“สมดุลโลก สมดุลธรรม”



สนทนาธรรมกับท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ คุณเพ็ญศรี สุธีรศานต์ เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย

ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


คุณเพ็ญศรี สุธีรศานต์ เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ได้มาแลกเปลี่ยนสนทนาธรรมกับท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ถึงมุมมองสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักธุรกิจ เจ้าของกิจการและนักธุรกิจที่กำลังฟันผ่าวิกฤติโควิด-19 ในครั้งนี้ พร้อมร่วมรับฟังโครงการดีๆ เพื่อสังคมจากบริษัทจดทะเบียน


หลังโควิด-19 ใครไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองต้องคิดใหม่


คุณเพ็ญศรี


ถ้าสังคมล้มเหลว ธุรกิจก็อยู่ไม่ได้ การที่สังคมยังมีประเด็นจากการระบาดของโควิด-19 ภาคธุรกิจเองก็จะอยู่แบบเดิมไม่ได้ ณ วันนี้คือ การรีเซ็ทครั้งใหญ่ ตอนนี้ถ้ายังมีใครไม่เปลี่ยนตัวเองเลยตั้งแต่มี

โควิด-19 ต้องคิดใหม่แล้ว สิ่งที่ทุกคนต้องเจอคือ มันต้องเปลี่ยนแบบใดแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น การใช้ชีวิต การทำงาน การอยู่แบบครอบครัว เพราะหลังโควิด-19 คนจะปรับตัวชนิดที่ว่ามีหนทางใหม่ในชีวิตได้เลย บางคนโชคดีได้พบธรรมะ ทั้งที่หลายเรื่องอยู่ใกล้ตัวเราอยู่แล้ว แต่วันนี้สุขภาพกายและใจต่างสำคัญ ซึ่งเป็นห่วงมากๆ ที่เด็กต้องนั่งเรียนผ่านออนไลน์ แต่การใช้ชีวิตในสังคม การเจอเพื่อน การได้เจอเพื่อน หรือเจอธรรมชาติ ได้รับลมแสงแดดน้อยลงไป ต้องเยียวยาอย่างจริงจัง


แม่ชีศันสนีย์


โควิด-19 มาเพื่อให้เราได้พบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในช่วงคนหนึ่งคน และแต่ละ Generation ก็มีความแตกต่างกัน ถ้าเจอตั้งแต่เด็กเขาก็จะมีภูมิคุ้มกันเร็ว ส่วนพวกเราอายุเยอะแล้วเจอแล้วเดี๋ยวก็ตาย แต่การเปลี่ยนแปลงนี้มันมีโอกาสที่จะทำให้เราโตได้ ถ้าเรามองอย่างมีปัญญาโดยใช้การแก้ปัญหา

“โควิด-19 ไม่มีใครไม่เจอผลกระทบ ไม่ว่าจะน้อยหรือมาก สายป่านยาวหรือสั้น ต้องเจอแน่นอน แต่ถ้าใครเจอแล้วกลับมาเจริญปัญญาให้เต็มที่ อันนี้ก็จะโตได้ ถึงแม้ว่าจะค่อยๆ โตกลับมาอีกครั้งหนึ่ง หรืออาจจะไปได้มากกว่าเก่า หรืออาจจะตกต่ำไปเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับการจัดการ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องคุยกันว่าเราจะจัดการอย่างไรที่จะทำให้ตะกอนของโควิด-19 มีกำไรทิ้งไว้บนโลกใบนี้อยู่”

การปรับตัวของบริษัทจดทะเบียนเมื่อเกิดโควิด-19


คุณเพ็ญศรี


วิกฤตเศรษฐกิจแต่ละครั้งต้องขอบคุณภาคเอกชนประเทศไทยมีการขับเคลื่อนจากภาคธุรกิจและภาคสังคม ซึ่งภาคเอกชนเหมือนทหารทางเศรษฐกิจที่ต้องแข็งแกร่งและต้องมีความกล้า เห็นได้จากโครงการใหญ่ๆ อย่างรถไฟฟ้า ท่าเรือ โดยต้องมีความเชื่อมโยงการลงทุนของภาคเอกชนกับภาครัฐที่ต้องไปในทิศทางเดียวกัน

“วันนี้ผู้บริหารระดับสูงของแต่ละบริษัทเอกชนจะมองจุดเล็กๆ ของตัวเองไม่ได้แล้ว ต้องมองภาพใหญ่ว่าเขาจะเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเรือใหญ่ลำนี้ไปได้อย่างไร ตอนนี้เราอาจมีสันดอนอยู่กลางทะเล หรือออกเรือไปเจอภูเขาน้ำแข็ง โดยที่ไม่เห็นข้างล่างจะเป็นอย่างไร ดังนั้นกัปตันเรือจะไม่ใช่คนเดียว ตอนนี้นักธุรกิจจะต้องสร้างขวัญและกำลังใจในบริษัท ผู้นำต้องตื่นรู้ไม่ใช่ตื่นตระหนก เพราะถ้าตื่นตระหนกคนที่อยู่ในเรือก็จะรู้สึกถึงความสั่นคลอน ณ วันนี้ต้องสร้างขวัญและกำลังใจให้กันและกัน และสิ่งที่สำคัญโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ต้องหาทักษะการทำงานที่หลากหลายไป”

เห็นได้ว่าบางธุรกิจโดยเฉพาะท่องเที่ยวได้รับผลกระทบค่อนข้างเยอะ คนที่จะไม่มีงานทำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นกระแสทั่วโลก ดังนั้นคนที่จะอยู่รอดได้ Mindset เป็นสิ่งสำคัญวันนี้อะไรที่ไม่เคยทำ ต้องลุกขึ้นมาทำ


ความหมายของคำว่าจุดสมดุล


แม่ชีศันสนีย์

คนที่หาจุดสมดุลไม่เจออาจเพราะว่าเราไม่เคยหา ซึ่งจริงๆ จุดสมดุลอยู่ในปัจจุบันสมมุติว่าเราเป็นคนที่สังเกตตัวเองอยู่บ่อยๆ ถ้าเราบอกว่า Here and Now ปัจจุบันที่นี่เดี๋ยวนี้ กายใจของเราเป็นหนึ่งเดียวกัน ประโยชน์จากที่เห็นสิ่งนี้เป็นอัตโนมัติที่ฝึกไว้อย่างดีแล้ว เป็นวิถีชีวิตจะเกิดอะไรขึ้น นั่นคือ การตัดสินใจเราจะคมขึ้น ความฟุ้งซ่านไม่มั่นใจมันจะน้อยลง เราจะศึกษาเรียนรู้ในสิ่งที่เป็นปัจจุบัน ไม่เชื่ออยู่ในความรู้เดิม

“เราจะต้องใช้ความสมดุลของกายใจในปัจจุบัน เรียนรู้ต่อไปอย่างลึกและกว้าง ในขณะที่เราต้องขนาบด้วยปัญญาของเราว่า เราจะไม่เรียนรู้อยู่ด้วยความโลภ ถ้าเห็นความโลภเราจะต้องละ ละโลภจะทำให้เรามีฉันทะ นั่นคือ ความพอใจ ยินดีในการทำสิ่งที่เป็นเรื่องไม่หยุดการเรียนรู้หรือความเพียรที่จะเจาะลึกลงไป พอเราเห็นความสมดุลที่ทำให้เราเจาะลึกลงไป คราวนี้เราจะเห็นความตั้งใจมั่น การรู้จัก การมีมิตรภาพ การประนีประนอม การใช้ชีวิตอย่างมีสันโดษในอกุศล แต่ไม่สันโดษในกุศลจะเกิดขึ้นเลย เมื่อเรามีฉันทะ วิริยะ จิตตะ ในระดับที่เรียกว่า เรามีสันโดษในอกุศลได้กุศลก็จะมากขึ้น”

มันก็จะเป็นการใคร่ครวญหรือทดลอง เหมือนเรามีแล็ปทดลองอีกครั้งหนึ่งในชีวิตในช่วงของโควิด-19 ที่เราจะต้องไม่ยอมจำนน เรายังคงเป็นนักสู้อยู่ ที่ความสมดุลอันนี้เราต้องมีที่มาและที่ไป และยังต้องฝึกไปเรื่อยๆ จนปฏิบัติจริงเราจะกลายเป็นคนที่ขจัดความกลัว ด้วยปัญญาของเราที่ลองแล้วลองอีก ดังนั้นความรู้ ความถนัดแบบเดิมไม่พอแล้วสำหรับโลกที่ก้าวกระโดดไปอย่างรวดเร็ว

“โควิด-19 ไม่ได้มาให้เราช้าลง แต่มาให้เราเร็วขึ้น แต่ความเร็วต้องไม่ลน และต้องมีความสมดุลของกายใจที่จะไม่ลน ไม่รุ่งริ่ง เรียกว่าโควิด-19 มาเพื่อเป็นการภาวนาของพวกเราทุกคนเลย”

การทำโครงการเพื่อสังคมของบริษัทจดทะเบียน


คุณเพ็ญศรี


คนไทยเป็นคนที่มีน้ำใจมาก เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะประสานไปทางทิศไหน ต่างก็พร้อมช่วยเหลือ และไม่ได้เกี่ยงกันว่าเป็นหน้าที่ใคร สมาคมฯ นี้มีบริษัทจดทะเบียนเป็นสมาชิก และมีโครงการรวมใจบริษัทจดทะเบียนสู่ชุมชน เหตุผลหลักคือต้องการไปช่วยร้านค้าขนาดเล็ก โดยเฉพาะร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบเยอะ มีการสั่งอาหารจากร้านพื้นที่ต่างๆ เพื่อเอาอาหารไปให้ชุมชนหรือบุคลากรทางด้านสาธารณสุข กลุ่มเปราะบางในสังคม โดยมีการทำงานร่วมกับศูนย์บริหารสาธารณสุขศูนย์ต่างๆ ใน กทม. และที่ผ่านมาได้รับแบ่งปันวัคซีนจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มาเพื่อลงสู่ชุมชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนที่ต้องออกไปทำงานนอกชุมชน ทั้งนี้สมาคมฯ ตั้งเป้ากระจายอาหารให้ได้ 1 แสนชุดต่อเดือน เวลาไปทำงานกับร้านอาหารก็จะมีทีมลงไปช่วย คิดว่าต้องทำให้เขามีเงินหมุนเวียนในร้านค้าที่คิดออกมาว่าจะต้องได้สัปดาห์ละเท่าไร เพราะเชื่อว่าถ้าร้านค้าอยู่รอด ชุมชนก็อยู่รอด และสังคมก็จะไปต่อได้


แม่ชีศันสนีย์


ประเสริฐมากเลยที่เราเอาความถนัดจากคนหนึ่งไปสู่คนอีกหนึ่งคนเพื่อให้เขามีสายป่านยังมีชีวิตต่อไปได้ คุณแม่ก็ห่วงร้านค้าเล็ก และหาวิธีการที่จะเชื่อมร้านค้าเหล่านี้ สิ่งที่ทำเหมือนเป็นสะพานที่เชื่อมน้ำใจคนไปสู่คนที่ทำให้เขารอดทั้ง 2 ฝั่งเลย คือทั้งผู้ประกอบการเล็กๆ ก็รอด หรือคนที่ไม่มีกินก็ไม่มีกินจริงๆ เพราะหนึ่งมื้อของคนที่ไม่มีเลยเทียบกับ 10 มื้อของคนที่ไม่เคยอดอยาก อันนี้ประเสริฐมากเพราะเป็นการทำงานด้วยหัวใจโพธิสัตว์เลย ต้องขออนุโมทนาด้วยว่า เป็นปัญญาขณะที่ให้และก็เชื่อมโยงให้สังคม

ประคับประคองอยู่ได้ ไม่ใช่แค่เพียงแค่มีน้ำใจเท่านั้น แต่มันมีปัญญาด้วย เพราะเป็นการมีปัญญาบนพื้นฐานของการให้แล้วก็ต้องรอดไปด้วยกัน


การเชื่อมโยงการเป็นผู้นำและความรู้ความเข้าใจเรื่องธรรมะมาใช้ร่วมกัน


คุณเพ็ญศรี


ผู้บริหารหลายคนเป็นคนที่ดีและเป็นคนเอื้อเฟื้อ ทำงานก็เก่ง แต่ส่วนใหญ่ใช้เวลาทำงานในการประชุม ดูแลครอบครัว ทำให้ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ทั้งทางด้านสุขภาพหรือทางด้านจิตใจ สมาคมฯ จัดหลักสูตรการพัฒนาศักยภาพผู้บริหาร โดยคิดว่าถ้ามีครูบาอาจารย์ช่วยในการปลุกให้เขาได้ดูว่า ณ วันนี้ เขายังเดินหลงทางอยู่หรือเปล่า ในหลักสูตรให้คณะเดินทางไปที่อินเดียทำกิจกรรมด้วยกัน เห็นเลยว่า ที่ผ่านมาหลายท่านห่างไกลศาสนามาก แต่เขาใช้เพียงแค่วันเดียวจากที่ได้ฟังครูบาอาจารย์ และได้ระลึกด้วยตัวเองด้วยจิตที่เงียบสงบ เขาก็สามารถสะท้อนให้ได้ว่า นี่คือจุดที่ทำให้เขาต้องรู้จักหันหลังกลับบ้าง ไม่ใช่แค่เพียงเดินหน้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งดีใจได้เห็นผู้บริหารหลายคนเปลี่ยนตัวเองและเข้าใจความสุขมากขึ้น ไม่ได้วัดที่ตัวเงินหรือตำแหน่งจากที่ได้ทำงานมากว่า 20 ปี


มีผู้บริหาร 1 ท่านกลับจากอินเดียคือ ทำให้เขารู้ว่าแม้กระทั่งเลขาที่ทำงานให้ เขายังไม่มีการทักทายด้วยเลย และเพิ่งมารู้ว่าแม่ของเลขาเป็นมะเร็งมาหลายเดือนแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบางครั้งเราเดินหน้าไปอย่างเดียว แต่เรากลับทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลังห่างไกลไปเรื่อยๆ พอคิดได้เลยมีจุดที่มาช่วยให้เขาเติมเต็มในชีวิตได้


แม่ชีศันสนีย์


แสดงว่าการที่ให้คนได้ไปตกตะกอนกับตัวเอง เวลาที่เป็น Special Trip เพื่อได้อยู่กับตัวเองลึกๆ และมีกัลยาณมิตร อาจทำให้คนหนึ่งจากที่เป็นคนมีคุณภาพอยู่แล้วเพราะเป็นผู้บริหาร แต่บางทีอาจจะหลงลืมอะไรบางอย่างที่อยู่ใกล้ตัวให้กลับมาเป็นแว่นขยายที่กลับมามองเห็นอะไรบางอย่างที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการดูแลจิตใจของคนที่เราต้องอาศัยเขา และคิดว่าเขาจะเป็นคนคุณภาพของงานอย่างที่มีความสมัครใจ โดยไม่ต้องร้องขอ ถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งที่ดี แค่เพียงฟังเขาด้วยหัวใจสักหน่อย

“จะรู้สึกว่าเวลาที่เราภาวนาร่วมกัน มันจะเร็วกว่าที่เราจะ Lecture ธรรมดา เหมือนกับการมีแก้วน้ำมาแล้วมานั่งนิ่งๆ ให้ตกตะกอนมันจะเห็นและรู้สึกว่าเราดีแล้ว โดยที่เราไม่เห็นว่ามันมีตะกอน แต่พอเราได้อยู่กับตัวเอง ได้ตามลมหายใจหรือตามจิตตัวเอง มันจะแยกระหว่างตกตะกอนกับสิ่งที่เป็นความใสที่อยู่ด้วยกันได้ แล้วคราวนี้ปัญญาในการดึงตะกอนออกก็จะทำให้เหลือน้ำใสที่มากกว่า จะดีขึ้นและสุดขึ้น”

ผู้นำกับธรรมะ ธรรมะมีส่วนช่วยให้ตกตะกอน


แม่ชีศันสนีย์

“การบริหารที่ดีคือการบริหารกายใจของเรา จะเป็นผู้บริหารหรือไม่เป็น แต่การเริ่มจากการบริหารกายและใจก่อนจนเราเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจที่เบาหรือสูงขึ้นมันจะเห็นภาพชัด ซึ่งรวมถึงทำให้เห็นภาพการบริหารองค์กรที่ชัดขึ้นเช่นกัน เพราะมันคือเรื่องเดียวกันระหว่างความสมดุลของโลกกับความสมดุลของธรรม เพียงแต่เราจะหยิบอะไรขึ้นนำ หรืออะไรตาม หรือสลับกันได้”

ถ้าในกรณีที่เราต้องเว้นวรรคตัวเราบ้าง กลับมาสร้างความสมดุลทางจิตใจ บางทีมันเหนื่อยมาก มันหยุดเอง บางทีเหนื่อยมากแต่เราหยุดเมื่อไร เรารู้ทันหลง ถ้าเราทำไปโดยที่ไม่รู้ว่าเราเหนื่อยแล้วเราก็ดันไป ตอนนี้จะดันไปในสิ่งที่ทำให้เราหลงก็ได้ ถ้ามีช่องว่างไว้ให้เราได้หายใจหรือเว้นวรรคบ้าง หรือบางทีอาจนั่งกินข้าวข้าวเงียบๆ เห็นเพียงแต่ทำหน้าที่นั่งและอยู่กับหนึ่งคำข้าวแบบเงียบ ความพอใจที่จะอยู่กับกายวิเวกเป็นเรื่องที่ต้องมี เพราะเราเที่ยวไม่ได้ตลอดเวลา เนื่องจากเราต้องมีการเดินทางด้านในด้วย


อย่างพอเรามีกายวิเวกใน 1 วัน 24 ชม. บางทีเพียงคืนเดียว จะเห็นเลยว่าวันรุ่งขึ้นรู้สึกสดกว่า เพราะฉะนั้นการที่เราได้บริหารกาย จิต หรือได้เข้าถึงความเป็นวิเวกที่หมายถึงความเงียบความสงัด จากการแบกปัญหาไว้บนไหล่ที่มันหนักอึ้งแต่ไร้แก่นสาร มันจะทำให้เห็นถึงจิตวิเวกด้วย หรือแม้การออกมาทำหายวิเวกแบบหมู่คณะ แต่เป็นคนที่ตามดูจิตให้ติดต่อ 1-2 ชม. หรือ 10-20 นาที ระหว่างวัน จนเกิดศรัทธาตัวเอง มันก็จะไปใส่ในระหว่างวันที่พอจะหายใจลึก


แต่ที่สำคัญคือ อุปธิวิเวก การวิเวกจากการยึดมั่นถือมั่น ถ้าผู้บริหารคิดว่าฉันเป็นผู้บริหารตลอด 24 ชม.จะเครียดและเหนื่อย เพราะความจริงสมมุติมันเปลี่ยนอยู่ อยู่ออฟฟิศเราเป็นผู้บริหาร แต่พออยู่บ้านเราเป็นแม่ เป็นภรรยา เป็นผู้หญิงที่มีสติในบ้าน เราก็ต้องเรียนรู้แล้วว่าคนเรามี 3 วิเวกคือ มีกายวิเวก

จิตวิเวก และอุปธิวิเวก ที่ยอดที่สุดของความเพียรคือรู้จักอุปธิวิเวก วิเวกจากการยึดมั่นถือมั่น ผู้บริหารบางคนทำตัวง่ายเข้าถึงง่าย ไม่ใช่เบื่อหน่ายคลายกำหนัด แต่เป็นความหน่ายออกมาจากความยึดมั่นถือมั่น เพราะรู้แล้วว่าแบกอะไรเป็นความทุกข์ในโลก คุณแม่มีลูกศิษย์หลายท่านเป็นผู้บริหาร แล้วก็มีหลายครั้งที่นำทีมพนักงานมาด้วย เพื่อที่จะได้ไปด้วยกัน เวลากลับไปจะได้พูดภาษาเดียวกัน ก็เหมือนเวลาขับเคลื่อนองค์กรมันเร็วขึ้น คมขึ้น และชัดขึ้น


การปฏิบัติธรรมต้องทำต่อเนื่อง


คุณเพ็ญศรี


หลายครั้งที่จัดให้ผู้บริหารปฏิบัติหรือปลีกวิเวกจะมีคนพูดเสมอว่าไม่ทำอะไรมาหน้าตาสดใสหรือดูเปลี่ยนไป แต่พอผ่านไป 1 สัปดาห์ก็กลับไปอยู่ในบริบทเดิม


แม่ชีศันสนีย์

“การวัดว่าใครมาปฏิบัติแล้วก้าวหน้าดูเขามีปัญญาคลุม เขาอาจจะไม่ได้เปลี่ยนทาง เขาอาจจะช้าหรืออาจจะกลับมาเร็ว เงียบแล้วกลับมาโวยวายเป็นไปได้หมด เพราะเราสะสมกันมาเยอะ จะอาบน้ำหนเดียวแต่จะเอาสะอาดทั้งชีวิตเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเขาทำต่อเนื่องเขาจะค่อยๆ เกลาหรือละไปเรื่อยๆ จะเห็นเลยว่าความสำเร็จของชีวิต ไม่ใช่การทิ้งขว้างแต่เป็นการปล่อยวาง”

ในบางเรื่องที่รู้ว่าถึงเวลาวางก็วาง ถึงเวลาเร่งต้องเร่ง การที่จะให้คนหนึ่งคนที่ขี้โกรธเจ้าอารมณ์มาปฏิบัติแล้วจะเย็นลงทันทียาก แต่ถ้าเขาถูกวินัยและความซื่อสัตย์ที่สร้างขึ้นมาและมีการทำบ่อยๆ เติมน้ำดีลงไปเรื่อยๆ วันหนึ่งสิ่งที่มันเคยเข้มข้นมันจะเจือจาง ที่เคยเป็นพิษก็จะอ่อนลง การทำอย่างต่อเนื่องจึงเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่จะอยู่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เราเริ่มต้นด้วยการไปด้วยกันและเตือนกันอยู่บ่อยๆ ตอนนี้ลมหายใจไปไหน อันนี้หลง อวิชชาหรือเปล่า หรือขณะนี้รู้สึกตัวไหม ดังนั้นการเตือนกันเบาๆ สะกิดใจกับคำไหนก็เอาคำนั้นเตือน อยู่ที่ว่าเขาจะมีกัลยาณมิตรที่จะทำไปกับเขาอย่างต่อเนื่องหรือเปล่า ถ้าถูกเตือนและกล้าที่จะให้เตือนกัน ลูกน้องเตือนเจ้านายได้ เจ้านายเตือนลูกน้องได้ อันนี้จะสนุกเป็นทีม


คุณเพ็ญศรี


กลับมาจากอินเดียมีผู้บริหารท่านหนึ่งถามว่าจะซื้อหิ้งพระได้ที่ไหน จนภรรยาถามว่าเราพาสามีเขาไปทำอะไร ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่เพราะเขาไม่เคยมีพระพุทธรูปในบ้านมาก่อนเลย


แม่ชีศันสนีย์


บางทีคนเปลี่ยนจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้วคิดว่าตัวเองจะบรรลุแล้ว บางคนบวชมาจน 1 เดือน แล้วเป็น 3 เดือน จะพรรษาหนึ่งก็ต้องถูกขนาบหน่อย ลองของกันเลย ถ้าเรารู้ว่าโพธิปักขิยธรรมคือการเรียนรู้ที่จะดีดเราให้ข้ามไปอีกระดับหนึ่งจากปุถุชนเข้าสู่อริยชน เรารู้ว่ากิจต่อโพธิปักขิยธรรมคืออะไร แต่พอไปถึงโพชฌงค์ 7 ก็เริ่มอธิบายเป็นขณะจิตเดียวแล้ว ไม่ใช่หายใจหลายเฮือกแต่หายใจแค่เฮือกเดียวแล้ว โพชฌงค์ 7 มีเรื่องของมรรคภาวนา ซึ่งมรรคไม่ได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับยูนิฟอร์มแล้ว มันคือการเดินทางด้านในที่มีศีลปัญญาและสมาธิ ที่มันเข้าสู่การปฏิบัติที่เรียกว่าสมถะวิปัสนาโดยมีนิพพานเป็นเป้าหมาย เพราะมรรคไม่ใช่เป้าหมายแต่คือหนทางที่จะไปถึงเป้าหมาย เพราะฉะนั้นมีวินัยสักหน่อยเดียวไม่ต้องเยอะก็ได้ แค่รู้สึกว่าเรากำลังอึดอัดและกำลังกระเพื่อมไปด้วยความอยากได้เพ่งเล็งอุปกิเลสตัวที่ 1 ด้านจะเอา ลงทุนมากจะเอากำไรแบบเยอะก็พอไหว แต่ถ้าลงทุนน้อยแต่เอากำไรมากก็ถือว่าเอาเปรียบไปในยุคนี้ ถ้ามีความโลภที่กล้าจะเอาที่ไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร เขาต้องเบรกโดยการขยายใจเขาอย่างไร เขาต้องรู้ใจของเขาที่จะมีจิตที่คิดจะให้อย่างไร ต้องไม่ตระหนี่ เพราะคนที่ตระหนี่คือจะเอา


การสันโดษในอกุศล จะไม่เข้าไปยุ่งหรือสิ่งส่งเสริมในสิ่งที่เราละโมบเยอะ แต่เราจะเห็นความละโมบให้สั้นที่สุด ละมันแล้วก็ขยันให้มากขึ้น มีฉันทะขยันมากขึ้นและมีความเพียรที่จะเคารพในความขยันนั้น และมีความตั้งใจมั่นที่จะทำให้สำเร็จเราจะเห็นการเป็นนักทดลองที่ใคร่ครวญในเหตุและปล่อยวางในผลวิมังสา ดังนั้น ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ไม่ได้มีไว้ท่อง มีไว้สำหรับตรวจเราว่าเราจะทำของยากได้หรือไม่

“ถ้าเราเริ่มต้นได้ดีว่า กายอยู่กับกิจ จิตอยู่กับงาน จนเราสามารถเห็นตัวเรามีความสมดุลของกายใจของเราเป็นหนึ่งเดียวกัน นี่คือความสมดุลในธรรมแล้ว แล้วความสมดุลนี้ไปบริหารทางโลกก็จะมีความสมดุลทางโลกด้วย”

วันนี้ถึงได้พูดเรื่องปฏิจจสมุปบาท เพราะสิ่งนี้จึงมีอุปกิเลส 16 มันคือฝ่ายที่ต้องละทั้งหมด และต้องเร่งโพธิปักขิยธรรม ถ้าอย่างนี้เรียกว่าสมดุลและเป้าหมายของสิ่งที่เราเกิดขึ้นเรียกว่าสมดุลทั้งทางโลกทางธรรม มันทำให้โลกใบนี้งดงามระดับปัจเจก ประโยชน์ตน และประโยชน์สังคมก็ได้ และเป็นประโยชน์ของโลกเลย


การเป็นผู้บริหารหรือพนักงงานออฟฟิศต่างก็มีโอกาสบรรลุธรรม


แม่ชีศันสนีย์


ผู้บริหารถือเป็นผู้รู้เรื่องของการทำธุรกิจเป็นอย่างดี ยิ่งต้องมีความสมดุลทางกายและใจ ไม่อย่างนั้นมันจะสั่นคลอน ในระดับโสดาบันไม่ต้องบวชเลย ยังไม่ต้องเป็นนักบวช เป็นเพียงผู้ที่สนใจ อย่างน้อยทำกายภาวนาให้ตัวเองสะอาดสะอ้านได้ มีศีลภาวนา ศีลไม่ใช่ข้อห้าม แต่เป็นการที่มนุษย์หนึ่งคนมันอิ่มแล้ว เต็มที่แล้ว จึงไม่เบียดเบียน

“ถ้ามองศีลเป็นเรื่องของการมีวินัยที่ไม่ทำให้ใครต้องเจ็บปวดเพราะเรา คิดว่าอันนี้จะเริ่มเปลี่ยนจากปุถุชนแล้ว ศีลภาวนาเป็นเรื่องสำคัญแต่หลายคนไปมองเรื่องศีลเป็นข้อห้าม มองศีลเป็นข้อบังคับ จำทำให้มองศีลไม่กว้าง”

ศีลจะเกิดขึ้นเมื่อเราได้เห็นใจของเราเริ่มแคร์ เริ่มแชร์ และเคารพคนอื่น ศีลจะเกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ พอมีศีลเป็นจิตภาวนาที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติที่ไม่ได้ขึ้นกับท่านั่ง ยืน เดิน หรืออิริยาบถเล็กใหญ่ แต่เวลาจะนึกคิดอะไรเราจะเห็นถึงความไม่เที่ยง เห็นสิ่งที่มันไม่เที่ยง เห็นการมาไปเกิดดับฉับพลันขึ้น พอมีกายภาวนา จิตภาวนา ศีลภาวนา ปัญญาภาวนา ปัญญาคือความคมที่จะตัดไม่เหลือเลย ทั้งที่เรามีศีล 5 บริสุทธิ์ยังเป็นฆราวาส ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่พนักงานในองค์กร เป็นอย่างที่บทบาทสมมุติเราเป็นนี่แหละ มันเข้าสู่นิพานชิมลองหรือวิมุติได้บ้าง

“ภาวนาทั้ง 4 กายภาวนา จิตภาวนา ศีลภาวนา และปัญญาภาวนา คนทั่วไปปฏิบัติได้เลย ไม่ต้องมาบวชหรือมาในพรรษาก็ได้ ไม่จำเป็น แต่รู้สึกว่าติดใจและอยากเรียนลึกกว่านี้จริงๆ ก็มาบวชหรือมาปฏิบัติ 2-3 วัน จากนั้นไปกลับปฏิบัติที่บ้าน ไปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง แล้วพรรษาหนึ่งค่อยมานิพพานชิมลองดู เชื่อว่าทำได้ และยืนยันว่าถ้าเราเห็นตัวเราที่ไม่เคยทำได้สักอย่างหนึ่ง และเกิดศรัทธาอย่างมีปัญญาและจะทำได้”

คุณเพ็ญศรี


บางคนคิดว่าการปฏิบัติต้องตื่นมา 4 นุ่งขาวห่มขาว ก็เลยนำตัวออกห่างไป


แม่ชีศันสนีย์


เรามักไปสร้างกรอบมันเลยสร้างความอึดอัด ก็กลัว มาปฏิบัติแล้วต้องเดินช้า กินข้าวช้า ซึ่งผิดไปจากการที่เขาอยู่ทางโลก แต่ถ้าเราทำทุกอย่างเป็นไลฟ์สไตล์ เป็นปกติ เพียงแต่ว่าตั้งคำถามหรือข้อสังเกตกับตัวเองถี่ขึ้นหน่อย เช่น เช้าวันนี้ตื่นขึ้นมาหายใจยัง หายใจอย่างไร ตื่นขึ้นมาหายใจอย่างอ่อนโยนหรือไม่ ค่อยๆ เริ่มลงไปในรายละเอียดที่เขาก็ยังคงเป็นคนปกติ เดินเหินปกติ แต่จะเริ่มมีสติและสัมปชัญญะมากขึ้น พอมีสติรู้ทัน แล้วละได้เร็ว แสดงว่าเริ่มมีสัมปชัญญะแล้ว ดังนั้นสติและสัมปชัญญะเป็นของคู่กัน พอมี 2 สิ่งนี้ก็ไม่ต้องมียูนิฟอร์ม กินข้าวเราก็รู้ว่ากายอยู่ที่นี่จิตอยู่ที่นี่ กายอยู่กับกิจ จิตอยู่กับงาน ฉะนั้น 1 คำข้าวก็อาจจะเห็นเป็นอนิจจังเลยก็ได้ ค่อยๆ ให้ 1 คนได้ทดลองและหาความเป็นไปได้ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เพราะคนมีความหลากหลาย

“การดีไซน์ของคนที่จะบรรลุธรรมมีความหลากหลาย เพราะมีอุปนิสัยนำส่งที่หลากหลายว่าจะต้องทำอย่างไร และคิดว่าการปฏิบัติไม่ว่าจะปฏิบัติอยู่ในบ้าน ที่ทำงาน หรือแม้กระทั่งรมณียสถานก็สามารถบรรลุธรรมได้ทั้งนั้น”

อย่างท่านสมเด็จพุฒาจารย์ปยุต เคยมาเสถียรตั้งแต่ไม่มีใบไม้เลย ตอนนั้นก็ฟังท่านพูดไม่ถนัด ท่านพูดว่าเสถียรธรรมสถานเป็นเหมือนรมณียสถาน จริงเรามองแค่สวน แต่จริงๆ แล้วเป็นพื้นที่ที่สัปปายะการที่จะส่งเสริมให้คนมีกายวิเวก จิตวิเวกและอุปธิวิเวกได้เลย เราสามารถบรรลุธรรมในการงานที่เราทำได้เลย


คุณเพ็ญศรี


เวลาจัดธรรมะให้ผู้บริหารจะเห็นเลยว่าจริตแต่ละคนเป็นอย่างไร ไปปฎิบัติธรรมด้วยกันเพื่อไปหาความสมดุลของจิตใจและของชีวิต จะเห็นเลยว่าแต่ละคน ไม่เหมือนกันเลย จะ 3 วัน 7 วัน ผลลัพธ์ต่างกัน โดยหลังครบทริปแล้วจะมีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน แต่จะเห็นได้ว่าทุกคนไม่ได้ท้อถอย ทุกคนอยากจะปรับปรุงตัวเองและคิดว่านี่คือหนทางที่ทำให้เขามีความสุข ไม่ใช่การขึ้นเงินเดือนมากขึ้น และยิ่งเขาได้มาคุยกับคนที่ไม่เคยคุยกันมาก่อนเลย บางคนมีปัญหาเรื่องลูก เรื่องสุขภาพ แล้วมาคุยกับสถานที่

สัปปายะ ได้มีครูบาอารจารย์ช่วย เหมือนได้ทำการโค้ชชิ่ง


แม่ชีศันสนีย์


คุณแม่ยินดีเพราะอย่างชื่อรายการสมดุลโลกสมดุลธรรมเราดีไซน์ได้ เพราะมนุษย์เรามีจริตและอุปนิสัยตามส่งที่ที่ไม่เหมือนกัน ความชำนาญก็ไม่เหมือนกัน เช่น วันก่อน อ.สมชาย จงแสง มากับภรรยามาทำงานบางอย่างที่หุบเขาโพธิสัตว์ มาอยู่ที่หุบเขา 1 วัน 1 คืน พบว่า เขาเห็นที่แห่งนี้เป็น Special Trip เลย เวลามาเริ่มดีไซน์ได้เลย เช่น อาหารการกินที่หุบเขาเป็นธรรมชาติหมด เพียงแต่ว่าอยากกินอะไรก็ต้องไปเก็บสิ่งนั้น สิ่งที่ไปเก็บมาก็เอาไปทำปุ๋ย เรามีโครงการทำขี้ให้เป็นปุ๋ย จนออกมาเป็นปุ๋ยมาใส่แปลงผักที่เป็นธรรมชาติของเรา บวกกับที่เรามีดอกกกุหลาบบัลลาเรียเป็นหมื่นต้น ซึ่งเวลาเก็บหนึ่งครั้งก็จะได้มากกว่า 1 หมื่นดอกอยู่แล้ว แล้วก็ดื่มชาจากที่เราเก็บ จากเรื่องกินอย่างเดียวมันก็กลับไปอยู่กับธรรมชาติแล้ว จากที่เราเคยมีตู้เย็นเป็นโรงศพ ตอนนี้เรามีหุบเขาฯ เป็นเหมือนที่เรามองตรงไหน ชีวิตเรากับชีวิตอื่นก็มีความเกี่ยวเนื่องกัน


เริ่มจากที่ฟังเสียงสวดมนต์ในตอนเย็น เราก็จะเห็นแสงที่กำลังจะตกลงกับความมืดที่กำลังจะเข้ามากับความสว่างทางจิตมันเป็นอย่างไร เราดูจากนักธุรกิจที่เข้ามาทำงานใน 24 ชม. ที่กลับมาให้มั่นคง ชัดขึ้น และเห็นความคิดจากจิตที่มีสมาธิมันเห็นความปราณีตแห่งจิตมาก มีรายละเอียดอีกเยอะ


ลองดีไซน์บุคลิกภาพ จริต อุปนิสัยของคนมา จะเรียกว่าตัดเสื้อได้เฉพาะตัวเลย ไม่ต้องทำเหมือนกันคน บางคนอาจจะไปเดินป่า บ้างเลือกหย่อนเมล็ดผัก เช้ามาตัดกุหลาบ นอนตื่นสายไม่ต้องดูพระอาทิตย์ขึ้นแต่มาดูพระอาทิตย์ตกก็ได้ เพราะคิดว่าการที่จะให้คนหนึ่งคนได้เห็นวิธีการที่เขาจะนำกลับไปดีไซน์สิ่งที่เขาจะต้องเป็นจริงๆ บนโลกใบนี้ในเวลาที่เขาอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิม อันนี้คือยุคนี้ที่จะไม่เหมือนเดิม ที่จะต้องไปเขาคอร์สนุ่งขาวห่มขาว แต่มันอาจจะถูกดีไซน์โดยคนที่เข้ามาเองว่าอยากจะช่วยจัดต้นไม้ ทำงานศิลปะ ตอนนี้เรามีโปรดักส์ เราเห็นการพึ่งตนเองได้แล้ว ก็สามารถให้คนอื่นเป็นแบบแจกของส่องตะเกียงได้เลย นี่คือพิษจากโควิดและหุบเขาโพธิสัตส์เป็นสถานที่เติบโต


ผู้บริหารทำงานมาตลอดชีวิตพอเกษียณทำให้ปรับการใช้ชีวิตยาก


แม่ชีศันสนีย์

“เกษียณจากงานก็มาเล่นเกมลมหายใจต่อกันเลย เพราะจริงๆ แล้วงานด้านในคือการตามจิตรู้จิตให้ติดต่อ สนุกมากเพราะจะเห็นความโกรธ เห็นเราใจเย็น ให้อภัยแต่ตะกอนยังไม่ถูกเอาออก พอถูกเขย่าเรื่องอะไร คราวนี้จะฟุ้งเร็ว นี่จะทำให้เราเห็นมันเร็วและวาง หรือปล่อยมันเร็ว เพราะงานด้านในทำได้ตลอดชีวิตไม่มีวันเกษียณ”

แต่ถ้าเขาไม่คุ้นเคยก็อาจะต้องเป็นเด็กฝึกใหม่ ยกตัวอย่างผู้ว่าการแบงก์ชาติท่านหนึ่งช่วงที่มีปัญหา เสถียรธรรมสถานเป็นที่ไปนั่งหายใจลึกๆ เราเห็นท่านไม่ยิ้มเลยเพราะแบกไว้ทั้งโลก สุดท้ายก็คำพูดสั้น เราเคยยิ้มให้ตัวเองบ้างหรือเปล่า เราคิดว่าจะยิ้มให้ใครก่อนคนแรก ซึ่งความจริงเราควรยิ้มให้ตัวเอง เท่านี้ก็เป็นการเตือนสติแล้ว ฉะนั้นเวลาที่อยู่กับสิ่งที่แบกไว้ วันนี้ต้องเกษียณ แต่ของหนักที่แบกไว้ก็ยังเสียดาย พอวันหนึ่งก็หลุดมือ เราจะยิ้มก็ต่อเมื่อหินหนักแล้วมันก็หลุดมือ ตอนที่แบกไว้ก็บอกว่ามันหนัก ไม่เชื่อ เพราะเราเคยถือมาตลอดชีวิต เราคุ้นชินกับการแบกหินมาตลอด ให้คนอื่นคุ้นชินว่ามันหนัก ปล่อยหินเถอะ เราก็ไม่ปล่อยเพราะแบกมันมา เสียดาย วันหนึ่งหมดแรง วันหนึ่งถึงได้รู้ว่า เบาแปลว่าอะไร เบาแปลว่า การไม่แบก แต่กว่าจะถึงตรงนั้นได้ ต้องให้เวลาเขาเหมือนกัน แต่ถ้าเขาไปไม่ถึงตรงนั้นจริงๆ เขาต้องมีเพื่อนหรือกัลยาณมิตร อาจจะมาเดินโดยที่มีความสุขในการก้าวแต่ละก้าว อย่างมีข้อสังเกตตัวเองเราจะไม่ได้เดินเพื่อก้าวไปถึง แต่เราจะมีความสุขเพื่อที่จะได้เดิน คราวนี้เขาจะตั้งไข่ได้อีกครั้งหนึ่ง ยืนได้แล้วก้าวไปอย่างมั่นคง


ความทุกข์ที่ผู้บริหารกำลังเผชิญ


คุณเพ็ญศรี


ผู้บริหารหลายท่านก่อนหน้านี้อาจไม่ได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา ที่ต่างคนต่างไปทำงาน เจอกันตอนทานข้าวติดเลี้ยงลูกค้ากลับมาลูกก็หลับไปแล้ว แต่รอบนี้ทำงานที่บ้านอยู่กันชนิดที่ตื่นจนเข้านอน และก็เห็นหลายประเทศอัตราการหย่าร้างก็สูงขึ้น และเริ่มเห็นแนวโน้มคนที่อยู่กับครอบครัวใหญ่เริ่มเห็นแนวโน้มออกไปซื้อบ้านเดี่ยว เพื่อที่จะอยู่คนเดียว มีสถานที่ที่ทำงานได้ จากเมื่อก่อนอาจไม่มีบ้านที่มีห้องทำงานเพียงพอ ดังนั้นมีความกังวลกับปัญหาสังคมที่จะเพิ่มขึ้น รวมถึงแนวคิดของการใช้ชีวิต


แม่ชีศันสนีย์

“การอยู่บ้านด้วยกันต้องอยู่กันแบบการยอมรับคนที่เรารักได้ อาจไม่ได้เห็นในมุมแง่งามเสมอไป เราอาจเห็นจุดที่เป็นข้อบกพร่องในกันและกันบ้าง วิธีการที่จะมอง ต้องมองกันแบบไม่จับผิด และต้องมองอย่างมีกรุณา ยอมรับกันได้ ให้อภัยกันเป็น ซึ่งมันจะยาก แต่การจะให้อภัยกันก็ต้องมีการสื่อสารให้เป็นด้วย ต้องรู้จักการขอโทษ ขอโอกาสในการที่จะอธิบาย”

บางทีกิริยาแบบนี้อาจจะไม่รู้ว่าเราทุกข์เหลือเกิน บางคนอาจคิดไปเองว่า ถ้าจะอธิบายชัดขึ้นว่า กิริยาแบบนี้ประสงค์อะไร คือการสื่อสาร ศีลคือสัมมาวาจาในอริยมรรคมีองค์ 8 ทำให้เราพ้นทุกข์ สัมมาวาจาข้อเดียวจะทำให้เราเปิดใจฟัง เปิดใจกว้างวางอคติ ฟังกันด้วยหัวใจที่ลึกซึ้งมากขึ้น คนที่ว่าเราต้องหนีออกไป เราต้องแยกออกไปถึงจะเป็นอิสระ ซึ่งไม่จริงเพราะความจริงเรากำลังหนีตัวเราออกไป ก็ไม่รู้ว่าเราเป็นหมาขี้เรื้อน เราไปที่ไหนเราก็จะคันไปเรื่อย


แต่ถ้ารู้สึกว่าเรากลับไปยอมรับสิ่งที่เผชิญอยู่จริงๆ แล้วเปิดโอกาส ถ้าพูดกันไม่ได้จริงๆ ก็ไปแปะไว้หน้าห้อง ถ้าเขียนไม่ได้ก็ยังไม่สนใจ ก็หาวันสำคัญที่จะทำให้เกิดการรีสตาร์ทอีกครั้งหนึ่ง เชื่อว่ามนุษย์ไม่ได้เกิดมาพบกันครั้งแรก เพราะฉะนั้นเราอย่าผูกเวรหมายมั่น แต่จงทำดีต่อกัน เรารักใครมักจะให้กำลังใจ เวลาใครมาขอพรแต่งงาน มักจะบอกลูกศิษย์ไปว่ายอมรับจุดอ่อนของเขาได้แล้วหรือยัง ถ้าเรายอมรับจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องเขาได้ อันนี้แต่งได้เลย ฉะนั้นสถิติการหย่าร้างหรือการใช้วิธีการที่จะต้องปรับสมดุลในการกลับมาเข้าใจกันลึกซึ้งขึ้นมันต้องเริ่มสตาร์ทให้ถูก มีสติก่อนสตาร์ท และต้องสตาร์ทให้ถูกต้อง ไม่เอาเราเป็นเซ็นเตอร์หรือศูนย์กลางของความคิด


สังเกตลูกศิษย์ที่เป็นคนรุ่นใหม่หลายคนที่เร็วๆ ไปตามความคิดของคนรุ่นใหม่ไม่อยากผูกมัดไม่อยากรับผิดชอบ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องรับรู้และจะต้องเจอคือความจากพราก โควิด-19 สอนให้เราเรียนรู้กับศิลปะกับการจากพราก โดยกลับมาอยู่โดยเห็นคุณค่าของกันและกันจริงๆ ถ้าเรายังไม่อยู่กับใครสักคนหนึ่งหรือเห็นเขาจริงๆ หัวใจของเราเข้าใจเขาจริงๆ พอถึงเวลาจากพรากจะเสียใจมาก อาจจะซึมเศร้าไปเลย คนรุ่นใหม่ซึมเศร้าเร็ว เพราะถูกการเลี้ยงดูที่เขาเป็นศูนย์กลางของจักรวาลไปแล้ว ฉะนั้นถ้าต้องเริ่มต้นใหม่หลังโควิด-19 จบหรือไม่จบ คุณแม่ว่าใช้การมีโอกาสของกันและกันให้มากขึ้น มากกว่าที่จะบอกว่าใครถูกใครผิด และกลับไปยอมรับความจริงได้จนกระทั่งเราเต็มที่แล้ว โดยไม่มีอิทธิพลมาอยู่ในใจ เราจากความถูกผิดของใครแล้ว แต่เป็นอิทธิพลจากการยอมรับของเราต่างหากที่ทำให้เราทุกข์ มันคือความรู้จริงหรือรู้แจ้งของเราต่างหากที่ทำให้เราพ้นทุกข์ ไม่ใช่เพราะใครคนใดคนหนึ่งเปลี่ยนไปเท่านั้น สิ่งนี้ต้องฝึกจากตัวเราทั้งสิ้น


เราต้องเริ่มการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งจาก 24 ชม.อันใหม่เอี่ยม ฉันต้องเกิดขึ้นได้ในทุกๆ วันจนเราชำนาญ จนเกิดคำพูดที่ว่า ขอบคุณนะที่ทำให้เราพัฒนาตัวเราได้ ลึกซึ้งถึงขณะนี้

“ถ้าเราเอาตัวเราไปตัดสินคนอื่นมันก็คืออัตตา คำว่าอัตตาอธิบายได้หลายอย่าง ถ้าเราเอาตัวเรามาตรฐานเราไปตัดสินคนอื่น อันนี้คือความอยากมีอยากเป็นไม่อยากเป็น ซึ่งเป็นตัณหาเพราะอัตตาแล้ว ฉะนั้นเราเกิดใหม่ได้ในทุกขณะจิต ไม่ใช่แค่ 24 ชม. ซึ่งถ้าเราลดละอัตตาและเข้าใจโลกอย่างที่มันเป็นเราก็จะไม่เป็นทุกข์”

เสถียรธรรมสถานคือรมณียสถาน หรือโอเอซีสทางจิตวิญญาณ


แม่ชีศันสนีย์


ที่แก่งกระจานลูกศิษย์ได้ถวายที่ เขาคิดว่าคุณแม่จะมีพื้นที่ได้ปลีกวิเวกบ้างแต่เรามองว่า การที่เราได้มากอยู่ในหุบเขาช่วงยากลำบาก เราได้เห็นข้อดีหลายประการโดยเฉพาะการสร้างความอดทน อดกลั้นต่อการที่เรารู้มากแล้ว แต่จริงๆ แล้วเราอาจจะหลงอยู่ เราคิดว่าเราพอแล้ว ทำดีแล้ว ไม่คิดว่าต้องมีสาขา แต่พอวันหนึ่งเราหนีจากความอึดอัดของ กทม. เหมือนเราอายุจะ 70 แล้ว

“หุบเขาโพธิสัตว์เป็นการต้องมาเริ่มต้นใหม่ ก็ถือเป็นการลองกำลัง ว่าทำคราวนี้เป็นการทำเพื่อละ ทำเพื่อปล่อย หรือทำเพื่อวาง เราต้องหาความสมดุลกับโลกอย่างการมีความสมดุลทางธรรมประกอบกันไป”

และคุณยายเป็นคนมีเครือข่ายที่ทำงานแบบสงเคราะห์ เอาองค์ความรู้แต่ละคนมาลงแขกช่วยกันทำ เลยค่อยๆ ทำ ปรากฎว่าพอเริ่มเห็นว่าหุบเขาฯ พอเยียวยาจิตใจคนได้ ในทุกระดับชั้น เลยตั้งใจถ้าที่นี่จะกลายเป็นนวัตธรรมที่ใช้นวัตกรรมของโลก พบคนเยอะที่จะมาช่วยกัน และเห็นมีความสัปปายะมีความสมดุล หรืออย่างนักธุรกิจที่จะมาอาจจะเป็นกลุ่มแรกๆ เลยว่าจะลองเทสต์สิ่งที่เราทำผลตอบรับส่งเสริมให้โลกปรับสมดุลของตัวเองอีกสักครั้ง


พอ ดร.ณัฐวุฒิ มา เอานักธุรกิจมา แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งเอานักการเมือง จะเป็นนักอะไรเราก็ต้องภาวนา เพราะตอนนี้เราต้องสงเคราะห์โลก จริงๆ แล้วหุบเขาฯ ไม่ใช่บ้านคุณยายแต่เป็นบ้านเรา ยิ่งในช่วงของโควิด-19 เห็นผู้หญิงในช่วงที่สำเร็จในโลกนี้เป็นเจ้าของธุรกิจที่ต้องขายอะไรบางอย่างสู่ต่างประเทศก็มาจบลงชีวิตที่เรียบง่ายได้ที่นี่ เลยมองว่าที่หุบเขาฯ เป็นมรดกที่เราจะทิ้งให้กับโลก และความกว้างของมัน แม้จะอยู่เป็น 100 คน แต่ก็เหมือนอยู่เดี่ยว และถ้าทำให้กายอยู่กับกิจ จิตอยู่กับงานได้ในสิ่งที่เราพอที่จะเอาศิลปะนั้นๆ มาขัดเกลาตัวเรา เลยเป็นไปได้ที่หลังโควิด-19 ปลดล็อกที่นี่คงต้องทำงานหนัก เพราะตอนนี้มีทั้งสุขและทุกข์ แต่จะทุกข์กันมากขึ้นเพราะจัดการทุกข์กันไม่เป็น หลายคนจะเป็นซึมเศร้า อันนี้เป็นงานที่ต้องให้รมณียสถานแห่งนี้เป็นการรับใช้ ซึ่งหุบเขาตอนนี้เป็นไปเพื่อในการฉุดช่วยเลย


คุณเพ็ญศรี


หลังจากนี้เราคงต้องช่วยกันประคับประคองกันเรื่องของ


แม่ชีศันสนีย์


ยินดีรับใช้


สมดุลโลก สมดุลธรรม


แม่ชีศันสนีย์


ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราต้องกวาดบ้านกวาดใจของเรา เป็นช่วงที่ดีเลย์ก็จริง แต่เป็นการดีเลย์ของด้านที่สะอาดขึ้น เห็นใจสะอาดขึ้นมาช่วยกันทำให้บ้านเราเป็นรมณียสถาน คือสถานที่ที่ทำให้เราได้สัปปายะ มีความสมดุลทั้งกายใจ มีความสมดุลทั้งทางโลกและทางธรรม เมื่อเวลาที่มีโอกาสได้ปลดล็อกแล้ว เราจะได้สตาร์ทได้อย่างคมชัดและว่องไวไม่เร็วและลนเท่านั้น อยากให้กำลังใจทุกท่านว่า ไม่มีอะไรเสียหาย อาจมีการสูญเสียหรือมีการเจ็บปวด แต่ไม่ได้หมายความว่าการสูญเสียไม่ได้นำมาซึ่งความเสียหาย มันเสียหาย แต่ทำให้เราเรียนรู้วา เราจะไม่พูดคำว่าเสียดายจากนี้อีก เราจะรู้เลยว่าใครหลงเหลืออยู่ในบ้านของเรา เราจะดูแลและทำความเข้าใจกับสมาชิกในครอบครัวของเราอย่างลึกซึ้งขึ้น


คำว่าเสียดายคนตายยังไม่ได้ทำจะไม่เกิดขึ้นอีก เราอาจจะไม่ได้ลาใครที่เรารักแล้วเขาตายจาก คุณแม่เข้าใจว่าเจ็บปวด แต่อาจจะมีใครในบ้านเราที่อาจกำลังตายทั้งเป็นแล้วเราต้องเห็น และเราจะไม่ปล่อยให้ตัวเราตายทั้งเป็น และเราต้องรับฟัง ด้วยความมีปัญญาของเรา

“รมณียสถาน คือสถานที่เราจะได้สัปปายะที่จะทำให้เราได้บรรลุธรรมมันมีอยู่ในทุกที่ถ้าเราสะอาดพอ เรากวาดให้มันสะอาด ถ้าเราสว่างและสงบพอ ก็อยากให้ทุกคนเริ่มต้นกับชีวิตที่มันผ่านการเจ็บปวด การจากพรากการสูญเสีย ที่ต้องให้อภัยตัวเอง และต้องกตัญญูกับชีวิตที่เราเหลืออยู่ โดยเรายังมีน้ำใจในโลกนี้มากมายที่จะยื่นมือมาจับกัน อย่าเสียใจกับสิ่งใดที่เรานำกลับมาอีกไม่ได้ แต่จงใช้ปัจจุบันขณะเคารพตัวเองอย่างเต็มที่แล้วจะไม่ประมาทอีก เมื่อไม่ประมาทไม่พลาดไม่เลินเล่อเราก็จะปิดประตูอุปกิเลส ตั้งแต่ ราคะ โทสะ โมหะ ของชีวิตได้ คราวนี้ก็จะพอจะมีพื้นที่ว่าง เปิดใจกว้างๆ วางอคติและทำกุศลและเจตนาต่อไป”




ดู 61 ครั้ง0 ความคิดเห็น