ศิลปะแห่งการขอบคุณ

อัปเดตเมื่อ ส.ค. 11



สนทนาธรรมกับท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม 2564 เวลา 18.00 น. ทาง Club House


พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ ดร. กฤตินี พงษ์ธนเลิศ อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น

เจ้าของเพจ "เกตุวดี Marumura" อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ


ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


ต้องยอมรับว่า ดร. กฤตินี พงษ์ธนเลิศ หรือ อ.เกด อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังเป็นนักเขียนเจ้าของเพจ "เกตุวดี Marumura" และมีพ็อกเก็จที่เขียนเกี่ยวกับรายละเอียดปลีกย่อยที่แสดงถึงความน่ารักของญี่ปุ่นจนมีผู้ติดตามอยู่มากมาย โดยเชื่อว่าหัวข้อ “ศิลปะแห่งการขอบคุณ” ในความเป็นญี่ปุ่นมีส่วนคล้ายกับศิลปะของการให้แบบที่แม่ชีศันสนีย์ได้ถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์


นิยามความเป็น ดร.กฤตินี


ดร.กฤตินี


เท่าที่ได้ยินจากคนอื่นๆ พูดถึงตัวเรา ก็คือความรักญี่ปุ่นและคำว่าละมุน


จุดเริ่มต้นที่อยากเรียนรู้วัฒนธรรมและการทำธุรกิจแบบญี่ปุ่น


ดร.กฤตินี


เพราะรู้สึกว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่รักษาความงดงามแบบโบราณ ขณะเดียวกันก็ก้าวไปสู่โลกที่ทันสมัย ตั้งแต่เด็กๆ จะเห็นการ์ตูนญี่ปุ่นใส่ชุดกิโมโน ชุดยูกาตะที่เป็นวัฒนธรรมแบบเดิมอยู่ และขณะเดียวกันเขาก็มีสินค้าไฟฟ้าที่โมเดิร์นและมีเทคโนโลยีต่างๆ ด้วย จึงสนใจว่าการที่ประเทศหนึ่งสามารถรักษาสมดุลทั้งสองอย่างนี้ได้ เขาทำได้อย่างไร จึงไปใช้ชีวิตและเรียนปริญญาโทและปริญญาเอกที่ญี่ปุ่นไปอยู่ทั้งหมด 8 ปี


ความแตกต่างของศิลปะแห่งการขอบคุณระหว่างคนไทยกับคนญี่ปุ่น


ดร. กฤตินี


คนไทยกับคนญี่ปุ่มีความอ่อนน้อมและมีจิตใจที่อ่อนโยนเหมือนกัน มีความเกรงใจ คิดถึงกันและกัน คนไทยเราจะขอบคุณเมื่อเราได้รับอะไรบางอย่างหรือมีใครทำดีให้เรา เช่น ขอบพระคุณที่เชิญมาบรรยายวันนี้ แต่ของคนญี่ปุ่นจะมีคำขอบคุณที่หลากหลายกว่า และมีคำขอบคุณที่แตกต่างกันไปตามบริบทที่มาก กว่า


แต่จุดที่มีความแตกต่างเห็นได้ชัดคือ คนญี่ปุ่นเขานึกอยากจะขอบคุณเขาก็ขอบคุณออกมาเลย เช่น ทานข้าวเสร็จก็ขอบคุณ หรือวันนี้อากาศสดใสและลมเย็นดีนะ น่าขอบคุณจังเลย แล้วก็คำขอบคุณก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาเฉพาะเวลาที่มีใครทำอะไรให้เรา พอนึกถึงสิ่งดีๆ รอบตัวเราก็จะนึกขอบคุณได้เลย เช่น รู้สึกขอบคุณจังเลยนะที่เรายังปลอดภัยมีสุขภาพที่ดีในวันนี้ รวมทั้งคนญี่ปุ่นจะขอบคุณสิ่งของที่ไม่ได้มีชีวิต เช่น หนังสือ หรือเวลาเก็บของกวาดบ้านจะขอบคุณรองเท้าที่ให้เราใช้มา ก่อนจะไม่ใช้แล้ว


แม่ชีศันสนีย์


สนใจที่ อ. เกด พูดที่มนุษย์ได้มีสำนึกเห็นคุณค่าในตัวเอง เลยทำให้มีการขอบคุณกับทุกสรรพสิ่ง รู้สึกได้ว่าเราอยู่คนเดียวในโลกนี้ไม่ได้ แล้วก็ไม่ได้มีเราคนเดียวในจักรวาล แต่ว่าในทุกสรรพสิ่งที่มีองค์ประกอบขึ้นมาเป็นเรานั้น ได้อาศัยการเกื้อกูลและมีความสัมพันธ์กันในชีวิตที่ลึกซึ้ง

“คนที่จะกล่าวขอบคุณคนได้ โดยมีจิตวิญญาณของการที่รู้ว่า เรารับเป็น เราก็จะขอบคุณเป็น เราให้เป็น เราก็จะขอบคุณโอกาสที่ได้ให้ ซึ่งมักจะได้ยินคุณยายพูดเสมอว่า ขอบคุณนะที่ทำให้พวกเรามีโอกาสได้รับใช้ซึ่งถ้าเราไม่มีโอกาสที่จะได้รับใช้ใคร เราก็จะไม่ได้รับใช้ ก็จะเสียโอกาสในการเป็นผู้ที่ได้รับใช้ จึงต้อบขอบคุณโอกาสที่ได้รับใช้ด้วย”

แต่ถ้ามองเห็นบางอย่างที่มันอาจจะเจ็บปวด อาจจะหวั่นไหว ความไม่เป็นดั่งใจ หรือเรียกว่าความทุกข์ก็ได้

“เราต้องกลับไปขอบคุณความทุกข์ แม้สิ่งนั้นอาจจะไม่เห็นดั่งใจเรา แต่การได้ขอบคุณจะทำให้เราได้เข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น เราจะประมาทน้อยลง เพราะเราเห็นแล้วว่าถ้าประมาทจะเกิดผลอะไรขึ้น แล้วเราต้องเปลี่ยนร้ายที่เกิดขึ้นให้มันดีให้ได้”

เมื่อ 50 ปีที่แล้วคุณยายได้ไปต่างประเทศครั้งแรกก็คือญี่ปุ่น และได้เห็นวัฒนธรรมการพบ การลา และใช้ช่วงเวลาการที่ได้เจอกันมันพิเศษจริงๆ คิดว่าคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญของการพบกัน จากกัน แม้ที่ผ่านมาจะต้องจากกันไปหลายประเทศ แต่คนญี่ปุ่นจะลาจากกันจนละสายตาถึงที่สุด


โดยครั้งล่าสุดที่ได้ไปญี่ปุ่นไปเยี่ยมนักบวชเซนที่ท่านเคยมาเยี่ยมเสถียรธรรมสาถาน ซึ่งอายุท่านมากแล้ว ท่านก็รู้ว่าคุณยายเป็นมะเร็งก็ยังไปเยี่ยมท่าน สอนคุณยายจัดดอกไม้ สอนให้เรารู้จักขอบคุณทุกสิ่งที่เราได้จับต้อง ซึ่งตอนที่ส่งกันครั้งสุดท้าย ในเวลา 4 ทุ่มที่เราต้องเดินทางกลับ แต่รู้สึกว่าเมื่อกลับไปมองท่าน ท่านก็จะยืนโค้งและก็วิ่งส่งเราในทุกมุมที่รถเราเคลื่อนไปขณะเราเดินทางกลับ เมื่อทุกครั้งที่เราหันกลับไปมองก็จะเห็นการโค้งของท่านที่นุ่มนวลของท่าน เป็นความรู้สึกที่ไม่ใช่เป็นแค่การรับแขก เพราะถึงครั้งนั้นถ้าจะเจอกันเป็นครั้งสุดท้ายก็จะเป็นการเจอครั้งสุดท้ายที่ดีต่อกันอย่างถึงที่สุด ทำให้รู้สึกประทับใจญี่ปุ่นทั้งที่ไปต่างประเทศครั้งแรกก็ไปญี่ปุ่น จนมาจนถึงครั้งสุดท้ายที่ได้ไปเยี่ยม เรียกว่าเราก็แก่ด้วยกัน แต่เป็นความแก่ที่ยังมีความสด ของความเป็นู้ที่เคารพในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นข้างหน้าเรา แม้ว่ามันจะเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย แล้วก็จบด้วยการรู้สึกที่ว่า ขอบคุณนะที่เราได้พบกัน ขอบคุณนะที่เราได้เจอกัน และขอบคุณนะที่เราอาจจะต้องจากกัน ทุกอย่างก็มีแต่คำว่าขอบคุณ ถ้าเราได้ใช้คำว่าขอบคุณโดยเป็นอัตโนมัติ ไม่ใช่แค่ว่าเอามาเพื่อเอามาใช้ แต่เป็นการเคารพในสิ่งที่เราได้ใช้อยู่นั้น หมายความว่าเรากำลังขอบคุณโอกาสที่ได้เรียนรู้ร่วมกัน นั่นคือขอบคุณในมิตรภาพที่เราได้พบกัน ได้จากกัน ได้เรียนรู้ร่วมกัน


อะไรคือความเชื่อ ปรัชญาเบื้องหลังการแสดงออกถึงความเคารพ ความอ่อนน้อมถ่อมตน และการขอบคุณกับโอกาสต่างๆ ที่เข้ามาของคนญี่ปุ่น


ดร.กฤตินี


เมื่อฟังท่านแม่ชีแล้ว ทำให้นึกถึงวิธีคิดหนึ่งที่อยู่เบื้องหลัง คือ “อิจิโกะ อิจิเอะ” ที่แปลว่า "หนึ่งครั้ง หนึ่งพบพา" ความหมายคือเราอาจจะมีโอกาสพบคนๆ นี้ได้เป็นครั้งแรกหรือครั้งสุดท้ายก็ได้ จึงให้ความสัมพันธ์ระหว่างการพบเจอนั้นมากๆ ดังนั้น เมื่อมีเวลาหรือโอกาสได้อยู่ร่วมกันจึงต้องฟังใจฟังเขา ตั้งใจเลี้ยงอาหารที่ดีสุดให้กับเขา ตั้งใจดูแลเขาเป็นอย่างดี


ในขณะเดียวกันถ้าเป็นคนอื่นๆ เช่น เพื่อนร่วมงานที่เราอาจเจอกันบ่อย หรือลูกค้า คำนี้ก็ยังใช้ได้อยู่ แม้ว่าเราจะเจอกันทุกวัน แต่ไม่มีวันไหนที่เหมือนกัน เพื่อนก็มีการเปลี่ยนชุดมาทำงาน เพราะเต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่างกัน วันนี้อารมณ์ดี อีกวันหนึ่งอารมณ์เศร้า ฉะนั้นไม่มีวันไหนที่เหมือนกัน เราถึงต้องทำทุกๆ จังหวะที่ได้เจอกันนั้นดีที่สุด ทำไมถึงเป็นแบบนี้

"คิดว่าคนญี่ปุ่นต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตเยอะ ยุคก่อนมีสงครามในประเทศเยอะ วันนี้ได้จิบชากับเพื่อน เราไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้จิบชาด้วยกันอีกหรือไม่ พรุ่งนี้หรือหลังจากที่ไปรบ จะได้มีโอกาสได้มาจิบชากับเพื่อนอีกหรือไม่ หรือได้เจอกันหรือเปล่า ขณะเดียวกันเมื่อเจอเหตุภัยพิบัติหรือแผ่นดินไหวเยอะ ทำให้เห็นว่าความไม่แน่นอนในชีวิตเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แล้วถ้าเราบอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ได้เจอกัน แต่ถ้าพรุ่งนี้มีภัยพิบัติเกิดมา เขาก็เลยให้ความสำคัญกับการที่ได้พบเจอกัน"

โดยคำว่าขอบคุณภาษาญี่ปุ่น “อาริงาโต” ซึ่ง"อาริ" แปลว่า เกิดขึ้น "โต" แปลว่า ยาก ดังนั้น คำว่าขอบคุณของญี่ปุ่น แปลว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะการที่เราจะมาเจอกันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก ไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะ จึงรู้สึกขอบคุณกับโอกาสนี้


แม่ชีศันสนีย์


คนญี่ปุ่นได้อธิบายไว้ให้เราว่า อาจจะมีแผ่นดินไหว อาจจะมีเหตุการที่จะไม่ได้พบกันอีก หรือมีวามยากกว่านี้ที่จะทำให้เราได้พบกันอีก ฉะนั้นทำให้รู้สึกว่าเขาเป็นสิ่งที่มีค่าเหลือเกิน และพิเศษสำหรับเราจริงๆ คนที่อยู่ข้างหน้าเรา แม้จะได้พบอีกหรือไม่ก็เป็นสิ่งที่พิเศษสุดแล้วในปัจจุบันขณะ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยากให้พวกเราที่ฟังอยู่ใน Clubhouse ลองนึกถึงว่า ถ้าเรามีใครสักคนหนึ่ง ซึ่งเราไม่รู้เลยว่านี่คือการจะได้พบกันครั้งสุดท้าย เราจะไม่ได้เจอเขาอีก เราอยากจะพูดอะไรกับเขา หรือไม่เป็นไรฉันไม่ขอโทษ หรือต้องรอให้เธอทำดีกว่านี้ก่อนแล้วฉันจะพูดกับเธอ ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ก่อนฉันถึงจะทำอย่างนู้นอย่างนี้ พอถึงเวลานั้นมันไม่มีอีกแล้ว คนญี่ปุ่นอาจจะสอนเราว่าเราอาจจะไม่มีอีกแล้ว

“เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะทำอะไรทำให้ดีที่สุดแล้วก็ทำเลย และทำจนเป็นปกตินิสัย แม้แต่คนที่อยู่ในบ้านที่เจอกันทุกคน อย่าลืมสิ่งที่เราสัมผัสได้คือ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ Here and Now การที่เราจะดีกับใครโดยอัตโนมัติเราจะได้กำไร ไม่ต้องมานั่งเสียใจว่าถ้ารู้อย่างนี้ ถ้าเราพูดว่ามิตรภาพคือกำไรของเราเราก็ไม่ต้องขาดทุน”

ทำไมญี่ปุ่นมีทั้งความละเมียดละไมต่อการใช้ชีวิต แต่ด้านหนึ่งคนรุ่นใหม่ก็มีภาวะความเครียดสูง


ดร. กฤตินี


ถือเป็นประเทศที่มีกรอบระเบียบค่อนข้างเยอะ เช่น คนไทยเวลาเรียนจบปิดเทอมหรืออยากเที่ยวก็เที่ยวค่อยเริ่มทำงาน แต่คนญี่ปุ่นจะต้องเริ่มหางานก่อนจบให้ได้ก่อนประมาณ 1 ปี แล้วทุกคนจะเริ่มทำงานพร้อมกันในวันที่ 1 เม.ย. เพราะแต่ละบริษัทจะใช้วันนี้เป็นวันปฐมนิเทศให้กับเด็กที่จบใหม่ แปลว่าถ้าหลุดจากกระแสที่ต้องเริ่มทำงานวันที่ 1 เม.ย.ก็จะหลุดไป 1 ปีข้างหน้า หรือรอรอบเก็บตกก็ได้ ซึ่งไม่มีใครอยากไปทำรอบนั้น หรือถ้าเป็นเรื่องการใช้ชีวิต ก็จะมีกรอบบางๆ ที่เรามองไม่เห็น เช่น เราเป็นผู้หญิงไปทานข้าวกับคนญี่ปุ่นที่เป็นผู้ชาย ก็ต้องคอยรินน้ำและตักอาหารให้ เหมือนเขาจะมีการกำหนดหน้าที่ไว้ในระดับหนึ่งว่าใครจะคอยทำหน้าที่อะไรบ้าง แม้ตอนที่เกดเป็นพนักงานใหม่ไปกับประธานบริษัทเวลาขึ้นรถก็จะมีการกำหนดว่า เราควรนั่งตรงไหน เกดต้องนั่งหน้าแล้วประธานบริษัทต้องนั่งข้างหลัง หรือไปร้านอาหารตรงไหนคือตำแหน่งที่ประธานนั่งและคนที่มีตำแหน่งรองลงมานั่งตรงไหน


เพราะด้วยความที่มีรายละเอียดปลีกย่อย คนที่รับได้ก็จะชิน แต่คนที่รับไม่ได้ก็จะรู้สึกกดดันในระดับหนึ่ง ยิ่งปัจจุบันมีการเปรียบเทียบง่ายขึ้นที่เห็นกันทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งก็เหมือนคนไทยก็ยิ่งมีความกดดันและเครียดขึ้นเหมือนกัน ประกอบกับเศรษฐกิจญี่ปุ่นก็นิ่งมาตลอด 30 ปี อย่างช่วงเศรษฐกิจดีมีรายได้ทำงานหนักแต่คนก็มีความสุข แต่พอเศรษฐกิจนิ่งไปคนก็ไม่รู้ว่าจะแข่งไปเพื่ออะไร หรือยอดขายตกลงไปเรื่อยๆ ก็อาจทำให้คนเครียด


แม่ชีศันสนีย์


ญี่ปุ่นมีอะไรที่น่ารักหลายเรื่อง ที่นึกถึงทีไรแล้วก็จะรู้สึกมีความสุขด้วย แต่ก็จะมีการแข่งขัน แล้วก็จะเห็นสถิติของการทำร้ายตัวเอง เด็กญี่ปุ่นที่ทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายพ่อแม่ อาจจะมาจากการกดบ่าทับในขนบหรืออะไรบางอย่าง ผู้หญิงญี่ปุ่นจะมีความอึดอัดในเรื่องอะไรบ้าง ที่ต้องเป็นแม่บ้านอยู่ในครรลองที่เป๊ะ ซึ่งถ้าเขาไม่มีสิ่งดีงามขนาดนี้ เขาจะเป็นไปในแบบไหน วินัยก็เป็นที่หนึ่งในโลก การเคารพหรือสร้างกติกาสังคมไทยเราอาจจะไม่ติดเขาเลย แต่คุณแม่ก็ใช้ศิลปะในการขอบคุณในวันนี้ อยากจะบอกว่า เราอาจใช้สิ่งที่เป็นตัวอย่างในบางเรื่อง เพื่อนำมาปรับให้กับโอกาสที่ตัวเราเองมีอยู่ในโลกปัจจุบันนั้นก็ไม่ได้มีมาก มันเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เรามีเวลานั้น เราควรจะใช้ช่วงเวลาที่มีกันและกันกับสมาชิกในครอบครับ ในชุมชน บริษัท หรือโอกาสที่เรามีเจ็บป่วยกันมาก อย่างที่ต้องมีการอพยพคนกับเหตุการณ์ไฟไหม้ที่สมุทรปราการ เราจะทำอย่างไรให้คนไทยมีวินัย มีคุณธรรมบางอย่างเพื่อใช้เป็นอุปนิสัยในการส่ง ทำให้สังคมมีการเปลี่ยนแปลงด้วยหลักการนี้


ทำไมคนญี่ปุ่นถึงมีวินัยและคนไทยจะทำอย่างไรให้มีข้อปฏิบัติอย่างคนญี่ปุ่นเพื่อให้สังคมดีขึ้น


ดร. กฤตินี