องศาแห่งความสุข Happy Thailand

อัปเดตเมื่อ 11 ส.ค. 2564



สนทนาธรรมกับท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ คุณพจนารถ ซีบังเกิด “โค้ชจิมมี่” ประธานกรรมการ และผู้ก่อตั้ง กลุ่มบริษัท จิมมี่ เดอะ โค้ช (Jimi The Coach Group)

วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน 2564 เวลา 18.00 น. ทาง Club House


ดำเนินรายการโดย ดร. ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


องศาแห่งความสุข Happy Thailand ถือเป็นหัวข้อที่ตรงกับสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ได้ดี ว่าเรายังสามารถมองหาความสุขว่าอยู่ตรงไหน เพราะในความจริงความสุขอาจไม่ได้หายไปไหนเลย แต่เพียงอยู่ที่การวางใจของตัวเอง ซึ่งผู้ที่ร่วมสนทนากับเราวันนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่จุดประกาย Life Coach ในเมืองไทยคนหนึ่งและทำมากว่า 10 ปีแล้วนั่นคือ คุณพจนารถ ซีบังเกิด

นิยาม Life Coach


คุณพจนารถ


ในเมืองไทยคนไทยยังเข้าใจคำนี้ไม่ตรงตามจุดเป้าหมายที่แท้จริง Coaching คือเพื่อนร่วมเดินทาง และไม่ใช่เพื่อนนำทางด้วย

“เหมือนเป็นเพื่อนมนุษย์ที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน เพื่อให้คนที่เข้ามารับการโค้ชร่วมเดินทางไปกับเรา เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายในชีวิตที่เขาต้องการ และไม่ใช่สิ่งที่โค้ชต้องการ”

Life Coach แปลเป็นภาษาไทยคือ โค้ชชีวิต อย่างโค้ชจิมมี่จะเป็นเพื่อนร่วมเดินทางไปในทุกๆ ที่ที่เป็นประเด็นในชีวิตของคนที่เข้ามาคุยกับเรา เพื่อให้เขาไปถึงเป้าหมายหรือที่เขาปรารถนาในชีวิตนี้ในทุกๆ ด้านและต้องเป็นไปอย่างมีจริยธรรม เพราะบางคนอาจตั้งเป้าหมายไว้แต่อาจไม่มีจริยธรรม เราก็ต้องเป็นเพียงกระจกที่สะท้อนให้เขาเห็นความบิดเบี้ยวในเป้าหมายนั้น แล้วให้เขาตัดสินใจเดินไปในทางที่ถูกต้องที่เขาเลือกเดินเอง


คำว่า Life คือ การที่เราคุยได้ทุกด้านของชีวิต แล้วมาเปลี่ยนเป็น Business Coach /Performance Coach ขึ้นอยู่กับคำข้างหน้าจะอธิบายว่าอย่างไร แต่ต้องเข้าเข้าก่อนว่าคำว่า

“Coaching ไม่ใช่คนนำ ไม่ใช่คนแนะนำ ไม่ใช่เป็นที่ปรึกษา ไม่ใช่นักสร้างแรงบันดาลใจ แต่เราจะอยู่คู่กับเขา แต่เขาอาจมีแรงบันดาลใจจากที่คุยกับเราก็ได้ เราอยู่เคียงข้างเพื่อให้เขาเห็นตัวเอง นำพาให้เขากลับมาบ้านในใจของเขาเอง โดยผ่านการใช้การฟัง การถาม และการสร้างความไว้วางใจ”

กว่า 1 ปีที่โควิด-19 อยู่กับคนไทยวิธีการ Coaching แตกต่างจากเดิม


คุณพจนารถ


คนที่เข้ามาอาจมีทุกข์มาปรึกษา แต่คนที่แวดล้อมและมีโอกาสได้เจอเราต่างมีการปรับตัวที่ดี แต่สำหรับคนที่ไม่ได้เคยเจอรู้สึกว่าจะมีความจิตตก ซึมเศร้า หมดหวัง เสียใจ และท้อแท้ โดยเฉพาะในคลับเฮ้าส์ที่เข้าไปหลายห้องรู้สึกแบบนี้หมด เหมือเป็นสิ่งที่โดนกระทบจากภายนอกและหลายคนไม่สามารถรับมือกับสิ่งนั้นได้เท่ากัน


การโค้ชชิ่งของจิมมี่ส่วนใหญ่อาจจะเจอในระดับผู้บริหารที่เขาอาจไม่ได้ตกอยู่ในสภาวะที่เดือดร้อนจากโควิด-19 มากเท่ากับคนที่ทำงานในองค์กร หรือคนที่ต้องหาเช้ากินค่ำ ซึ่งตอนนี้เราเห็นถึงการสั่นสะเทือนต่อเรื่องนี้มาก ส่วนสิ่งที่ได้เห็นและได้คุยในในความแตกต่างจากเดิมคือการได้คุยกับพนักงานระดับผู้จัดการลงมาเมื่อช่วงเกิดโควิด-19 ระลอกแรก เพื่อให้เขาระลึกว่า ตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น แล้วถ้าต้องเริ่มมีการทำงานที่บ้าน ไม่เจอเพื่อนฝูง หรือต้องอยู่ในสถานที่ล็อกดาวน์อย่างโรงงานก็พบว่าจะมีความหวั่นไหวบ้าง แต่อาจไม่ได้สั่นสะเทือนมากเท่ากับคนที่หมดรายได้เลย


ดร. ณัฐวุฒิ


Life Coach ที่นึกถึงคือคุณยายจ๋าที่เริ่มฟังพวกเรามานาน เพราะคุณยายบอกว่า ถ้าเราไม่ฟัง แล้วเราจะตั้งคำถามกับพวกเขาได้อย่างไร


ปัจจุบันคนที่ต้องการพูดคุยกับสถานการณ์นี้ควรมีทักษะอะไรที่ยิบยื่นให้กันเวลานี้


แม่ชีศันสนีย์


สัมมาวาจาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เป็นศีลของพวกเราเลย ในฐานะของผู้ตั้งคำถามก็ต้องมีศีล ชอบคำว่า Life Coach ที่จิมมี่บอกว่าคือ เพื่อนร่วมเดินทาง อันนี้สำคัญเพราะเราไม่ได้นำทางเขา แต่เราเป็นเพื่อนที่ร่วมเดินทาง แต่มีสำนึกว่าเราจะไปให้ถึงที่สุดของเป้าหมายในชีวิตที่เราจะพ้นทุกข์ได้ คือ มีความสุข และไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นอะไร แต่ในฐานะที่เราได้เคยพบผู้คนที่ไว้วางใจและมีศรัทธาด้วยกันที่จะพึ่งตัวเองให้ได้ ทำให้รู้ว่า

“การเคารพในฐานะของผู้ฟัง ต้องฟังความรู้สึกของเขาอย่างที่เขาเป็น โดยที่ไม่เอาความรู้สึกของเราไปตัดสิน”

แต่เรารู้เลยว่าเวลาที่เขาเอ่ยวาจาหรือการนึกคิดอย่างนี้มันสะท้อนถึงความสุขความทุกข์ด้านในอย่างไร และด้วยความเคารพที่ไม่ช่วงชิงหรือไม่เอาโอกาสที่ทำอะไรก็ได้ให้เขารู้สึกได้รับการเบียดเบียนจากเราอีก เราจึงต้องถ่อมตัวมาก คือต้องใช้ปัญญาในการฟังมาก ในกรณีที่มีคนกล้าจะมาเปิดเผยหรือเล่าความรู้สึก โดยที่เราจะดูถูกไม่ได้เลย แต่เราต้องจับถูกให้ได้ว่า อะไรที่จะเคารพหัวใจของคนที่ไว้วางใจเรา คุณยายเลยใช้ศีลอันนี้ในการปฏิบัติอยู่


พอมีคำถามที่ตั้งไปเพื่อให้คนหนึ่งคนได้ตื่นรู้กับตัวเอง ไม่ใช่หมายความว่าเราเก่งที่จะตั้งคำถามเขา เหมือนเรากำลังบอกว่าการเคารพของคนที่อยู่รายล้อมที่เขากำลังไว้ใจคนอื่น สุดท้ายเขาต้องไว้ใจตัวเองอย่างไร และสุดท้ายก็พบว่า เมื่อคนเข้าไปมีความศรัทธาต่อตัวเอง เริ่มมีองศาที่บิดไปในทิศทางที่เป็นจะปลุกตัวเองได้ที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ

“ความคิดเห็นที่มันถูกต้องโดยธรรม ไม่ใช่ความคิดเห็นที่ถูกต้องหรือถูกใจกิเลสของเรา แต่เป็นความถูกต้องที่เกิดจากการศรัทธาตัวเอง เริ่มมีปัญญาปรับเปลี่ยนองศาในชีวิตของตัวเองที่จะมีความสุขมากขึ้น นี่คือสิ่งสำคัญที่สังคมต้องการเพื่อนผู้ร่วมเดินทาง เพราะเป็นกัลยาณมิตรที่เป็นเพื่อนที่คอยตั้งประเด็นขึ้นมา แล้วรอฟังคำตอบที่เขาค่อยเริ่มเคารพตัวเอง อันนี้น่าชื่นใจ”

ซึ่งคุณแม่ไม่ได้เรียนที่ไหน แต่อาศัยคำสอนของพระศาสดา เวลาพระองค์จะสอนอะไร พระองค์เป็นนักตั้งคำถาม พวกเราก็จะตั้งคำถามกับตัวเองในฐานะที่เรามีสัมมาทิฐิในการเป็นกัลยาณมิตร ทำให้เรากลายเป็นคนที่อาจจะชำนาญกับการตั้งคำถามให้กับตัวเอง


ควรยึดการดำรงตนเป็นโค้ชมากกว่ายึดอาชีพเป็นโค้ช


คุณพจนารถ


ตอนที่ไปเรียนศาสตร์นี้มาบอกกับตัวเองเลยว่า Coaching นี่คือ “ธรรมมะ” ถ้าธรรมมะพาคนกลับบ้านโดยมีสัมมาทิฐิให้รู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น อะไรเป็นอะไร แล้วเราสนใจ “การดำรงตนเป็นโค้ช” มากกว่า “มีอาชีพเป็นโค้ช” อยากชวนนักโค้ชทุกคนมาปฏิบัติธรรม

“การที่เราจะฟังใครสักคนหนึ่งเขาจริงๆ เราต้องลดตัวตนเราทั้งหมด ต่อให้ลดอัตตาตัวตนไม่ได้ทั้งชีวิต ก็ขอให้ลดให้ได้ต่อหน้าคนที่เขากำลังเล่าเรื่องของเขาโดยที่เขาไว้วางใจเรา เพราะเขาต้องเล่าโดยไม่มีกำแพง เป็นเรื่องราวของเขา เล่าโดยที่ไม่มีใครไปตัดสินเขาว่านี่ถูกหรือผิด เรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ต้องไม่มีการตัดสิน เราต้องกลับมาดูแลตัวเราเองให้ไม่มีอัตตาตัวตน”

แม่ชีศันสนีย์


อันนี้สำคัญ มันต่างกันของการที่มีอาชีพโค้ช กับ คนที่มีสำนึกการทำหน้าที่โค้ช

คุณพจนารถ


อาชีพโค้ช คำว่าอาชีพ คือการที่ต้องแลกมาด้วยเงิน ต้องมีคนมาจ่ายเงินเรา พอมีเรื่องเงินเข้ามาก็ต้องรับผิดชอบให้เขา Outcome ให้ได้ และจะต้องส่งมอบผลงานที่ดีที่สุด มาโค้ชกับฉันที่เธอจะต้องได้รับผลลัพธ์ที่ดี อันนี้ถือว่าผิดตั้งแต่ต้นแล้วที่เรามีเป้าหมายของเรา


แต่ถ้าเราดำรงตนเป็นโค้ช เราต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คนทุกคนเลย ถึงแม้กับตัวเราเองด้วย การเตรียมตัวของโค้ชไม่ใช่เตรียมตัวเมื่อมีลูกค้า แต่ให้เตรียมตัวทุกวัน เพื่อให้เราดำรงชีวิตอยู่ให้เห็นเป็นให้ดูให้ได้ก่อน เพราะอันนี้คือการสร้าง Trust อย่างดีที่สุดโดยที่เราไม่ต้องสร้าง เราเป็นเรา

“การโค้ชเขาให้เขาไปสู่ความสำเร็จอย่างมีจริยธรรม เราก็ต้องมีจริยธรรมก่อน เราต้องฟังเรื่องราวของเขาโดยไม่มีอัตชีวประวัติเรื่องราวของเราในสิ่งที่เรากำลังฟัง”

เพราะฉะนั้นการที่เราจะบอกว่าฉันผ่านอันนี้มาแล้ว ต้องลดลงให้หมด เพราะฉะนั้นเราจะไม่มีทางได้ยินข้อมูลข่าวสารที่เขากำลังส่ง พอไม่ได้ยิน เราจะถามไม่เป็น ไปไม่ถูก เราก็จะถามตามตำรา


แม่ชีศันสนีย์


ตัวโค้ชที่ไม่มีจริยธรรมก็เหมือนกับการตั้งกำแพง อันนี้สำคัญมาก ต้องบอกว่าบนหนทางของการเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ต้องเคารพความแตกต่างโดยไม่มีกำแพงหรืออัตตา เพราะการมีอัตตาคือการสร้างกำแพงของความเชื่อที่ผิดแล้วของตัวเอง เมื่อเรามีมิจฉาทิฏฐิหรือความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง แต่ปฏิเสธไม่ได้เพราะมนุษย์ชอบตัดสิน ก็จะไปตัดสินเรื่องราวของเขา แล้วการตัดสินคือการดูถูก มันไปทำร้ายเขา เพราะทำให้เกิดการเปรียบเทียบซึ่งเป็นการมานะถือตัว อันนี้จะเป็นการไปรับกรรม ถ้าไม่ได้มีจริยธรรม มันจะเกิดเป็นโศกนาฏกกรมได้ ตอนแรกอาจจะไปด้วยความตั้งใจดี แต่วิถีชีวิตคนนั้นอาจไม่ได้ลดอัตตาตัวตนของตัวเองในวิถีชีวิตประจำวัน

“คนที่จะเป็นผู้ฟังได้ ต้องฟังหัวใจตัวเอง แล้วก็ต้องถ่อมตัว ไม่เป็นมนุษย์ตัดสิน และเป็นคนที่ต้องเปิดใจกว้างมาก เราต้องอยู่ให้เป็น แล้วก็เย็นให้เห็นให้ได้ ไม่อย่างนั้นใครจะไว้ใจเรา บางทีคนที่มาเจอเราเขาอาจจะขี้ขลาดไปเลยก็ได้ ถ้าเราไม่มีสำนึกจริงๆ อันนี้คือน่าห่วง”

Life Coach ต้องมีมรรค 8


คุณพจนารถ


เราสนใจเรื่องการดำรงตนจริงๆ เพราะเราถูกเห็นรอบด้าน เราไม่รู้หรอกว่าเขาสนใจเราอย่างไร การดำรงตนเป็นสัมมาทิฏฐิ ต้องดำรงตนแบบมีมรรค 8 เลยที่จะทำให้เราไม่ว่าจะทำอาชีพใดๆ ก็จะดีมาก ไม่ต้องระวังตัว ไม่ต้องปรุงแต่ง

แม่ชีศันสนีย์


เพราะว่าจะไม่มีการโกหกตัวเอง การที่เราโกหกตัวเอง คนโกหกมักจะไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองโกหกตัวเอง แล้วเชื่อในสิ่งที่ตัวเองถูกหลอกด้วยการคิดผิด มรรคมีองค์ 8 ที่มีกัลยาณมิตรมันสำคัญมาก เพราะผู้มีพระภาคเจ้าบอกว่า การมีกัลยาณมิตรเป็นหนทาง เป็นปัญญา ศีล และสมาธิ ถ้าตัวโค้ชไม่มีปัญญา ศีล และสมาธิ จะทำอย่างไร ในเมื่อเราต้องเข้าไปมีส่วนที่เขาไว้เนื้อเชื่อใจหรือมีศรัทธา อยากให้คนที่กำลังฟังอยู่ ลองตั้งจากสิ่งที่จิมมี่กำลังอธิบายการเป็น Life Coach จะต้องมีสำนึกอย่างไร ต้องมีมรรคเป็นองค์ 8 เป็นปกติ ไม่ใช่วิชาที่ไปเรียนมาจากไหน แต่เป็นปกติที่อยู่ในวิถีชีวิตของคนนั้นที่เห็นเราอยู่รอบด้าน คิด พูดอย่างไร ที่สะท้อนความรู้สึกนึกคิดด้วยจิตที่เป็นอย่างไร


เมื่อฟังสิ่งที่จิมมี่พูดทำให้เห็นว่า “พฤติกรรมของคนเป็นโค้ชสำคัญ” โดยสำนึกของคนเป็นโค้ช ต้องโค้ชตัวเองได้ แต่พอมันถูกครอบงำด้วยการใช้เงินจ้างให้เป็นโค้ชมันทำให้แป๊ปขึ้นมาว่า เพราะเกิดความสงสัยว่า เวลาที่คนเกิดการว่าจ้างให้เป็นโค้ชเขามีโมเดลของการเป็นโค้ช เขาจ้างเราแล้วเราต้องช่วยเขาได้ ไปสู่ความสำเร็จให้ได้ คนเป็นโค้ชเครียดหรือไม่

คุณพจนารถ


ถ้าโค้ชแบบจิมมี่จะไม่เครียด เพราะมีข้อตกลงตั้งแต่แรกว่าเราโค้ชเขาเพราะต้องการผลลัพธ์อะไร แล้วกระบวนการโค้ชของเราเป็นอย่างไร ทุกครั้งที่คนจะเข้ามาคุยกับเรา จะตกลงกันเลยว่าเขาต้องการอะไร แล้วจะช่วยเขาคุยในสโคปนั้นๆ เลย การตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมหรือไม่ อันนี้เราต้องทำให้เขาเห็นว่า การที่เขาตัดสินใจในธุรกิจเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะรำคาญใจหรือติดข้อกังวลในเรื่องใด พอเราได้ส่องกระจกให้เขาได้เห็นรอบด้านแล้ว การตัดสินใจเป็นของเขา แล้วเราจะวางใจได้ว่า เขาเลือกของเขาเอง เราเหมือนผู้กำกับไม่ใช่ตัวละครที่เล่น จึงไม่เครียด


มนุษย์ทุกคนมีดีในตัวเพียงแต่ถูกบดบัง


เรามี Mindset ของคนเป็นโค้ชที่เชื่อแบบนี้ เหมือนที่พระพุทธเจ้าก็เชื่อแบบนี้คือ มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพและคุณสมบัติที่ดีอยู่ในตัวเขา เพียงแต่บางทีมีอะไรมาบดบังให้เขาไม่เห็น เหมือนองคุลีมาล ถ้าเป็นคนอื่นก็คงไม่สอนให้กลับมาเป็นคนดีได้ และทุกคนก็จะตัดสินไปแล้วว่าองคุลีมาลเป็นคนบาปเป็นคนใจร้าย แต่พระพุทธเจ้าท่านช่วยเพราะท่านเห็น โค้ชก็เหมือนกัน ต่อให้เราไม่เห็นเหมือนพระพุทธเจ้า แต่เราก็เชื่อว่าคุณสมบัติทุกอย่างที่จะช่วยแก้ปัญหาก็อยู่ในตัวเขา พอเขาเชื่อเราก็จะทำให้เขาเห็นรอบด้านแล้วที่เหลือการตัดสินใจเป็นของเขา ก็เลยไม่ต้องแบกความเครียดกลับบ้าน แล้วก็วางใจในตัวเขาได้ด้วย


แม่ชีศันสนีย์


หมายความว่าเรามีศรัทธาว่ามนุษย์ทุกคนสามารถจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ไม่ว่าต้นทาง ระหว่างทาง อาจจะมืดหรือเทา แต่โดยศักยภาพของมนุษย์มันอาจจะไปที่สุดของการพ้นทุกข์ได้ไม่ใช่สิ่งสุดวิสัย ซึ่งพระพุทธเจ้ารับสั่งว่าถ้าพระองค์ทำได้มนุษย์ทุกคนก็ทำได้ ถ้าพระองค์ตรัสรู้และพ้นทุกข์ได้ ตรัสรู้คือการช่วยตัวเองพ้นทุกข์ได้ด้วยตัวเอง แต่พวกเราเรียกว่าบรรลุธรรม ที่สามารถบรรลุสถานการณ์ที่เคยเป็นตัวถ่วงทับที่เราไม่พบกับอิสระ แต่พอเรามีศรัทธาที่มนุษย์ทุกคนสามารถจะไปสว่างได้โดยมีวิธีการมีมรรค มีศีลและสมาธิ และทุกคนก็จะเข้าไปโค้ชให้มีศีล สมาธิ และทำให้เกิดปัญญาในบริบทนั้นของคนที่เข้ามาของคำปรึกษาหรือไว้ใจโค้ช แม้ฝรั่งเองคุณแม่ก็เชื่อว่าโค้ชนำสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้กว่า 2,000 ปี มาปรับให้เข้าใจมากขึ้น


คุณสมบัติอื่นที่โค้ชต้องมีนอกจากจริยธรรม และทำให้ดูมีความสุขให้เห็น


คุณพจนารถ


เข้าใจชีวิตก่อนว่าอะไรเป็นอะไร พระอาจารย์ ว.วชิรเมธีบอกไว้ นั่นคือ “หัดการก้าวข้ามสมมุติให้เป็น” เพราะทำให้เราเข้าใจชีวิตจริงๆ ว่าไม่ได้ตกอยู่ในภายใต้เงื่อนไขใดๆ เนื่องจากมนุษย์เกิดมาก่อนที่จะมีศาสนา ก่อนมีประเทศ ก่อนมีกฎกติกาของสังคม โค้ชที่ดีต้องเข้าใจชีวิตก่อนว่าอะไรเป็นอะไร คนที่เขามาคุยกับเราเขาประสบอะไร เขาเอาอะไรไปผูกกับอะไรเขาถึงได้เจอปัญหานี้ เราต้องพยายามช่วยเขาให้เห็นว่าเขาผูกอะไรไว้ เพราะจู่ๆ ชีวิตจะเป็นทุกข์หรือมาหาคนที่อยากให้ช่วยเหลือ แต่การที่ติดอะไรทำให้คิดถึง วงจร “ปฏิจจสมุปบาท” ว่าต้องมีที่มาถึงมาเป็นปัญหาวันนี้ หรืออาจใช้เรื่อง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ได้เลย

“จริงๆ Coaching ไม่ได้แก้ทุกข์อย่างเดียว แต่พาให้ไปสุขก็ได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาแก้สิ่งที่เป็นปัญหา เพราะเขามาด้วยทุกข์หน้าที่เราคือการทำให้เขาเห็นสมุทัย พาเดินไปจนแก้นิโรธให้เห็นว่ามันมีทางออก ถ้าคุณเลือกคุณก็ปฏิบัติด้วยการเลือกมรรค ถ้าสรุปสั้นๆ การ Coaching คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค”

Coaching ฝรั่งเขาพยายามจะหาโมเดลว่า ประเด็นต่างๆ ที่ติด ติดมาจากอะไร เช่น ปมประเด็นปัญหาที่ให้จากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ เราก็สามารถใช้ Defining Moment หรือ Timeline Therapy ก็ได้ เพราะโค้ชจะมีสารพัดโมเดล แต่ถ้าเราตั้งหน้าจะใช้โมเดลใด แปลว่าเรากำลังจะปล่อยของ แต่จริงๆ เราต้องฟังแบบไม่มีโมเดลไปเลย จนกระทั่งเราแน่ใจและเข้าใจปัญหาแล้ว แล้วค่อยเปิดกระเป๋าเอาเครื่องมือนี้ออกมาใช้


ปฏิจจสมุปบาทคือกระบวนการของธรรมชาติ


แม่ชีศันสนีย์


การที่เห็นอริยสัจ 4 การที่เป็นโค้ชหรือคนที่เข้ามาขอคำปรึกษา ถ้าเข้าใจ “จิต” คือการทำหน้าที่ต่ออริยสัจ 4 หรือที่พูดปฏิจจสมุปบาท ทำไมเราจะไปอยู่เหนือสมมุติได้ เพราะทุกข์มีไว้เป็นปรากฎการณ์ให้เราเห็นมัน ถ้าเราเห็นทุกข์ได้ แล้วรู้ว่าทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยไม่ได้บังเอิญมันเกิดขึ้นได้โดยเหตุปัจจัย คือ “อวิชชา” คือความไม่รู้ ตัวอวิชชานี่แหละคือ “สมุทัย” คือเหตุแห่งทุกข์ จิตต่อทุกข์ คือต้องกำหนดรู้มันก่อน อย่าหนีทุกข์ อย่าร่ำไรรำพันต่อทุกข์ ต้องรู้กำหนดรู้ว่าทุกข์ เช่น รู้ว่ากำลังโกรธ ถ้าเข้าใจจิตต่อทุกข์ เราจะรู้ว่าอะไรเป็นเหตุของการโกรธ จะรู้ว่าสมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์เหตุ ก็คืออวิชชา


“จิตต่อสมุทัยคือ “ต้องละ ต้องวาง ต้องเปลี่ยนแปลง” เมื่อเราทำแล้วละได้ นั่นคือ ละอวิชชาได้ เพราะอวิชชาคือสมุทัยเหตุแห่งทุกข์ จิตต่ออวิชชาคือต้องละมัน ได้รางวัลเป็น “นิโรธ” คือ ทุกข์ดับ คือพ้นทุกข์ โดยการละอวิชชา เวลาจะเห็นว่าเราทำจิตต่อนิโรธได้คือการทำให้มันแจ้ง ถอนอวิชชาได้เราจะได้นิโรธ ถ้าเราเห็นทุกข์เราจะถอนอวิชชา โดยมีผลคือนิโรธ ซึ่งบอกเลยว่า เรากำลังทำจิตต่ออริยสัจ 4”

สุดท้ายคือมรรค จิตต่อมรรคคือการภาวนา ที่ไม่ใช่ไปวัดหรือเข้าคอร์สอบรม แต่การภาวนาคือการทำให้ดีขึ้นเจริญขึ้น อยู่ในวิถีชีวิตประจำวันหรือลมหายใจเข้าออกของเรา มรรคภาวนาคือการเจริญ ศีลและสมาธิ แล้วทำให้มีปัญญามากขึ้น สมาธิคือจิตที่บริสุทธิ์ที่ตั้งมั่น การงานของมนุษย์คือกรรม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเรามันสุจริต ผลก็จะสุจริต


ถ้าเราใช้ในอริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เรากำลังทำงานที่จะพ้นทุกข์เลย การจะเป็นปฏิจจสมุปบาท 12 ประการคือการอาศัยกันและกัน ซึ่งไม่ใช่ความบังเอิญ ศาสนาพุทธไม่มีความบังเอิญ ที่มันมีเหตุแห่งปัจจัยที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ถ้าเราเข้าใจสิ่งเหล่านี้อย่างละเอียดละอออยู่ในวิถีชีวิต ไม่ว่าจะคนที่เข้ามาปรึกษาก็จะบรรลุได้ โค้ชก็จะได้เรียนรู้กับการที่เป็นผู้เข้าใจกระบวนการนี้อย่างลึกซึ้ง และจึงเป็นผู้ร่วมเดินทางกับสรรพสัตว์ที่กำลังทุกข์อยู่ ก็จะเข้าไปอยู่ในกระแสที่ฉุดช่วยได้ ไม่ใช่ช่วยแบบเอาตัวเองเป็นใหญ่ที่บอกเราช่วยได้ แต่การฉุดช่วยนี้คือการพากันข้าม เหมือนเรากำลังข้ามพ้น เราต้องมีหัวใจของคนที่จะเป็นเพื่อนร่วมทุกข์

“Coaching ต้องมีหัวใจของเพื่อนร่วมทุกข์ หัวใจของโพธิสัตว์ที่จะพากันเดินไปด้วยกัน และต้องข้ามสถานการณ์ที่เราต้อง ละมัน เปลี่ยนมัน บรรลุจากการอิสระจากมัน นั่นคือการภาวนา นั่นคือ มัคคภาวนาไปด้วยกัน”

ซึ่งกระบวนการเหล่านี้มีมานานหลายพันปี จนมีศาสนาต่างๆ เกิดขึ้น ซึ่งก็ไม่หนีปฏิจจสมุปบาทเพราะเป็นกระบวนการของธรรมชาติ ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมที่มีมาก่อนพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงจึงตรัสรู้ธรรม ปฏิจจสมุปบาทเหมือนเป็นกระบวนการของธรรมชาติล้วนๆ ที่พระองค์เข้าไปเห็นในวันตรัสรู้จึงได้เข้าใจชีวิตโดยถ่องแท้และสามารถมาอธิบายให้พวกเรา มีหนึ่งคนทำได้มนุษย์คนอื่นก็สามารถทำได้ ไม่ใช่สุดวิสัย


กระบวนการเหล่านี้อยากให้ช่วยกันทำให้มนุษย์ที่เข้ามาปรึกษาโค้ช หรือตัวโค้ชได้รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติล้วนๆ ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจบทบาทของสมมุติ เมื่อเราเข้าใจสมมุติ สมมุติไม่ได้มีให้เรายึดติด ไม่ได้มีไว้ครอบเรา แต่สมมุติเพื่อให้เราวิมุตติ คือ การออกจากมัน เรามีสมมุติเพื่อไม่ได้เป็นเราเป็นฉันอย่างที่เราสมมุติ ไม่ใช่แม่ชีศันสนีย์คือนักบวช แต่เราใช้สถานการณ์ของการมีสถานะตอนนั้น ที่คุณแม่ก็จะมีพฤติกรรมของนักบวชที่อยู่บนอริยมรรคมีองค์ 8 เพื่อทำให้เราไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์คือพ้นทุกข์ เราก็จะมีสมมุติเป็นไปเพื่อวิมุตติ


ท่าน ว.วชิรเมธี บอกไว้ นั่นคือ “มองข้ามสมมุติให้เป็น” ไม่ใช่หมายความว่าจะลืมว่าเป็นเรื่องสมมติ แต่บทบาทที่เราอยู่บนสมมุติมันเป็นไปเพื่อให้เราท้าทายตัวเองหรือเปล่า เพื่อที่จะให้เราไปสู่การพ้นทุกข์หรือวิมุตติ นี่คือกระบวนการทั้งหมดที่พระพุทธเจ้าทรงเข้าไปเห็น และเป็นเหมือนพระบรมครูที่มานำทางให้พวกเราดูแลชีวิตให้เป็นในกระบวนการของการภาวนา โดยมีปัญญาเป็นดั่งสารถีเพื่อให้เราไปสู่การมีอิสรภาพ

ความกังวลต่อคนที่เข้ามาเป็น Coaching


คุณพจนารถ


มีความกังวลใจกับคนที่เดินทางเข้ามาเป็น Coaching การทำเป็นอาชีพก็เป็นสิ่งที่หวังดี แต่อาจจะไม่ได้ช่วยให้เขาก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสร้างสรรค์ การดำรงตนของโค้ชเป็นพลังงาน ต่อให้ฝึกอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าภายในใจเราไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราฝึกมันจะมีพลังที่ขัดแย้ง ตอนที่เรานั่งอยู่กับคนๆ หนึ่งก็จะส่งออกไปในแบบที่เราก็ไม่รู้ตัว คนที่เป็นโค้ชต้องรู้จักว่าอะไรเป็นอะไร เข้าใจชีวิต ที่มาที่ไปของคน แต่ดำรงตนในสมมุติอย่างมีสติเพื่อเดินทางไปสู่วิมุตติได้ ถ้าเรารู้อะไรเป็นสมมุติเราก็ต้องเคารพสมมุติด้วย แต่เส้นทางการเดินทางของเราก็จะเดินไปสู่วิมุตติ


ต่อให้เป็นหนังพระพุทธเจ้าที่สร้างมาทีหลังก็น่าจะอยู่บนพื้นฐานประวัติศาสตร์ที่เยอะ ทุกตอนจิมมี่สามารถนำมาสอนการเป็นโค้ชใช้โมเดลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ อยากให้มี Passion กับอาชีพนี้ เพราะทุกครั้งที่ออกไปทำงานเหมือนเป็นการไปปฏิบัติธรรมหรือการภาวนาของอาชีพนี้ด้วย


แม่ชีศันสนีย์


มีความกังวลว่าคนที่เข้ามามีอาชีพเป็นโค้ช อาจมีบางอย่างที่ไม่มีความกระจ่างกับใจตัวเอง และจิมมี่จะช่วยอย่างไร


คุณพจนารถ


ถ้ามีโอกาสได้แนะนำหรือสัมผัสเขาก็อยากจะหล่อหลอมให้เขาเป็นแบบนี้พาให้เข้าใจ ซึ่งปกติก็จะโค้ชกันเองด้วย แต่คนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงนี้ก็จะดำรงตนให้เป็นแบบนี้ ออกสื่อบ้างทำให้ดีที่สุด ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในช่วงที่กำลังขยายศาสตร์ให้กับคนที่เข้าไม่ถึงได้ เพราะอาชีพนี้สุดท้ายแม้เป็นอาชีพก็จริง แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะให้เขาไม่ได้ จึงได้ทำโรงการ Happy Life Happy Thailand ทำทั่วประเทศที่ไม่มีโอกาสเจอเราเลย หรือไม่สามารถจ่าได้ก็ไม่ต้องจ่าย


จุดประสงค์และผลที่คาดหวัง Happy Life Happy Thailand


คุณพจนารถ


ทำธุรกิจนี้มา 10 ปี ทำแล้วมีกำไรก็เปิดโรงเรียนสอนที่คิดว่าจะให้คนอื่นทำแบบเราได้ โรงเรียนก็เป็นธุรกิจอยู่ดี ระหว่างทางก็มีออกไปทำการกุศลไปเป็นโค้ชให้เด็กนักเรียน คนในจำ พี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อยากทำก็ทำแบบสเปะสะปะมาตลอด จนมีโอกาสจัดอีเว้นท์ใหญ่ อยากทำโคชชิ่งเพื่อให้ต่างประเทศได้เห็นว่าไม่ได้ทำเป็นแต่อาชีพ แต่สามารถช่วยเหลือสังคมได้ด้วยจึงจัด Coaching for Thailand ที่ทำมาเพื่อถวายให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ไม่ได้บอกใครว่าทำเพื่อใคร แต่ในจิตคืออยากทำ ทำแล้วก็เอาไปบอกในการชุม Coaching ปี 2017 รู้สึกว่าผลได้รับการตอบรับดีมาก


จากนั้นก็จดทะเบียนเป็นธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เพราะอยากทำในรูปแบบองค์กรที่มาแล้วคนจะได้ไม่สงสัยว่าจะมีการหลอกลวงอะไรหรือเปล่า โดยให้ทุนคนที่มีจิตสาธารณะ คนที่อยากช่วยเหลือให้สมัครเข้ามาเรียนฟรีจากต้นทุนหลายหมื่นบาท โดยเอากำไรจากที่เราทำธุรกิจมากว่า 10 ปีให้เขาเข้ามาเรียนฟรี แต่มีเงื่อนไขว่า ถ้าเรียนจบไปแล้ว 5 วันคุณต้องไปส่งต่อคนในแวดวงของคุณให้มีความสุขอีก 100 คน เพราะมีความคิดว่า ถ้าเราทำคนเดียวทำไปจนตายเราก็ได้คนไทยไม่กี่คน แต่ถ้าทำหลายคนกระจายไปอีก 100 สร้าง 1 ใหม่ก็จะได้มาอีก 101 คน ทำไปเรื่อยๆ


ตอนแรกใช้เงินตัวเอง จนมีคนมองเห็นก็หาสปอนเซอร์ที่มีคนอยากทำ CSR หรืออยากสร้างประเทศไทย ก็เริ่มมีผู้สนับสนุนเข้ามาซึ่ง 2 ปี ที่ทำมาเราไม่ได้เรียกกว่าโค้ช แต่บอกเขาคือ “ฑูตความสุข” แค่สอนทักษะที่เรามี ไม่ได้สอนเป็นโค้ช แต่สอนให้เขาเข้าใจสัมมาทิฏฐิ แต่เขายังภาวนาเป็น แค่เอาเรื่องนี้ไปสอนในแวดวงของเขา ก็จะเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในชีวิตแล้วคนๆ นั้นมีความสุข อาจจะตั้งเป้าหมายในชีวิตใหม่ แม้เป็นหนี้อยู่ก็ยังเป็นหนี้เหมือนเดิมแต่เขาจะมีเริ่มแนวคิดเปลี่ยนไป


ตอนนี้มีฑูตความสุขกว่า 700 คน โดยมีการเก็บรายละเอียดว่ามีการส่งต่อให้กับใครและมีความสุขในเรื่องอะไรบ้าง ปรากฎว่าที่ส่งไปแค่ 100 แต่ผลออกมาว่า เขาส่งออกไปได้มากกว่า 100 เพราะมันกลายเป็นวิถีของเขาไปเลย เวลาเจอใครเขาก็แบ่งปันความสุขที่เขาได้รับจากการเรียน โดยไม่ต้องไปสอนทั้งหมด ชอบอันไหนส่งอันนั้น ตอนนี้ส่งไปครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศแล้ว โดยตั้งเป้าหมายว่าอย่างน้อยให้มีฑูตความสุขตำบลละ 1 คน ประเทศไทยมีทั้งหมด 7,426 ตำบล ดังนั้นต้องสร้างตามตำบลให้ได้ และใน 700 กว่าคน ได้ส่งฑูตความสุขไปแล้ว 501 อำเภอ หรือคดิเป็น 1,902 ตำบล ทั้งหมด 77 จังหวัดแล้ว แล้วก็คิดว่าจะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าไม่มีใครมาสปอนเซอร์แล้ว เพราะวันหนึ่งก็หมดจึงไปจดเป็นธุรกิจเพื่อสังคมเอาไว้ เนื่องจากต้องมีสินค้าที่เอาไว้ขายได้ด้วย เพราะเราไม่ใช่มูลนิธิรับบริจาคไม่ได้ 100 % รับได้แค่ 50 % และที่เหลือต้องทำกำไรเพื่อที่จะเอากำไรมาเลี้ยงโครงการนี้ให้ได้ ซึ่งตอนนี้ถือว่ามีความสุขมากจากโปรเจ็ค เพราะผลตอบรับมันคือความสุขของประเทศไทย


แต่ละคนสามารถเป็นโค้ชให้ตัวเอง


คุณพจนารถ


สิ่งที่สอนไปคือศาสตร์ที่จะทำให้เขาสามารถแข็งแรงได้ด้วยตัวเอง การที่เราเป็นโค้ชคนหนึ่งแล้วก็ไม่อยากเป็นอีก อยากโค้ชแล้วก็สามารถให้เขาหลุดไปให้ได้

"ถ้าผู้ที่ต้องการเข้ามาให้ช่วยเหลือมาติดโค้ช แสดงว่าโค้ชคนนั้นไม่เวิร์กแล้ว เราต้องทำให้เขาเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร แล้วเขาสามารถจะเดินต่อได้เอง"

ซึ่งฑูตความสุขสอนวิชาเพื่อให้เขาไปเข้าใจตัวเองเพื่อให้เขาสอนให้คนอื่นเข้าใจตัวเอง โดยเป็น Passion ของเรามากที่จะตายพรุ่งนี้ก็ขอให้ได้ทำงานนี้ก่อน


แม่ชีศันสนีย์


ฟังจิมมี่แล้วอยากให้เห็นว่าความคิดของคนหนึ่งที่มีแรงบันดาลใจให้คนพ้นทุกข์ได้ในวิธีการตามที่ตัวเองเชี่ยวชาญ อยากให้ทุกคนไปทำแบบนี้บ่อยๆ ในวิถีของตัวเองจนกระทั่งไหลออกไป คนที่ทำให้ดูแล้วมีความสุขให้เห็นเขาก็เป็นครูนี่แหละ คือเป็นคนที่อยู่ในบริบทของเขาที่จะมาสร้างแรงบันดาลใจให้กับคน โดยที่อัตตาของคนหนึ่งที่สามารถบรรลุธรมได้มันเล็กลงอยู่แล้ว การช่วยให้คนหนึ่งคนสามารถมีวิถีชีวิต จนกระทั่งซึมซับความเข้าใจนั้น มันมีประกาย มีรัศมี ภาษาของการปฏิบัตินั่นคือ การมีบารมี ก็เริ่มจากการทำเรื่องเล็กๆ ไปในวิถีชีวิต และทำไป 24 ชั่วโมง ไม่มีหน้าไม่มีหลัง แต่มันเห็นเลย และเรารู้สึกได้ว่าเราไว้ใจได้ วางใจได้


ฑูตความสุข ไม่ได้เป็นเหมือนซุปเปอร์สตาร์ที่มีสปอตไลท์มาส่อง แต่มีแสงจากข้างในที่เปล่งออกไป เพราะเขาโค้ชตัวเองได้ มีมัคคภาวนา เป็นกัลยาณมิตร เขามีตัวเองกัลยาณมิตร รู้จักตัวเองมี โยนิโสมนสิการ เห็นเลยว่าความคิดที่แยบคายนี้สามารถช่วยตัวเองได้ เขาสามารถที่จะแบ่งปัน แลกเปลี่ยนได้ นั่นคือการเกื้อกูล ไม่ใช่การยกตัวขึ้นมา แต่มันคือการแชร์ออกไป ดูแลกันเกื้อกูล เคารพและขอบคุณที่ทำให้ได้ฟังเรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องที่เขาวางใจไว้ใจ จิมมี่พยายามทำให้กระจายออกไป ซึ่งอาจจะไม่รู้ว่าเรื่องเหล่านี้อธิบายได้ จับต้องได้ สื่อสารได้ แต่ด้วยความเคารพการเป็นมนุษยชาติ เหมือนเป็นการลดชั้นวรรณะ เพราะกรรมไม่มีชนชั้น วรรณะ เพศ วัย ภาษา ศาสนา ใครทำกรรมใดก็รับกรรมนั้น

ถ้าเรามีฑูตความสุขเคารพในกฎแห่งกรรมหรือพฤติกรรมเอง ถ้ามนุษย์หนึ่งคนเคารพกฎแห่งกรรมตัวเองก็ไม่ทำการทุจริต ก็จะเบรก มีสติ มีสมาธิ มีสัมปชัญญะและปัญญา ก็จะมีหิริโอตปะ ก็จะขนขวาย มีอิทธิบาท 4 จริงๆ ตอนนี้ธรรมมะมันลงไปในวิถีชีวิตแล้ว มันคือลมหายใจแห่งความสุขแล้ว มีความสุขเล็กๆ อยู่ในใจแล้วและความสุขก็ไหลไป ถ้าจิมมี่ทำได้หรือมีอะไรให้เราได้รับใช้ที่มีความตั้งใจก็จะทำให้เกิดการทำงาน ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีใครมาสนับสนุนเราทั้งหมด แต่เรายั่งยืนได้ด้วยตัวเราเอง พอเราเห็นความสุขและความยั่งยืนจากภายในของเรา คราวนี้เราจะเริ่มมีดำริ ส่งไปอย่างไร เงื่อนไขไร้พรมแดน ก็จะกลายเป็นหนึ่งแรงบันดาลใจของสมัยปัจจุบัน เป็น How to แบบนี้นำไปสู่การปูพรม การมีผืนพรมที่เป็นจิ๊กซอว์แต่ละตัวต่อกันก็ห่มโลกได้ นี่คือองศาแห่งความสุข

“ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับซื้อหรือการเสพ แต่มาจากการสร้างที่เกิดจากภายในและมีแอ็คชั่น ไม่ใช่หนีโลกไปเลย แต่มันอยู่ในไลฟ์สไตล์ของผู้คน ซึ่งมีมัคคภาวนาคือสายกลางที่จะเข้าถึง”

ปรับ Mindset ให้มีองศาแห่งความสุข


คุณพจนารถ

"ผัสสะ คือ สิ่งใดที่เกิดขึ้นข้างนอกตัวเราเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้อยู่แล้ว ซึ่งความจริงอะไรที่เกิดขึ้นกับตัวเรา เราก็ควบคุมไม่ได้ด้วย แต่ว่าให้คิดสิ่งที่มันเกิดขึ้นก็เกิดขึ้น เราไม่ได้ไปตีความหรือให้ความหมายกับมัน ก็จะไม่มีทางทำให้ใจเราเป็นทุกข์ได้"

แต่มีเรื่องที่ปรากฎทางร่างกาย เช่น ตกงานไม่มีอะไรกินเลยไม่มีบ้านอยู่ แต่ส่วนตัวคิดว่ามนุษย์เราไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกขนาดนั้น ถ้าเรายอมลดอัตตาตัวตนยอมรับในแบบที่เราเคยเป็นก่อนช่วงโควิด-19 ให้คิดว่าตอนที่เราเกิดมาก็ไม่ได้มีอะไร พอเราสร้างมันขึ้นมา แล้วเสียไปก็เท่ากับเราเท่าทุน ยกเว้นว่าเราไปยึดติดกับมัน ให้มีสติอยู่เสมอว่าอะไรที่มันกำลังกระทบเรา แล้วเราให้ความหมายมันว่าอะไร ให้เปลี่ยนความหมายนั้นที่ทำให้เราสามารถเดินไปข้างหน้าได้ เพราะความหมายที่ให้กับสิ่งที่มากระทบคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์


แม่ชีศันสนีย์

"การกระทบบนโลกใบนี้ที่อาจมีความรุนแรงมาก แต่จะรุนแรงขนาดไหนก็ตาม สิ่งที่มากระทบคือสิ่งที่ทำให้เราคมขึ้น หินที่มาลับเราให้เราคมขึ้น ถือว่ามันมีประโยชน์ โควิดถ้ามองดีๆ เราจะไม่ขาดทุน เราได้ในสิ่งที่เราฝึกปรือ"

โลกขาดการกระทบไม่ได้อยู่แล้ว ผัสสะอยู่ในเรื่องปฏิจจสมุปบาทอยู่แล้วที่สำคัญมาก ถ้าเรามีสติรู้ทันในผัสสะ และไม่เพลินในเวทนา ตัณหามีไม่ได้ กระบวนการนี้ต้องอยู่ในไลฟ์สไตล์ของเราจริงๆ อยู่ในชีวิตทุกช่วงวัย ช่วงวัน ทุกการกระทำ ทุกความคิด ถ้าเราปฏิเสธเราจะอึดอัด มองมันตามที่มันเป็น เพราะเราเริ่มปฏิเสธอะไรจะอึดอัด ซึ่งอันนั้นจะทำให้เกิดทุกข์แล้ว


แต้ถ้าเรายอมมันอย่างที่มันเป็น แต่เราไม่ยอมจำนน "ยอมรับ แต่ไม่ยอมจำนน" สิ่งที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้นกาย ย่อมมากระทบใจเรา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ การฟังความรู้สึกมีอยู่แค่ 3 อย่าง ถูกใจคือสุข ไม่ถูกใจคือทุกข์ จะมีสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา จะเกิดความลังเล จะเกิดความไม่แน่ใจว่าจะดึงเข้าหรือผลักออก เป็น อทุกขมสุขเวทนา ง่ายๆ คือมันจะดึงเข้าผลักออก หรือลังเลสงสัย ถ้าเราเห็นความรู้สึกที่เราปฏิเสธไม่ได้ แต่เราเห็นมัน แล้วเราไม่ให้กำลังกับมัน


เมื่อ "ผัสส"ะ มากระทบทำให้เกิดความรู้สึก แต่เราไม่ปล่อยให้ความรู้สึกหรือเวทนา มีความอยากของเราเข้าไป ซึ่งความอยากจะมาหลังความรู้สึก เช่น เวลามีสุขเวทนาก็ต้องละราคะให้ได้ มีทุกขเวทนาก็ต้องละโมหะให้ได้ มีอทุกขมสุขเวทนา มันต้องถอนให้ได้ แต่คนเราในชีวิตประจำวันไม่ได้ฝึกเลย ก็จะละ จะถอน ไม่ได้ และก็จะโวยวาย เข้าไปสู่เหตุปัจจัยให้เกิดปัญหาแล้ว พอไปถึงตัณหาแล้วจะไม่มีทางไปสู่อิสระแห่งทุกข์แล้ว ไปวิมุตติไม่ได้แล้ว จะติดกับพบชาติแห่งทุกข์”


พอภาวะของการแสดงอัตตาก็มีการเกิดชาติ การเกิดแห่งทุกข์ ชาตะ มรณะ วนอยู่อย่างนี้ แต่ถ้าเราไม่เข้าใจว่าการเกิดดับเป็นธรรมดา และไม่ยอมรับการเกิดดับเป็นธรรมดาเพราะเราไม่มั่นคงพอที่จะเห็น แล้วไม่ขาดสัมมาทิฎฐิคือการเห็น ไม่ยอมจำนน เห็นทุกข์ แต่ไม่ร่ำไรรำพัน เห็นสุขก็ละได้ราคะไม่เกิด เห็นคนเยอะเราก็แค่ยืนดูเราไม่ใช่คนแสดง แล้วเราก็ไม่ใช่ผู้กำกับ คุณแม่ได้จากการฝึกปฏิจจสมุปบาท ทำให้ง่าย มนุษยทุกคนต้องเห็นธรรมชาติมันกระทบแค่มีอะไรมาพูดกระทบให้ได้ยิน จิตก็ไปอดีตสะอึกสะอื้นไปแล้ว เราถอน เราละไม่ได้

“ทำไมปัจจุบันขณะถึงสำคัญ เพราะเป็นเวลาเดียวที่เราสัมผัสได้ มันคือที่นี่และเดี๋ยวนี้ Here and Now ที่เราจะต้องปฏิบัติมัคคภาวนาจริงๆ มันคือปัจจุบันขณะที่เราต้องเคารพตัวเอง ถ้าเราเคารพตัวเอง และละราคะ บรรเทาโทสะ ถอนอวิชชาได้ คือปัจจุบันที่ประเสริฐที่สุด เราจะไม่จมอยู่กับอดีต แต่จะตั้งรับผลของอดีตได้ที่ปัจจุบันขณะ กลายเป็นผู้ยอมรับความจริงว่าเราไปเปลี่ยนเหตุไม่ได้ แต่เราละปัจจุบันขณะที่ไม่ให้อดีตมาถ่วงทับเราได้ และเราก็วางท่าทีของปัจจุบันที่มันเป็นเหตุอยู่แล้วเพื่อปล่อยวางในผลได้เลย”

ปัจจุบันขณะที่เราฝึกให้เป็นมรรคแห่งการเกิด นำความเบิกบานมาให้เราอยู่แล้ว ไม่ต้องระแวงว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร โควิด-19 คือสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ ไม่มีกิน เพราะมันเคยกินแค่การซื้อการเสพ แต่ตอนนี้อาจต้องรู้จักหากินปลูกกินทำกินหรือเริ่มรู้สึกชีวิตมีอย่างนี้ได้ เริ่มรู้สึกว่ามีอยู่แล้ววันหนึ่งมันหายไป แต่มันยังมีความตั้งใจให้มันสำเร็จ อันนี้มันสำคัญ


ช่วงโควิด-19 ตีโพยตีพายเป็นโควิด-19 ที่ติดที่ใจซึ่งความจริงเป็นการติดจากข้างนอก แต่ภาวะติดใจอันนี้อันตราย คุณแม่ว่าเราน่าจะสอนสิ่งเหล่านี้ให้ดี จนกระทั่งจะรู้ว่า “สมบัติถ้าเราไม่ใช้ ก็เหมือนไม่มี” สิ่งที่มีอยู่จริงๆ มันต้องใช้ได้จริง ชีวิตเราตอนนี้ก็เหมือนไม่ใช้ชีวิตของเรา ให้มีปัญญา ศีล สมาธิ ก็เหมือนไม่มี เหมือนคนที่ตายทั้งเป็น


อย่าเอาโควิด-19 มาติดในใจ ความกลัวร้ายกว่าโควิดฯ


ถ้าเราไม่เอาโควิด-19 มาติดใจเรา จะทำให้เราดีดออกตัวมา เราเคยยอมจำนนมาเยอะแล้ว จะไม่ยอมเดินอยู่ในกระแสของคนที่ไม่พึ่งตัวเองได้แล้ว ทุกทีไปยึดกับกระแสเทรนด์ แต่ตอนนี้ไม่มีเทรนด์ แต่รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ต้องพึ่งตัวเองได้และให้คนอื่นเป็น ทำให้มีวิถีชีวิตที่เป็นนักสู้

“โควิด-19 จะถึงช่วงพีค มิ.ย. ก.ค. และ ส.ค. จะพีคที่สุด แต่อย่าปล่อยช่วงนี้ให้ผ่านไปกับความกลัว กลัวมีไว้ให้เห็น ไม่ใช่มีไว้ให้เป็น ความกลัวคืออวิชชา ความกลัวนั้นน่ากลัวมากกว่าโควิด-19 ที่มาทำร้ายชีวิตของเรามากกว่าสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น คนที่สามารถลุกขึ้นมามองความกลัวอย่างเข้าใจมัน แล้วไม่ยอมจำนน จะกลายเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงการทำงานในชีวิตของเรา องศาเราเปลี่ยน มุมมองเราเปลี่ยน ทิฐิก็เปลี่ยน”

คุณพจนารถ


ความกลัวเป็นสิ่งที่ไร้ตัวตนที่ต้องตั้งรับและต่อสู้กับมัน เมื่อไรที่มีพลังงานต่อสู้เหมือนเรากำลังสร้างศัตรู เหมือนสร้างสงครามกับเราเอง

"สงครามยังไม่เกิด แต่เราจะไปตั้งป้อมใช้พลังงงานไปกับมันแล้ว"

แม่ชีศันสนีย์

"ความกลัวเป็นอุปสรรคที่น่ากลัวมาก"

ควรเริ่มวางใจองศาไหนกับความหวังที่เหลืออยู่


คุณพจนารถ


วางใจไว้ที่ใจ ไม่ต้องคิดถึงความรุ่งเรืองในอดีต เคยทำงานได้เงินเดือน ตำแหน่งอะไร ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา มันไม่มีอะไรที่ทำให้คุณค่าของเราลดน้อยลงไปเลย การที่ไม่ได้ทำงานเดิมไม่ได้หมายความว่าคุณค่าในตัวเราจะลดลง และยังไม่ต้องคิดถึงอนาคตว่าจะเอาอะไรกิน วันนี้ยังอยู่ตรงนี้ ยังมีกิน ยังหายใจอยู่ ที่มันเครียดเพราะจะเอาเงินที่ไหนส่งลูก ผ่อนบ้านอย่าเพิ่งคิดเพราะยังไม่เกิด แตไม่ได้แปลว่าไม่ใส่ใจ แต่คิดไปมันทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้แค่หายใจ เมื่อก่อนระวังมากกับการที่คนชวนไปให้กำลังใจธุรกิจ แต่ช่วงโควิดฯ เป็นธุรกิจหนึ่งที่ไม่ให้คนมารวมตัวกันเลย 20 คน แปลว่าสถาบันเปิดไม่ได้ ลูกค้ากระทบ บริษัทใหญ่ไปสอนไม่ได้กระทบเป็น 10 ล้านบาท แต่ไม่ได้สะเทือนเพราะทำอะไรใจเราไม่ได้ เทคนิคคือมองว่ายังไม่มีอะไรที่เลวร้ายเกิดขึ้น ซึ่งความจริงเกิดมาเราไม่มีอะไรเลย ตอนนี้เรามีรถมีบ้าน มีบริษัท อะไรจะหายไป ก็หายไป ก็ไม่ต้องติดกับมัน เหมือนไฟไหม้เสถียรธรรมสถานสมบัติที่ไม่ได้ใช้ก็ไม่ได้ใช้ ต้องระวังมากๆ วันนี้ถ้าให้จิมมี่เดินไปบอกวันนี้ไม่ข้าวกินขอข้าวกิน เราก็ทำได้นะ

“เราต้องไม่สำคัญว่าเราเป็นใคร ขอให้ตั้งปณิธานว่าเรายังมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ของจิมมี่คือการสะสมบารมีที่เพื่อวันหนึ่งไปถึงวันที่เราจะไม่ต้องเกิดได้ ชีวิตมีค่ามาก ทรัพย์สมบัติ ประสบการณ์ไม่ได้มีความหมายไปมากกว่าการมีชีวิตของเรา ให้เหลือชีวิตเอาไว้ ที่เหลือเราจัดการได้ทั้งหมด”

แม่ชีศันสนีย์


แม้แต่ชีวิตก็ไม่ใช่ของเรา เป็นองค์ประกอบกหนึ่งที่เราต้องคืนมันไปเหมือนกัน ไฟไหม้เสถียรธรรมสถาน สมบัติที่มีค่ามันหายไปเลย ไม่ต้องไปนับหรือให้ราคากับมันเลย แต่มันทำให้เราได้ประโยคหนึ่งเลย

“สมบัติที่ไม่ได้ใช้ สิ่งนั้นไม่มี”

อะไรที่มีอยู่มันไม่ต้องรอให้ไฟไหม้ มันได้เร็วมาก เกิดแบบระบบของการเข้าใจทำให้เราไม่นั่งเสียดายกับสิ่งที่หายไป แต่เราควรจะให้คุณค่ากับตัวเราเองว่า


การทำให้ปัจจุบันขณะของคุณเป็นนักลงทุนได้อย่างไร มีปัจจุบันขณะสิ่งที่ได้มาอยู่ยังเป็นการขอยืมอยู่ เป็นสิ่งสมมุติ ชีวิตของเราได้มาเพียงชั่วครู่ แต่เราจะบริหารส่วนที่เหลือของเราอย่างไร โควิด-19 ทำให้ชีวิตกลับมาเข้าใจเรามากขึ้น ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นสัมภเวสีล่องลอยไปเรื่อย เราอาจไม่รู้จักตัวเราเองจริงๆ เขาว่าอะไรดีเราไป เขาว่าอะไรใช่เราก็ชอบ แต่ถ้ามีคนบอกที่เราชอบว่าไม่ใช่เราก็ขัดแย้ง พอเริ่มรู้สึกว่าไม่เห็นเหมือนกันก็คบกันไม่ได้ เป็นศัตรู อันนี้น่ากลัวกว่าโควิด-19

“โควิด -19 ทำให้เราได้นั่งมองตัวตนเล็กของเรา เราเนี่ยจริงๆ แค่สิ่งสมมุติอย่างหนึ่งเหมือนกัน แค่ขอให้หายใจเป็น เมื่อก่อนโควิดฯ เราอยู่แค่หายใจได้ แต่เราหายใจไม่เป็น พอเกิดโควิดฯ ก็ทำให้เราหายใจเป็นแล้ว เราจะรู้ว่าจะหาความสุขในทุกข์ลมหายใจได้อย่างไร”

หุบเขาโพธิสัตว์ให้ข้อคิดมาก


จากที่ต้องเดินออกไปบิณฑบาตก็ออกไปไม่ได้ เคยออกไปขอต้องออกไปแจก เคยออกไปให้พรเขา ตอนนี้ต้องให้พรแล้วต่างคนต่างอยู่รักกันไกลๆ แต่ใจยังให้อยู่ เมื่อวันก่อนแจกของส่องตะเกียง ที่ไม่ใช่การให้ที่ส่งไปผลักให้คนตกเหว ซึ่งไม่เชื่อว่าเป็นทฤษฎีที่เราจะรอด แต่เราจะให้ไปพร้อมกับแสงสว่างในปัญญา จะไม่ให้โดยไม่มีกระบวนการการเรียนรู้ด้วยกัน


โควิดฯ ระลอกแรกที่กระทบเพราะต้องปิดเสถียรฯ 1 ที่สร้างมาเพื่อช่วยคน แต่ช่วยไม่ได้เพราะเปิดไม่ได้ ก็มาเปิดที่เสถียธรรมสถาน 2 ที่หุบเขาโพธิสัตว์คือหลุมหลบภัยที่มีชีวิตทันที ไม่ใช่หลุมหลบภัยเพื่อเอาตัวรอด และเริ่มแจกของ โดยให้มาเรียนรู้ด้วยการทำปุ๋ยมาปลูก มาปรุง มาเปลี่ยนโลก คุณแม่ทำอาหารไม่เป็นแต่ต้องทำรายการอาหาร แต่กลายเป็นการสร้างแรงบันดาลใจของลูกศิษย์ที่เห็นคุณแม่ลุกขึ้นมาทำอาหารเพื่อพึ่งตัวเองก็กลับไปทำอาหาร เพราะเดี๋ยวทุกคนรอดแล้วจากการพึ่งตัวเอง

“การมีความสุขเริ่มจากเล็กๆ ง่ายๆ ความสุขไม่ใช่เรื่องยาก สุขง่ายใช้น้อย เป็นเรื่องที่เราพูดอยู่แล้ว แต่ไม่เคยรีแอ็กชั่นให้คนเห็น แต่ตอนนี้ต้องสุขง่าย กายเคลื่อนไหวใจตั้งมั่น สุขง่ายจากการใช้น้อย สุขเมื่อสร้าง ไม่ใช่สุขเมื่อเสพอันนี้ชัดเจน”

หุบเขาโพธิสัตว์ทำงานหนักเหนื่อย แต่ห้ามถามคุณแม่ว่าเหนื่อยมั้ย ให้ถามว่าสุขมั้ย สุขเมื่อสร้าง สุขง่ายใช้น้อย พร้อมกับการส่องแสงปัญญา และเวลาไปเยี่ยมผู้คน สมัยก่อนโควิด-19 ไม่รู้ว่ามีคนอายุ 90 ปี คอยดูแลคนติดเตียงที่อายุ 40 ปี เพราะเราไม่เคยเห็นเขา พอมีโควิดฯ เราเห็นสิ่งนี้และเริ่มให้กระบวนการในการฉุดช่วย เห็นเลยว่าแรงบันดาลใจเรานี้เกิดขึ้นจากถูกล็อกดาวน์และการปิดเสถียรฯ 1

“เราได้บทเรียนจากครั้งนี้ โดยที่เราจะไม่พูดว่า “เสียดายที่คนตายไม่ได้ทำ” อยากทำอะไรทำเลย อย่าพูดประโยคนี้ เพราะเท่ากับแสดงว่าเรามีราคะอยู่แล้ว เราก็ขยันสุดฤทธิ์ มีฉันทะแล้วขยันไปเลย แล้วมีความสุขง่ายจากการใช้น้อยไปเลย สุขเมื่อสร้าง สุขเมื่อให้ จนกระทั่งสิ่งที่เรามีอยู่เก็บอยู่ อาจจะเป็นมรดก ไฟไหม้ไปก็ไม่เสียใจแล้ว เพราะเราสร้างมรดกได้ มรดกกรรม ขึ้นมาเป็นมรดกโลกได้ ตายก็ยิ้ม ได้พักสวยงาม และก็ส่งต่อไปยังสุขคติภูมิอยู่แล้ว”

เราไม่กลัวในเรื่องความตายแต่เราจะกลัวในเรื่องที่จะกลับมาเกิดใหม่ เราก็ต้องทำลายอัตตานี้ไป จะได้ไม่เป็นการเกิดทุกข์ มันคือกระบวนการที่ไม่ใช้แค่พูดหรือเทศนา แต่มันคือกระบวนการของการใช้ชีวิตที่มีการเสวนากับตัวเอง และเริ่มมองเห็นว่าอะไรที่มีไว้แล้วไม่ได้ใช้นั่นคือสิ่งที่มันไม่มี ตายไปก็ได้พักจริง


คุณพจนารถ


โควิดฯ รอบแรกไม่รู้จะทำอะไรกับสังคมได้ ก็เลยปล่อนคอร์สฟรีออกไปแล้วทำให้เห็นโอกาสที่เราไม่เคยเห็นเลย ที่เพราะเราตั้งใจส่งสุขทั่วประเทศ แต่กลายเป็นสร้างสุขทั่วโลกได้ เพรามีสถานฑูตติดต่อเข้ามา แม้เราหารายได้ไม่ได้ก็ตาม


แม่ชีศันสนีย์


ปีที่แล้วผู้หญิงไทยในต่างแดน มีพื้นที่ให้มาใช้ที่หุบเขาโพธิสัตว์ 200 กว่าคน ส่วนใหญ่คือเจ้าของธุรกิจที่มีความสำเร็จ แต่ตอนนี้กระดานมันเปลี่ยน กลับบ้านเรา มันยังมีมรดกกรรมที่เรายังทำได้ สงสารมากผู้หญิงต่างแดน เดี๋ยวนี้สื่อพาเรา มันมีปาฏิหารย์จริงๆ เครื่องมือทำให้เราไลฟ์ทุกวัน เหนื่อยแต่สนุก เพราะคิดว่า 1 เสียงที่ปล่อยออกไปอาจช่วยให้คนไม่ฆ่าตัวตายได้ทันที อาจจะไม่มีเงินทำบุญแต่เราทำกุศลได้ เพราะกุศลเป็นเจตนาที่ไม่ต้องใช้เงิน เราทำกายกรรม วจีกรรมมโนกรรมด้วยกุศล มีความสุจริตเพราะกรรมทั้ง 3 สุจริต ช่วงนี้คนทำกุศลเยอะ ไม่ต้องให้ความสำคัญกับเงิน เงินมีความสำคัญ แต่ถ้ามันยังมีความสำคัญกับสิ่งที่หายไปในกรณีกับโควิดฯ คือสำคัญผิด

“เวลานี้ควรให้ความสำคัญกับกุศล แล้วจะมันติดตัวเราไป โดยเจตนาให้ไปเป็นอะไรที่ให้อย่าไปคิดว่ามันไม่มีคุณค่าอยากบอกว่าของที่เราเสพได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย มันจะไปอยู่ในใจเขา คนเราเพื่อนมีค่าเมื่อปัญหาเกิด การโค้ช 1 คนตอนที่เอาเงินมาจ่าย ไม่มีความหมาย แต่ถ้าเราเป็นเพื่อนร่วมเดินทางในช่วงวิกฤตการณ์ที่ยากลำบาก เราจะอยู่ในใจเขาแล้ว"

สิ่งที่อยากฝากไว้


คุณพจนารถ


กลับเข้ามาเคารพตัวเอง เพราะการที่ชีวิตเราดำเนินมาถึงตอนนี้ได้ ถือว่าเราเก่งมากแล้ว สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ มันคือประสบการณ์ที่ทำให้เรามีศักยภาพที่จะทำให้เราดำเนินต่อไปคมขึ้นเก่งขึ้น อยู่บนโลกนี้ได้อย่างแข็งแรงมากขึ้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้มันเกิดขึ้นมาเพื่อให้เรามีประสบการณ์ที่ดี อย่ากลัว ขอให้ยอมรับ แต่อย่ายอมแพ้


แม่ชีศันสนีย์


ให้อภัยตัวเอง บอกรักตัวเองอย่างไม่เห็นแก่ตัวได้แล้ว โควิดฯ มาเพื่อให้เรารักตัวเองเป็น จะได้ไม่ตายทั้งเป็น แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างสงบเย็นเป็นสุข พ้นทุกข์แล้วอย่าลืมเป็นประโยชน์ร่วมกัน


*******************



ดู 27 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด