ออกจากความกลัว สู่ทางสำเร็จ




สนทนาธรรมกับท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ เชฟเจมส์ หรือคุณพชร เถกิงเกียรติ แห่งร้าน James boulangerie


ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


เชฟเจมส์ หรือคุณพชร เถกิงเกียรติ เป็นหนึ่งตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่สามารถเอาชนะความกลัวได้จากที่ไม่เคยได้รับการชื่นชมเลย และเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จทางด้านการเรียนในระบบ แต่เขาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่ได้หมายความชีวิตนี้จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ จนวันนี้ไม่มีใครไม่

รู้จักครัวซองต์รสชาติอร่อยจากร้าน James boulangerie


รู้จักเชฟเจมส์


เชฟเจมส์


เป็นคนที่ไม่ได้มีความถนัดทางด้านวิชาการมาตั้งแต่เด็ก เรียนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 เกรดเฉลี่ยได้เพียงระดับ 1 และที่จบมาได้เพราะโชคดีที่อยู่ในสังคมดี ตั้งแต่คุณครูและเพื่อนๆ ที่ช่วยเคี่ยวเข็ญให้เราจบมาได้ แต่ส่วนตัวรู้ตัวตั้งแต่ตอนประถมศึกษาปีที่ 1 เลยว่าเราไม่ได้สนุกหรือเข้าใจการศึกษาเลย ไม่ค่อยเข้าใจว่าการเรียนสังคม คณิตศาสตร์หรืออะไรแล้วยิ่งเรียนยิ่งลึกขึ้นเรื่อยๆ แม้ลองตั้งใจเรียนแล้วก็ยังไม่เข้าใจและทำไม่ได้


จุดเริ่มต้นมาทำขนม


เชฟเจมส์


ไม่เคยจับมีดตั้งแต่จบ ม.6 ดูแต่คุณย่าคุณป้าทำอาหารให้ทาน และไม่เคยรู้ว่าตัวเองทำอาหารได้ และเป็นคนติดเพื่อนมาก ตัดสินใจจะไปเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนตามเพื่อน แต่แม่ยื่นคำขาดและบอกว่าไม่ได้ ลองให้เราไปเรียนมหาวิทยาลัยทางวิชาชีพ พอเข้าไปก็ติดโปรตั้งแต่เทอมแรกเลยเพราะมีเรื่องด้านวิชาการเยอะ จนแม่บอกว่าถ้าอย่างนั้นให้ไปเรียนสายอาชีพโดยตรงเลยคือ ซึ่งมีตัวเลือกให้ 2 อย่างคือ "เรียนตัดผม" กับ "เรียนทำอาหาร" เพราะมองว่าเป็น 2 อย่างที่เป็นปัจจัย 4 ถึงอย่างไรคนก็ต้องกินต้องใช้


ถึงวันนี้อยากกลับไปตัดสินใจใหม่?


แม่ชีศันสนีย์


พอมาถึงวันนี้คิดว่าเราตัดสินใจถูกหรือไม่ที่ไม่สนใจในห้องเรียน แต่อยู่ในระดับความกล้าที่ไปตามคนอื่น

ไม่ได้ และวันหนึ่งกลับประสบความสำเร็จ เพราะได้ทำอย่างดีที่สุดไม่ใช่แค่อร่อย ที่สำคัญคือเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่กล้าออกจากความกลัว


เชฟเจมส์


ก็ยังเลือกแบบเดิมหรืออาจจะดื้อกว่าเดิมด้วยซ้ำ เนื่องจากมันคือประสบการณ์ชีวิตที่ซื้อไม่ได้ และยากที่ได้ลิ้มลอง ที่สำคัญตรงนั้นก็สอนหลายอย่างให้กับเรา

"สิ่งที่เราไม่ถนัดไม่ได้หมายว่าเราเป็นคนแย่หรือเป็นคนห่วยในทุกๆ เรื่อง เพียงแค่เราอาจมีบางมุมที่เก่งกว่าหลายคน และก็สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้"

แม่ชีศันสนีย์


ที่เจมส์พูดดีมาก เพราะเราอย่าดูถูกตัวเองว่าเราด้อยค่า กรณีที่เราไม่ได้เด่นในเรื่องที่คนอื่นเด่น แต่เราสามารถพัฒนาบางอย่างที่ช่วยดึงคุณค่าของเราออกมา และคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ก็มักตอบแบบนี้ว่า ถ้าให้ย้อนกลับไปจริง ก็คงไม่แก้อะไรเช่นกัน ดังนั้นเจมส์เป็นตัวอย่างในคนรุ่นเจมส์ที่รู้ว่าบางทีมีอะไรที่ท้าทายเรา ซึ่งดีกว่าที่เราจะเดินไปเป็นหุ่นยนต์ เหมือนอย่างที่คนอื่นกำหนดให้


เด็กรุ่นใหม่ควรดูเจมส์ไว้ที่เป็นคนเลือกตัดสินใจในชีวิตของเขา หรือเขาจะตัดสินใจเดินไปด้วยความเกรงใจอย่างที่พ่อแม่เลือกให้ หรือเขาอาจดื้อเพราะเขาหาตัวเองไม่เจอ แต่การไม่หยุดหาตัวเองเขาอาจจะพบอะไรบางอย่างที่เขาทึ่งได้ อย่างที่เจมส์กำลังบอกเรา ว่าเขาเองก็ทึ่งกับตัวเองเหมือนกัน


ความกลัวกับการที่ออกมาหาความสำเร็จเอง


แม่ชีศันสนีย์


อยากออกจากความกลัวเดิม หรือเป็นความจริงที่เรากำลังจะรู้ว่าทะลุไปให้ได้ แล้วเราจะไปกับตรงนั้น

เราหาความกลัวให้เจอก่อน หรือความกลัวอยู่ที่ตรงไหน


เชฟเจมส์


กลัว เพราะไม่คิดว่าเราจะทำมันได้หรือเปล่า หรือรักในสิ่งที่ทำหรือเปล่า แต่ก็รู้สึกประทับใจเพราะเป็นครั้งแรกที่ได้รับการชื่นชม ที่ผ่านมาไม่เคยได้รับความชื่นชมเลยไม่ว่าจะในห้องเรียนหรือที่ไหนก็ตาม ตั้งแต่ตอนที่เรียนคลาสแรก เมื่อทำให้คนที่บ้านทานก็มีติชม หลังๆ พัฒนาให้ดีขึ้นๆ พอที่บ้านเริ่มพูดว่าอร่อยจัง และที่บ้านเขาไม่เชื่อ ถามว่านี่ทำเองหรือเปล่า อาจเป็นเพราะปกติที่บ้านไม่ชมหรือพูดตรงๆ แต่ก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะหลังๆ ผลตอบรับจากที่บ้านเริ่มบอกดีขึ้นเรื่อยๆ อร่อยถือเป็นครั้งแรกที่ได้รับความการชื่นชมภายในใจ ทำให้เรามีความพยายามมากขึ้น และมีความสุขในการทำมากขึ้น


แม่ชีศันสนีย์


อยากให้พ่อแม่ทุกคนชมลูกมากขึ้น แต่อย่าชมแบบสปอย แต่เป็นการชมแบบจริงๆ แล้วให้เขามั่นใจสิ่งที่เราชมหรือสื่อสารมันสร้างความมั่นใจในตนให้กับลูกหลานได้


ความรู้สึกกับตัวเองจากที่ไม่เคยได้ชมจนสู่การสอนคนอื่นได้


เชฟเจมส์


เมื่อมองกลับไปจุดแรกที่ยืน และมองว่าตอนนี้ตัวเองยังไม่ได้ประสบความสำเร็จเพียงแต่แค่ก้าวสู่ความประสบความสำเร็จ โดยคิดเสมอว่าวันแรกทำอย่างไรก็จะทำให้ดีที่สุดจนถึงวันนี้ นั่นคือ

“ความซื่อสัตย์กับลูกค้า การกตัญญูต่อพ่อแม่ และคิดว่าถ้าเราทำให้ดีที่สุดและไม่เบียดเบียนใคร ลูกค้าเขาก็จะสื่อและสัมผัสได้”

แม่ชีศันสนีย์


คำว่า “แค่นั้น” แต่สำคัญมาก เพราะเขาเริ่มต้นจากศรัทธาที่มาจากภายในของเขาจริงๆ และอีกอันที่ดีมากคือ การกตัญญูที่ดี และคุณแม่เก่งมากที่เป็น Choice ทางเลือกที่ดีมาก แต่บังคับ และต่อไปจะเป็นความกตัญญูต่อโลกเอง ที่สำคัญนอกจากจะมีความศรัทธา ความกตัญญู และยังมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า สุดท้ายเจมส์จะได้ศรัทธาจากลูกค้า ซึ่งถ้าเราทำงานด้วยประสบการณ์ของเราจนเชี่ยวชาญขึ้น และดีใจที่เขาบอกว่าเขาเพิ่งเริ่มต้น เพราะถ้ายังพัฒนาตัวเองได้ ก็จะเปลี่ยนตัวเองได้ จากคนทำงานที่สนุกกับสิ่งที่ตัวเองท้าทายแล้ว อาจจะเป็นทั้งครูและแรงบันดาลใจให้คนอื่นต่อไป เพราะคนรุ่นต่อไปต้องการไอดอลที่เป็นคนรุ่นของตัวเอง หากเอาคำพูดของเจมส์ที่บอกว่า เขายังไปไม่ถึงที่สุด เขาเพิ่งเริ่มต้นก็อยากตามดูว่าที่สุดของเจมส์ถึงตรงไหน และอยากให้กำลังใจ


จาก 2 ทางเลือกที่แม่เลือกให้จนสู่ทางขนม


เชฟเจมส์


วันนั้นนึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะไปทางไหนเลยชั่งน้ำหนักดูว่า อันไหนที่ใกล้เคียงและทำได้ที่สุด และพอเริ่มต้นจากการทำอาหารคาวก็มีความรู้สึกว่าอยากทำขนม คุณแม่ก็ดูว่าความอดทนและบอกให้เรียนอาหารคาวให้จบก่อน แล้วจะส่งให้เรียนด้านขนม จนเรียนอาหารคาวจบแล้วก็ได้เรียนขนม หลังจากนั้นก็มีความสุขมากกับการได้เรียนทำขนมมาตลอด เรียนที่ไทยแล้วก็ไปต่อคอร์สที่ฝรั่งเศส


ระหว่างเรียนค้นพบตัวเองเองชัดเจนตั้งแต่ตอนเรียนว่าอยากจริงจังด้านนี้ หลังจากเรียนเสร็จก็จะขอฝึกงานต่อขณะที่เพื่อนๆ กลับบ้าน และพอจบการศึกษาแล้วก็ยังขออยู่ช่วยเชฟหลายๆ ท่านจนเกือบทั้งโรงเรียนเลย แล้วก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์ของเชฟแต่ละคนก่อนแล้วค่อยนำมาปรับใช้เป็นของเรา


แม่ชีศันสนีย์


เท่าที่ดู เจมส์เขาทำการบ้าน แม้จะดูเป็นเด็กที่ดื้อดัน ดื้อเงียบ แต่ว่าเขามีเป้าหมายชัดเจนสักอย่างหนึ่งว่า เขาจะทำให้มันดี แม้ว่าตอนนั้นอาจจะยังไม่รู้ตัว แต่การเพียรทำและไปอยู่ในสังคมที่ทำให้เขาสำเร็จ กลับมาตั้งต้นของตัวเองได้ จนกระทั่งตอนนี้การที่เขาให้ความปลอดภัยและความซื่อสัตย์กับลูกค้าก็เป็นปากต่อปาก เพราะบางทีเวลาเราไปกินที่ไหนเราไม่ได้แค่ดูอาหารที่เรากิน แต่เราจะดูความตั้งใจ ดูความทุ่มเท ความซื่อสัตย์ในการใช้วัตถุดิบและอื่นๆ ด้วย

“เป็นคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จ และการประสบความสำเร็จของคนรุ่นใหม่มีหลายวิธี โดยไม่ลืมเป้าหมายของตัวเอง แล้วจากนั้นก็จะทำงานกับมันอย่างสนุกขึ้น เมื่อเราสนุกเราก็จะเป็นสุขกับสิ่งที่เราทำทุกวัน พอความสุขมันล้นไปสู่คนอื่น ก็จะกลายเป็นสงบเย็นและเป็นประโยชน์”

เพราะฉะนั้นอาจเห็นคนรุ่นเจมส์ทำอาหารอะไรก็ได้ที่เขาครีเอทขึ้นมาแล้วคนก็จะจดจำกันทั้งโลกเลย

เราอย่าคิดว่าเราแค่ขายสิ่งที่มีอยู่ แต่เรากำลังหาสิ่งที่มีคุณค่าที่เราจะดีไซน์สิ่งนั้นโดยตัวของเรา และทำให้ให้สิ่งนั้นของโลกทำให้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ และมีความอิ่มที่ไม่ได้กินคนเดียว ซึ่งในอนาคตเจมส์ถ้าเขามีฐานกำลังหรือทุนที่มากขึ้นจากประสบการณ์ เราต้องตามให้กำลังใจและสนับสนุนเขา เพราะเขาบอกว่าเขาเพิ่งเริ่มต้น เขายังไม่ถึงเป้าที่เขาฝันที่จะไป


การรับมือที่มีมุมมองและเป้าหมายไม่เหมือนเด็กคนอื่น


แม่ชีศันสนีย์


ตอนมัธยมไม่เคยมีใครชมเลย แต่การเปลี่ยนมุมมองเด็ก ครูหรือสถาบันการศึกษา เพื่อที่จะให้คนที่มีพรสวรรค์มีความพร้อมที่จะเดินออกจากเส้นทางที่ไม่ได้เดิมๆ ต้องมีปัจจัยอะไรเพื่อให้เด็กคนอื่นเพื่อให้มีคนเป้าหมายชัดมากขึ้น


เชฟเจมส์

“การศึกษาระดับมัธยมหรือการศึกษาไทยตอนนี้เน้นวิชาการมาก และมักชี้วัดว่าถ้าเด็กไม่เก่งก็จะบอกว่าเด็กคนนั้นไม่มีคุณภาพ แต่ความจริงอยากให้มีวิชาเลือกหรือมีช่องทางที่ทำให้เขาสามารถมีเวทีที่สามารถทำให้เด็กสามารถแสดงศักยภาพของเขาได้”

หรือควรมีความใส่ใจในรายละเอียดเด็กแต่ละคนมากกว่านี้ คิดว่าถ้าคนที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กเองเชื่อว่าเขาจะมองเห็นศักยภาพของเด็กคนนี้เป็นอย่างไร เช่น ถ้าผมมีลูก ถ้าลูกผมชอบทางสายอาชีพ ก็จะส่งเสริมให้ลูกไปให้สุดเลย และจะไม่บังคับลูกเลย อย่างถ้าผมเป็นเชฟก็จะไม่บังคับลูกเลยว่าจะต้องมาเป็นเชฟตามเรา เพราะรู้สึกว่าอันนั้นคือความฝันของเราไม่ใช่ความฝันของเด็กหรือของลูกเรา ถ้าให้เขาทำตามที่เขาอยากเป็นน่าจะมีความสุขและจะทำออกมาได้ดีกว่า เพราะแต่ละคนอาจจะถนัดไม่เหมือนกัน


จริงๆมีเพื่อนหลายคนที่พ่อแม่อยากให้เรียนด้านหนึ่ง แต่จบปริญญาตรีออกมาไม่ใช่เส้นทาง ซึ่งระหว่างเรียนก็รู้ตัวแล้วว่าไม่ชอบ แต่ก็ถอยกลับไม่ได้ เห็นเพื่อนแล้วก็รู้สึกเสียดายแทน แต่ก็พยายามบอกว่าไม่เป็นไร จบแล้วก็ค่อยไปเรียนตามสิ่งที่เราชอบ


คุณแม่เป็นคนที่เก่งและใส่ใจมาก


เชฟเจมส์


คุณแม่จะมีทางเลือกและไม่ได้ตามใจหมด จาก 2 อย่างที่ให้เลือกเรียนหรือไม่อยากเรียนอาหารคาวแล้วก็ไม่ได้ตามใจเลย ต้องยอมรับว่าพ่อแม่ผมช่างสังเกตลูก ว่าผมเป็นคนช่างสังเกต มีความละเอียดลออ และดูผมออกตั้งแต่เด็กว่าข้อดีเราคืออะไร เลยเลือกอาชีพที่ใกล้เคียงและคิดว่าเราน่าจะถนัดให้


เมื่อถึงเวลาเปิดร้าน


เชฟเจมส์


ขอแม่ที่จะเปิดร้านเพื่อต้องการพิสูจน์ให้ท่านเห็นความตั้งใจของเราจริงๆ เขาก็ลังเล เพราะไม่ได้เป็นครอบครัวที่ร่ำรวย พ่อแม่เป็นเพียงพนักงานบริษัททั่วไป แต่ก็มีเงินจำกัดพอสมควรเขาก็กังวลถ้าลงทุนไปจะดีหรือไม่ และผมก็ไม่สามารถรับปากได้ว่าจะไปได้ดีหรือไม่ได้ดี แต่เพียงแค่บอกว่า จะทำให้ดีที่สุด เหมือนที่ทำให้ป๊าให้ม๊ากิน และมั่นใจว่าลูกค้าจะสามารถสัมผัสได้


แม่ชีศันสนีย์


คนรุ่นใหม่เขาไม่เหมือนเรา และเราก็ต้องเลี้ยงคนรุ่นเขาแบบคนรุ่นเขาจริงๆ ถ้าแม่ของเจมส์สามารถสังเกตได้ว่าจริตของลูกเป็นแบบนี้มีหน้าที่ที่ไม่ตำหนิ ไม่คาดหวัง ไม่ตั้งคำถามที่ไม่ปิดกั้นการเติบโตทางใจ เด็กเขาก็จะมีวิธีการปลดล็อกของเขาได้เองอยู่แล้ว


พอเจมส์ได้โอกาสพิสูจน์มากขึ้น ที่สังเกตและน่าจะเป็นการถอดรหัสที่ดีนั่นคือ เขาสามารถท้าทายตัวเองได้ในจุดหนึ่งซึ่งตอนแรกเขาไม่ได้มีในจุดนี้ ซึ่งการเรียนในระบบมันเอ้าท์มากเพราะเด็กไม่ใช่มนุษย์หุ่นยนต์ที่ต้องเรียนตามกัน และการเรียนแบบนั้นก็ไม่ได้ถูกใช้ แต่ถ้าทำมาหากิน ตอนนี้คนที่จะประสบความสำเร็จได้คือคนที่มีลักษณะที่ต่างจากการเป็นของโหล ซึ่งความต่างต้องดูว่าอะไรเหมาะกับจริตเราด้วย

ถ้าแม่สังเกตการเดินทางของลูกได้ เราก็จะส่งเสริมเขาถูก และเจมส์ก็มีอย่างหนึ่งนั่นคือ การไม่อยากทำให้พ่อแม่ผิดหวัง และการรอคอยเรื่องการชื่นชม ดังนั้น คนที่อยากให้คนอื่นยอมรับก็ต้องลงทุนเยอะหน่อย และในที่สุดเขาก็ทำได้เหนือความคาดหวังแล้ว แม่เคยเล่าให้ฟังมั้ยว่าที่แม่ชื่นใจ คือชื่นใจอะไรกับเจมส์ ยอดขาย หรือความสำเร็จในการตัดสินใจ หรือการเป็นผู้นำ หรือการขึ้นมาเป็นเจ้าของร้าน


เชฟเจมส์


แม่จะชมในเรื่องความกตัญญู เขาภูมิใจ เขาไม่ได้เป็นคนพูดตรงๆ ชมอ้อมๆ และไปชมกับคนอื่น แต่ลูกตัวเองจะไม่ชมตรงๆ และชมความซื่อสัตย์

“สิ่งที่คุณแม่บอกเสมอนั่นคือ ต้องมีความกตัญญูและความซื่อสัตย์ เพราะถ้ามี 2 อย่างนี้ในชีวิตเราจะประสบความสำเร็จ”

สำหรับผมมองว่าเขาภูมิใจ ตั้งแต่วันแรกที่ตั้งใจทำตั้งแต่ก่อนเปิดร้านเป็นอย่างไร เราก็ยังเป็นคนเดิมที่ไม่ปล่อยปะละเลยลูกค้าเลย


อะไรคือความสำเร็จ


เชฟเจมส์


คิดว่า เพราะเป็นคนรับฟังเสียงลูกค้า นำข้อเสียหรือคำแนะนำจากลูกค้านำมาปรับปรุงและแก้ไข และความที่ไม่ตามคนอื่น ไม่ชอบลอกเลียนแบบคนอื่น ชอบคิดว่าอันไหนที่เราจะพัฒนาหรือที่อื่นยังไม่มีอันนั้นอยากทำ แต่ไม่ได้บอกว่าคนอื่นไม่ดี แต่ผมอยากเป็นผู้นำ และจะสำเร็จ


แม่ชีศันสนีย์


นี่ยังเป็นจริตเดิมที่เราจะทำในสิ่งที่เราอยากจะทำ และเราจะทำสิ่งนั้นให้เป็นผู้นำได้มากกว่าการเป็นมนุษย์เลียนแบบหรือก๊อปปี้


ปัจจุบันถือเป็นผู้นำ?


เชฟเจมส์


ไม่แน่ใจว่าเป็นผู้นำหรือเปล่า แต่จะพยายามไม่ทำให้เหมือนใคร อาจไปดูที่ต่างประเทศมาแล้วมาประยุกต์ของเรา เพราะต้องการพัฒนาความต่างของเรา

“การเรียนรู้และพัฒนาทั้งชีวิตของผมไม่มีวันสิ้นสุด และปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาให้ได้ โดยยอมทุบอีโก้ออกแล้วก็พัฒนาให้ดีขึ้น”

เช่น พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างครัวซองต์ที่ขายดีแรกๆ ก็เปลี่ยนสูตรด้วยเพราะคิดว่าสูตรนี้ดีกว่าสูตรที่แล้ว


แม่ชีศันสนีย์


เด็กที่คิดต่างเขาก็จะมีความคิดที่ต่างไปเรื่อยๆ การทุบอีโก้มันลึกซึ้งมาก เพราะเท่ากับการทุบอัตตาหรือตัวตนของตัวเองมันไม่ใช่ใครก็ทำได้ เพราะบางทีเราจมกับการรักษาอีโก้ของเรา เราจมอยู่กับสิ่งที่เรารู้ว่าเราต้องเสื่อมไป ความสำเร็จในวันนี้ในวันหน้าก็ต้องเปลี่ยนไป สำเร็จในวันนี้ก็อาจจะไม่ได้สำเร็จในวันหน้าได้ แต่เจมส์กำลังอยู่ในโอกาสแห่งการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด เวทีของของเจมส์คือเวทีของการเรียนรู้ที่จะยังพัฒนาและต่อยอดไปเรื่อยๆ และยอมทำลายอัตตาที่เคยเป็นความสำเร็จเดิมออก เพื่อหาความสำเร็จใหม่ อย่างนี้เรียกว่าอะไร


เชฟเจมส์


ไม่รู้ครับ


แม่ชีศันสนีย์


ถ้ามนุษย์คนหนึ่งที่ไม่ยอมย่ำอยู่กับที่ การที่เราคิดว่าสำเร็จแล้วคืออดีต ทุกความสำเร็จคืออดีต แล้วเราก็ยังเป็นนักลงทุนในกฎแห่งกรรมที่ยังเป็นปัจจุบันกรรมที่ยังกล้าท้าทายตัวเอง อันนี้เรียกว่ามากกว่าขยัน การขยันคือการทำยอดมากๆ ขายได้ให้มากเรื่อย แต่นี่เจมส์กำลังพัฒนาการเรียนรู้ของเราอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อให้ทั้งคนเก่าเห็นความแตกต่าง แต่เราก็ยังรับฟังใครอยากแบบเดิม ใครแบบใหม่ เพราะการฟังจะทำให้เกิดการทำงานกันทั้งสองฝ่าย ผู้เสิร์ฟและผู้ที่ถูกเสิร์ฟก็ส่งเสริมกันและกัน


เชฟเจมส์


ปีนี้อายุ 31 ปี โดยที่แฟนก็สนับสนุนทุกอย่าง เพราะทางบ้านแฟนก็เป็นแม่ค้าขายของที่แพลตตินัม เจอปัญหาโควิด-19เหมือนกัน เลยให้เขามาช่วยที่ร้านเขาก็จะช่วยออกไอเดีย ให้คำแนะนำและสนับสนุนที่ดีในหลายเรื่อง เหมือนเราอยู่ในร้านเราก็จะวนแต่ในร้านจนดูอะไรไม่ออก เขาคนนอกจะมองเข้ามาที่สามารถให้ไอเดียเราได้ บางอย่างเราก็รับฟัง บางอย่างไม่เห็นด้วยแต่ก็จะมาวิเคราะห์และปรับใช้ ส่วนคุณแม่มาช่วยเสาร์-อาทิตย์ ตอนนี้มีกำลังการผลิตที่ดีขึ้นแล้ว ทำให้ไม่ต้องต่อคิวยาวแล้ว


ขอบคุณคุณแม่และแฟน


เชฟเจมส์


ขอบคุณคุณแม่ ที่ทำทุกๆ อย่างตั้งแต่สนับสนุน สอนผมให้เป็นคนแบบนี้ และสอนให้เป็นคนดีในสังคม ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร และที่สำคัญสอนให้ซื่อสัตย์กับคนอื่น และอยากขอบคุณแฟนที่ช่วยให้ความคิด ไม่ว่าจะตอนที่มีความสุขหรือตอนทุกข์เขาก็อยู่กับผม เป็นคนเดียวที่อยู่แล้วมีความสุข เพราะผมเป็นคนที่เบื่อง่าย แต่เวลาอยู่กับเขาทำให้ทุกวันมีสีสันและมีความสุขตลอดเวลา


ออกรายการเกม IronChef Thailand


เชฟเจมส์


มีคนมาติดต่อมาได้ไปออกแต่ก็ไม่คิดว่าจะชนะเพราะคิดอย่างเดียวว่า จะมาเอาประสบการณ์เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีประสบการณ์ในการแข่งขันเลย และคิดแค่ได้ทำในสิ่งชอบและคิดว่าคนอื่นน่าจะชอบ โดยชัยชนะไม่ใช่เป้าหมาย เพราะชัยชนะสำหรับผมคือจังหวะมากกว่า ที่กรรมการชอบมากกว่าอีกจานหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ใช่เป้าหมายว่าชีวิตของคุณจะประสบความสำเร็จหรือเก่งมากที่สุด มันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น หรือรางวัลเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เรามั่นใจมากขึ้น ส่วนการประสบความสำเร็จสำหรับผมคือลูกค้าที่เชื่อและชอบในสิ่งที่เรามอบให้ เพราะถ้าลูกค้ามีความสุข ผมก็สามารถใช้ความสุขในช่วงเวลาที่ลูกค้ามาใช้บริการของเราและได้ความประทับใจกลับออกไป


การรับมือกับคำติชม


เชฟเจมส์


ทุกๆ คำติชม จะนำกลับมาคิดตลอดว่าคืออะไร เป็นสิ่งที่เราพลาดเอง ท้อได้แต่อย่าถอย มีท้อที่ช่วงหนึ่งโดนดราม่าและเครียดมากก็ต้องสู้ เพราะถ้าท้ออย่างเดียวก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นมา คิดอย่างเดียวว่า คนที่เขาเชื่อมั่นเราก็ยังมีอีกเยอะ ก็ต้องใช้ความอดทนมากๆ


ตัดสินใจมาช่วย Chef's Table ที่หุบเขาโพธิสัตว์


เชฟเจมส์


ตอนแรกพี่ดวงฤทธิ์ แคล้วปลอดทุกข์มาเล่าให้ฟัง และก็ได้ยินชื่อคุณยายมานานแล้ว แต่คิดว่าไม่สะดวกแน่เลยเพราะเป็นเสาร์อาทิตย์สิ้นเดือนด้วย แต่พี่ดวงโทรมาพี่แอมทางเสถียรธรรมสถานโทรมาเล่าให้ฟังถึงคุณยาย รู้สึกว่าน่าสนใจ อยากไป รวมทั้งคุณแม่เคยได้ไปร่วมทริปที่เนปาลกับคุณยาย คุณแม่เล่าว่าคุณยายเรียกมาถ่ายรูปด้วย แม่บอกให้ไป ก็เลยตัดสินใจดูเพราะน่าจะเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยร่วมทำกิจกรรมแบบนี้ จากลังเลเลยตัดสินใจไป


แม่ชีศันสนีย์

“การที่เรากล้าจะออกไปรับใช้โลกและใช้สิ่งที่เราเอาองค์ความรู้ไปถ่ายทอด และก็ไม่กลัวที่จะลำบาก ยากอย่างไรก็จะทำให้สำเร็จ และการจะใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาปัญหาจะกลายเป็นหินลับมีด แต่ถ้าใช้ตัณหา อารมณ์ความรู้สึกมาแก้ปัญหามันจะจมลงไปในหล่มเกวียน และในที่สุดก็จะติดหล่มของเราเอง”

ในกรณีที่เจมส์มาเพราะต้องการความท้าทายตัวเอง เพราะเป็นแหล่งเรียนรู้ มันจะส่งเสริมให้คนพึ่งตัวเองให้ได้ และรู้จักให้คนอื่นเป็น และยากอย่างไรก็จะทำให้สำเร็จโดยไม่กลัวต่อความยากลำบาก เพราะช่วงโควิดฯ เราใช้หุบเขาโพธิสัตว์ตรงนี้เป็นหลุมหลบภัยแรกเลย ไม่มีกินเลย เพราะไม่ได้เตรียมตัวเอาไว้ก่อน ปิดเสถียรธรรมสถาน 1 แต่ตอนนี้เรากำลังกลับไปช่วยคนในหมู่บ้านเราที่เราเคยขอบิณฑบาตไป เพราะเขากำลังติดโควิด เรากำลังดูแลเขาในฐานะที่เราเป็นญาติของเรา การตัดสินใจไปในที่ที่ยังไม่เคยไป แล้วเราก็ไปเพื่อพบญาติของเรา เป็นการพบกันครั้งแรก และทำให้พบเจอความดีอย่างบางอย่าง เพราะในหุบเขาเป็นที่รวบรวมของคนที่มีหัวใจ มีความสุข และคิดจะให้ เพราะเราอยู่กันอย่างเรียบง่าย เราสุขง่ายกับการใช้ที่น้อย สุขง่ายที่ทำ เหมือนที่เจมส์ทำครัวซองต์ จะมีความสุขกับสิ่งที่ทำ เด็กปกาเกอะญอก็มีความสุขกับการเก็บดอกไม้และได้ไปเยียวยาคนที่กำลังซึมเศร้าหรือหมดพลังงาน และสุขที่ได้ให้ ซึ่งมนุษย์มีความสุขได้หลายมิติสุขจากการสร้าง ไม่ได้สุขจากการเสพและการได้ให้คนอื่น


สุขง่ายใช้น้อย สุขจากการสร้าง สุขเมื่อให้ อาจทำให้เจมส์ได้เรียนรู้การออกไปเรียนรู้หัวใจของโพธิสัตว์ ในการออกไปรับใช้ผู้คน

“เพราะในทุกความสามารถของเราจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเราได้เอาไปใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด มันไม่ใช่แค่เพียงราคาเท่าไร ความยากอาจเป็นสิ่งที่เราต้องผ่านให้ได้และทำอย่างไรให้สำเร็จ ความกลัวอาจยังมี แต่ความกลัวอาจกลับกลายให้เรามีแสงสว่างแห่งปัญญามากขึ้น”

ฉะนั้นการได้เริ่มต้นการทำอะไรใหม่และเป็นการที่ทำอะไรให้ใครได้บ้างอาจเป็นการเติมเต็มอะไรบางอย่าง ในขณะที่เรามีความสามารถเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งอันนี้ต้องขอบพระคุณ ดวงที่บอกเจมส์และส่งครัวซองต์ ทำให้คณะแม่ชี เด็กๆ คนให้กุหลาบ ได้กินของอร่อยแทบจะได้กินกันทั้งหมู่บ้านขอบคุณที่ที่มีน้ำใจและฝากสิ่งที่เป็นความรักมาให้ และที่สำคัญคือเข้ามาเป็นสมาชิกที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกแห่งสติที่จะมาฉุดช่วยโลก เพราะวันนี้กำลังทุกข์ยากให้ได้พ้นทุกข์ไปด้วยกัน


วันนี้ประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง


เชฟเจมส์


วันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่กำลังเดินทาง และชอบมองประสบการณ์จากคนที่ประสบความสำเร็จกว่าเราเยอะ ชอบไปคุยกับเขา หรือขอคำปรึกษาแนวทางที่พี่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างไร เขาให้ไอเดียความรู้และแชร์ประสบการณ์มาให้ ก็จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์แล้วก็เอามาเป็นไอเดียและนำมาปรับใช้ในการใช้ชีวิตของเราเรื่อยๆ


แม่ชีศันสนีย์


เท่าที่ฟังเจมส์ เขายังไม่หยุดในการเรียนรู้

“จำคำว่าทำลายอีโก้ แล้วมันจะ Let’s go ไปได้เลย เพราะการที่เราทำลายตัวนี้ได้มันจะไม่ถ่วงเรา การที่เราไปขอความรู้จากผู้และผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า คือการเรียนที่ย่อและสั้นสุด แต่เรายังต้องเอามาทดลองและฝึกฝน เพราะเราจะมีวิธีการอันเหมาะสมและนำมาเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวของเรา”

อันนี้จะทำให้เรามีประสบการณ์ที่จะส่งไม้ผลัดประสบการณ์ต่อให้คนอื่นด้วย แล้วเราจะเราเดินขึ้นไปด้วยความไม่เหงาเพราะเรามีพาร์ทเนอร์เยอะ เรามีความรักและมิตรภาพและเราก็แข่งกับตัวเรา เพื่อนทุกคนก็เป็นเพื่อนผู้ร่วมเดินทาง เราแข่งกับตัวเอง และเราเดินขึ้นไป เพราะการศึกษาหาวิชาความรู้ไม่สิ้นสุด พระพุทธเจ้าบอกว่าการศึกษาหาความรู้ ศิลปวิทยานั้น เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา ต้องใช้เวลาสร้างมิตรภาพ จากนั้นเรามีเวทีที่คนรู้จักเราแล้ว แล้วเราก็ใช้เวลานั้นในการแลกเปลี่ยน ทำให้เกิดประโยชน์และความสุข อีกหน่อยเราก็เป็นผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ระดับประเทศแล้วแต่เป็นระดับโลก เพราะตอนนี้โลกต้องการคนรุ่นใหม่ที่สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จะเห็นได้ว่า คนรุ่นใหม่ตอนนี้เขาไม่ต้องการถูกพิษในปากงูกัด ตอนนี้การเรียนสร้างอัตตา ความอหังการให้กับผู้เรียน แต่ถ้าเรียนไปตอนนี้ไม่ได้ใช้ประโยชน์มันกลับกลายเป็นพิษ


ยิ่งเราเรียนปริยัติ ยิ่งต้องระวังถูกพิษงู เหมือนปากงูกัด เหมือนเราอยู่กับพิษ อัตตาเรายิ่งสูง อหังการมันไม่ลด อันตรายมาก แล้วเรียนแบบนี้มันเอาท์แล้ว เพราะไม่ได้ถูกใช้และไม่มีมิตรภาพแล้ว คนร่ำรวยเป็นเศรษฐีทั้งหลายเขาก็ให้การกุศลเป็นส่วนใหญ่ แต่สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือมิตรภาพ เจมส์ต้องฝึกเดินและถอดรหัสไปทีละตัวแล้วทำให้การเรียนที่ไม่สิ้นสุดเป็นการเริ่มต้นที่พัฒนาตัวเองไปได้เรื่อยๆ แต่ตอนนี้ถือว่าเจมส์ก็ประสบความสำเร็จมากแล้ว


ความฝันอนาคต


เชฟเจมส์


พัฒนาสินค้าใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ โดยไม่คิดจะหยุดพัฒนา อาจจะขยายสาขาบ้าง และมีความฝันคืออยากเปิดโรงเรียนสอนให้กับทั้งผู้ที่มีโอกาสและไม่มีโอกาสได้เล่าเรียน เพราะว่าตอนที่คลิปบางคนคอมเมนท์มาว่า บ้านคุณมีตังค์ถึงมีโอกาส แต่เราไม่อยากให้มองอย่างนั้น เพราะเราต้องมองในสิ่งที่ตัวเรามี ไม่มองคนที่สูงกว่า ไม่อย่างนั้นจะเป็นทุกข์ และเมื่อเรามีโอกาสก็อยากจะสอนคนที่ไม่มีโอกาส ใจรัก อันนี้เป็นสิ่งที่อยากทำมาก


แม่ชีศันสนีย์


เปิดโอกาสให้คนที่คิดว่าตัวเองหาโอกาสไปเรียนที่อื่นไม่ได้มาเรียนกับเจมส์ก่อน จะไม่หนักเกินไป


เชฟเจมส์


ถ้าหนักเกินไปก็จะไม่ทำ เอาที่เราสามารถบริหารจัดการได้ แต่ถ้าเปิดโรงเรียน ถ้าบริหารจัดการได้ ให้เด็กที่อยากเรียนจริงๆ แต่ไม่มีทุนให้เขามาเรียนได้ ไม่กลัวจะมีคนมาทำแข่ง เพราะทุกวันนี้ก็มีแต่เป็นสิ่งที่เราก็ยินดี จะได้มีคู่ค้าที่ออกมาทำดีๆ เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเราก็เป็นทุกข์ แบ่งๆ กัน


หรืออย่างตอนที่ผมขายไม่ได้ ขายไม่ดี ก็ถือว่าแบ่งให้โอกาสร้านอื่นๆ คนไปต่างจังหวัดเยอะ ซึ่งตอนหลังคิดกลับกันคือให้โอกาสร้านอื่นที่เขาแย่มาเยอะๆ ที่โดนล็อกดาวน์ที่ไม่มีคนไปเที่ยวได้มีโอกาสบ้าว แล้วตอนนี้เราก็พออยู่ได้ เดี๋ยวลูกค้าก็วนกลับมาหาเราเอง พยายามคิดให้มีความสุขมากกว่า


แม่ชีศันสนีย์


เป็นประสบการณ์คนอายุ 30 ปี ที่น่าชื่นใจ เพราะหลายคนเคยได้อะไรไว้คนเดียวแล้วเราเคยชินที่ได้ แต่พอมันหายไป เราก็ซึมเศร้าหดหู่ เพราะอันนี้เราหลงมาตั้งแต่แรก แต่ความจริงแล้วชื่อเสียงความชื่นชมเป็นโลกธรรม เวลาได้มาก เราก็รู้จักใช้มันเพื่อให้คนได้จดจำร่วมกันเราได้พบกันในมิตรภาพดีๆ ถ้าวันหนึ่งหายไปเราก็จะไม่รู้สึกว่าถ้ารู้อย่างนี้ แต่เราจะทำเพราะเราได้ทำแล้วตั้งแต่วันนี้ และการคิดเป็นพลังอย่างอื่นว่าเราแบ่งปันให้คนอื่นก็ได้ อย่างบริเวณที่พักใกล้หุบเขาฯ ก็เริ่มมีคนมาเข้าพักมากขึ้นแสดงว่าคนอึดอัดอยากออกมา การที่เราบอกว่าให้หมุนเวียนไปเพื่อให้เศรษฐกิจได้กลับมา อันนี้ความคิดที่แง่งามที่สำเร็จ เพราะเขาไม่ได้ละโมบไว้คนเดียว


ออกจากความกลัวสู่ทางสำเร็จ


เชฟเจมส์


อยากจะแนะนำคนที่ท้อ ท้อได้แต่อย่าถอย หาสิ่งที่ดีของตัวเอง คิดว่าทำได้ดี แล้วลองทำดุเผลอๆ เราไม่รู้ว่าเรามีสิ่งที่ล้ำค่าอยู่ในตัวเอง และไม่รู้ว่าเรามีสิ่งนี้อยู่ และก็อย่ามองแต่ปัญหา อย่ามองแต่อุปสรรคเพราะฉะนั้นจะไม่ได้เริ่ม ทำไปก่อน แล้วถ้ามีปัญหาหรืออุปสรรคค่อยมาแก้กันทีละจุด และคิดว่าจะประสบความสำเร็จกว่าการที่เราไม่ได้เริ่มทำเลย


แม่ชีศันสนีย์

“ความกลัวมาจากการคิดของเราเอง คิดแล้วให้เราเองกลัว และถ้ากลัวแล้วเราหยุด ก็ต้องผันพลังงาน ถ้ากลัวอะไรและสงสัย ให้ทำในเรื่องนั้นเพื่อออกไปพิสูจน์ สงสัยเรื่องไหน ให้ออกไปทำก่อน เพราะธรรมชาติของความกลัว มันอยู่ไม่ได้ ถ้าเรายังขวนขวายหาความสำเร็จ ยังเปลี่ยนพลังงานไม่เป็น”

ที่ยังรู้สึกยากกับเรื่องนี้ แล้วยังไม่มีสติสัมปัญชญะมากพอ อาจถอยกลับมาที่ลมหายใจยาวๆ ลึกๆ เดินเล่นและตั้งสติ และหันกลับไปหามันหน่อย เหมือนที่เจมส์บอกว่าท้อได้แต่อย่าถอย และศึกษาเรื่องความกลัวให้ถ่องแท้ แต่ถ้าเรารู้จักความกลัวที่เกิดขึ้นแล้วหายไป เราก็จะรู้สึกว่าความสำเร็จอยู่ที่ตรงนั้น และเราต้องขยันทำในสิ่งที่เป็นความเพียร ปิดอวิชาไม่ปรุงแต่ง ไม่เป็นคนตาบอดที่ให้ความคิดของเราจูงไปแบบตาบอดด้วยความคิดที่กลัว

“การทำประโยชน์ทุกครั้งมันจะช่วยทำลายความกลัว และการทำประโยชน์มันจะบอกถึงความศรัทธาอย่างมีปัญญา มีความเพียร อย่างมีกำลังของจิตที่มีสมาธิ และเรามีสติ สติจะเชื่อมโยงทุกลมหายใจ เมื่อมีสติขึ้นมันก็จะละวางความกลัวได้เร็ว เมื่อละความกลัว อวิชชา หรือการปรุงแต่งได้เมื่อไร กำไรก็คือความสำเร็จแล้ว”


ดู 23 ครั้ง0 ความคิดเห็น