งเป็นคำถามที่ตรงแต่เราก็ต้องถนอมน้ำใจอีกฝ่าย อาจจะอ้อมไปถามคำถามอื่นมาก่อน ซึ่งเป็นกลยุทธ์หรือกุศโลบายที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น


ในประเด็นของคำถามที่ดีเป็นอย่างไร ต้องขยายความว่าเป็นคำถามที่ดีสำหรับใครด้วย สำหรับมุมมองแรกหลายคนพอจะมีอยู่แล้วในเรื่องความเกรงใจ แต่มองว่ามุมมองที่สองในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจทำได้ค่อนข้างยาก

“วิธีการที่ง่ายที่สุด คือ การรับฟังคู่สนทนาจากใจจริง พอเวลาเราพูดหรือตอบคำถามไปแล้วรับรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ฟังอยู่ จะเกิดกำแพงกั้นระหว่างสองฝ่าย”

เช่น ตอนสัมภาษณ์งาน หากเล่นโทรศัพท์มือถือ แม้คุณจะฟังอยู่ แต่ Body Language เป็นตัวบอกว่าคุณไม่มี Empathy ฉะนั้น การมี Empathy เกี่ยวข้องกับการที่เราต้องมี Eye Contact เป็นระยะๆ การพยักหน้าตอบรับ รวมทั้งการตบไหล่ทีมงาน ซึ่งเป็น Skill ที่สำคัญมากที่ต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ

“สำคัญที่สุดคือต้องทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าเรากำลังฟังอย่างจริงใจ ฟังอย่างเคารพ ฟังโดยไม่ตัดสิน ฟังเพื่อเข้าใจผู้พูดและตั้งคำถามที่ดีเพื่อเข้าใจมากกว่านี้ ไม่ได้ฟังเพื่อเถียงหรือเพื่อตอบกลับคำถามจากอีกฝ่าย วิธีการเหล่านี้จะช่วยให้บรรยากาศในการพูดคุยดียิ่งขึ้น”

บางคนอาจไม่ถนัดวิธีการต่างๆ ข้างต้น แต่โดยพื้นฐานแล้วเราจะต้องเคารพคู่สนทนา แม้ว่าอีกฝ่ายจะอายุน้อยกว่าเรามาก การศึกษาไม่ดีเท่าเรา หรือเป็นคนที่ทำงานเฉพาะหน้างาน แต่ถ้าตั้งอยู่บนพื้นฐานการเคารพซึ่งกันและกัน เราจะเริ่มฟังผู้อื่นมากขึ้น ซึ่งผู้บริหารอาจได้รับเคล็ดลับมากมายหรือปัญหาหน้างานที่ไม่เคยรู้มาก่อน


คุณสราวุธ


บุคลิกของคนตั้งคำถามที่ดี คือ เป็นคำถามเชิงท้าทายหน่อย ส่วนตัวคิดว่าการตั้งคำถามที่ดีควรมีคุณสมบัติข้อนี้ รวมถึงการมี Empathy ด้วย ซึ่งกลับไปที่ Function ของคำถามที่ว่า “คำถามนี้ถูกถามออกมาเพื่ออะไร” ถ้าเราถามเพื่ออยากเรียนรู้จากผู้ตอบ ควรจะต้องมี Empathy แต่ในทางตรงกันข้ามหากคำถามนี้ถูกตะโกนออกมาโดยที่ไม่ต้องคำตอบจากผู้ตอบ เพียงแต่ต้องการแนวร่วม สมมติว่าเราเป็นนักเรียน แล้วเราเกิดมีความรู้สึกว่า “นักเรียนไม่จำเป็นต้องไว้ผมข้างหน้า 3 เซนติเมตรหรือเปล่า” วิธีการถามสามารถถามได้หลายแบบ วิธีหนึ่งคือการเขียนป้าย เพื่อให้รุ่นน้องหรือรุ่นพี่ที่มีคำถามแบบเดียวกันรู้สึกว่าจริงๆ เราก็สามารถถามคำถามแบบนี้ได้ เพราะฉะนั้นคำถามที่นักเรียนถามฝ่ายปกครองนั้นอาจไม่มี Empathy ก็ได้ แต่มันถูกถามเพื่ออีก Function หนึ่ง

“หลายครั้งคำถามไม่ได้คำนึงถึงผู้ที่ถูกถาม แต่อาจคำนึงถึงผู้ที่มีคำถามในแบบเดียวกัน ก็เลยเกิดคำถามและเกิดขอบเขตใหม่เพิ่มเติม”

การสร้าง Trust ช่วยในการถามคำถามอย่างไร


คุณสราวุธ