ศิลปะแห่งการขอบคุณ

อัปเดตเมื่อ 11 ส.ค. 2564



สนทนาธรรมกับท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม 2564 เวลา 18.00 น. ทาง Club House


พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ ดร. กฤตินี พงษ์ธนเลิศ อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น

เจ้าของเพจ "เกตุวดี Marumura" อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ


ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


ต้องยอมรับว่า ดร. กฤตินี พงษ์ธนเลิศ หรือ อ.เกด อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังเป็นนักเขียนเจ้าของเพจ "เกตุวดี Marumura" และมีพ็อกเก็จที่เขียนเกี่ยวกับรายละเอียดปลีกย่อยที่แสดงถึงความน่ารักของญี่ปุ่นจนมีผู้ติดตามอยู่มากมาย โดยเชื่อว่าหัวข้อ “ศิลปะแห่งการขอบคุณ” ในความเป็นญี่ปุ่นมีส่วนคล้ายกับศิลปะของการให้แบบที่แม่ชีศันสนีย์ได้ถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์


นิยามความเป็น ดร.กฤตินี


ดร.กฤตินี


เท่าที่ได้ยินจากคนอื่นๆ พูดถึงตัวเรา ก็คือความรักญี่ปุ่นและคำว่าละมุน


จุดเริ่มต้นที่อยากเรียนรู้วัฒนธรรมและการทำธุรกิจแบบญี่ปุ่น


ดร.กฤตินี


เพราะรู้สึกว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่รักษาความงดงามแบบโบราณ ขณะเดียวกันก็ก้าวไปสู่โลกที่ทันสมัย ตั้งแต่เด็กๆ จะเห็นการ์ตูนญี่ปุ่นใส่ชุดกิโมโน ชุดยูกาตะที่เป็นวัฒนธรรมแบบเดิมอยู่ และขณะเดียวกันเขาก็มีสินค้าไฟฟ้าที่โมเดิร์นและมีเทคโนโลยีต่างๆ ด้วย จึงสนใจว่าการที่ประเทศหนึ่งสามารถรักษาสมดุลทั้งสองอย่างนี้ได้ เขาทำได้อย่างไร จึงไปใช้ชีวิตและเรียนปริญญาโทและปริญญาเอกที่ญี่ปุ่นไปอยู่ทั้งหมด 8 ปี


ความแตกต่างของศิลปะแห่งการขอบคุณระหว่างคนไทยกับคนญี่ปุ่น


ดร. กฤตินี


คนไทยกับคนญี่ปุ่มีความอ่อนน้อมและมีจิตใจที่อ่อนโยนเหมือนกัน มีความเกรงใจ คิดถึงกันและกัน คนไทยเราจะขอบคุณเมื่อเราได้รับอะไรบางอย่างหรือมีใครทำดีให้เรา เช่น ขอบพระคุณที่เชิญมาบรรยายวันนี้ แต่ของคนญี่ปุ่นจะมีคำขอบคุณที่หลากหลายกว่า และมีคำขอบคุณที่แตกต่างกันไปตามบริบทที่มาก กว่า


แต่จุดที่มีความแตกต่างเห็นได้ชัดคือ คนญี่ปุ่นเขานึกอยากจะขอบคุณเขาก็ขอบคุณออกมาเลย เช่น ทานข้าวเสร็จก็ขอบคุณ หรือวันนี้อากาศสดใสและลมเย็นดีนะ น่าขอบคุณจังเลย แล้วก็คำขอบคุณก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาเฉพาะเวลาที่มีใครทำอะไรให้เรา พอนึกถึงสิ่งดีๆ รอบตัวเราก็จะนึกขอบคุณได้เลย เช่น รู้สึกขอบคุณจังเลยนะที่เรายังปลอดภัยมีสุขภาพที่ดีในวันนี้ รวมทั้งคนญี่ปุ่นจะขอบคุณสิ่งของที่ไม่ได้มีชีวิต เช่น หนังสือ หรือเวลาเก็บของกวาดบ้านจะขอบคุณรองเท้าที่ให้เราใช้มา ก่อนจะไม่ใช้แล้ว


แม่ชีศันสนีย์


สนใจที่ อ. เกด พูดที่มนุษย์ได้มีสำนึกเห็นคุณค่าในตัวเอง เลยทำให้มีการขอบคุณกับทุกสรรพสิ่ง รู้สึกได้ว่าเราอยู่คนเดียวในโลกนี้ไม่ได้ แล้วก็ไม่ได้มีเราคนเดียวในจักรวาล แต่ว่าในทุกสรรพสิ่งที่มีองค์ประกอบขึ้นมาเป็นเรานั้น ได้อาศัยการเกื้อกูลและมีความสัมพันธ์กันในชีวิตที่ลึกซึ้ง

“คนที่จะกล่าวขอบคุณคนได้ โดยมีจิตวิญญาณของการที่รู้ว่า เรารับเป็น เราก็จะขอบคุณเป็น เราให้เป็น เราก็จะขอบคุณโอกาสที่ได้ให้ ซึ่งมักจะได้ยินคุณยายพูดเสมอว่า ขอบคุณนะที่ทำให้พวกเรามีโอกาสได้รับใช้ซึ่งถ้าเราไม่มีโอกาสที่จะได้รับใช้ใคร เราก็จะไม่ได้รับใช้ ก็จะเสียโอกาสในการเป็นผู้ที่ได้รับใช้ จึงต้อบขอบคุณโอกาสที่ได้รับใช้ด้วย”

แต่ถ้ามองเห็นบางอย่างที่มันอาจจะเจ็บปวด อาจจะหวั่นไหว ความไม่เป็นดั่งใจ หรือเรียกว่าความทุกข์ก็ได้

“เราต้องกลับไปขอบคุณความทุกข์ แม้สิ่งนั้นอาจจะไม่เห็นดั่งใจเรา แต่การได้ขอบคุณจะทำให้เราได้เข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น เราจะประมาทน้อยลง เพราะเราเห็นแล้วว่าถ้าประมาทจะเกิดผลอะไรขึ้น แล้วเราต้องเปลี่ยนร้ายที่เกิดขึ้นให้มันดีให้ได้”

เมื่อ 50 ปีที่แล้วคุณยายได้ไปต่างประเทศครั้งแรกก็คือญี่ปุ่น และได้เห็นวัฒนธรรมการพบ การลา และใช้ช่วงเวลาการที่ได้เจอกันมันพิเศษจริงๆ คิดว่าคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญของการพบกัน จากกัน แม้ที่ผ่านมาจะต้องจากกันไปหลายประเทศ แต่คนญี่ปุ่นจะลาจากกันจนละสายตาถึงที่สุด


โดยครั้งล่าสุดที่ได้ไปญี่ปุ่นไปเยี่ยมนักบวชเซนที่ท่านเคยมาเยี่ยมเสถียรธรรมสาถาน ซึ่งอายุท่านมากแล้ว ท่านก็รู้ว่าคุณยายเป็นมะเร็งก็ยังไปเยี่ยมท่าน สอนคุณยายจัดดอกไม้ สอนให้เรารู้จักขอบคุณทุกสิ่งที่เราได้จับต้อง ซึ่งตอนที่ส่งกันครั้งสุดท้าย ในเวลา 4 ทุ่มที่เราต้องเดินทางกลับ แต่รู้สึกว่าเมื่อกลับไปมองท่าน ท่านก็จะยืนโค้งและก็วิ่งส่งเราในทุกมุมที่รถเราเคลื่อนไปขณะเราเดินทางกลับ เมื่อทุกครั้งที่เราหันกลับไปมองก็จะเห็นการโค้งของท่านที่นุ่มนวลของท่าน เป็นความรู้สึกที่ไม่ใช่เป็นแค่การรับแขก เพราะถึงครั้งนั้นถ้าจะเจอกันเป็นครั้งสุดท้ายก็จะเป็นการเจอครั้งสุดท้ายที่ดีต่อกันอย่างถึงที่สุด ทำให้รู้สึกประทับใจญี่ปุ่นทั้งที่ไปต่างประเทศครั้งแรกก็ไปญี่ปุ่น จนมาจนถึงครั้งสุดท้ายที่ได้ไปเยี่ยม เรียกว่าเราก็แก่ด้วยกัน แต่เป็นความแก่ที่ยังมีความสด ของความเป็นู้ที่เคารพในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นข้างหน้าเรา แม้ว่ามันจะเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย แล้วก็จบด้วยการรู้สึกที่ว่า ขอบคุณนะที่เราได้พบกัน ขอบคุณนะที่เราได้เจอกัน และขอบคุณนะที่เราอาจจะต้องจากกัน ทุกอย่างก็มีแต่คำว่าขอบคุณ ถ้าเราได้ใช้คำว่าขอบคุณโดยเป็นอัตโนมัติ ไม่ใช่แค่ว่าเอามาเพื่อเอามาใช้ แต่เป็นการเคารพในสิ่งที่เราได้ใช้อยู่นั้น หมายความว่าเรากำลังขอบคุณโอกาสที่ได้เรียนรู้ร่วมกัน นั่นคือขอบคุณในมิตรภาพที่เราได้พบกัน ได้จากกัน ได้เรียนรู้ร่วมกัน


อะไรคือความเชื่อ ปรัชญาเบื้องหลังการแสดงออกถึงความเคารพ ความอ่อนน้อมถ่อมตน และการขอบคุณกับโอกาสต่างๆ ที่เข้ามาของคนญี่ปุ่น


ดร.กฤตินี


เมื่อฟังท่านแม่ชีแล้ว ทำให้นึกถึงวิธีคิดหนึ่งที่อยู่เบื้องหลัง คือ “อิจิโกะ อิจิเอะ” ที่แปลว่า "หนึ่งครั้ง หนึ่งพบพา" ความหมายคือเราอาจจะมีโอกาสพบคนๆ นี้ได้เป็นครั้งแรกหรือครั้งสุดท้ายก็ได้ จึงให้ความสัมพันธ์ระหว่างการพบเจอนั้นมากๆ ดังนั้น เมื่อมีเวลาหรือโอกาสได้อยู่ร่วมกันจึงต้องฟังใจฟังเขา ตั้งใจเลี้ยงอาหารที่ดีสุดให้กับเขา ตั้งใจดูแลเขาเป็นอย่างดี


ในขณะเดียวกันถ้าเป็นคนอื่นๆ เช่น เพื่อนร่วมงานที่เราอาจเจอกันบ่อย หรือลูกค้า คำนี้ก็ยังใช้ได้อยู่ แม้ว่าเราจะเจอกันทุกวัน แต่ไม่มีวันไหนที่เหมือนกัน เพื่อนก็มีการเปลี่ยนชุดมาทำงาน เพราะเต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่างกัน วันนี้อารมณ์ดี อีกวันหนึ่งอารมณ์เศร้า ฉะนั้นไม่มีวันไหนที่เหมือนกัน เราถึงต้องทำทุกๆ จังหวะที่ได้เจอกันนั้นดีที่สุด ทำไมถึงเป็นแบบนี้

"คิดว่าคนญี่ปุ่นต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตเยอะ ยุคก่อนมีสงครามในประเทศเยอะ วันนี้ได้จิบชากับเพื่อน เราไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้จิบชาด้วยกันอีกหรือไม่ พรุ่งนี้หรือหลังจากที่ไปรบ จะได้มีโอกาสได้มาจิบชากับเพื่อนอีกหรือไม่ หรือได้เจอกันหรือเปล่า ขณะเดียวกันเมื่อเจอเหตุภัยพิบัติหรือแผ่นดินไหวเยอะ ทำให้เห็นว่าความไม่แน่นอนในชีวิตเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แล้วถ้าเราบอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ได้เจอกัน แต่ถ้าพรุ่งนี้มีภัยพิบัติเกิดมา เขาก็เลยให้ความสำคัญกับการที่ได้พบเจอกัน"

โดยคำว่าขอบคุณภาษาญี่ปุ่น “อาริงาโต” ซึ่ง"อาริ" แปลว่า เกิดขึ้น "โต" แปลว่า ยาก ดังนั้น คำว่าขอบคุณของญี่ปุ่น แปลว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะการที่เราจะมาเจอกันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก ไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะ จึงรู้สึกขอบคุณกับโอกาสนี้


แม่ชีศันสนีย์


คนญี่ปุ่นได้อธิบายไว้ให้เราว่า อาจจะมีแผ่นดินไหว อาจจะมีเหตุการที่จะไม่ได้พบกันอีก หรือมีวามยากกว่านี้ที่จะทำให้เราได้พบกันอีก ฉะนั้นทำให้รู้สึกว่าเขาเป็นสิ่งที่มีค่าเหลือเกิน และพิเศษสำหรับเราจริงๆ คนที่อยู่ข้างหน้าเรา แม้จะได้พบอีกหรือไม่ก็เป็นสิ่งที่พิเศษสุดแล้วในปัจจุบันขณะ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยากให้พวกเราที่ฟังอยู่ใน Clubhouse ลองนึกถึงว่า ถ้าเรามีใครสักคนหนึ่ง ซึ่งเราไม่รู้เลยว่านี่คือการจะได้พบกันครั้งสุดท้าย เราจะไม่ได้เจอเขาอีก เราอยากจะพูดอะไรกับเขา หรือไม่เป็นไรฉันไม่ขอโทษ หรือต้องรอให้เธอทำดีกว่านี้ก่อนแล้วฉันจะพูดกับเธอ ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ก่อนฉันถึงจะทำอย่างนู้นอย่างนี้ พอถึงเวลานั้นมันไม่มีอีกแล้ว คนญี่ปุ่นอาจจะสอนเราว่าเราอาจจะไม่มีอีกแล้ว

“เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะทำอะไรทำให้ดีที่สุดแล้วก็ทำเลย และทำจนเป็นปกตินิสัย แม้แต่คนที่อยู่ในบ้านที่เจอกันทุกคน อย่าลืมสิ่งที่เราสัมผัสได้คือ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ Here and Now การที่เราจะดีกับใครโดยอัตโนมัติเราจะได้กำไร ไม่ต้องมานั่งเสียใจว่าถ้ารู้อย่างนี้ ถ้าเราพูดว่ามิตรภาพคือกำไรของเราเราก็ไม่ต้องขาดทุน”

ทำไมญี่ปุ่นมีทั้งความละเมียดละไมต่อการใช้ชีวิต แต่ด้านหนึ่งคนรุ่นใหม่ก็มีภาวะความเครียดสูง


ดร. กฤตินี


ถือเป็นประเทศที่มีกรอบระเบียบค่อนข้างเยอะ เช่น คนไทยเวลาเรียนจบปิดเทอมหรืออยากเที่ยวก็เที่ยวค่อยเริ่มทำงาน แต่คนญี่ปุ่นจะต้องเริ่มหางานก่อนจบให้ได้ก่อนประมาณ 1 ปี แล้วทุกคนจะเริ่มทำงานพร้อมกันในวันที่ 1 เม.ย. เพราะแต่ละบริษัทจะใช้วันนี้เป็นวันปฐมนิเทศให้กับเด็กที่จบใหม่ แปลว่าถ้าหลุดจากกระแสที่ต้องเริ่มทำงานวันที่ 1 เม.ย.ก็จะหลุดไป 1 ปีข้างหน้า หรือรอรอบเก็บตกก็ได้ ซึ่งไม่มีใครอยากไปทำรอบนั้น หรือถ้าเป็นเรื่องการใช้ชีวิต ก็จะมีกรอบบางๆ ที่เรามองไม่เห็น เช่น เราเป็นผู้หญิงไปทานข้าวกับคนญี่ปุ่นที่เป็นผู้ชาย ก็ต้องคอยรินน้ำและตักอาหารให้ เหมือนเขาจะมีการกำหนดหน้าที่ไว้ในระดับหนึ่งว่าใครจะคอยทำหน้าที่อะไรบ้าง แม้ตอนที่เกดเป็นพนักงานใหม่ไปกับประธานบริษัทเวลาขึ้นรถก็จะมีการกำหนดว่า เราควรนั่งตรงไหน เกดต้องนั่งหน้าแล้วประธานบริษัทต้องนั่งข้างหลัง หรือไปร้านอาหารตรงไหนคือตำแหน่งที่ประธานนั่งและคนที่มีตำแหน่งรองลงมานั่งตรงไหน


เพราะด้วยความที่มีรายละเอียดปลีกย่อย คนที่รับได้ก็จะชิน แต่คนที่รับไม่ได้ก็จะรู้สึกกดดันในระดับหนึ่ง ยิ่งปัจจุบันมีการเปรียบเทียบง่ายขึ้นที่เห็นกันทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งก็เหมือนคนไทยก็ยิ่งมีความกดดันและเครียดขึ้นเหมือนกัน ประกอบกับเศรษฐกิจญี่ปุ่นก็นิ่งมาตลอด 30 ปี อย่างช่วงเศรษฐกิจดีมีรายได้ทำงานหนักแต่คนก็มีความสุข แต่พอเศรษฐกิจนิ่งไปคนก็ไม่รู้ว่าจะแข่งไปเพื่ออะไร หรือยอดขายตกลงไปเรื่อยๆ ก็อาจทำให้คนเครียด


แม่ชีศันสนีย์


ญี่ปุ่นมีอะไรที่น่ารักหลายเรื่อง ที่นึกถึงทีไรแล้วก็จะรู้สึกมีความสุขด้วย แต่ก็จะมีการแข่งขัน แล้วก็จะเห็นสถิติของการทำร้ายตัวเอง เด็กญี่ปุ่นที่ทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายพ่อแม่ อาจจะมาจากการกดบ่าทับในขนบหรืออะไรบางอย่าง ผู้หญิงญี่ปุ่นจะมีความอึดอัดในเรื่องอะไรบ้าง ที่ต้องเป็นแม่บ้านอยู่ในครรลองที่เป๊ะ ซึ่งถ้าเขาไม่มีสิ่งดีงามขนาดนี้ เขาจะเป็นไปในแบบไหน วินัยก็เป็นที่หนึ่งในโลก การเคารพหรือสร้างกติกาสังคมไทยเราอาจจะไม่ติดเขาเลย แต่คุณแม่ก็ใช้ศิลปะในการขอบคุณในวันนี้ อยากจะบอกว่า เราอาจใช้สิ่งที่เป็นตัวอย่างในบางเรื่อง เพื่อนำมาปรับให้กับโอกาสที่ตัวเราเองมีอยู่ในโลกปัจจุบันนั้นก็ไม่ได้มีมาก มันเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เรามีเวลานั้น เราควรจะใช้ช่วงเวลาที่มีกันและกันกับสมาชิกในครอบครับ ในชุมชน บริษัท หรือโอกาสที่เรามีเจ็บป่วยกันมาก อย่างที่ต้องมีการอพยพคนกับเหตุการณ์ไฟไหม้ที่สมุทรปราการ เราจะทำอย่างไรให้คนไทยมีวินัย มีคุณธรรมบางอย่างเพื่อใช้เป็นอุปนิสัยในการส่ง ทำให้สังคมมีการเปลี่ยนแปลงด้วยหลักการนี้


ทำไมคนญี่ปุ่นถึงมีวินัยและคนไทยจะทำอย่างไรให้มีข้อปฏิบัติอย่างคนญี่ปุ่นเพื่อให้สังคมดีขึ้น


ดร. กฤตินี


ตอนแรกก็คิดว่าความมีวินัยอยู่ในดีเอ็นเอของคนญี่ปุ่นแน่เลย พอกลับมาเมืองไทยแม่ของเกดบอกว่ารู้สึกว่าลูกเราเรียบ้ร้อยขึ้น เช่น ไปทานข้าวที่โต๊ะอาหารจะเอาทิชชู่มาซับน้ำที่หยด หรือเวลามีอะไรบนโต๊ะเราก็จะพับเก็บให้เรียบร้อย ก็เลยรู้ว่าไม่ใช่ดีเอ็นเอ แต่กลายเป็นวิธีการสอนของคนญี่ปุ่นสอนให้มีวินัย


สอนให้เราจินตนาการถึงผู้อื่น สอนให้เห็นว่าพฤติกรรมเราไปส่งผลกับใคร อย่างไร เช่น ถ้าเป็นเด็กประถมครูบอกให้ไปทำเวรหยิบไม้กวาดที่ตักผงมา ถ้าเราคิดแบบคนไทย เด็กๆ กวาดพื้นสนุกสนานจบไป แต่ของญี่ปุ่นครูจะอธิบายว่าลองดูสิกวาดท่าไหน แล้วกวาดเสร็จแล้วทุกคนรอดูที่พื้นวิบวับหรือไม่ เด็กก็จะเห็นผลงานของตัวเอง และเด็กก็จะรู้สึกภูมิใจ และเห็นด้วยตัวเองว่าจากตอนแรกนั่งเรียนด้วยห้องที่มีฝุ่นเยอะๆ จนตอนนี้นั่งห้องที่ฝุ่นน้อยลง รู้สึกดีจังเลย คิดว่าคำพูดของคุณครูที่ทำให้เด็กเห็นและสังเกตความเปลี่ยนแปลงของการทำความสะอาด แปลว่าการทำความสะอาดทำให้เรารู้สึกดี รู้สึกสบายใจ พอผูกความรู้สึกดีเข้ากับการทำความสะอาด ครั้งต่อไปที่เด็กทำสะอาด ก็จะมาสังเกตจิตตัวเองแล้วว่า อืม เรารู้สึกดีจริงๆ ทำความสะอาดต่อดีกว่า เลยเป็นความรู้สึกดีๆ ที่เด็กจะทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น จากการที่คุณครูชี้ให้เห็น


แม่ชีศันสนีย์


แสดงว่าเป็นการสอนโดยการทำไปด้วยกัน ได้สัมผัสกับคนญี่ปุ่นรู้สึกเลยว่าเขาสร้างวินัยแทบจะเรียกว่าตั้งแต่อยู่ในท้องไล่มาจนกระบวนการเรียนการสอนไม่ใช่แค่ครอบครัว ไม่ใช่แค่พ่อแม่แต่คือครู และผู้ใหญ่ทุกคน แม้กระทั้งการก้มโค้งให้กับคนที่หยุดให้เขาเดินผ่านถนน เป็นอะไรที่น่าจดจำ


เพราะคนเราตอนนี้ มองแบบอคติ เพ่งโทษ ทำไมเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ทำให้เราไม่มีวินัยในตัวเองที่จะมองเห็นคุณค่าความดีความงามที่เป็นความจริงหรือทุกสรรพสิ่ง อย่างเสื้อสักตัวที่จะทิ้งก็ยังขอบคุณที่อยู่ด้วยกันมาหลายฤดูกาลแล้ว และทำให้เขาอบอุ่น ถ้าได้สิ่งนี้กลับมาได้บ้างสัก 25% ในโอกาสที่มีชีวิตอยู่ก่อนตาย ก็น่าจะมีอะไรที่งอกงามได้ในความเป็นเรา ที่ไม่ได้มาจาก DNA แต่มาจากจิตสำนึกที่เราอยู่ในสังคมที่มีข้อตกลงอันเดียวกัน

“ในขณะที่สังคมเราอยู่ในการวิพากษ์วิจารณ์ ผรุสวาจาที่พูดอะไรก็ได้ที่เราได้ปลดปล่อยหรือระบาย โดยที่เราไม่รู้เลยว่า สิ่งที่เราระบายออกไปนั้นไปทำความเจ็บปวดให้กับอะไรได้บ้าง หรือแม้แต่กับคนที่เรารัก”

การอยู่ในสภาวะปัจจุบันเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะหล่อหลอมหรือเป็นมุมมองที่เลือกจะขอบคุณ?


ดร. กฤตินี


สำคัญมากๆ คิดว่าญี่ปุ่นตอนที่ไปอยู่ทำให้ตัวเองมีสติได้ง่ายขึ้น เกดอาศัยที่เมืองโกเบ ทั้งบ้านและมหาวิทยาลัยก็จะต้องเดินขึ้นเขาไป ระดับที่มีหมูป่าออกมา สิ่งที่รู้สึกคือ มีความเงียบสงบ วันหนึ่งที่ฝนตกกำลังเดินกลับจากมหาวิทยาลัยในช่วงดึก เครียดงานวิจัย แต่เห็นฝนตก รู้สึกเย็นจังเลย ก็อยากถอดรองเท้าเดินกลับบ้านก็ถอดเลย ซึ่งคิดว่าถ้าในเมืองไทยคงไม่เกิดความรู้สึกแบบนี้แน่ๆ แต่ญี่ปุ่นมีหญ้า มีดิน มีความเงียบที่ทำให้เรารู้สึกแบบนั้น และทำให้เรากลับมาคุยกับตัวเองค่อนข้างเยอะ


วิถีชีวิตหลายอย่างของคนญี่ปุ่นทำให้เจริญสติอย่างไม่รู้ตัว เช่น ก่อนทานข้าวก็จะพูดว่า "อิตาดาคิมัส" "ขอบคุณอาหารมื้อนี้" เหมือนถ้าเราไม่มีคำพูดนี้ เราก็คงก้มหน้าก้มตาทานข้าวไปเลย ไม่ต้องมานั่งสังเกตพิจารณาอาหารอะไร พอทานข้าวเสร็จก็พูดขอบคุณอีกทีคนที่ทำอาหารให้เรา คนที่ยกอาหารมาเสิร์ฟให้เรา ตรงนี้ทำให้เราอยู่กับตรงนั้นจริงๆ ว่าเรากำลังทานข้าวอยู่ เราทานข้าวเสร็จแล้ว หรือกำลังจะเริ่มทานข้าว หรือแม้แต่เด็กๆ เวลาจะเริ่มเรียนก็ต้องมีการทักทายกันก่อน อรุณสวัสดิ์ ตรงนี้ทำให้เราระลึกถึงตัวเองและเพื่อนๆ คนอื่นที่อยู่กับเรา

อย่างเด็กๆ ไปโรงเรียนวันนี้เราเจอหน้ากันเราทักกัน ซึ่งตรงนี้เป็นนิสัยที่ติดตัวไปยังตอนทำงาน เช่น บริษัทที่ดีๆ จะกะตือรือร้นให้พนักงานทักทายกัน เพราะเราอยู่ด้วยกันนะ เธอโอเคมั้ย เราอยู่ด้วยกันนะ แค่เราพูดว่าอรุณสวัสดิ์ก็เหมือนได้ส่งสิ่งดีๆ ให้กับเพื่อนร่วมงานและเพื่อนร่วมงานก็ทักกลับมาว่าฉันก็รู้สึกดี ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่ทำให้คนญี่ปุ่นรู้สึกดี และได้อยู่กับตัวเองได้ง่ายขึ้น


การอยู่กับปัจจุบันจะพัฒนาศิลปะการขอบคุณและพัฒนาชีวิตเรา


แม่ชีศันสนีย์


จริงๆ ชีวิตมีอยู่ขณะเดียว ก็คือปัจจุบันนั่นเอง ถ้าเรารู้สึกตัวก็ต้องรู้สึกตัวในปัจจุบัน ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมจะทำให้เราเห็นพลังและเห็นคุณค่าในปัจจุบันขณะที่มากกว่าการที่จะปล่อยให้กายอยู่ที่หนึ่ง ใจอยู่ที่หนึ่ง การเห็นกายใจเป็นหนึ่งเดียวกันในปัจจุบันขณะจะทรงพลังกว่า ใครไม่เคยปฏิบัติเลยลองนึกถึงภาพนี้ดู

"การปฏิบัติคือการอยู่ รู้ตัวทั่วพร้อมในปัจจุบันขณะ กายใจเป็นหนึ่งเดียวกันในปัจจุบันขณะ เราก็จะมีปัจจุบันที่ประเสริฐ"

เราพร้อมในปัจจุบันขณะที่จะไม่ส่งจิตใจไปฟุ้ง ถ้าสะอึดสะอื้นกับอดีต หรือกังวลกับอนาคต อันนี้จะแปลว่าเราประมาท ไม่เคารพตัวเอง ไม่ขอบคุณโอกาสที่ตัวเองมีอยู่ เราสามารถขอบคุณตัวเองได้เมื่อยามเจ็บป่วย อย่างที่ท่านพระพุทธทาสบอกว่า "หาความสุขให้ได้จากความทุกข์ หรือความเจ็บปวด" นั่นหมายความว่า

"เรามีศิลปะในการขอบคุณในทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา ด้วยการที่ยอมรับสิ่งที่มันกำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะอย่างไม่มีอคติและเพ่งโทษ และเมื่อใดก็ตามที่ใจของเราเปิดกว้างและวางอคติได้ ศิลปะการขอบคุณก็ง่าย และเป็นเรื่องที่ทำโดยอัตโนมัติตามนิสัย”

หรือการที่มีคนเขียนมาบอกว่าได้เห็นธรรมในเสถียรธรรมสถาน จากที่เห็นดอกไม้ดอกหนึ่งกำลังตกลงมาจากต้นลั่นทมที่นั่งอยู่ใต้ต้น ซึ่งขอบคุณที่ทำให้เลิกคิดจะฆ่าตัวตาย เพราะคิดว่าการแสดงธรรมของดอกไม้เป็นการให้เห็นเรื่องอนิจจัง เห็นการเปลี่ยนแปลง เห็นการทนอยู่ไม่ได้ และเห็นความงอกงามของการร่วงและไม่ฆ่าตัวตาย เราก็มีพื้นที่สวนธรรมเอาไว้ให้คนได้มานั่ง และอาจจะมองเห็นตัวเองในขณะนั้นซึ่งการบรรลุธรรมนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือเวลาหนึ่งเวลาใด เวลาไหนก็ได้เพราะเป็นอัตตาลิโก ถ้าขณะนั้นใจสงบพอ จากการที่เรามีกายและใจเป็นหนึ่งเดียวกันได้จริงๆ คำขอบคุณของการมีปัจจุบันขณะจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเป็นพฤติกรรมที่เป็นอุปนิสัยการส่งจริงๆ ไม่ใช่เป็นสูตรที่ว่าฉันต้องขอบคุณ ต้องขอบคุณ แต่มาจากความสำนึกของความกตัญญูที่มีช่วงเวลา มีโมเมนท์ที่ปิ๊งๆ ขึ้นมา คิดว่าเรื่องเหล่านี้ การเข้าพรรษาแบบนี้ ถ้าเรามองให้เป็นอัตโนมัติไปเลย

“การปฏิบัติไม่ได้ขึ้นอยู่กับยูนิฟอร์ม สถานที่ หรือพิธีกรรม แต่มันอยู่ที่การมีปัจจุบันขณะที่มีกายใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ที่เราขอบคุณโอกาสที่มีสติเป็นตัวเชื่อมให้กายกับใจรู้เนื้อรู้ตัว ศิลปะแบบนี้อาจทำให้เราอยู่ในสังคมที่โหดร้ายหรือยุ่งยากอย่างสงบได้”

เหมือนที่เกดเดินอยู่ท่ามกลางฝนตก ไม่ได้รู้เป็นปัญหาแต่เดินรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เพราะสุดท้ายมันสำคัญอยู่ที่ปัจจุบันขณะ


เมื่อกลับมาเมืองไทยยังมีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติอีก


ดร. กฤตินี


เสียดายที่ในกรุงเทพฯ มีธรรมชาติอยู่ไกลตัวเราเล็กน้อย แต่พยายามนึกถึงเรื่องที่น่าขอบคุณ เช่น ดูสวนหน้าคอนโดมิเนียมเล็กๆ ก็จะขอบคุณ หรือเช้ามาได้ยินเสียงนกก็จะขอบคุณที่ร้องและทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้นิดหนึ่งจากความเครียด หรือการทีเห็นคุณลุงคนสวนรดน้ำต้นไม้ในคอนโดก็ทักทายและขอบคุณที่รดน้ำและทำให้ดอกไม้บานสวนเลย แล้วทำให้นึกต้นไม้แต่ละดอกหรือแต่ละต้น ที่สวนในคอนโดสวยเพราะเป็นฝีมือคุณลุง ก็จะรู้สึกอิ่มเอิบไปอีก ให้เรามีความสุขและยิ้ม ขอบคุณกันและกันได้มากขึ้น ซึ่งเราคิดว่าทำได้เท่าที่ธรรมชาติอยู่ใกล้ตัวเราสามารถเหนี่ยวนำให้จิตใจเราอ่อนโยนขึ้นและมีเรื่องที่น่าขอบคุณได้เสมอเหมือนกัน


จาก 2 วัฒนธรรมที่ได้สัมผัสมีเรื่องไหนบ้างที่คนไทยสามารถนำพื้นฐานของวัฒนธรรมหรือพฤติกรรมมร่วมมาใช้ และจะทำให้สังคมไทยน่าอยู่มากขึ้น


ดร.กฤตินี


การรู้สึกขอบคุณหรือการนึกถึงผู้อื่น เราก็รู้สึกขอบคุณมาก อย่างเมื่อสักครู่นั่งรถกลับมาพร้อมเพื่อนมีรถจอดให้ทางเรา เราก็รู้สึกขอบคุณจริงๆ ถ้ารู้สึกขอบคุณกันและกัน กับโอกาสที่ได้รับแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม เช่น มีคนยิ้มให้เรา มีคนทักทายเรา มีคนส่งสติกเกอร์ไลน์ทักทายมาหาเรา ถ้าเรารู้สึกกับสิ่งเล็กๆ น้อยนี้เราก็รู้สึกขอบคุณ จะรู้สึกว่าจะทำให้เรามีความสุขได้ง่ายขึ้น และถ้าเราสะสมเรื่องนี้มากขึ้นเท่าไรก็จะเป็นเราเองที่อาจจะเป็นคนที่ขับรถให้ทางผู้อื่นก่อนก็ได้ หรือจะยิ้มให้คนอื่นก่อนก็ได้ ก็จะยิ่งทำให้ มีแต่สังคมที่ส่งพลังดีๆ ให้แก่กันมากขึ้น

ทุกวันคิดว่าระบบสังคมกับเทคโนโลยีที่ทำให้เรามองตัวเราเองเยอะ เช่น ลงโพสต์ในเฟสบุ๊กจะมีคนมา Like เราเยอะหรือไม่ ถ้าทำงานแบบนี้เราจะได้ยอดขายเยอะหรือเปล่า หรือทำงานแบบนี้จะได้เป้า KPI หรือเปล่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิดเพราะการมีเป้าหมายก็ทำให้เรามีแรงบันดาลใจ แต่ถ้าเราไม่ได้มองเพียงเพื่อเป้าหมายที่เราพุ่งไป หรือมองว่ามีอะไรบ้างที่จะทำให้ผู้อื่นได้บ้าง มีอะไรบ้างที่ทำให้ผู้อื่นสดใสได้นิดหนึ่ง อย่างง่ายๆ แค่เวลายิ้มให้กับคนที่มาส่งของดิลิเวอร์ให้เรา ขอบคุณมากๆ นะที่มาส่งของให้เรา แล้วเราขอบคุณเขาจริงๆ เขาก็จะรู้สึกสัมผัสได้ เราเป็นผู้ให้ หรือเป็นผู้ที่รู้สึกขอบคุณก่อนผ่านกิจวัตรประจำวันเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ ก็คิดว่าจะทำให้สังคมเมืองหรือไทยจะน่าอยู่อีกเยอะ


แม่ชีศันสนีย์

“การที่ฝึกให้สังคมมีวินัยเริ่มจากตัวเราเอง ที่จะไม่ทำให้ใครต้องมาเจ็บปวดเพราะเรา การมีวินัยในการใช้ชีวิตเป็นปกติของมนุษย์ มันจะขอบคุณได้ก็ต่อเมื่อใช้ชีวิตที่ไม่ได้ไปเบียดเบียนใครด้วย มองให้ลึกลงไปในข้อปฏิบัติที่เป็นปกติ ซึ่งอาจจะเป็นอัตโนมัติของมนุษย์คนหนึ่งหรือเปล่าที่มีศีลมีธรรม ที่จะทำให้รู้สึกได้ว่ามีคุณค่าของการอยู่รวมกัน ที่วินัยมันคือความเคยชินที่ดีงาม”

และถ้าเป็นอริยวินัยก็จะทำให้เรามีอิสระจากความทุกข์ที่ต้องมีกตัญญูด้วย ถ้ามีวินัยมีความกตัญญูต่อชีวิตที่เราได้มา กตัญญูแม้กระทั้งลมหายใจที่เรานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ ลมหายใจเข้าของเราคือออกซิเจนที่ต้นไม้ให้ไว้ ต้นไม้ให้ความรักกับเรา เพราะฉะนั้นเวลาที่เราคืนลมหายใจออก มันก็ง่ายที่เราจะคืนคาร์บอนไดออกไซต์ที่มีความรักไปโอบดอกต้นไม้ด้วย แม้แต่ลมหายใจของเราที่เป็นความรักของต้นไม้กับลมหายใจเข้าของต้นไม้ที่เป็นความรักของเรา ก็เป็นมิตรภาพระหว่างมนุษย์กับพืช มนุษย์กับสัตว์ มนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสิ่งที่ไม่มีชีวิต เมื่อเรามองว่าเรามีความสุขเล็กๆ อยู่ในใจของเรา ตลอดเวลาที่เรามีปัจจุบันขณะที่มีความกตัญญูกับชีวิตโดยมีวินัย คือการสร้างชีวิตให้ดีงาม มันมีความเคยชินที่ดีงาม ไม่มีความมักง่าย และมันก็มีความเคยชินที่ไม่ดีงาม ซึ่งที่ไม่ดีงามไม่เรียกว่าเป็นวินัย


อย่างที่ อ.เกดได้พูดมา เรากำลังย้ำของปัจจุบันขณะที่ทำให้เราได้เห็นคุณค่าของการสร้างอุปนิสัยตามส่ง มีความกตัญญูกตเวทิตาคุณต่อทุกสรรพสิ่งที่อยู่รายล้อมรอบตัวเราและเพื่อคนอื่น เพราะการกตัญญูกตเวทิตาคุณ หรือสนองงานชีวิตที่จะทำให้ตัวเองไม่ทำความเดือนร้อนหรือให้คนอื่นเจ็บปวด แล้วยังขอบคุณในทุกโอกาสที่เราได้ไปรับใช้ ถ้าเราสร้างให้เกิดขึ้นในสังคมของการเลี้ยงดู การศึกษา และสิ่งแวดล้อม เราต้องเชื่อว่ามนุษย์มีความสัมพันธ์ระหว่ามนุษย์กับมนุษย์กับพืช หรือกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างทั้งหลายที่เราอยู่ตามลำพังไม่ได้

เราไม่สามารถอกตัญญูกับสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตของเรา”

คุณแม่อยากให้เราฝึกว่าเราไม่ได้พูดเรื่องญี่ปุ่นหรือคนไทย ว่าสังคมไหนเปิดโอกาสให้เรามีวินัยในการใช้ชีวิตที่เป็นความเคยชินที่ดีงามที่เป็นอุปนิสัย คนนั้นก็จะบรรลุธรรมได้ง่าย กลายเป็นสังคมที่อัตตาใหญ่แต่จะเป็นตัวตนเล็กแต่งานใหญ่ พอตัวตนเล็กงานที่นึกถึงคนอื่นมันใหญ่ขึ้น มันก็พร้อมจะขอบคุณทุกสรรพสิ่งที่เราได้เข้าไปเรียนรู้และฉุดช่วย เราอาจไม่ได้ตั้งตนเป็นผู้ฉุดช่วย แต่อัตโนมัติเราจะไม่ปฏิเสธและเพิกถอน การใส่ใจ การให้ใจด้วยความเข้าใจกับสรรพสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ณ ขณะนั้น โดยที่มีวินัยที่ไม่ได้เริ่มต้นจากการจับผิด แต่เราจะให้อภัยและจับถูกในข้อดีตรงนั้นที่ให้เอามาเพื่อเรียนรู้และป้องกันไม่ให้เกิดการซ้ำซาก


คุณแม่อยู่ในหุบเขาโพธิสัตว์เราจะเห็นหนอนผีเสื้อสมัยก่อนเราก็เลือกจะเก็บดอกไม้ อาจหาฆ่าแมลงมาจัดการหนอนผีเสื้อ แต่ตอนนี้เราเห็นการอยู่กันอย่างลงตัวของดอกไม้กับหนอนผีเสื้อที่มีผีเสื้อ ต้นไม้ ดอกไม้ มีสิ่งที่หนอนกับต้นไม้ก็ต้องกินกัน เรารู้สึกว่าเราแบ่งปันกันได้ มากินแปลงผักของเรา มันจะเป็นอย่างไรอยู่ที่เราคิดหรือเป็นอุปนิสัยตามส่ง และเอาความมักง่ายหรือเอาความไม่ประมาทขาดสติ


คุณยายพูดเรื่องตัวตนเล็กแต่งานใหญ่ อ.เกด พูดถึงอิคิไก ซึ่งการทำงานไม่มีอัตตาเป็นส่วนหนึ่งของอิคิไกหรือไม่


ดร. กฤตินี


สำคัญมาก จากที่หลายคนอาจจะเห็นกราฟของอิคิไก อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องของการหางานที่เรารักหรืองานที่เราถนัด งานที่เราได้รับค่าตอบแทน หรืองานที่เป็นประโยชน์กับโลก แต่ 4 วงกลมนั้นไม่ใช่การหาอิคิไกของญี่ปุ่น

"คนญี่ปุ่นจะไม่ได้มานั่งถามตัวเองเป๊ะขนาดนั้นว่าเรารักหรือไม่รักกับงานที่เราทำ ชอบไม่ชอบ ถนัดหรือไม่ถนัด เหมือนที่คุณแม่บอกคือ ตัวตนเล็กแต่งานใหญ่ หมายถึงจะมีสิ่งไหนหรือไม่ ที่จะทำให้คนที่อยู่ตรงหน้าเรามีความสุขขึ้นอีก แล้วพอจดจ่อจนเราลืมตัวเอง เราจะทำงานออกมาดีเพื่อผู้อื่น ผู้อื่นก็จะมีความสุข สุดท้ายเราก็จะเจอคุณค่าในงานของเราเอง”

สมัยแรกที่เขียนลงเว็บ Marumura ตอนแรกเขียนเรื่องธรรมดา เช่น ผู้ชายญี่ปุ่นชอบผู้หญิงตรงไหน คนญี่ปุ่นเข้าห้องน้ำไทยตกใจกับอะไรบ้าง ซึ่งจำได้ว่าตอนนั้นสนุกมาก เพราะเพิ่งกลับจากญี่ปุ่นทำให้มีเรื่องเขียนเยอะมาก แต่พอเป็นนักเขียนได้สักพัก 50-60 ตอน เริ่มคิดแล้วว่า เขียนอย่างนี้คนอ่านจะชอบหรือไม่ หรือจะมียอด Like หรือไม่ หรือคนจะมาวิพากย์วิจารณ์เราหรือเปล่า เลยกลายเป็นว่า เราเขียนนึกถึงคนอ่านจริงๆ หรือเปล่า ตอนนั้นจะมีการแทรกด้วยคำว่าเราจะได้รับคำนิยมด้วยหรือเปล่า ซึ่งตรงนี้คิดว่ามันคือ “อัตตา” ที่เกิดขึ้นเองโดยที่เราไม่รู้ตัว ฉันเขียนแบบนี้คือสไตล์ฉัน มันเจ๋งใช่มั้ย


จนมีอยู่ช่วงหนึ่งที่หยุดเขียนลงเว็บไปเลย เพราะรู้สึกว่า ใจไม่ค่อยนิ่ง หยุดเขียนไป 2-3 สัปดาห์ เพราะทุกครั้งจะคิดว่าคนอ่านจะชอบแบบนี้หรือเปล่า หลังจากนั้นพยายามหาเรื่องราวมาเล่า โดยที่ต้องพยายามอยากเล่าที่จะทำให้เรื่องนั้นมีประโยชน์ต่อคนอื่น ก็จะทำให้ลืมไปหมดเลยว่าคนจะมา Like หรือจะมา Comment หรือเปล่า แต่เพราะใจมันรักว่าเรื่องนี้เรารัก และอยากให้เรื่องนี้ไปเป็นประโยชน์กับชีวิตใครสักคนหนึ่งอย่างน้อยก็ยังดี และพอเขียนออกมาส่วนใหญ่ก็จะกลายเป็นงานเขียนที่หลายคนชื่นชอบ

ส่วนการเจออิคิไกอย่างไรนั้น ไม่ได้บอกว่าชอบงานเขียน

"จะนึกว่างานเขียนเราจะได้ไปช่วยชีวิตคนอื่นในแบบไหน อยากช่วยธุรกิจ SME ก็เขียนแบบนี้ อยากช่วยคนที่กำลังเครียดโควิด-19 ก็เขียนแบบนี้ จะทำให้เรารู้สึกว่าตัวตนเราเล็กลง แล้วงานก็จะมีพลัง มากกว่าที่จะมานั่งถามตัวเองว่า ฉันชอบงานเขียนของฉัน ฉันเก่งจริงหรือเปล่า ฉันจะได้เงินหรือเปล่า ยิ่งคิดแบบนั้นเท่าไร จะทำให้เรากลับมาคิดถึงแต่ตนเอง สุดท้ายเราจะไม่ได้เจออิคิไก และก็จะกลายมาเป็นเจออัตตาของเราเองมากกว่า"

แม่ชีศันสนีย์


อันนั้นคืออิคิไกที่ทำเพื่อผู้อื่น พอเปลี่ยนวิธีการจากเขียนแล้วคนจะชอบหรือเปล่ากับเขียนเพื่อเป็นประโยชน์กับผู้อื่น นั่นคือการนึกถึงคนอื่นมากกว่านึกถึงความสำเร็จของตัวเอง ก็อยู่ในโมเมนต์ที่มีสติสัมปชัญญะ เขียนไปเรื่อยๆ ก็เป็นไปได้ที่เราจะเริ่มมีอัตตาเมื่อมีคนติดตามหรือเชียร์เรามากขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามันไม่ดี แต่เพียงว่าเราอยู่กับมันอย่างมีสติสัมปชัญญะ มีสมาธิ และมีปัญญาที่จะจัดการและอยู่กับสิ่งนั้นอย่างไม่หลง แต่ใช้สิ่งนั้นเป็นเครื่องมือมาปรับตัวเรา และในที่สุด อิคิไก ที่เกิดขึ้นจากที่เรานึกถึงคนอื่นเป็นหลักมากกว่านึกถึงตัวเอง มันก็จะออกมาเป็นประโยชน์ ซึ่งของ อ.เกด ชัดเจนมาก


ปัจจุบันทั้งบุคคลและหน่วยงานกำลังอินกับเป้าประสงค์ (Purpose) มองปรากฎการณ์นี้? หรืออย่างญี่ปุ่นเขามีวิธีรับมือและการทำงานแบบกำหนด Purpose?


ดร. กฤตินี


คนกำลังอินกับเรื่องนี้เยอะ และคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี เมื่อก่อนตอนที่เรียนจบปริญญาตรีจะหางานจะดูว่าบริษัทไหนให้เงินเดือนเยอะหรือน้อย แต่พอได้คุยกับลูกศิษย์รุ่นหลังๆ จะบอกว่าอยากออกไปช่วยสังคม หรือทำงานกับให้กับสังคมดีๆ จังเลย เราฟังแล้วดีใจ แต่การมีอิงกับ Purpose หรือการมีจุดประสงค์เพื่อผู้อื่น ซึ่งส่วนใหญ่ Purpose ในความหมายของเกดคือ การจะอิงหรือกับการทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ถ้ามันทำให้เรามีความสุขหรือไม่เครียด คิดว่าดี เป็น Purpose ที่เราจะทำเพื่อผู้อื่น ถ้าจะเสริมต่อคือต้องไม่มี Purpose แค่อันเดียว เช่น การทำงานเขียนมี Purpose ที่อยากทำให้คนทำการตลาดได้ดีขึ้น งานสอนมี Purpose ที่อยากให้นิสิตจุฬาฯ คิดเป็น วิเคราะห์เป็น และคิดว่าคนเรามีได้หลาย Purpose

"Purpose ที่ดีคือ เราอยากจะสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่น ไม่ใช่ว่า Purpose คือการทำยอดขายได้ 100 ล้านบาท พิมพ์หนังสือให้ได้เป็นระดับขายดี แต่คือการสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นในแง่ไหนบ้าง"

องค์กรญี่ปุ่นมี Purpose ในลักษณะที่ออกเป็นการจูงใจมากกว่า คิดว่าญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการคัดพนักงานมากๆ แล้วก็ให้ความสำคัญกับการจ้างงานไปตลอดชีวิต เขาจะไม่นิยมเปลี่ยนงาน ซึ่งเหมือนการจับคู่ครอง

"การที่เราจะเลือกพนักงานสักคนหนึ่งเขามาในบริษัท ไม่ใช่เลือกแค่เงินเดือน ที่อื่นให้สูงกว่าก็อาจไปก็ได้ แต่สิ่งที่เขาเลือกและให้ความสำคัญทั้งนายจ้างและลูกจ้างคือ Purpose เพราะองค์กรญี่ปุ่นจะพูดชัดเจนว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร"

อย่างเกดเจอบริษัทหนึ่งเดิมทำการ์ดสวย ถ้าเรามองมันคือการ์ดใบหนึ่ง แต่สิ่งที่เขาบอกมันคือ เรากำลังสร้างวัฒนธรรมแห่งการขอบคุณ ไม่ได้มองแค่การ์ดใบหนึ่ง แต่เป็นการทำให้คนขอบคุณกันและกันมากขึ้น ถ้าคุณอินกับ Purpose เราก็มาทำงานกับเรา แน่นอนมีคนที่อินและคนไม่อินก็มี แต่คนที่สมัครเข้ามาเพราะอินและอยากจะช่วยสร้างวัฒนธรรมการขอบคุณ หรือคนมีการขอบคุณกันและกันมากขึ้น เขาจะไม่ได้ดูทักษะ จะดูที่ Purpose ถ้าเราอินหรือมี Purpose ร่วมกันเราก็จับมือร่วมกัน จะได้อยู่ด้วยกันไปนานๆ เพราะองค์กรเขารู้ว่าเขาเกิดมาเพื่ออะไร


คุณยายไม่เคยใช้คำว่าอิคิไก แต่จะได้ยินคุณยายพูดเสมอถึงคำว่าสุขง่ายใช้น้อย สุขเมื่อสร้าง สุขเพื่อให้ อะไรเป็นมุมมอง สุข 3 ขั้น?


แม่ชีศันสนีย์


เป็นเรื่องของการพึ่งพาตัวเองได้ คิดว่าเริ่มมาจากการเลี้ยงดู เพราะแม่ชอบตั้งคำถามเวลาตั้งแต่อนุบาล ถ้าเราจะปลูกอะไรสักอย่างแม่จะไม่ลงรายละเอียดว่าว่าปลูกอย่างไร แต่แม่จะถามก่อนว่า ปลูกเพื่ออะไร แล้วค่อยมาลงรายละเอียด เช่น จะปลูกมะเขือเทศ 1 ต้น ก็จะถามว่าปลูกอย่างไรให้ได้กินได้นานที่สุด นั่นหมายความว่า แม่จะตั้งคำถามเพื่อนึกถึงคนอื่น คือกินได้นานที่สุดไม่ได้กินคนเดียว เพราะการตั้งคำถามทำให้เกิดอุปนิสัยของคุณยายหรือเปล่า เราเองยังรู้สึกว่าแม่เราเจ๋ง ที่ตั้งคำถามกับเด็กคนหนึ่ง แม่บอกว่า ให้เงินวันละ 1 บาท ไปโรงเรียน 5 วันก็ให้ไป 5 บาท ถ้าแบบนี้ลองไปบริหารจัดการให้นานที่สุด ไกลที่สุด สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรานึกถึงคนอื่น หรือถั่วกำแรกที่เราปลูกมาตลอด 2 เดือน มันถึงคนได้ก่อน แต่ถวายพระ พระให้พรเรา เราเอาของที่ดีที่สุดให้กับพระ เราก็ไปขอบคุณพระนะ ถูกสอนมา นี่ไม่ใช่ทำบุญ 100 ล้าน ต้องไปยืนอยู่แถวหน้า แต่ควรอยู่ในตำแหน่งที่รู้สึกขอบคุณที่ท่านมารับ ขอบคุณที่่ท่านให้พร ไปถึงภพชาติ เด็กหญิงคนนั้นได้ตอบคำถามจะกินอย่างไรให้นานที่สุด นั่นคือการแจกคนอื่น เราก็จะได้อย่างอื่นมาอยู่ในสำรับของเราโดยที่เราไม่ได้ปรารถนา มันเป็นวัฒนธรรมของการให้และการรับที่นึกถึงกันและกัน


แล้วสุดท้ายค่อยเอาไปขาย เขาไม่ได้สอนเลยว่าจะขายอะไรได้ อายุน้อย 100 ล้านไม่ได้สอนเลยว่าจะเอาไปขายได้เท่าไร ข้าวทัพพี่แรกที่ดีที่สุดไปอยู่ในบาตรพระ นึกถึงปู่ย่าตายาย และเราก็แบ่งปันไปให้เพื่อนบ้านเหลือก็เอาไปขาย ขายแล้วอยากได้อะไรก็เอาไปลงทุนต่อยอดต่อ เราก็ไม่ได้จน เราได้กำไรตั้งแต่ให้อันแรกแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนการผูกบ่มมา ไม่สามารถเรียนได้ในห้องเรียน แต่เรียนได้ในชีวิตว่าเราอยู่กับสิ่งแวดล้อมอย่างไร ไม่ใช่ชีวิตนี้ฉันต้องดีที่สุด ชีวิตนี้ความสุขเล็กที่อยู่ในการทำหน้าที่ของเรา สามารถที่จะออกไป คือสงบเย็นได้แล้ว ยังเป็นประโยชน์หรือไปรับใช้ใครได้บ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นที่สังคมไทย เรื่องนี้หายไป มันอาภัพ เราจะเอาตัวเอาวัตถุมาทดแทนสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ มันสุขมากจากการใช้น้อย ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่รวย เราจะให้กับตัวเองน้อยแล้วจะให้กับคนอื่นเยอะ สุขเมื่อสร้าง เราสร้างไปด้วยกัน เราไม่สุขเมื่อเสพ เราไม่เป็นคนที่ต้องสุขเมื่อเราได้เสพ

“เราต้องสุขเมื่อเราได้สร้าง สุขเมื่อให้ สุขง่ายใช้น้อย ก็เป็นธรรมหรืออริยวินัยของคนที่เติบโตได้ อัตตาไม่ใหญ่ โลกนี้ไม่ใช่ของฉัน แต่ว่าโลกมันเป็นเพียงหนึ่งฤดูกาลที่มันมาแล้วก็ไป ไม่ทำให้ใครต้องเจ็บปวดกับฤดูกาลที่ทำให้เราเติบโต ก็จะทำให้เราได้เห็นคุณค่า เมื่อเห็นคุณค่าในตัวตนเล็กงานใหญ่ ใจพร้อมที่จะมีความสุขเมื่อให้ อันนี้หรือเปล่าเป็นการเติบโตอย่างมีกำไรของโลกใบนี้ด้วย ไม่ควรเป็นกำไรของใครคนใดคนหนึ่งหรือตระกูลใดตระกูลหนึ่ง แต่มันจะเติบเต็มให้โลกใบนี้ผาสุกและงดงาม นี่คือคำถามที่ตอบว่าเราเกิดมาทำไม”

ดร. กฤตินี


ญี่ปุ่นจะมีคำหนึ่งที่สอนนักธุรกิจแล้วสืบทอดกันมา 400 ปี เรียกว่า "ทฤษฎีอ่างน้ำ" โดยให้จินตนาการว่าตรงหน้าเรามีกะละมังใส่น้ำ 1 อัน แล้วถ้าเราจะกวักน้ำเข้าหาตัว น้ำก็จะไหลออกไปตามขอบของกะละมังน้ำ แต่จะทำอย่างไรที่จะทำให้น้ำมาอยู่หน้าเรา หรือหน้าเราโดนน้ำได้ สิ่งที่คนญี่ปุ่นสอนคือ การผลักน้ำออกไป หากเราดันน้ำออกไปจากกะละมัง น้ำก็จะไหลวนมาอยุ่หน้าเรา เพราะฉะนั้นเปรียบเทียบได้ว่า

“ถ้าคิดว่าเราจะกอบโกยจากผลประโยชน์ต่างๆ ไว้หมด ในทางกลับกันเราลองเป็นผู้ให้ดูบ้าง บางทีความดีจะกลับมาหาเราโดยที่เราไม่รู้ตัวเลย”

ตัวอย่าง บริษัท ล็อกซ์เลย์ เขาใกล้ชิดกับชุมชนคลองเตย มีการทำกิจกรม CSR กับชุมชนทุกปี เอาของไปบริจาค พอเจอเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นมีคนชุมนุมเดินผ่านหน้าบริษัท บอกว่านี้ต้องเป็นบริษัทต่างประเทศเข้าไปทำลายดีกว่า กลายเป็นว่าคนในชุมชนคลองเตย เอาตะหลิวหรือกะทะ ออกมาป้องกัน และบอกว่าบริษัทนี้เป็นของคนไทย เขาช่วยเรา อย่ามาทำลาย ไปทำที่อื่น ซึ่งคิดว่าถ้าชุมนุมถ้าทำลายจะอาจสูญเสียเยอะมากก็ได้ แสดงให้เห็นว่าเป็นเพราะสิ่งที่ทำดีมาแต่ก่อน คนในชุมชนคลองเตยรู้สึกดี พอเกิดวิกฤตคนในชุมชนก็ปกป้อง คิดว่าเป็นเพราะกระแสน้ำแห่งความดีที่เราให้ไปก่อนแล้วสิ่งนั้นก็จะกลับมาในวันหนึ่งที่เราก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาในรูปแบบนี้


อย่างช่วงโควิด-19 ที่ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ แต่ที่ผ่านมามีการดูแลลูกค้าดีมากๆ พอเกิดโควิดฯ ไม่คิดว่าลูกค้าจะกลับมาช่วยอุดหนุนหรือบอกต่อกันอีก นี่คือความดีที่คุณยายบอกว่า “ยิ่งให้ยิ่งได้” มันจะกลับมาหาตัวเราจริงๆ ถ้าเราให้ด้วยจิตที่เมตตาและเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น โดยไม่หวังผลอะไรตอบแทน

แม่ชีศันสนีย์


อันนี้เป็นการสะท้อนกฎของธรรมชาติที่กำหนดไม่ได้และยุติธรรมที่สุด นั่นคือ “กฎของการกระทำ” ไปในมุมไหนก็ตามมันอยู่ในภาพที่มันสะท้อนและกลมกลืนมาก

"ไม่ว่าเราจะส่องกระจกด้วยต้นแบบอย่างไร เงาในกระจกจะสู้ตอบเราเสมอ ฉะนั้นถ้าเราให้โดยสุจริต ผลของการรับก็จะเป็นไปเพื่อความสุจริต ซึ่งเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ต้องอ้อนวอนขอเลย"

การที่เราเชื่อมั่นในกฎของธรรมชาติ และเราลงทุนในการทำเหตุ เรารู้เลยว่าเหตุเป็นอย่างไร ผลจะเป็นอย่างนั้น ถ้าเหตุมันสุจริต ไม่ว่าจะเป็น กายกรรม วจีกรรม หรือมโนกรรมอย่างไร แอ็กชั่นมันก็จะสุจริต ผลของมันก็จะสุจริต เพราะฉะนั้นเงาในกระจกก็สะท้อนต้นแบบอยู่แล้ว


วันนี้เป็นการโต้ตอบการฟัง ขอบคุณโอกาสที่เราได้ฟัง เราอาจนึกกลับไปที่เวลาที่เราเคยผ่านมาแล้วเรารู้สึกว่า ได้ทำอะไรบางอย่างในอดีตไป ผลในปัจจุบันคือความมั่นคงในจิตใจของเรา แล้วเราก็เห็นว่าในปัจจุบันมันเป็นการวางแผนในอนาคตจากสมมุติ หรือการมีวินัยหรือการมีชีวิตเพื่อใครได้บ้าง มาให้เรามีชีวิตที่เหลือ อายุยืนยาว ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรให้ใคร มันก็ไม่ได้สำคัญ แต่ถ้าเผื่อจะมีอายุยืนยาว ก็อาจจะทำให้โลกใบนี้มีคุณค่าของกันและกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ควรหายไปจากโลกใบนี้ เพราะจะทำให้เราอยู่อย่างปลอดภัยในกฎของธรรมชาติ


ขอบพระคุณที่วันนี้อาจจะเป็นความคุ้นเคยที่เราทำอยู่ แต่รู้สึกดีจังที่มีคนสนใจในประเด็น ศิลปะของการขอบคุณ ศิลปะของการให้ ศิลปะของการไม่ทวงบุญคุณ

"การให้ หรือการขอบคุณเป็นการลดอัตตาของการทวงบุญคุณของเราไปแล้ว"

เคยเห็นมั้ยเวลาให้อะไรกับใครแล้วเราขอบคุณเขา ที่ทำให้เราได้เป็นประโยชน์ กับเธอต้องจำนะที่ฉันให้เธอ ฉันเลี้ยงเธอมานะ ฉันเสียสละเพื่อเธอมานะ ขอบคุณในเชิงลึกที่มีการขอบคุณที่สุจริตจริงๆ ในโอกาที่เรียนรู้ด้วยกัน ทำให้เห็นคุณค่าของการรับฟัง


อาจารย์เคยพูดว่า ในยามวิกฤตยังมีความงดงามอยู่


ดร. กฤตินี


อาริงาโต ขอบคุณสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะมันเกิดขึ้นได้ยาก มันถึงน่าขอบคุณ วิกฤตครั้งนี้ที่เราได้เจอ อาจจะชั่วชีวิตครั้งนี้ที่อาจได้เจอครั้งเดียวก็ได้ แต่มันก็อาจจะมีความงดงามอยู่ เห็นอะไรบ้าง อย่างที่บริษัทญี่ปุ่นเห็นได้ว่า ลูกค้าที่ไม่เคยได้คุยกันเลยกลับมาอุดหนุน กลับมาช่วยกัน มาช่วยบบริษัทนี้กันดีหรือไม่ ยังมีข้อความ ที่ส่งไปให้กำลังใจกันและกัน หรือบางคนที่กำลังทำงานและไม่ค่อยแน่ใจในแนวทางชีวิตของตัวเองดีอยู่ วิกฤตครั้งนี้จะทำให้เราทำงานอย่างไรดีบ้าง ความงดงามที่มีคือ ถ้าเราคุยกับเพื่อน ปรับทุกข์ เราอาจจะมีเพื่อน ให้คำแนะนำเราหรือบอกต่อเราก็ได้

ปัจจุบันก็ทำให้งานเกดหายไปเยอะ แต่มีความงดงามคือ ได้ใช้ชีวิตกับคนที่สำคัญมากขึ้น ได้อยู่บ้าน ได้กินข้าวได้หัวเราะด้วยกันมากขึ้น แม้รายได้ตัวเงินจะลดลง แต่เราก็มีความสุข เราทำงานยุ่งๆ อาจจะไม่ได้มีโอกาสมาละเมียดละไมกับตรงนี้ และก็ได้ขอบคุณกันและกันบ่อยขึ้น ได้ซื้อกับข้าวมาฝากกันและกันและขอบคุณกันและกันมากขึ้น ชอบอะไรกันก็ซื้อมาให้กันและกันมากขึ้น เกดคิดว่ามีความงดงามเหมือนกัน

“เพราะถ้าคิดแต่ในวิกฤตเราจะเห็นแค่ความมืด แต่ถ้าเรามองว่าความจริงมันมีเรื่องอะไรที่น่าขอบคุณมากบ้าง แม้จะนิดเดียวก็ยังดี เช่น การที่ทำให้เราได้อยู่บ้านมากขึ้น เราได้นั่งนิ่งๆ มากขึ้นไม่ต้องเดินทาง เราอาจจะเห็นความงดงาม อาจจะเห็นเรื่องราวที่น่าขอบคุณ ซึ่งความจริงมันอาจเกิดขึ้นได้ยากก็ได้”

ความงามในยามวิกฤต


แม่ชีศันสนีย์

เวลาที่เราพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนร้ายกลายดี เราต้องขอบคุณความร้าย ก็ไม่ได้มองว่าเราจะผ่านมันไปไม่ได้ แต่มีคำถามในใจว่าเราจะผ่านในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างที่มีชีวิตที่งอกงามได้อย่างไร ทำให้เราขวนขวาย ขยัน เราจะไม่ยิ่งดูดาย เราจะเริ่มขวนขวาย หาวิธีการ เตรียมตัวให้พร้อมเมื่อโลกกลับมาเปิดได้อีกครั้งหนึ่ง เราจะสตาร์ทก่อนอย่างมีสติ เพื่อที่จะดึงสังคมของเราให้เติบโตไปด้วยกัน นี่ต้องเป็นเรื่องที่ทำอย่างเป็นวิถีชีวิต ไม่ได้ทำบ้างเป็นครั้งคราว และอาจต้องมองและจับใจตัวเองให้ได้ถึงการขอบคุณชีวิต”

ตอนที่คุณแม่ทำงานที่หุบเขาโพธิสัตว์ปีแรกไม่เห็นดอกไม้บานเยอะ เพราะกว่าจะปลูกดอกไม้ที่ไม่มีฝน พอดอกไม้บานจะมีผึ้่งเข้ามาผสมเกสร และเราก็จะไม่ได้กวนผึ้ง ในกรณีนี้เราจะล่อให้ผึ้งมาผสมเกสรก็จะไม่ค่อยไปรดน้ำในช่วงนี้ หรืออย่างดอกกุหลาบผึ้งจะมาในช่วงเช้าเราก็จะไม่ไปตัดตอนเช้า

“เราแบ่งกัน เราแชร์กัน เราคารพกัน สิ่งเหล่านี้ยังเติบโตได้ ไม่ว่าเศษฐกิจจะเติบโตไปอย่างไร แต่วินัย ความกตัญญู หรืออริยธรรมจะทำให้เกิดกระแสของการพ้นทุกข์ไปด้วยกัน มันมีอยู่ได้และดำรงอยู่ได้ เพียงแต่เราต้องทำให้เรื่องนี้เข้าไปโดนใจคน ให้ดูว่าไม่ใชเรื่องเฉยหรือโลกสวย มันคือเรื่องใครมีสติ ใครไร้สติ ใครเจริญสติ ใครขาดสติ ถ้าเราอยู่ในสังคมที่ขาดสติ เรายิ่งต้องมีสติเพื่ออะไร เพื่อการนำพาชีวิตของเรา เพื่อที่จะเข้มแข็ง แข็งแกร่ง กล้า ตัด อาจหาญพอที่จะเข้าใจโลกหรือเหนือโลกได้ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ไม่มีบุญคุณกับเราแม้กระทั่งความยากลำบากในขณะนี้ เศรษฐกิจไม่ดีก็ทำให้หลายคนกลับมาเปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิต”

หรือแม่การเดินทางออกไปในไหนไม่ได้ ต้องจัดบ้านกวาดบ้านหรือทำอาหารให้ได้ภายในบ้านของเราเอง อย่างคุณยายก็ต้องขอบคุณสถานการ์ที่ต้องปิดเสถียรฯ 1 เพราะกรุงเทพอยู่ในความพีคของความเดือดร้อน ทำให้ต้องมาเปิดที่หุบเขานี้ แล้วก็ยังทำงานอย่างมีความสุข

“ในสถานการณ์ยากลำบากนี้ก็อยากที่พึ่งตัวเองได้ และให้คนอื่นเป็น เรายังย้ำว่าการลุกขึ้นมาขวนขวายเพราะเป้าหมายของเราคือการพึ่งตัวเองได้ให้คนอื่นเป็น น่าจะเป็นสิ่งสำคัญของคนรุ่นใหม่ยึดถือ และจะต้องกลับมาตอบคำถามตัวเองว่าเราจะพึ่งตัวเองได้อย่างไรในวิกฤตการณ์เช่นนี้”

พร้อมกับเรายังให้ผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและขอบคุณโอกาสที่ได้ให้ โจทย์ใหญ่ขึ้นแต่ถ้าเราตัวเล็ก เราจะทำโจทย์แบบนี้ได้ง่ายขึ้น ก็ต้องขอบคุณการมีโอกาสได้เป็นประโยชน์ในวันนี้ ดีใจที่ได้คุยกับผู้หญิงที่ละมุนอย่าง อ. เกด


*******************




ดู 124 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด