เทคนิคการรอดชีวิตบนยุคเปลี่ยนแรง แขกรับเชิญ - คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์

อัปเดตเมื่อ 11 พ.ค. 2564



รายการสนทนาธรรม หัวข้อ “เทคนิคการรอดชีวิตบนยุคเปลี่ยนแรง”

วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม 2564 เวลา 18.00 น. ทาง Club House

แขกรับเชิญ – แม่ชีศันสนีย์ และคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์

ดำเนินรายการโดย - แม่ชีปรารถนา มงคลกุล และ ดร. ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


แม่ชีศันสนีย์


ธรรมะสวัสดีทุกท่านค่ะ ดีใจที่วันนี้คุณศุภจีได้เข้ามาเป็นแขกรับเชิญ ต้องบอกด้วยว่าเพราะมีความพอใจ มีความรักความเกื้อกูล ความกรุณาที่เราจะทำงานในโลกยุคที่เปลี่ยนแปลงรุนแรง ไม่ใช่เปลี่ยนอย่างที่เคยเป็น ในครั้งหนึ่งของชีวิต อาจจะเป็นครั้งแรกของคนบางคน อาจจะเป็นครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ของอีกหลายคน เราจะมีประสบการณ์ของการเรียนรู้กับการเปลี่ยนแปลงนี้ไปด้วยกัน และความไม่ประมาทที่จะเผชิญอยู่กับการเริ่มต้น และต้องเจอสิ่งที่มันมีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จากความไม่ประมาทในการลงทุน จะทำให้เรามีทางรอดด้วยกัน


ดร. ณัฐวุฒิ


เราอยู่กับโควิดมาปีกว่า จากวันนั้นถึงวันนี้หนึ่งปีที่ผ่านมา สถานการณ์ของธุรกิจโรงแรมเป็นอย่างไรบ้าง หรือ ได้เรียนรู้อะไรกับการอยู่กับโควิดมา 1 ปี


คุณศุภจี


ผ่านมาแล้ว 1 ปี กับสถานการณ์ที่เรารู้มากยิ่งขึ้น เพราะตอนแรกที่เกิดวิกฤตโควิด ไม่ทราบจริงๆว่าคืออะไร แล้วประเมินสถานการณ์ไม่ได้จริงๆว่า จะหยุดเมื่อไหร่ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตอนแรกไม่เคยมีความคิดว่าโรคนี้จะอยู่กับเรา วันนี้ครบ 1 ปีแล้ว ยังอยู่กับเราต่อไป ดังนั้นช่วงที่ผ่านมา 1 ปี ถ้าพูดถึงความยากลำบากและความท้าทายของคนที่ทำธุรกิจโรงแรม ถือว่าเป็นความยากลำบาก และความท้าทายที่สูงตั้งแต่ธุรกิจโรงแรมนี้ได้เกิดขึ้นมา เพราะการเดินทางการท่องเที่ยวหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง เขาได้ดึงเรากลับไปถึง 30 ปีที่แล้ว ไปถึงปี 1970 นั่นหมายถึงจำนวนคนเดินทางได้ลดลงขนาดนั้นเลยทีเดียว ดังนั้น ผู้ประกอบการทุกคน อยู่เฉยไม่ได้ ต้องปรับตัว เราเห็นผู้ประกอบการหลายคนออกตัวและสู้ต่อไป อยู่ได้ ยังมีบ้าง แต่ก็มีหลายคนที่ทนไม่ได้และล้มหายไปจากไปก็มี

“เราได้เห็นวัฏจักรของคนมากมาย วัฏจักรของธุรกิจมากมาย แล้วเราต้องเรียนรู้จะต้องปรับตัวไปเรื่อยๆ ถึงแม้วันนี้ครบ 1 ปี แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน ยังไม่นิ่ง เราเห็นว่าตอนนี้เริ่มมีวัคซีน เริ่มมีการฉีดวัคซีน และคนเริ่มมีการเดินทางได้มากขึ้น แต่ยังมีอีกปัจจัยหมากมายที่ต้องดูแลจัดการ ถือว่าเป็นปีที่มีความท้าทาย ทั้งในแง่ของสติปัญญา ความวิริยะ อุตสาหะ และความอดทนมากเลยทีเดียว”

ดร. ณัฐวุฒิ


มุมมอง Executive Summary จากแม่ชีปรารถนา ใน Sector ของ Tourism สถานการณ์อัพเดทเป็นอย่างไรบ้าง


แม่ชีปรารถนา


สถานการณ์ทักษะใหม่ ที่ต้องมีในคนทุกวันนี้ เราอยู่ในขั้นของ New Normal หรือ Now Normal แต่บางคนบอกว่า You Never Have Normal ตั้งแต่นี้ต่อไปไม่มี Normal แล้ว ตั้งแต่ปี 2019 มีเรื่องของ Disruptive ต้องมี AI แต่ปี 2020 Covid นั้น Disrupt ยิ่งกว่า AI อีก เพราะเป็นตัวกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทุกคนและทั้งโลก ก่อนโควิด เขาบอกว่า 42 % ของอาชีพ ในปี 2020 จะเปลี่ยนไปถาวร โควิดที่เข้ามา ตัวเลขจาก 42 % จะขึ้นไปแน่นอน


เพราะฉะนั้นมีคำที่เขาขึ้นมาว่า “Meta Skill” เป็น Skill ที่เราต้องเรียนรู้ มากกว่า Hard Skill หรือ Soft Skill ที่เราเคยมี แต่ Meta Skill เป็น Skill ที่ทำให้เราใฝ่เรียนรู้ตลอดชีวิต คำว่า Meta รากศัพท์มาจากกรีก แปลว่า Beyond ฉะนั้น Meta Skill คือ Beyond Skill คือ Skill ที่เหนือกว่า Skill ทั่วไปทั้งปวง Meta skill ประกอบด้วยส่วนใหญ่ 3 ส่วน


ส่วนที่ 1 เรื่อง Self-Awareness คือการรู้ตัว ทั่วพร้อม เรารู้ตัวตน รู้จุดอ่อน และยอมรับความจริง เพื่อที่จะแก้ไข หรือเพื่อที่จะปรับปรุง และมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ซึ่งถ้าเปรียบทางธรรม คุณแม่ศันศนีย์สามารถเปรียบเทียบได้หมดเลยว่า รากของพระพุทธศาสนา ใช้ได้กับไม่ว่าจะทฤษฎีอะไร

“ซึ่ง Self Awareness พอเรารู้ตัวแล้ว รู้ทั่วพร้อมของตัวเราแล้ว และมี Empathy ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ยอมรับหรือมองในมุมของคนอื่นได้ และสามารถจะรู้ความต้องการคนอื่น”

แปลว่า ถ้าเปรียบเทียบทางโลก สามารถมองความต้องการของผู้บริโภคได้ว่าต้องการอะไร แต่ถ้าเปรียบเทียบทางธรรมคือ สามารถมองมุมคนอื่น มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่น เพราะฉะนั้นเรื่องของ Self awareness เป็นเรื่องสำคัญ


ส่วนที่ 2 เรื่องของ Creative ความคิดสร้างสรรค์ แต่ไม่ใช่แค่ความคิดสร้างสรรค์เท่านั้น จะมี 3 ส่วนด้วยกันคือ เรื่องของไหวพริบ อย่างที่พิธีกรกรมะตูม เขาจะเป็นคนที่มีไหวพริบมาก ซึ่งพอมีสมาธิจะทำให้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ วันนี้เราต้องการคนอย่างนั้น ไม่ใช่มานั่ง Plan กันยาวนาน วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนเร็ว อย่างละเรื่องเรือติดคลองสุเอซ คิดกันไปกันมาวันนี้น้ำขึ้นช่วยเรือหลุดมาแล้ว เป็นโชคช่วยไป

“พวกนี้ไหวพริบ Creative จะต้องมี หลังจากนั้นจะต้องมีเรื่องของ Problem solving การแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน เพราะฉะนั้นคนที่เป็น Leader จะต้องปราดเปรื่อง และมีความสามารถในการประสานงาน และหลังจากนั้น ต้องเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นได้ด้วย เชื่อมภาพใหญ่ได้ด้วย และสุดท้ายสามารถทำ ให้ดีขึ้นได้ด้วย เขาเรียกว่า Innovation”

ส่วนที่ 3 คือ Resilience ความยืดหยุ่น Resilience เป็นตัวสำคัญที่สุดในเรื่องของ Meta Skill ว่าทักษะนี้เป็นตัวสำคัญ“

“ทักษะนี้เป็นพื้นฐานของทัศนคติ ของคนที่อยากจะเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ คือเราต้องมีความยืดหยุ่น ความฮึดสู้ ลองผิดลองถูก และเรียนรู้ และไม่ยึดติดกับความล้มเหลว หรือความสำเร็จ ถึงเวลารู้ดูบ่อย มีความสุข ก็อย่าเผลอเพลิน ถ้าเทียบกับวาทะธรรมที่คุณแม่ศันสนีย์เคยพูดว่า “คนล้มได้ทุกคน อยู่ที่ใครจะลุกได้เร็วกว่ากัน”

ซึ่ง 3 ส่วนนี้ประกอบอยู่ใน Meta skill ซึ่งวันนี้ผู้นำหรือคนที่สามารถปรับตัวให้ได้กับสิ่งที่โลกที่เปลี่ยนแล้วอย่างน้อยต้องมี 3 Skill นี้ เพื่อที่จะทำให้เรามีทักษะของการใฝ่รู้ไปตลอดชีวิต หรือมี Skill ที่ Beyond Skill ทั้งหมด


ดร. ณัฐวุฒิ


ขอเรียนถามคุณแม่ศันสนีย์ว่า Self Awareness มีความจำเป็นอย่างไร และจะสร้างอย่างไร


แม่ชีศันสนีย์


คุณศุภจีได้พูดถึงเรื่องความอดทน ต้องขอบใจมากที่ฮึดสู้อย่างดีมาก อยากจะบอกเลยว่าเป็นสิ่งที่ยาก ถ้าทุกอย่างกลับไปเหมือน 30 ปี อาจจะกลับไปอีก 50 ปี หรืออาจจะเป็น 100 ปี ฉะนั้น คุณแม่ว่าเรื่องอื่นๆ เราหาได้จากโดยทั่วไป แต่เรื่องการปฏิบัติเป็นเรื่องเป็นเรื่องที่สำคัญ

“คำว่า ขันติ คือ ความอดทน ตรงกับพระพุทธเจ้าเลย ทั้งหมดทั้งมวลที่จะทำให้เราสามารถรักษาชีวิตของเราได้ ต้องมีความขันติ หรือความอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลส อึดอย่างเดียว ฮึดอย่างเดียว แต่สู้ไม่เป็น ก็ไปไม่รอด เพราะมนุษย์ต้องปรับในวิธีการที่จะอยู่รอด เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายก็ทำอย่างนั้น แต่เราเป็นมนุษย์ซึ่งประเสริฐกว่า ตรงที่เราใช้ปัญญา ในการจัดการชีวิตของเรา”

โดยหลักการจริงๆ ถ้าเรารู้ หลักสัปปุริสธรรม คือ การรู้เหตุรู้ผลในสิ่งที่เราทำอยู่ รู้ว่าเหตุของเราที่จะทำ เป้าหมายของเราคือการพ้นทุกข์ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแรง เปลี่ยนอีกกี่รอบก็ตาม แต่เราต้องมีเป้าหมายของเราชัดเจน ถึงการที่จะดำรงอยู่ อย่างคนที่สู้เป็นเพื่อการพ้นทุกข์ เราอาจจะต้องปรับเปลี่ยนบางอย่าง ในมาตรฐานของเรา ซึ่งเราอาจจะนึกถึง รายได้เป็นเป้าหมายของชีวิต แต่ตอนนี้เราคงต้องกลับมาดูว่า พ้นทุกข์เป็นอีกหนึ่ง เป้าหมายที่จะผสมเข้ามาบ้าง


บางทีคนมีเงินก็ทุกข์นะ คนทำธุรกิจ Success ก็ทุกข์นะ คนจนก็ทุกข์ คนรวยก็ทุกข์ คนมีชื่อเสียงก็ทุกข์ คนไม่มีชื่อเสียงก็ทุกข์ คนมีความรัก คนอกหัก ทุกข์ทั้งนั้น

“สิ่งที่ทุกคนจะผ่านไปได้ ถ้ามีปัญญา มอง รู้ เห็น เป็น อย่างมีการรู้ตัว ทั่วพร้อมจริงๆว่า เราจะต้องปรับเปลี่ยนการเป็นนักลงทุนอีกครั้ง ที่เหตุด้วยความไม่ประมาท ผลคือพ้นทุกข์”

การลงทุนกับชีวิตของเรา เพื่อที่จะทำให้เราสามารถดำรงอยู่อย่างคนที่พ้นทุกข์ได้ ต้องไม่ประมาท ต้องถอนอวิชชาได้ ต้องลืมตาในการต่อสู้เป็น ไม่หลับตาไม่หนี ไม่ทิ้ง และไม่ประชดประชัน ไม่ตีอกร่ำไห้ ลักษณะแบบนี้จะบอกว่า เราสู้อย่างคนที่มีเป้าหลุดพ้นทุกข์ คือเ ป้าเราต้องไม่พลาดก่อน ถ้าเป้าของเรา ไม่พ้นทุกข์ เหตุต้องไม่ประมาท ในทุกรายละเอียดเลย ทั้งชีวิตโดยส่วนตัวและส่วนรวม โดยเฉพาะเรื่องเวลาของการฝึกปฏิบัติโดยส่วนตัว

“การมี 24 ชั่วโมงอันใหม่เอี่ยมนี้ ที่เราจะรู้ตัวทั่วพร้อม ฝึกปฏิบัติทั้งภายใน ทั้งเรื่องของการเตรียมตัวที่จะวางแผนภายนอก ต้องมาจากหลักการในสิ่งที่พระพุทธเจ้าใช้มาทุกยุคทุกสมัย คือ การต้องรู้เรื่องราวตัวเอง รอบตัวเอง รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้จักตัวเอง ว่าเรามีจุดอ่อนอะไร โดยเฉพาะจุดอ่อน ถ้าจะพ้นทุกข์จริงๆ เราต้องจัดการกับจุดอ่อน ต้องละตัวเองเป็น ต้องละจากจุดอ่อนของตัวเองให้ได้ และต้องเพียรในจุดแข็งของเรา”

เรามีวาทะที่จะสื่อสารเปลี่ยนจากร้ายกลายเป็นดี สร้างความสามัคคี หรือทำให้คนที่เข้าใจเรื่องยากๆ จะทำให้เกิดความสุขภายใน และการสื่อสารกับโลกภายนอก แต่ในเรื่องของการที่เราจะรู้ตน รู้ประมาณ ประมาณกาลเวลาที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องในเวลานั้น สมมุติถ้าเราบอกว่าเรามี 3 กรรม กรรมที่ 1 คือมโนกรรม ถ้าเราทำมโนกรรมของเรา ให้สุจริต ปากของเราจะเปลี่ยนจากร้ายกลายเป็นดีได้ แต่ถ้าใจของเราทุจริต เราจะพูดไปเพื่อหว่านล้อมให้ผู้คนเข้ามาในหนทางของเรา ซึ่งจริงๆ ถ้าธุรกิจของกลุ่มคนที่จะเป็นเศรษฐี คือ มีจิตที่จะให้ ถ้าเป็นมโนกรรมอย่างรู้ตัวทั่วพร้อม อย่างสุจริต ก็จะมีผล คือไม่ขาดทุน อย่างน้อยในระดับปัจเจกของเราไม่ขาดทุน พอเรารู้ตัวเรา ถึงขั้นที่เรียกว่าเรามองอะไรสักอย่างหนึ่ง ที่เรามองเห็น สิ่งนั้นอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์ มโนกรรมของเราจะขับเคลื่อน แล้วพูดอะไรที่มันจะเป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นวจีกรรมหรือกายกรรมของเรา จะถ่อมตัวอ่อนน้อม รู้จักสังคม ที่เราต้องอยู่ในขณะนั้น คุณแม่ไม่ใช้คำว่าก้าวร้าวนะ แต่เราต้องเฉียบขาด เราต้องคมพอ ที่จะทำให้เราอยู่ในสังคมนั้น ชุมชนนั้น บุคคลตนนั้นที่เกี่ยวข้อง เข้าใจในสิ่งที่เข้าใจได้ยาก แล้วเชิญชวนให้คนที่มีศรัทธาและความเข้าใจอยู่แล้วลุกขึ้นมาแล้วทำอะไรร่วมกัน สิ่งนี้คือ สัปปุริสธรรม เป็นธรรมของสัตบุรุษ คือ รู้เหตุ รู้ผล รู้ตนรู้ประมาณกาลเวลา ที่เราต้องทำ

“ตอนนี้ยุคโควิด เราขี้เกียจไม่ได้ เราไม่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และเราต้องคมมากขึ้น เราต้องรู้เร็ว รู้รอบ รู้กว้าง สอดส่องในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ รู้บุคคลที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง เปลี่ยนวิธีการที่จะทำให้เกิดการถึงกัน โดยที่อาจจะไม่ได้ใช้ช่วงของการที่เดินทางได้น้อย แล้วโลกจะหยุด ยิ่งเราเดินทางได้น้อย โลกกลับเร็วขึ้น ”

สิ่งเหล่านี้คือภาพรวม ที่เราจะต้องใช้เพื่อความสำเร็จ ทั้งของตัวเรา และโลกใบนี้ ที่เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ต้องเป็นเรื่องเดียวกัน ตอนนี้อาจจะมีเวลาสำหรับการกลับมา แบบเหมือน Restart กันใหม่ เรื่องสติ เรื่องปัญญา เรื่องสัมปชัญญะ ความรู้เร็ว รู้รอบ รู้กว้าง รู้อย่างรวมเลยและขาดไม่ได้จริงๆ ก็คือการจัดการ และต้องเป็นการจัดการที่คมที่กล้าตัดสินใจ กล้าเป็นนักลงทุน กล้าที่จะทำให้มันเกิดระเบิดจากภายในออกไปและทำให้มีความยั่งยืนภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม ธุรกิจ การเมือง หรือแม้แต่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งตอนนี้ก็รุมเร้า

"โควิดไม่ใช่เรื่องที่จะไม่เกิด และจะไม่มีอะไรเกิดอีก แต่มันอาจจะกลายเป็นเรื่องที่จะทำให้เราสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกที่รุนแรง ยังมีไหวพริบปฏิภาณ และมองปัญหา อย่างคนที่มีความว่องไวพร้อมที่จะแก้ปัญหา นั่นแสดงว่า เรามีความมั่นคงแล้ว เรามีความเสถียรแล้ว เราพร้อมที่จะแก้ปัญหาได้อย่างว่องไว และเร็ว แต่ไม่หล่น ไม่รุ่งริ่ง"

ดร. ณัฐวุฒิ


การที่คุณศุภจีเป็นผู้หญิงไทยคนหนึ่งที่เป็นคนแนวหน้า ตั้งแต่เริ่มการทำงานจนถึงระดับสูงสุดในหลายองค์กร อยากได้รับแรงบันดาลใจและถอดบทเรียนว่าอะไรที่เป็นตัวตนของคุณศุภจี รวมทั้งสิ่งที่เชื่อ มีทักษะ และ เทคนิคการเอาตัวรอดอย่างไรบ้างในการทำงานร่วมกับผู้อื่น


คุณศุภจี


ในด้านของ Commercial การทำธุรกิจนั้น คำว่า รู้ตัว ทั่วพร้อม เวลาที่เราบอกว่ารู้ตัวทั่วพร้อม สำหรับในฐานะของการทำธุรกิจ ไม่ได้มองว่าเรารู้เฉพาะแค่ตัวเราเองก็พอ

“เพราะว่า Self Awareness มันจำเป็นและสำคัญแน่นอน เราต้องรู้หลักว่าเรามีข้อดี ข้อด้อยอะไร แล้วเรามีอะไรสามารถที่จะทำต่อได้ มีอะไรที่ควรปรับปรุง และควรจะพัฒนา และข้อเสียที่เราควรจะหลีกเลี่ยง เป็นอย่างไร ในเวลาที่ท่านใช้คำว่า “รู้ตัว ทั่วพร้อม หมายความว่า เราต้องมอง 360 องศาด้วย คงไม่ใช่เฉพาะรู้แต่ตัวกิจการเท่านั้น ควรจะต้องรู้ด้วยว่าจริงๆ แล้วในอุตสาหกรรมเดียวกันกับเรา เขาทำอะไรอย่างไร สภาพเป็นอย่างไร และ ณ ปัจจุบันนี้ ลูกค้าของเราเป็นใคร”

วันนี้เนื่องจากว่าท่องเที่ยวเรายังไม่เปิด นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศยังเข้ามาไม่ได้ ดังนั้น ลูกค้าของเราคือคนที่อยู่ในประเทศเรานี่เอง ดังนั้นเราก็ต้องรู้จักเขาด้วย เราต้องรู้ให้มีปัญญาต่อเนื่องว่า ลูกค้าในประเทศเขาชอบอะไร ทำอะไรเขาถึงจะมารับบริการจากเรา ฉะนั้น เราต้องรู้จักตัวลูกค้าเรา รู้จัก Industry รู้จักบริบทอื่นๆ ด้วย เพราะปัจจุบันนี้ เราอยู่ในธุรกิจใดก็ตาม เรารู้เฉพาะขอบของธุรกิจเราเท่านั้นยังไม่พอเพราะว่าปัจจุบันนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลง และมีการ Integrate ผสมผสานกันอย่างมาก

“ถ้าเรารู้ธุรกิจของเราเท่านั้นคงไม่สามารถจะตอบโจทย์ลูกค้าของเรา คนที่มาใช้บริการ หรือ คนที่มาพบหาเราได้ ดังนั้น เราต้องสามารถจะรู้ในธุรกิจด้านอื่นๆ ด้วย”

เพราะในที่สุดการทำให้สามารถรู้ตัวทั่วพร้อมจะเกิดเรื่องของผลลัพธ์ ที่เราต้องการจะเห็น คือเราต้องมี Creativity คือเราสามารถจะหา โมเดลทางธุรกิจ ที่สามารถจะตอบโจทย์ได้ โดยสร้างพันธมิตร

“การที่จะเดินในโลกอนาคต ณ ปัจจุบันนี้ก็ตาม เดินไปคนเดียวก็ไม่พอ ต้องมีคนที่ร่วมทาง มีพันธมิตรในหลายๆ ด้าน ที่ทำให้สิ่งที่เราจะส่งมอบ ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น เพราะไม่มีใคร สามารถจะ Perfect สมบูรณ์แบบได้”

ดังนั้น ถ้าเรามีพันธมิตรแล้ว เรารู้ตัวตนของเราแล้ว เราสามารถจะเดินไปข้างหน้าได้ เชื่อว่าเราสามารถจะดำเนินเรื่องต่อเนื่องไปข้างหน้าได้

“เทคนิคการเอาตัวรอด คือเราต้องรู้จริง ในสิ่งที่เราทำ แล้วเราต้องมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ต้องเป็นการผสมผสานกัน”

โมเดลที่เป็นตัวตนของตัวเอง ผสม 3 ส่วน เข้ามาในร่างกาย คือ Head, Heart และ Hand

“Head คือ ต้องรู้จริง ต้องมีปัญญา ต้องทราบว่าจริงๆ แล้ว ทักษะที่จะสามารถดำเนินไปข้างหน้ามีอะไรบ้าง”

ทักษะไม่ใช่มีเฉพาะ Meta skill เท่านั้น ยังมีในเรื่องของ Hard Skill และ Soft Skill ในด้าน Hard skill นั้น คือ เทคนิคที่ต้องรู้ว่า ธุรกิจของเราต้องการอะไรบ้าง อาชีพของเราต้องการอะไรบ้าง ส่วนด้าน Soft Skill คือ Skill ทางสังคม skill ทางด้านอารมณ์ skill ในการตระหนักรู้ ในการที่จะดำเนินการและทำธุรกิจกับคนอื่นเข้าไปได้ โดยที่ไม่ไปเบียดเบียนใคร


เพราะฉะนั้น พอมีทักษะตรงนั้น ก็เหมือนกับอยู่ในหัวเรา เป็นปัญญาของเรา ทำให้เดินหน้าไปได้

“แต่มีปัญญาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีหัวใจที่ต้องการจะมอบสิ่งดีๆ และทำทุกอย่างมุ่งมั่นเต็มที่ และพิจารณาอย่างรอบคอบประมาณระวัง ให้สิ่งที่เราทำไม่กระทบคนอื่น มีความยากลำบาก คือรอดคนเดียวแล้วทำให้คนอื่นตายไป ก็ไม่ใช่วิธีที่ควรจะเป็น”

ฉะนั้น ต้องมีหัวใจที่ทำให้หัวของเรา สามารถจะไปถึงฝั่งได้ และคงไม่สามารถขาดการลงมือทำ เพราะแค่คิดอย่างเดียว และมีใจอย่างเดียวที่จะทำ และมีสติปัญญาอย่างเดียวไม่พอ ต้องลงมือทำอย่างตั้งใจ ถึงทำให้เราเดินไปข้างหน้าได้ สำหรับ 2 คำ ที่สำคัญมาก คำว่า “สติ กับ ปัญญา” ถ้าจะอุปมาอุปไมย มองว่าปัญญา มีทักษะมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Hard Skill, Soft Skill, Meta Skill

“ปัญญา อนุมานเหมือนเป็นรถสปอร์ต คือเป็นรถที่มีความสามารถ สวยงามแล้ววิ่งไปข้างหน้าได้ แต่ต้องมีสติมาควบคุมมัน ไม่เช่นนั้น จะทำให้เกิดความเสี่ยง เกิดอุบัติเหตุ เกิดอันตรายได้ ดังนั้น สติต้องมาควบคู่กับปัญญาเสมอ ในการทำธุรกิจ เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยง ในการเดินไปข้างหน้า”

แม่ชีศันสนีย์


การที่เรารอดกันอยู่ทุกวันในฐานะที่เราเป็นนักสู้ เราขาดสติสัมปชัญญะไม่ได้เลย ต้องมีเป็นชุดเลย คือการเจริญสติในทุกวันจะเป็นเรื่องของการที่จะทำให้พวกเราเข้มแข็ง

“สติเป็นความรู้ตัวทั่วพร้อม สัมปชัญญะ คือ ความรู้เร็วรู้รอบ รู้กว้าง รู้อย่างแตกฉาน ไม่ใช่รู้เฉพาะตัวเอง แต่รู้ทั่วเลย ในกรณีที่ มีจิตที่บริสุทธิ์ตั้งมั่น จิตควรแก่การงาน ก็จะทำให้เราเหมือนหินลับมีดที่คมแล้ว ก็จะมีปัญญาฟังหรือตัดสินใจ ซึ่งการตัดสินใจในยุคเรา ต้องเป็นคนที่ไม่ใช่กล้า บ้าบิ่น หรือเป็นกลุ่มเสี่ยงโชค แต่จะต้องเป็นกลุ่มที่เราต้องรู้บุคคลที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง เราต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร ในภาคธุรกิจ เราต้องรู้ว่าเรากำลังอยู่กับใคร เรารู้ตัวเรา และรู้ชุมชนที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง รู้วิธีการคิดของเขา รู้วิธีการคิดของเรา”

ถ้าเรามองกันในภาพของการทำงานจริงๆ การรู้จักเขา รู้จักเรา รู้จักการแบ่งปัน นึกถึงความรอดไปด้วยกัน มีมิตรภาพไปด้วยกัน

“เรื่องสติสัมปชัญญะ สมาธิและปัญญา เป็นธรรมะที่ไปเจอกัน ตัวหนึ่งตัวใดไม่ได้ เป็นเรื่องที่ต้องไปด้วยกัน เหมือนอวัยวะในร่างกาย มันมหัศจรรย์มาก ทำงานโดยระบบของการไปด้วยกัน ถ้าเรื่องหนึ่งป่วย อีกเรื่องหนึ่งจะรวนไปด้วยเหมือนกัน”

ฉันนั้น มีหลายคน ที่อาจจะปากร้ายแล้วบอกว่าตัวเองใจดี แต่คุณแม่จะบอกว่าไม่หรอก ถ้าจะพูดตรงๆ คือ เพราะใจร้ายต่างหาก ปากถึงได้ร้าย ในภาคธุรกิจอาจจะมีเป้าหมาย ไปที่ความรอดขององค์กร และธุรกิจก็ดูแลสงเคราะห์โลกตามที่ตัวเองได้กำไรมา ไม่ใช่คนเดียวนะ มีกำไรแล้วไปถึงคนอื่นด้วย แต่ในภาพพุทธกิจที่คุณแม่ทำ ต้องสงบเย็นและเป็นประโยชน์ เพราะการเป็นประโยชน์จะได้ไม่เสแสร้ง ต้องสงบเย็น ดังนั้น การเป็นประโยชน์ของเรา ก็จะเป็นประโยชน์ชนิดแบบที่ไปเอาประโยชน์ สังเกตไหม ถ้าคนที่จิตใจไม่ดี จะเป็นประโยชน์เพื่อไปเอาประโยชน์ อันนี้ภาคธุรกิจต้องระวัง

“ความยั่งยืนและมิตรภาพ ต้องเป็นประโยชน์แบบให้ประโยชน์ และแม้แต่การให้ประโยชน์ของเรา เขาอาจจะไม่ได้เป็นดั่งใจเรา เราต้องเข้าใจว่าคนเราไม่เท่ากัน แต่ถ้าเรามีทิฐิเสมอกัน ใน Partner ของเรา บุคคลที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง อย่างหลักการคือเรารู้จัก ข้อดี ข้อด้อยของเรา รู้จักบุคคลที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง รู้จักข้อด้อยของเขา เช่น เขาไม่เป็นได้ดั่งใจ เราจะทุกข์ใจไหม คำตอบคือ ไม่ เพราะความรำคาญใจ ความโกรธ ในสิ่งที่คนนั้นไม่เป็นดั่งใจเรา มันคือความทุกข์ของเรา เพราะฉะนั้น เวลาที่เรามองว่าทุกข์ไม่ได้เกิดเพราะคนอื่น แต่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะการไม่ฝึกปฏิบัติของเราต่างหาก”

เรื่องเหล่านี้คุณแม่ยังอยากช่วยภาคธุรกิจทำงาน คุณแม่คิดว่าธุรกิจกับพุทธกิจไปด้วยกันได้ ถ้าเรามีเป้าหมายที่จะสงบเย็นและเป็นประโยชน์ แล้วคืนกำไร ให้กับโลกใบนี้ แล้วจะยั่งยืน โควิดมาทำให้เรากลับมาอยู่ในแนวระนาบอีกครั้ง ไม่ใช่แนวตั้ง ก็จะเห็นอกเห็นใจ ทำความเข้าใจ และจับมือกัน ไปด้วยกัน และการท่องเที่ยวทางสติปัญญา จะเป็นเสน่ห์อย่างมาก จะเป็น Spiritual Journey เป็นการท่องเที่ยวทางสติปัญญา จะ Create การตั้งรับ การท่องเที่ยวใหม่ ที่มันเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ เป็นเรื่องของสุขภาพ เป็นเรื่องของการมีชีวิต ที่มันนับถือ เราเคารพชีวิต เราก็นับถือชีวิตอื่น

ฉะนั้น เรื่องการเปลี่ยนแรง มีทั้งยุทธศาสตร์และพุทธศาสตร์ในการที่จะอยู่กับมันแล้วรอดอย่างยั่งยืน ถ้าต้อง Beyond คือการกลับไปเพื่อความยั่งยืน คุณแม่อยากให้พวกเราลองช่วยกัน เหมือนกลับไปถามใจตัวเราเองว่าไม่ว่าจะศาสนาไหน ลัทธิไหน ความเชื่อไหน เรื่องการมีปัญญา เป็นสิ่งที่ดูถูกกันไม่ได้ ปัญญาของชนเผ่า เราก็ดูถูกเขาไม่ได้ ปัญญาของนักธุรกิจ เราก็ต้องเข้าใจเขา ปัญญาของเรา ในฐานะที่เราเป็นธิดาของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราต้องจาริกไปเพื่อประโยชน์และความสุข

“อยากให้พวกเราเคารพในการเปลี่ยนที่แรงคราวนี้ อย่างคนที่เปลี่ยนชีวิตของเรา ไม่ใช่ New Normal แล้วค่ะ ต้องเป็นปัจจุบัน ขณะที่ประเสริฐที่สุดจริงๆ ทุกขณะจิต ที่ประเสริฐได้ เช่นนี้ สังคมโลกจะมีความผาสุก สงบเย็น และกำไรเป็นของโลก”

ดร. ณัฐวุฒิ


แม่ชีปรารถนาเชื่อมทั้งสองภาค ทั้งภาคธุรกิจกับภาคพุทธกิจ ในประเด็นสงบเย็นและเป็นประโยชน์ได้อย่างไร มองเห็นอะไร หรือจะเชื่อม 2 ภาพนี้ให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร


แม่ชีปรารถนา


เห็นด้วยกับคุณศุภจีในมุมมองว่าถ้าทำอะไรที่ตัวเองได้ประโยชน์คนเดียวแล้วคนอื่นเสียประโยชน์นั้น ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะทำ ประเด็นนี้เป็นเรื่องของหลักธรรมะจริงๆ มีนักธุรกิจอีกคนที่คิดอย่างคุณศุภจี ที่พี่เข้ามา แล้วพยายามเชื่อมจริงๆ และเมื่อทราบว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเป็นสะพานเชื่อมให้คนในตลาดหลักทรัพย์สามารถเข้ามาแตะธรรมะได้บ้าง ก็เรียน ดร. ณัฐวุติว่ามีความยินดี เพราะเราอยากมีคนที่มองเห็นอย่างคุณศุภจีเยอะมากขึ้น พอคนเห็นอย่างที่คุณศุภจีเห็นและทำแล้ว เขาจะรู้เลยว่า ทำไมพุทธบริษัท เป็นบริษัทที่ยืนยาวที่สุดในโลก มากว่า 2564 ปี เพราะเขาทำอย่างใจสุจริต สัมมาอาชีโว อะไรทั้งหลาย ตรงนี้เห็นจริงๆ


ยกตัวอย่างคุณศุภจี เป็นเพื่อนกันมาตลอด คุณศุภจีมีศีล มีธรรม มีหิริโอตัปปะ ถึงได้ประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ มีความกตัญญู หรือ ตัวอย่างอีกหลายธุรกิจ ที่คุณศุภจีทำ ด้วยความไม่เอาเปรียบใคร มีความซื่อสัตย์ ดังนั้น สิ่งที่อยากเชื่อม คือสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ทุกวันนี้ว่า ตอนที่เข้ามาเพื่อนเราเข้ามา ได้แม้แต่ 1-2 คน เราก็ชื่นใจแล้ว เหมือนคุณแม่บอกว่า เมื่อไฟมันไหม้ปลาย มีนกตัวเล็กๆ มีน้ำไปบ้วนคายน้ำออกมาดับไฟ ถ้ามีนกตัวเดียวไฟคงไม่ดับ แต่ถ้ามีนกหลายตัว ช่วยกันบินแล้ว เอาน้ำไปบ้วนลงบนไฟ มันก็อาจจะดับได้ จึงขอเป็นนกตัวเล็กๆ ที่อมน้ำได้แค่นี้ แต่ขยันบินบ่อยๆ สิ่งนี้ที่คิดไว้ว่าจะเชื่อมธรรมกับภาคธุรกิจได้อย่างไร


แม่ชีศันสนีย์


เวลาที่เรามองเห็นพฤติกรรม ของมนุษย์ หรือพฤติกรรมของคนที่เรารัก แล้วนำมาซึ่งความชื่นใจ นำมาซึ่งความไม่ระแวง

“สังคมของเราจะต้องเป็นสังคมที่ไม่เอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ระแวง คนที่จะทำอย่างนี้ได้ ต้องซื่อสัตย์ ความซื่อสัตย์ไม่ใช่ความโง่ ความซื่อสัตย์ไม่ได้หมายความว่า เราช้ากว่าคนอื่น เราเร็วกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ เพราะยั่งยืนกว่า”

ลองดูคนที่ได้เงินมาง่ายๆ เร็วๆ ลวกๆ สุดท้ายตอนจบคืออะไร เพราะมีตัวอย่าง โลกหมุนเร็ว เราก็จะมองความเร็วว่า เรารวยเร็ว ต้องบอกว่านั่นคือความโลภเร็ว แต่ดับเร็วด้วยนะ เร็วมากเลย โควิดมา เปลี่ยนแรง จนกระทั่งเห็นการดับเร็ว แล้วถ้าเกิดการปฏิบัติของเราเห็นการเกิดดับอย่างฉับพลัน

“เหมือนเราเห็นความโกรธ เกิดความดับ เกิดความเบื่อ เกิดความเบื่อดับ ความอยากมา ความอยากดับ เช่นนี้ แต่ทำงานอย่างขยัน ทำงานโดยไม่มีตัณหาเข้าไปเป็นตัวเร่ง แต่มีปัญญา เข้าไปเป็นตัวเคลื่อน มีปัญญาแก้ปัญหาได้ทั้งหมด”

ถ้าเราฉลาดแล้วเราขาดปัญญา เราจะอวิชามัน Double โง่เลยนะ ฉลาดแล้วละโมบ สร้างภาพ แม้แต่ทำบุญก็เอาหน้า นั่นยังเป็นตัณหาอยู่ แต่ถ้าเราทำงาน ทุกชนิด ด้วยจิตที่เป็นกุศล บริหารการกระทำ ทั้งกายกรรมวจีกรรม และประกอบกรรมที่สุจริต หลายคนจะมองเรื่องวัดเป็นเรื่องเชย ธรรมะเป็นเรื่องเชย และเป็นเรื่องที่รู้สึกว่า พวกนี้เขาหนีโลภ แล้วเขาปฏิเสธแล้ว อย่างแม่ชีปรารถนามาบวชก็จะเห็นว่ามีเพื่อนตามมา ทำไมเพื่อนจึงไม่เห็นว่าแม่ชีปรารถนามีโลกเลย อย่างนี้เป็นต้น คุณศุภจี ก็มาที่นี่ตั้ง 2 ครั้งแล้ว แล้วยังมาอีกเรื่อยๆ

“เป็นความกล้าที่จะทำอะไรที่จะไม่ระแวงว่าสังคมจะมองเราอย่างไรเพราะเราสุจริตพอ ที่จะบริหารกายใจ และวจีกรรมของเรา ที่จะทำให้ความสงบร่มเย็น ของเรามันแผ่ไปจากตัวเรา และสิ่งแวดล้อม ครอบครัว สังคม ไปจนถึงผู้บริหาร ผู้บริหารที่มีธรรมะนั้น ยั่งยืน”

คุณแม่ไม่ได้คิดว่าผู้บริหารที่มีธรรมะนั้นจะโง่ ในฐานะที่เป็นคนที่รู้จักลูกศิษย์ในภาคธุรกิจ อย่างผู้บริหารที่มีธรรมะ อย่างเช่นผู้บริหารของ MK ไม่หวั่นไหวเลย และพูดอย่างเดียวว่า “ของจริงก็คือของจริง” คุณศุภจีเองเป็นอีกหนึ่งที่คุณแม่มองเห็น ความกตัญญู ความถ่อมตัว ความงดงาม ความกล้าที่จะตัดสินใจ และกล้าที่จะทำในสิ่งที่ เรากำลังรู้ว่า มันไม่ได้สบาย ไม่ได้ง่าย ต้องเปลี่ยน แต่เป็นการเปลี่ยนโดยที่ไม่ใช่ว่าเราต้องยอมจำนน เราจึงเปลี่ยน แต่เราร่าเริงเราจึงเปลี่ยน มีจังหวะดีของชีวิตของเราหลายเรื่อง อาจมีจังหวะดีของธุรกิจหลายอย่างที่เป็นเรื่องฟลุ๊ค

“สำหรับคุณแม่ ไม่มีเรื่องฟลุ๊ค ทุกอย่างมีเหตุปัจจัย”

เพราะฉะนั้น หากกล่าวโดยสรุป คุณแม่สรุปว่า

“การที่เราจะอยู่กับโลกที่สะท้อนจุดอ่อน จุดแข็ง โลกที่ กำลังเปลี่ยนแปลง มันต้องกลับมาที่ Inner Peace ความสุจริตภายในของเรา เพราะที่เราสามารถจะเผชิญกับความรุนแรงได้ อย่างเคารพตัวเองได้ และเมื่อเราเคารพตัวเองได้ เราจะให้คนอื่นเป็น”

จึงอยากเชิญชวนภาคธุรกิจว่า การให้ที่มาจากการเคารพตัวเราเอง และเคารพในมนุษยชาติ เป็นสิ่งที่โลกกำลังขาดแคลนและต้องการ เราต้องทำในสิ่งนี้ สิ่งที่เราไปก่อนคนอื่น สิ่งที่เราจะพึ่งตนเองได้แล้วให้คนอื่น เราจะช่วยได้ การช่วยของเรา

“กล้าที่จะบอกเลยว่าถ้าไม่หยุดเรื่องนี้ นรกมีอยู่แน่นอน แต่ถ้าปิดประตูนรกได้ คุณจะไม่ได้ไปแค่ขึ้นสวรรค์ คุณไปถึงนิพพานเลย ถ้าคุณปิดประตูนรกได้ แล้วคุณเร่งทำกุศลให้ถึงพร้อม รักษาใจให้ขาวรอบ ใจของคนที่ขาวรอบ คือสละราคะ บรรเทาโทสะ ถอนอวิชา พลังงานอันนี้คือพลังงานที่จะทำให้โลกนี้ไม่ต้องมีใครหวาดระแวงเรา แล้วเราจะไม่หวาดระแวงใคร พยายามเอาภาพธุรกิจกับพุทธกิจมาเห็นเป็นภาพ”

ดร. ณัฐวุฒิ


คุณศุภจีเป็นผู้บริหารที่นำธรรมะมาปรับปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เป็นผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตนมาก บุคคลภายนอกจะสัมผัสพลังงานเย็นของคุณศุภจีได้ อยากให้ ช่วยเล่าให้ฟังว่าจุดเริ่มต้นของการน้อมนำธรรมะมาปรับปฏิบัติ ในชีวิตการเป็นนักบริหารนั้น เป็นมาอย่างไร สร้างอย่างไร และประโยชน์ที่ได้นำความเย็น นำเอาสติ ปัญญาของเรามาใช้ในงานที่เราดูแลอยู่ เกิดขึ้นได้จริงๆ หรือไม่ อย่างไร


คุณศุภจี


สำหรับนักธุรกิจ คิดว่าหลักการหนึ่งที่สำคัญมากๆ คือ "หลักของสมดุล" เวลาที่เราพูดถึงหลักสมดุล ต้องมองในหลายมิติด้วยกัน อย่างหนึ่งที่เอามาเป็นหลักในการปฏิบัติใช้ คือการสมดุล ระหว่าง Purpose-People และ Profit ซึ่งโดยปกติแล้ว ถ้าธุรกิจโดยทั่วไป เขาจะตั้งธงที่ Profit ก่อนเป็นอันดับต้นๆ

“สำหรับตัวเอง ต้องตั้งด้วยธงของ Purpose ก่อน ซึ่งคือคุณค่าตัวเป้าหมายหลักที่เป็นแก่น ทำให้คนทั้งองค์กรมอง ตระหนักรู้ เพื่อที่จะนำมาทำงานด้วยกัน เพราะว่าธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะอยู่ในสายไหน ต้องเดินด้วยคน ซึ่งจะทำให้คนในองค์กรได้เห็นเป้าเดียวกัน แล้วรู้ถึง Purpose ในสิ่งที่เรากำลังจะทำอยู่”

ซึ่ง Purpose ของเราคือ ต้องการส่งมอบบริการที่ประทับใจของคนไทย ให้คนทั้งโลกรู้จัก ดังนั้นเมื่อมี Purpose รวมสิ่งนี้เป็นหนึ่ง แล้วเราเดินด้วย Purpose ก่อน แล้วตามมาด้วยคนคือ People แต่ถ้าเราดูแลคนของเราดี เขาก็จะดูแลลูกค้าของเราดีด้วย และ Profit จะตามมา แต่ถ้าเราเอาตัว Profit มานำเป้าตั้งก่อนว่า เราจะต้องโต Profit กำไรเป็น 3 เท่า ใน 3-5 ปี ข้างหน้า หรือ 10 ปีข้างหน้า บางครั้งมันจะทำให้ Purpose ไม่ได้ถูก Fulfill หรือแม้กระทั่งคนเราอาจจะไม่ได้ดูแลเขาเต็มที่


ตัวอย่าง ตอนที่เราปิดโรงแรมดุสิตธานีกรุงเทพฯ ตอนนั้นคุณแม่ชีปรารถนาได้กรุณามาเป็นที่ปรึกษา และเป็นกรรมการของดุสิตตอนนั้น และช่วยวางโมเดลการทำงานของเราว่า โครงการที่จะติดกับโรงแรมดุสิตธานีกรุงเทพฯ เราจะสร้างเป็นโครงการ Mixed use ขึ้นมาใหม่ จะต้องทำอะไร อย่างไรบ้าง ต้องขอบคุณแม่ชีปรารถนาทุกวันนี้ ถ้าไม่ได้ Foundation ตรงนั้นจากแม่ชีปรารถนา เราคงจะไม่บรรลุเป้าหมายมาถึงทุกวันนี้


และเมื่อแม่ชีปรารถนาได้ตั้ง Foundation เรื่องของ Financial Model ให้แล้ว เรามาเติม People Model และ Purpose Model เข้าไป ตอนที่เราปิดโรงแรมนั้น เรามีพนักงานที่ต้องดูแล 588 คน และ เขามีครอบครัวเขาอีกเท่าไหร่ เราก็คูณกันเข้าไป ดังนั้นโดยปกติ ถ้าเราจะต้องปิดโรงแรม อย่างน้อย 3-4 ปี คนเหล่านี้ก็ไม่มีงานทำ แต่สิ่งที่เราตั้งใจไว้ คือ ทำอย่างไรที่เราปิดโรงแรมก็จริง เรายังต้องการเก็บคนเอาไว้ และต้องมีงานที่ทำให้เขามีความภูมิใจทำด้วย ไม่ใช่เก็บเอาไว้เฉยๆ พอตั้งด้วยธงนี้ หรือ Purpose วางเอาไว้ ธงนี้คือจะเก็บรักษาคน แต่เรื่องของกำไรค่อยว่ากันอีกที เลยทำให้เราสามารถที่จะคิดสูตรทางธุรกิจออกมาได้ ว่าอย่างนั้นเราต้องแต่งธุรกิจเราออกมาอีก 4 แขนงด้วยกัน


แขนงหนึ่งคือคนที่ทำงานด้านอาหาร โดยไปเปิดเป็นร้านอาหาร และไปเช่าบ้านอยู่ที่ซอยศาลาแดง คือ "บ้านดุสิตธานี" ซึ่งเป็นการรักษาพนักงานไว้ตรงนั้น แล้วก็เก็บความเป็นตัวตนของดุสิตเอาไว้ เวลาคนคิดถึงก็ยังไปที่ตรงนั้นได้ พนักงานมีความสุข และสามารถจะทำให้เรา มีส่วนร่วม ในการที่จะส่งมอบประสบการณ์ ที่ประทับใจให้กลุ่มลูกค้าต่อไปได้อีก หรือทีมงานแม่บ้านทีมช่าง เราก็ไปทำดุสิต On Demand ปัจจุบันนี้ทีมแม่บ้าน ทีมช่าง ก็ไปให้บริการ ทำความสะอาด ดูแลในด้านเทคนิคที่โรงแรมอื่นๆ หรือ Property อื่นได้ หรือแม้กระทั่งทีมที่ทำจัดเลี้ยง เราก็ไม่ยึดติดมาก เราต้องจัดในห้องนภาลัย ที่โรงแรมดุสิตธานีกรุงเทพฯ เท่านั้น ตอนนี้โรงแรมยังไม่กลับมา ทีมนี้ก็ไปจัดงานได้ที่อื่น เช่น ช่วงที่มี Asian Summit ที่ผู้นำต่างชาติมา เราเป็นคนทำ Catering ให้ หรือเวลามีงานใหญ่ๆ เราก็เป็นคนไปจัดให้ แล้วพอช่วงโควิด งานเล็กเราก็รับ ไปจัดเป็น Private Dinner ให้ที่บ้าน เราก็ทำ ดังนั้น พอเราตั้งธงด้วยเป้าประสงค์ หรือ Purpose ไว้แล้ว แล้วเราตั้งใจจะดูคนของเราคือ People แล้วกำไรมันก็ตามมา

“แต่ถ้าเราตีลังกาแล้วตั้ง Profit ขึ้นก่อน เราอาจจะเสียคนไป อาจจะทำให้เขาเดือดร้อน แล้วเราอาจจะไม่บรรลุถึงเป้าประสงค์หรือ Purpose ตั้งแต่ต้น ก็เป็นโมเดลประมาณนี้ เน้นในเรื่องความสมดุล 3 ส่วน คิดว่าถ้าทำแบบนี้จะมีความยั่งยืนมากกว่าที่เรามองส่วนใดส่วนหนึ่ง”

เมื่อสมดุลแล้ว ต้องมีเรื่องของการคิดขยายธุรกิจด้วย โดยที่มีสติกำกับไม่ให้มีความเสี่ยงเกินไป และมีการกระจายความเสี่ยงไปทำอย่างอื่นด้วย เพราะฉะนั้นในช่วง 4-5 ปีมานี้ เราก็มีการกระจายธุรกิจของเราไปทำอย่างอื่น เพื่อที่เราจะได้ไม่ใส่ความเสี่ยงอยู่ในก้อนใดก้อนหนึ่งอย่างเดียว พอเกิดเหตุการณ์โควิดธุรกิจโรงแรมเรามีผลกระทบมาก แต่ธุรกิจอื่นที่เราขยายกระจายความเสี่ยงไปแล้ว ก็จะนำพาเดินไปข้างหน้าได้


แม่ชีศันสนีย์


คุณแม่ชื่นใจและคิดว่า นั่นคือปัญญา คือการที่เราตั้งธงไว้ที่คน เราได้ส่งเคราะห์ด้วย 500 คนในครอบครัวอีกเท่าไหร่ แล้วเวลาเรากลับมาสตาร์ทใหม่ เรามีคนของเราที่รักเรา พร้อมจะวิ่งไปกับเราเลย แล้วคนที่เรารู้ว่า เขาไม่ได้หยุดการพัฒนาตัวเขา ยอมลด Scale ตัวเองลงมา แม้กระทั่งไปทำ Catering ตามบ้าน ฟังแล้วยิ้มเลย นึกถึงตอนสมัยสาวๆ คุณแม่ไปใช้ดุสิตธานี แล้วคุณแม่ยังไปเดินนางแบบกิตติมศักดิ์ ในห้องที่ใหญ่หรูหรา รู้เลยว่าดุสิตมีลักษณะของการดูแลลูกค้า หรือการดูแลคน ซึ่งมีความเป็นไทยที่เป็นสากล เพราะฉะนั้นอดคิดไม่ได้แล้วดีใจ แทนลูกหลานของดุสิตที่ยังอยู่ ก็เป็นความคิดที่หลายคน หลายบริษัท พยายามที่จะทำอย่างนี้ แล้วถ้าใครทำได้ คนนั้นก็ยิ่งใหญ่อยู่ในใจขององค์กรของตัวเอง และเป็นตัวอย่างที่ดี


แม่ชีปรารถนา


เมื่อคุณศุภจีบอกว่าเริ่มที่ Purpose ก่อน แล้วเอากำไรไว้ทีหลัง ก็นึกถึงคำที่คุณแม่สอนอยู่ตลอดเวลาว่า ลงทุนในเหตุ ปฏิเสธผลไม่ได้ เพราะถ้าลงทุนในเหตุเต็มที่นั้น ผลมาเอง คุณศุภจีได้เอาหลักธรรมมาไปใช้จริงๆ


แม่ชีศันสนีย์

"ธรรมะอยู่ในทุกยูนิฟอร์ม ดังนั้น ธรรมะไม่ได้อยู่ที่ยูนิฟอร์ม แต่อยู่กับทุกยูนิฟอร์ม"

การบริหารคน คือ การบริหารใจคน เมื่อเราได้ใจคน ของเรางานหุบเขานั้นเป็นงานที่ยาก เราประชุมกันทุกเช้า ดังนั้น เรื่องใจอย่างเดียว พอใจได้ หุบเขาก็ได้ด้วย


ดร. ณัฐวุฒิ


มุมมองและความรู้สึกของคุณศุภจี ต่อแม่ชีปรารถนาในการบวชครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้าง


คุณศุภจี


จริงๆ แล้ว เห็นตั้งแต่ก่อนที่แม่ชีจะปลงผม คงจะตามธรรมเนียม ของคนที่จะไปถือศีลทางด้านนี้ แม่ชีได้มาพบปะพูดคุยกัน และอโหสิกรรมกัน และอนุโมทนาร่วมกัน ได้เห็นตั้งแต่วันที่แม่ชีมายังไม่ได้ปลงผม แม่ชีมีความเยือกเย็น และสงบนิ่งขึ้น และที่ดีใจมากคือ ได้เห็นถึงความสุขในแววตาของแม่ชี อย่างแท้จริง เดิมไม่ใช่แม่ชีเป็นคนไม่มีความสุขนะคะ ท่านก็มีความสุข สนุกสนาน แต่วันนั้นมีความรู้สึกว่า แม่ชีได้ถึงทาง ถึงความสุข ที่แม่ชีได้ค้นพบแล้ว แล้วพอได้ไปพบกันครั้งแรก หลังจากที่แม่ชีปลงผมแล้ว รู้สึกที่คิดไว้ไม่ผิดเลย แม่ชีดูมีความสุขจริง และอิ่มเอิบ มีความตั้งใจในการปฏิบัติธรรม และยังทำตนเป็นประโยชน์ สิ่งที่แม่ชีทำที่เสถียรธรรมสถาน ที่ได้ไปสัมผัส คือ แม่ชีปรารถนาได้ทุ่มเทอย่างมาก เราเป็นคนช่วยประสานหลายอย่างกับทางโลก ให้คนไปช่วย รวมทั้งตัวเอง และหลายคนด้วย ที่แม่ชีได้มีโอกาสได้ชักจูงไป ถือว่าเป็นธรรมะจัดสรรจริงๆ ว่าแม่ชีทำในสิ่งที่เป็นกุศล และเป็นประโยชน์กับคนอีกมากมาย ที่มีโอกาสได้พบได้เจอ รู้สึกดี รู้สึกปลื้มใจ ปิติมาก หลายคนคิดอยากจะไปบวชตาม


แม่ชีศันสนีย์


ความรักของเพื่อน ที่ไปขอขมากันและกลับมาเล่าให้คุณแม่ฟังว่า ดีใจที่สุดเลย พอกลับมา แม่ชีปรารถนามีความสุขมาก ผู้หญิงที่กำลังจะเดินก้าวข้ามอะไรบางอย่าง ซึ่งตัวเองก็รัก รักในผม รักในงาน รักในความเป็นเรา

“แต่มีความรักที่เหนือความรักในระดับปกติ คือความรักที่ไม่มีเงื่อนไขกับตัวเอง เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เป็นความรักที่จะพาตัวเอง ไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ไม่มีใครอยากทุกข์ ทุกคนอยากพ้นทุกข์ แต่เราหาทางออกไม่เป็น เราเก่งอย่างไรเราก็ไม่รู้ว่า เราจะเอาความเก่งของเราว่ายหนีทุกข์ได้ไหม ในเมื่อใจของเรายังอยากจะได้สิ่งที่เราต้องการมาครอบครอง แต่ความเป็นจริงแล้ว เราไม่สามารถจะมองสิ่งเหล่านั้นอย่างที่เราจะครอบครองอะไรได้เลย เพราะทุกอย่างที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นั่นแสดงความเป็นอนิจจังอยู่ตลอดเวลา ความรักชื่อเสียงเงินทอง ความสำเร็จ ก็อยู่ภายใต้กฎอันเดียวกัน คือมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่ตาเราอาจจะยังมืด เราอาจจะยังไม่ได้ลืมตาออกมาจากความมืดนั้น”

เพราะฉะนั้นเวลาที่เราเห็นใครสักคนหนึ่ง ที่กล้าที่จะออกจากความคิดอันคับแคบ ของบ้านเรือน ของสิ่งที่ตัวเองปรารถนา และต้องการจะเข้าไปยึดถือสิ่งนั้นเป็นฉัน เป็นของฉัน แล้ววันหนึ่งเกิดจุดบางอย่าง ที่อยากทำให้เราเห็นมันมากกว่านี้ เราจะรู้แจ้งมากกว่านี้ การบวชเป็นการเดินทางที่สั้นที่สุดแล้ว ที่เราจะใช้เวลา แล้วเห็นมันอย่างรวดเร็ว แล้วมันก็ทำให้เรา ศรัทธาต่อความรักอีกครั้งหนึ่ง ศรัทธาต่อตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ศรัทธาต่อการปฏิบัติของเรา ในกฎของธรรมชาติ ซึ่งเราจะไม่ไปฝืน เราไม่ฝืนธรรมชาติ แต่เราจะเห็นถึงความเป็นจริงของธรรมชาติ ตามความเป็นจริง เห็นโลภอย่างที่โลภเป็น ไม่ได้เห็นโลภอย่างที่เราอยากให้มันเป็น เมื่อเราต้องกลับไปอยู่กับโลภ เราก็จะอยู่อย่างเหนือโลภ เราจะอยู่กับโลภอย่างพ้นโลภ เราอยู่ในโลภ แต่เราพ้นจากความทุกข์ เขาเรียกว่า เราอยู่ในโลภอย่างโลภแตกไม่ได้ ที่จริงจะกลับไปอยู่ในยูนิฟอร์มที่แม่ชีปรารถนาเคยมีมา แต่ในใจของแม่ชี อาจจะมีอิสรภาพมากขึ้น มันเป็นความทรงจำอีกครั้งหนึ่งของชีวิตลูกผู้หญิงที่อยากจะบอกกับตัวเองว่า ผู้หญิงก็บรรลุธรรมได้ ไม่ใช่ สิ่งสุดวิสัย เราสามารถจะไปถึงความสงบร่มเย็นด้านในที่เรียกว่านิพพานได้ ถึงแม้ว่าการมาบวชของเราจะเป็นการฝึกนิพพานชิมลางไปเรื่อยๆ ในทุกๆ วัน แต่นิพพานมีมากกว่าเสน่ห์

"นิพพานอยู่เหนือเสน่ห์ นิพพานเป็นสิ่งที่มองอย่างละตัณหาได้ เมื่อใดที่เราละตัณหา เราจะไม่มีความยึดมั่น ถือมั่น และเมื่อใดที่เราไม่มีความยึดมั่น ถือมั่น ภพชาติแห่งทุกข์จะไม่มี การเกิดแห่งทุกข์จะไม่มี ฉะนั้นก่อนที่เราจะละตัณหาได้ เราต้องรู้ทันความรู้สึกของเราก่อน ความรู้สึกเป็นเรื่องที่มีอยู่ในเราทุกคน ไม่ได้ต่างกันเลย โดยชนชั้นวรรณะ แต่ต่างกันโดยใครจะละสุขเวทนา คือ ราคะ ได้เร็ว ราคะในสุขเวทนา เรายังออกไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่เราละราคะได้เร็ว เราออกไปมีอะไรที่ไม่เป็นดั่งใจ แต่เราบรรเทาปฏิฆะหรือโทสะได้เร็ว เราถอนอวิชชาได้เป็นขณะๆ ก็ยังดี เมื่อเราเห็นเวทนาเป็นปรากฏการณ์ ที่ปรากฏขึ้น สักแต่ว่ามันอาศัยกันและกันจึงเกิดขึ้น เราจึงพบว่า เราจะไม่จมอยู่กับความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นสุขเวทนา หรือทุกข์เวทนา"

ง่ายๆ คือเราไม่ปนเปรอสุขเวทนาจนราคะครอบงำ ไม่ตีอกร่ำไห้ถึงความลืมหลง จนโทสะมันครอบงำ ถ้าเรามีโทสะ ก็จะมีความพยาบาท จะผูกโกรธ จะเอาคืน ซึ่งนั่นคือนรก เราไม่อยากทำ เราอยู่กับโลภอย่างพ้นโลภ ปิดประตูนรกไปเลย แล้วเราถอนอวิชาได้มากขึ้น เรารู้แจ้งได้มากขึ้น คุณแม่ว่ามนุษย์ที่รู้ทันความรู้สึก แล้วละราคะ โทสะ โมหะ ได้เร็ว ก็ยังใช้หูตาจมูก ลิ้นกาย และใจ ที่กระทบกับสิ่งที่มันมีโลภ ก็ยังไปเดินที่ร้าน Coco Chanel แม่ชีปรารถนาก็ยังกลับไปซื้อเป็นลูกค้า Chanel ยังทำอยู่ แต่จะรู้จักประมาณมากขึ้น ด้วยปัญญา สิ่งนี้คือปรากฏการณ์ที่คุณแม่มองแม่ชีปรารถนา


มีลูกศิษย์หลายคนที่บวชเรียน ที่เคยเป็นอดีตพุธสาวิกาเพื่อสึกออกไปใช้ชีวิต แต่ไม่ได้ลาสิกขา

"การสึก คือ การออกจากยูนิฟอร์ม แต่ยังศึกษาในหลักของไตรสิกขา ที่ยังมีปัญญา ศีล และสมาธิ ในการที่จะดำรงชีวิต จะ Success ทั้งการปฏิบัติ ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน เมื่อไหร่ที่เห็นประโยชน์ตน เห็นประโยชน์ท่าน ตัวตนที่เล็กลง จะเกิดความถ่อมตัว เกิดความกตัญญู เกิดการดำรงอยู่ของชีวิตที่พบกับอิสรภาพอย่างแท้จริง"

ฉะนั้น การบวชจึงเป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ไม่ใช่อกหักหลักลอย ไปงานสังขารโทรม ว่างงานแล้วมาบวช ไม่ใช่เลย แต่เป็นเรื่องที่ดีดเราให้สูงขึ้น และเป็นการดีดให้เราได้มีสำนึก ในการจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ ด้วยความไม่ประมาทขาดสติ และนิพพานเป็นเป้าหมาย


อย่างที่คุณศุภจีพูดว่า เรามองเป้าหมาย ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่มองเรื่องความสุขของคน ความสุขของการจัดการ บริหารจัดการ การ Planning ที่จะไปให้ถึงอิสรภาพ คุณแม่ว่าเป็นเหมือนการยกระดับจากปุถุชน เข้าไปสู่โสดาบัน โสดาบันยังมีราคะ โทสะ โมหะ แต่เบาบางมาก มีศีล 5 บริสุทธิ์ ละราคะโทสะโมหะ โลกนี้ไม่มีกายฉัน ไม่มีใจฉัน ไม่มีของฉัน และไม่งมงาย ไม่ไปอยู่ในข้อปฏิบัติที่ตึงหรือหย่อนเกินไป นั่นคือไม่งมงาย คือการอยู่บนมรรคาแห่งการตื่น ถอดถอนศักยะทิฐิ ไม่มีอิจฉา ลังเลสงสัยในกฎแห่งกรรม ลังเลสงสัยในเรื่องของ ปฏิจจสมปบาทเพราะรู้ว่าทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มันมีเหตุ มาใช้สงสัยในพระรัตนตรัยในพระพุทธเจ้าในพระธรรม ในสังขละหรือ สุปฏิปันโน ทั้งฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชาย และ ไม่งมงาย นี่คือโสดาบัน

"การบวช คือการเปลี่ยนจากปุถุชน เข้าสู่ระดับอริยชน หรือโสดาบันที่ง่ายที่สุดแล้ว และเมื่อเข้าถึงโสดาบัน ปิดอบายแล้ว นั่นคือการกระโจนข้ามนรกไปแล้ว ไม่ต่ำลงไปที่นรกอีก"

เมื่อคุณแม่ถามว่าการบวชนั้นประเสริฐหรือเปล่าในระดับโสดาบัน ถ้าเรามองดูแล้ว เราอยากเป็น เราก็เป็นไม่ได้ แต่ถ้าเราสามารถเข้าถึงการปฏิบัติ ที่ละราคะ โทสะ โมหะ ตัวตนเล็กลง ไม่มีกายฉัน ใจฉัน แต่มีการทำหน้าที่ โลกนี้ไม่มีฉัน ก็จะไม่สงสัย ไม่งมงาย และไม่ปฏิบัติตามๆ กันอย่างไม่รู้เรื่อง


เวลาที่เราคุยเรื่องธุรกิจ โสดาบันก็เป็นนักธุรกิจได้ พุทธกิจต้องโสดาบันอยู่แล้ว พุทธกิจ คือ กิจที่จะทำให้เราพ้นทุกข์ บุคคล 4 คู่ 8 จำพวก

"ไม่ว่าคุณจะม้ามืด ไม่ว่าจะเทาๆ ระหว่างทาง หรือคุณจะมาสว่าง คุณไปสว่างได้ อยู่ที่ว่าเมื่อเกิดมาแล้ว จะใช้การเกิดครั้งนี้ไปมืดหรือไปสว่าง ไม่ต้องกลับไปดูแล้วว่าอดีตนั้นเราเกิดมาอย่างไร ไม่ต้องดูแล้วว่าเคยยากจน ไม่ต้องไปดูแล้ว ไม่อาภัพแล้ว เราไม่ใช่บุคคลที่อาภัพ ผู้รู้ทั้งหลายจะบอกว่า ไม่มีการอาภัพ สำหรับคนที่เริ่มเดินทางอยู่บนมรรคาแห่งการตื่น"

สิ่งที่เราพูดวันนี้ กำลังบอกถึงการอยู่กับโลกที่เปลี่ยนแรง ยอมดีดตัวเองขึ้นเป็นอิสระชนเลย ไม่ใช่แค่ตัวเองทางภาคธุรกิจ เราจะต้องอยู่ได้ลดเพดานลงดูแลเท่านั้น แต่หมายถึงว่าโควิดมา มีคนบรรลุธรรมมากขึ้น มีคนที่มีอิสระจากการจะแสวงหาผลประโยชน์เกินความจำเป็น และประคับประคองสังคมและโลกของเรา ให้ยังสว่างไสว บางอย่าง โดยธรรมชาติ บางอย่างลดลง เช่น คนยากจนลง คนทุจริตมากขึ้น คนละโมภมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็จะมีคนที่บรรลุธรรมมากขึ้น เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่เราต้องเข้าใจเรื่องราวนี้


ดร. ณัฐวุฒิ


เรียนถามแม่ชีปรารถนาว่า วันนี้คิดว่าบวชแล้วได้อะไรบ้าง และปัจจุบันนี้คิดอะไรในเรื่องนี้บ้าง


แม่ชีปรารถนา


ต้องบอกว่าได้ก่อนบวชดีกว่า ตั้งแต่เดินเข้ามาหาคุณแม่ มีความสงบเย็น จนอาจจะถึงเวลาที่เราสามารถทำได้ และไม่ได้เป็นภาระใคร มองกลับไปอย่างที่คุณแม่เคยบอกว่า เราต้องกล้ากล้าไปเลยว่า เราบวชทำไม หรือเรามาศึกษาธรรมทำไม เราก็อยากนิพพาน คือหมดทุกข์ พอเราเห็นอย่างนี้แล้วเข้าใจไปทีละนิด เราก็อยากให้คนที่อยู่รอบข้างเรา เข้าใจและมีโอกาสแบบเราด้วย เช่น คุณพ่อพี่ชาย ลูกหรือเพื่อนๆทั้งหลาย เพราะฉะนั้นตอนนี้ พยายามจะเป็นสะพาน ที่จะให้คนอื่นอาจจะพอมองเห็น เพราะถ้าสมมุติว่ามองไว ก็มีทางที่จะสูงขึ้นไปอีก แต่ทางโลกก็คงไม่นานแล้ว เพราะเราก็อายุก็จะมากขึ้น ก็เป็นทางเดินลงอย่างเดียว อย่างที่บอกว่า ถ้าใครไม่มาปฏิบัติ อาจจะไม่ค่อยรู้


เมื่อมีคำถามว่า ทำไมต้องมาปฏิบัติ ก็ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ลมหายใจเราจะต้องคิดดี ทำจิตให้ขาวปลอด ไม่คิดในสิ่งไม่ดี ถ้าคิดไม่ดี อาจจะไปเกิดเป็นสุนัขเลย อย่างนี้ เพราะว่าคิดห่วงทรัพย์ คุณแม่ชีท่านบอกว่าไปเกิดเป็นสุนัขเลยนะ

"ทุกคนก็รู้หมดว่า เวลาที่จะคืนลมหายใจต้องคิดดี แต่ทุกคนที่ไม่รู้ การที่บอกว่าเดี๋ยวฉันจะคิดดี ทำไม่ได้หรอก ถ้าเราไม่ปฏิบัติ มีอะไรหลายๆ อย่าง ที่เราทำไม่ได้ ถ้าไม่ซ้อม ไม่ปฏิบัติ และการกำหนดจิตให้คิดดี ไม่คิดอะไรเลย หรือให้ขาวปลอด เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติ"

เช่น เมื่อพูดถึงเรื่องการตาย คุณจะตายอย่างไร แค่นั้น แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวคิดว่าคงเพียงพอ กับการที่เราจะเข้ามาศึกษาทางด้านนี้ ทีนี้พี่ก็พูดไป ตอนนี้เพื่อนสนิท ก็มาดู Facebook Live ตอนเช้ากันทุกวัน ก็ดีใจ แล้วเชื่อว่าคุณศุภจี จะเข้ามาดูคุณแม่ชีด้วยตอนเช้า ซึ่งก็อยากจะทำต่อ และคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ได้บ้าง


คุณศุภจี


วันนี้ถือเป็นความดีใจที่ได้มีโอกาสได้มาร่วมแบ่งปันในมุมมองเล็กๆ และรู้สึกถึงความตั้งใจที่ดีของผู้จัดรายการทุกคน ที่อยากจะแบ่งปันแนวคิดดีๆ อยากสนับสนุนให้การทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ สิ่งที่อยากจะเติม อยากจะบอกว่าสิ่งที่แม่ชีปรารถนาทำได้สร้างแรงบันดาลใจ และเป็นการจุดประกาย ให้พวกเราตระหนักรู้ว่าจริงๆ แล้วการไปปฏิบัติอย่างจริงจัง นั้น ดีอย่างไร และการได้คนที่เก่งทางโลก พร้อมแม่ชีปรารถนานั้นถือเป็นเบอร์ 1 ยังหาคนเทียบไม่ได้จริงๆ ยกให้เป็น CFO ในดวงใจเลย ฉะนั้น คนที่เป็นคนเก่งทั้งโลก และมุ่งมั่นที่จะมาปฏิบัติธรรม คิดว่าแม่ชีปรารถนาสร้างแรงกระเพื่อมได้ดี เขาจะเป็นเหมือนแม่เหล็กที่จะดึงดูดให้คนที่เก่งทางโลก และอาจจะมีหลายคนที่เก่งทางโลกอย่างเดียว ที่ไม่ได้เห็นด้านหนึ่งของความสวยงาม และความยั่งยืนของการมีหลักธรรมในการดำรงชีวิต และเมื่อแม่ชีปรารถนาได้สร้างแรงกระเพื่อมวันนี้ ก็อยากจะสนับสนุนกิจกรรมเหล่านี้ ให้เราช่วยสร้างแรงกระเพื่อม เราจะเป็นผีเสื้อสวยๆ กระพือกันทีละนิด แล้วทำให้สังคมหันกลับมาดูว่า ถ้าเราจะดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขอย่างยั่งยืน เราสามารถทำได้ และเราสามารถจะแบ่งปันได้ ถ้าเราช่วยกันคนละไม้คนละมือทำแบบนี้ แม่ชีศันสนีย์ของเราจะได้เบาแรง จะได้มีมือสอง มือสามคอยช่วยกันผลักดันให้สิ่งที่กำลังจะไปข้างหน้า มีความงดงาม อยากฝากถึงคุณแม่ 2 คนในที่นี้ว่า ขอกราบเป็นลูกศิษย์ด้วยคน และถ้ามีสิ่งใดที่ช่วยทำได้ ขอให้บอก จะพยายามทำอย่างเต็มความสามารถ


แม่ชีศันสนีย์


คุณแม่ว่าตอนนี้แม่ชีปรารถนาแสดงถึงความปิติ และจะต้องฝึกต่อว่าเมื่อมีความปราโมทย์แห่งจิตแล้ว เพราะการเป็นแรงบันดาลใจ เป็นสิ่งสำคัญมาก ต้นน้ำที่สะอาด เป็นสิ่งที่โลกต้องการ การที่เรามีต้นน้ำที่ดี เป็นแบบอย่างที่ดีนั้น สร้างแรงกระเพื่อม แม่ชีปรารถนาเหมือนมีอีกหนึ่งในสมาชิกในครอบครัว เวลาที่เราทำ Facebook Live ทุกคนก็จะพูดถึงแม่ชีในเรื่องของความงดงาม ที่ไม่ใช่แค่เพียงดูแลคุณแม่ดีเท่านั้น แต่เหมือนกับลูกที่ดูแลโลกใบนี้ คุณแม่ที่ท่านเสียไปแล้วก็จะได้อานิสงค์จากการบวชของแม่ชี จากการที่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง คุณพ่อก็จะยิ้ม และชื่นใจมา เพราะฉะนั้นการที่แม่ชีปรารถนามีปีติ ที่ได้ทำให้คนในครอบครัว ในสังคม ที่แม่ชีรู้จัก ได้เข้าถึงธรรม คุณแม่คิดว่าการบวชของแม่ชีปรารถนาคือการให้ธรรมะ ซึ่งเป็นการชนะทั้งปวง


และอยากขอบคุณคุณศุภจี เนื่องจากเป็นผู้บริการที่มีถารกิจมาก แต่เมื่อไหร่ที่เราเชิญ คุณศุภจีตอบรับทันที ตั้งแต่เราได้พบกับคุณศุภจี และได้เป็นหนึ่งใน International Tara Award นั้น เป็นการให้จากหัวใจของเรา หัวใจของพระโพธิสัตว์ ซึ่งหัวใจของโพธิสัตว์อยู่ในทุกยูนิฟอร์ม อยู่ในภาพของแม่ ภรรยา ผู้บริหาร ลูก เราภาคภูมิใจที่คุณศุภจีเป็นหนึ่งใน International Tara Award และพระอริยตารา เสด็จมาแล้ว 15 ปี วันที่ 15 เราจะจัดงาน International Tara Award เป็นครั้งพิเศษ เนื่องในโอกาสครบ 15 ปี


รายการสนทนาธรรม หัวข้อ “เทคนิคการรอดชีวิตบนยุคเปลี่ยนแรง”

วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม 2564 เวลา 18.00 น. ทาง Club House

แขกรับเชิญ – แม่ชีศันสนีย์ และคุณศุภจี สุธรรม

ดำเนินรายการโดย - แม่ชีปรารถนา มงคลกุล และ ดร. ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ



****************************


ดู 225 ครั้ง0 ความคิดเห็น