The Economics of Healthcare & Aging for Silver Population - ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ



ห่วงใย Inspried

ศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 14.00-15.00 น.

หัวข้อ "The Economics of Healthcare & Aging for Silver Population"

แขกรับเชิญ-ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

ดำเนินรายการ-ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ CEO-ADGES & Content Director ห่วงใย Thai Business


ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ถือเป็นนักเศรษฐศาสตร์ระดับแถวหน้าของเมืองไทยคนหนึ่ง ที่วันนี้พร้อมจะมาบอกเล่าเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากกว่าตัวเลขเศรษฐกิจ กับเรื่องราวเศรษฐศาสตร์สุขภาพและการสูงวัยอย่างมีคุณภาพว่า ถ้าอยากมี Healthy Aging และมีสุขภาพที่ดีและสามารถที่จะ Enjoy Life ตามเวลาที่เรามีเพิ่มขึ้นได้อย่างไร รวมทั้งจะมาเผยเคล็ดลับการเป็น U-Shape of Happiness ต้องทำอย่างไรบ้าง


จุดเปลี่ยนที่ทำให้ต้องมาดูแลเรื่องสุขภาพอย่างจริงจัง


เมื่ออายุ 56 ปี ตรวจสุขภาพแล้วคุณหมอดุ เพราะ Growth Hormone เท่ากับคนอายุ 70 ปี เหมือนเป็น Wake up call ที่เตือนสติเรา จนกลับมาถามตัวเองว่า จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร ถ้าเป็นอย่างเดิมคงไม่ได้เพราะอายุ 56 ปี แต่ร่างกายอายุเท่ากับ 70 ปีกว่า ถือว่าร่างกายทรุดโทรมไปมาก


เดิมทีเมื่อตอนอายุกว่า 50 ปี นึกเรื่องความแก่เป็นปกติที่ ทุกคนต้อง เกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นธรรมชาติ แต่พอเป็นแบบนี้คิดว่าไม่ธรรมชาติแล้ว คำตอบที่ได้คือต้องไปศึกษา เพราะความรู้เกี่ยวกับสุขภาพเท่ากับตอนอายุ 15 ปี เนื่องจากที่ผ่านมาทิ้งหมดเลย มุ่งแต่เรียนและด้านวิชาการทำงานด้านเศรษฐศาสตร์ เพราะถ้ายังไม่เริ่มดูแลสุขภาพตัวเอง เท่ากับเป็นการนำเงินไปรักษาตัวให้กับคุณหมอและพยาบาลหมด หรือเท่ากับรอโรคให้มาเยือน


จากนั้นเริ่มเปลี่ยนแนวคิด แต่ต้องยอมรับว่าไม่ง่ายเพราะไม่มีความรู้เลย อีกทั้งศัพท์ทางการแพทย์ก็ยาก แต่เพราะอยากรู้จริงๆ ว่าร่างกายคนเราทำงานกันอย่างไร จึงพยายามไปอ่านเอกสารทางวิชาการที่มีมากมายซึ่งเข้าใจยาก โดย 2-3ปีแรกเหมือนเคว้งเพราะอ่านไม่เข้าใจ


ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์มองเรื่องอาการของร่างกายอย่างไร


เริ่มจากที่เริ่มมีอาการปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดหัวเข่า แล้วไปซื้อเบาะรองหลังใส่ไว้ในรถ น้ำหนักก็มากขึ้น นอนไม่ค่อยดี แต่เพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่พอไปอ่านงานวิจัย พบว่า ความจริงคนเราจะมีความสุขน้อยที่สุดตอนอายุ 47-48 ปี โดยเป็นงานวิจัยเชิงจิตวิทยาที่มองจากปัจจัยรอบข้างมากกว่า ระบุว่าคนอายุ 47-48 ปีเหมือนเป็นแซนวิช ที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบหลายอย่าง ตั้งแต่ การดูลูกที่กำลังเติบโต ดูแลพ่อแม่ที่มีอายุมากขึ้น การงานก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ขณะที่การเงินเริ่มลำบากเพราะมีรายจ่ายที่ดูแลหลายคนทำให้ต้องหาเงินเยอะ แล้วมักจะถามและตอบกับตัวเองว่า เราทำได้แค่นี้เหรอ เราไปได้แค่นี้ ไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ซึ่งอาจเกิดความรู้สึกท้อและกดดันตัวเอง หากเทียบกับตอนอายุวัย 20 ปีจะมีความหวังมากกว่านี้


พออายุกว่า 50 ปี หากดูตามกราฟจะถือเป็นช่วงที่มีความรู้สึกที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น ก่อนจะไปช่วงพีค ตามสถิติที่ระบุว่า คนเราจะมีความสุขมากสุดในช่วงอายุ 67 ปี เหตุผลคือ เพราะได้ผ่านความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจหรือความผิดหวังไปแล้ว อีกทั้งพอได้ลองมองกลับมา ก็อาจพบว่าชีวิตเราไม่ได้แย่ขนาดนั้น โดยส่วนตัวไม่ได้กลัวว่าหน้าจะเหี่ยวหรือพุงจะย้อย เพราะอายุ 60 ปีแล้ว ส่วนภาระต่างๆ ก็เริ่มลดถอนลงมา ลูกก็โตแล้ว ภาระการเงินก็ผ่อนไปได้เยอะจึงเป็นช่วงที่มีความสุขมากที่สุด


“ถ้าคุณมีความสุขเชิงจิตใจหรือภาระทางการงานแล้ว แต่ถ้าไม่ดูแลสุขภาพตัวเองจนกลายเป็นโรค รับรองเลยว่าคุณจะกลายเป็นคนที่เสียโอกาสที่จะมีความสุข”


เพราะต้องไปหาหมอทุกวัน ในขณะที่เป็นวัยที่พร้อมมีทุกอย่างทุกด้าน อย่าให้ข้อจำกัดของร่างกายกลายเป็นตัวที่บดบังความสุข เช่น ลูกหลานอยากชวนเราไปเที่ยวต่างประเทศ ต้องเดินช้อปปิ้งเยอะ ถ้าอายุ 60 ปี แต่ยังไปเดินกับลูกหลานได้วันละ 10-15 กิโลเมตร ปีนเขา ว่ายน้ำกับพวกเขาได้ก็น่าจะมีความสุข ตรงกันข้ามถ้าเราปล่อยให้น้ำหนักมาก เดินไปไม่กี่กิโลเมตรก็เริ่มปวดเข่า ต้องขอนั่งพักและไม่เดินไปต่อแล้ว ต่อไปเขาก็คงไม่อยากชวนเราไปเที่ยวด้วยแล้ว ดังนั้น เมื่ออายุมากขึ้นเรื่องสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด หากไม่ต้องการจะติดเตียงหรือติดบ้าน


จากงานวิจัยของไบรท์ ฟลาวเวอร์ สำรวจข้อมูลประชากรครึ่งล้านคน จาก 132 ประเทศ ระบุว่า เมื่ออายุ 20 กว่าปีจะรู้สึกฮึกเหิม เพราะเพิ่งเรียนจบมา ชีวิตมีอนาคตสนใจ ก่อนที่จะค่อยๆ ไหลลงหลังได้เจอสภาพความเป็นจริง จนมีลูก เริ่มผ่อนบ้าน อายุ 40 ปีปลายๆ เริ่มรู้สึกภารกิจเยอะ แต่พอเลยจุดนั้นได้ก็จะสามารถยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตตัวเอง หรือมองชีวิตในแง่บวกด้วยซ้ำ หรือมองอีกแง่หนึ่งคือ ถ้าถึงตอนนั้นคนที่เครียดหรือรับกับสภาวะนี้ ไม่ได้ที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันหัวใจ ก็อาจเสียชีวิตไป


จากที่ไล่เรียงงานวิจัยที่มีเยอะมาก มีข้อสรุปงานวิจัยสหรัฐของสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐ (National Institutes of Health) หรือ NIH ที่มีงบประมาณสนับสนุนให้ทำวิจัยส่งเสริมงานวิจัยหลายแขนง โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงวัยที่สูงขึ้น (Aging) ข้อสรุประบุว่า มนุษย์ช่วงอายุ 40 กว่าปีแรกของชีวิตไม่ตายหรอก เพราะว่ามีระบบสาธารณสุขดี มียาป้องกันโรคติดต่อต่างๆ ได้ดี การคลอดบุตรได้ปกติต่างจากเมื่อก่อนเสียชีวิต 10-20 % หรือเด็กทารกเมื่อก่อน 1-2 ปีแรกมีโอกาสเสียชีวิตมาก แล้วร่างกายก็ถูกออกแบบมาให้อยู่ได้ 35-40 ปี เพื่อที่จะสืบพันธุ์ ดังนั้นร่างกายคนเราแทบจะไม่เป็นโรคติดต่ออะไรเลยช่วง 40 ปีแรก แต่หลังจากนั้น


“งานวิจัยบอกว่า เมื่ออายุ 40-80 ปี คุณจะอยู่มีคุณภาพชีวิตที่ดีหรือไม่ หรือจะตายเร็ว จะขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์”


เพราะจากนั้นจะเริ่มเป็นโรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน เรียงไป โดยทุกโรคที่ได้กล่าวถึงนี้กราฟจะขึ้นไปเรื่อยๆ และสุดท้ายจะเป็นโรคสมองเสื่อมที่จะเริ่มต้นเป็นมากขึ้นตอนอายุ 65 ปี แต่ถ้าอยากมีความสุขสุขภาพดีต้องดูแลตัวเองด้วยไลฟ์สไตล์ที่ดี


คำแนะนำการมีไลฟ์สไตล์ที่ดี


1.การกินให้น้อย อย่ามาถามว่ากินอะไรดี กินให้น้อยดีกว่า มีงานวิจัยที่ได้รับรางวัลโนเบลปี 2016 เป็นงานวิจัยที่ร่างกายหรือเมื่อเซลล์อดอาหารจะกระตุ้นให้เกิดการกินของเสียข้างในของเซลล์เอง (Self Eating) หรือเป็นการฟื้นฟูเซลล์ของตัวเราเอง โดยการค้นพบกลไกที่เซลล์กลืนกินตัวเองจากการที่ให้เซลล์อดอาหาร และเซลล์จะไปกินของเสียในเซลล์ก็เพื่อให้เกิดเซลล์หนุ่มสาวขึ้นมา จนทำให้ ดร. โอซึมิได้รับรางวัลโนเบล


“จากนั้นเริ่มรับรู้แล้วว่า การอดอาหารทำให้เซลล์เราฟื้นฟูตัวเราเอง และเริ่มไล่อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ จนพบว่า การอดอาหารหรือการที่ให้ตัวเองได้หิวบ้าง เป็นข้อที่ดีมากๆ”


ปี 2018 ยังมีงานวิจัยยืนยันกลไกดังล่าวว่า เซลล์ปกติในร่างกายของเราเวลาอดหารจะมีเซลล์เข้าไปกลืนกินและดูแลตัวเอง  แต่เซลล์มะเร็งทำการกลืนกินเซลล์ตัวเองไม่เป็น ซึ่งเขากำลังจะเริ่มแนะนำว่า ถ้าคุณจะรักษามะเร็งต้องเริ่มอดอาหาร แต่หมายถึงการอดแคลอรีที่เป็นพลังงาน แต่อย่าไปอดอาหารพวกวิตามิน


“ถ้าอิ่มตลอดเวลา ผมรับรองว่าคุณจะอายุสั้น กลับขากันถ้าหางานวิจัยที่บอกว่าการกิ่นอิ่มแล้วอายุจะยืน เจอผมจะพาไปเลี้ยงข้าวเลย”


-การอดอาหารแบบนี้คล้ายกับ Intermittent Fasting (IF) หรือไม่


เรื่องนี้เริ่มเป็นที่โด่งดังจากบีบีซีที่บอกว่า กินอาหารทุกวันยกเว้นวันอังคารหรือพฤหัส หรือวันไหนก็ได้ 2 วัน แล้วก็เว้นเลย นี่คือ IF ที่อยู่ๆ กิน อยู่ๆ หยุดกิน ส่วนตัวผมว่าอันนั้นโหดเพราะผมเคยลองมาแล้ว แต่คิดว่าอีกวิธีหนึ่งจะดีกว่าคือ ในทุกๆ วันมีช่วงเวลาที่กินอาหารที่จำกัด เช่น ตื่นเช้ามากินอาหารเช้า 8.00 น. นับต่อไปอีก 8 ชม. แล้วก็ทานถึงตอน 16.00 น.ก็พอ แล้วหลังจากนั้นก็ปล่อยให้ท้องว่างไป 16 ชั่วโมง โดยมีความยืดหยุ่นได้ที่จะปล่อยให้ท้องว่างประมาณ 12 14 หรือ 16 ชม. แต่ที่เคยทำคือ เลิกกินข้าวต้มรอบดึกตอน 22.00 น. ไปเลย หรือการงดอาหารเย็นมื้อใหญ่ๆ เลย แต่เมื่อก่อนเวลา 22.00 น. ยังต้องดูแลลูกค้า ซึ่งถือว่าทำให้เสียสุขภาพอย่างมาก


ปี 2017 นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รางวัลโนเบล ทำวิจัยเรื่อง Circadian rhythm ที่ร่างกายเราจะมี Biological Clock หรือนาฬิกาชีวภาพ ในร่างกายแต่ละคนจะมีการทำงานของอวัยวะที่เปิดและปิดตามเวลาร่างกายที่มีวิวัฒนาการมาเป็นล้านๆ ปี เช่นระบบย่อยของกระเพาะอาหารจะปิดทำการ 19.00 น. แต่ถ้าให้เขาทำงานกินไปตอน 23.00 น. ก็ไม่ได้แล้ว


อย่างมนุษย์ยุคโฮโมนิก สัตว์ที่คล้ายมนุษย์เมื่อ 6 ล้านปี แต่กว่าจะพัฒนามาเป็นโฮโมเซเปียนส์แบบพวกเราใช้ 1 ล้านกว่าปี แต่ในช่วงนั้น 6 โมงเย็นพระอาทิตย์ตกฟ้าก็มืดทำให้ต้องเข้าไปนอนและอยู่ในถ้ำไม่ใช่ไปหากินอาหารตอน 5 ทุ่มเพราะอาจจะโดนเสือกิน เช้ามาก็ต้องเดินไปหาของกิน กว่าจะปรุงอาหารมื้อแรกได้ ซึ่งคนสมัยก่อนกว่าจะได้กินมื้อแรกอาจเป็นเวลาเที่ยงเลย เพราะไม่ได้มีตู้เย็นเหมือนสมัยนี้ จนร่างกายเหมือนถูกออกแบบให้อยู่แบบนี้ที่นานๆ ได้ทานสักที หรือถ้าไปดูงานวิจัยหลายอัน คนป่าหรือที่อยู่เป็นเผ่าจะต้องเดินทางไปเป็นกลุ่มเพื่อหาเนื้อสัตว์ไปเป็นสัปดาห์กว่าจะได้สัตว์มา 1-2 ตัว แต่ระหว่างคนที่นั่งคอยก็ไม่ได้มีอะไรกิน ดีไม่ดีร่างกายถูกดีไซน์ให้อดอาหาร  เช่น ทีมหมูป่าที่ติดในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนยังอยู่ได้


2.การออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนก็รู้แต่ทุกคนขี้เกียจ เพราะจะเห็นจากที่ไม่มีคนพูดว่าจะออกกำลังกายอะไรดี มีแต่บอกว่าวิ่งไม่ได้เพราะเจ็บเข่า เจ็บหลัง เดี๋ยวจะล้มเอา แต่เวลาถามเรื่องกินอะไรจะตอบกันทันที นั่นแหละคือปัญหา ซึ่งมีงานวิจัยที่ระบุชัดเจนว่า ถ้าออกกำลังกายจะช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ โรคความดัน เบาหวาน หรือมะเร็งต่างๆ โดยมีงานวิจัยที่ออกมาสนับสนุนชัดเจนแล้วว่า ถ้าออกกำลังกายจะช่วยลดความเสี่ยงได้ ซึ่งอาจดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน แต่คนที่เป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมพบว่า ถ้าออกกำลังกายจะมีโอกาสเป็นมะเร็งน้อยลง หรือกรณีที่เป็นแล้ว มีการรักษาแล้ว การออกกำลังกายก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่โอกาสจะกลับมาเป็นอีกลดลง


-ความถี่ในการออกกำลังกาย


ตามองค์กรอนามัยโลก (WHO) หรือตามประเทศสหรัฐหรือประเทศอื่นๆ มีมาตรฐานเหมือนกันที่เรียกว่า Intensity Exercise  หรือออกกำลังกายให้ได้ สัปดาห์ละ 150 นาที หรือประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งสำหรับผมถือว่ายังน้อยเกินไป งานวิจัยที่พยายามอ่านมา การออกกำลังกายให้มากที่สุดเพื่อผลประโยชน์ให้อายุยืนที่สุดอยู่ที่เท่าไร แต่ถ้าออกแล้วไม่ได้อายุยืนก็อย่าไปทำ ซึ่งผลปรากฎว่า


“การออกกำลังกายที่เหมาะสมอยู่ที่ 3-4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือจะเทียบเท่ากับการวิ่งประมาณ 30 กิโลเมตรได้หรือไม่ แต่เพราะคนจะวิ่งเร็วหรือช้าต่างกัน ถ้าคนวิ่งเร็วก็เทียบอย่างนั้นได้ แต่ของผมวิ่งได้ 7-8 กม. ต่อ ชม. ดังนั้นผมก็จะวิ่งประมาณ 20 กว่า กม. ก็จะเทียบเท่ากับ 3 ชม. ต่อสัปดาห์”


คิดว่าหลายคนน่าจะทำได้ โดยเริ่มจากเดินก่อน แล้วค่อยเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ แต่สำหรับผม การวิ่งคือการออกกำลังกายหลักไปแล้วเพราะมันง่าย ไม่ต้องไปชวนใคร หรือคอยใคร แล้วใช้รองเท้าคู่เดียว รองเท้าไม่ต้องซื้อแพงๆ ส้นหนาๆ ซึ่งแปลกมากที่เวลาไปซื้อที่ร้านมักจะแนะนำว่าให้เลือกรองเท้าที่หนาๆ เพื่อลดแรงกระแทก แต่ปรากฎว่างานวิจัยออกมาตรงกันข้ามว่า ถ้ารองเท้าวิ่งแบบหนาๆ หนักๆ แล้วหวังว่าจะช่วยลดแรงกระแทก แต่ปรากฎว่าคนที่วิ่งและใช้รองเท้าอย่างนั้นจะกระแทกเท้าลงไปหนัก เพราะเวลาลงเท้าจะไม่นิ่งก็จะลงหนัก ซึ่งสัญชาตญาณก็จะบอกว่าเมื่อเท้าลงไม่นิ่ง เราก็จะลงเท้าแรงขึ้นไปอีก

หรือเวลาที่วิ่งไปเรื่อยๆ จะรู้สึกเหนื่อย ก็จะไม่สนใจอะไรแล้ว และจะมักลงเท้าแรงๆ ด้วยส้นเท้า ซึ่งทำให้เจ็บ กลายเป็นว่ารองเท้าที่ดีคือรองเท้าที่ไม่แพงและส้นบางๆ เบาๆ โดยการวิ่งควรวิ่งให้ระวังลงน้ำหนักตรงกลางเท้าหรือขยับไปข้างหน้านิดหนึ่ง ถ้ารองเท้าส้นบางหรือพื้นบางเราจะรู้ว่าเราลงเท้าอย่างไร เพราะถ้าเราลงเท้าผิดเราก็จะเริ่มลงน้ำหนักได้ถูก ซึ่งค่อยๆ เริ่มหัดกันได้


นอกจากนั้น อย่านึกว่าการออกกำลังกายเป็นการช่วยลดน้ำหนัก เพราะออกกำลังกายร่างกายเราจะมีประสิทธิภาพสูงมาก ถ้าวิ่ง 15 กม. จำนวนแคลอรีที่เผาผลาญไปเท่ากับการลดไขมันไปได้เพียงแค่ครึ่งขีด ถ้าจะเดินลดน้ำหนักก็ต้องใช้ระยะทางที่เยอะกว่าหรือเกือบ 30 กม. ถึงจะได้เท่ากับลดน้ำหนักไปครึ่งขีด แต่การที่วิ่งเสร็จแล้วไปชั่ง น้ำหนักจะลดลงเยอะเพราะน้ำออกจากร่างกายไปเยอะ แต่ถ้าไปดูการวัดแคลอรีค่าที่วัดจะออกมาน้อยมาก เพราะวิ่ง 1 กม. เท่ากับเบิร์นไปแค่ 50 แคลอรี่ ถ้าจะลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ต้องเบิร์น 7,700 แคลอรี ส่วนการเดินจะเผาผลาญไป 30 แคลอรี ต่อ 1 กม. หรือถ้าเบิร์นไป 770 แคลอรีเท่ากับจะลดน้ำหนักได้แค่เพียง 1 ขีด หรือถ้าเดินมาแทบตาย 20 กม. แต่ไปกินผัดไทยชามเดียวก็ไม่คุ้มแล้ว เพราะผัดไทย 1 จานมี 600 แคลอรี


“งานวิจัยบอกว่าถ้าเราลดน้ำหนักโดยการกินน้อยลงแล้ว การออกกำลังกายจะช่วยให้รักษาน้ำหนักไม่ให้ขึ้นได้ เพราะร่างกายจะรู้ว่าต้องใช้งาน ดังนั้นอย่าอ้วน และการออกกำลังกายจะช่วยทำให้ได้ฮอร์โมนที่รู้สึกแฮปปี้และรู้สึกดี ซึ่งดีกว่าการที่รับสารความสุขที่ได้จากการกิน”


3.การดูแลน้ำหนักให้ดี ส่วนใหญ่ถ้าวัดเป็นดัชนีมวลกาย (BMI) ไม่ให้เกิน 24.9 แต่วิธีง่ายกว่านั้นคือ  เอาความสูงมาวัดกับเอว เอาเอวตั้งหารด้วยความสูง จะเซนติเมตรหรือนิ้ว แล้วให้สัดส่วนเหล่านี้ต่ำกว่า 0.5 โดยไขมันที่อันตรายที่สุดคือ ไขมันตรงท้องหรือ Visceral Fat เพราะไขมันตรงนี้จะไปเบียดบังอวัยวะสำคัญเสี่ยงทำให้เกิดเป็นมะเร็งได้ เช่น การที่บอกว่าผู้หญิงไม่สวยเพราะมีเปลือกส้มหรือไขมันตรงต้นขา แต่ไขมันนั้นไม่อันตราย แต่ไขมันที่อันตรายคือไขมันที่ผู้ชายส่วนใหญ่จะมีตรงท้อง ซึ่งการดูแลน้ำหนักสามารถดูได้ทั้งจากค่า BMI แต่ถ้าจะให้ดีและสำคัญกว่าคือ การวัดรอบเอวและหารด้วยความสูงค่า 0.45 คืออัตราที่ดีมาก ซึ่งสำหรับผมมองว่าการวัดค่าที่เอวเป็นตัวสำคัญกว่า เพราะเป็นการวัดไขมันตรงท้องซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดี


4.อย่าดื่มสุรามากไป แต่ถ้าไวน์วันละ 1-1.5 แก้วยังพอได้


5.ห้ามสูบบุหรี่


จากที่กล่าวมามหาวิทยาฮาร์วาร์ด ระบุว่าถ้าใครสามารถทำตามเกณฑ์นี้ได้จะมีอายุยืนขึ้น 12-14 ปี ถ้าปัจจุบันอายุ 50 ปี ซึ่งคิดว่าเป็นไลฟ์สไตล์ที่ไม่ยาก และไม่ได้ใช้เงินอะไรเพิ่ม ดีไม่ดีค่าใช้จ่ายลดลงด้วย แถมยังได้อายุยืนได้อีก 10 กว่าปี และที่สำคัญเป็นอายุที่มีคุณภาพ คือ การมีช่วงเวลาสุขภาพไม่ดีให้สั้นที่สุด หรือมีสุขภาพที่ไม่ดีในช่วงบั้นปลายชีวิตที่สั้นที่สุด


สิ่งที่น่ากลัวมากๆ อย่างงานวิจัยที่อังกฤษค้นพบว่า คนที่มีช่วงเวลาสุขภาพที่ไม่ดีแต่ยังมีชีวิตอยู่ ยังเป็นช่วงที่ยาวขึ้นเรื่อยๆ เป็น 4-6 ปี แต่จะทำอย่างไรให้ช่วงที่สุขภาพไม่ดีเหลือแค่วันเดียว และจะทำอย่างไรที่จะใช้ชีวิตให้ดีมีคุณภาพไปจนวันสุดท้าย


แต่ทางฮาร์วาร์ดไปสำรวจคนที่ทำได้ตามทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมา มีอยู่เพียงแค่ 5 % เท่านั้น ส่วนใหญ่ตกตรงอ้วน เพราะมี BMI สูง และเป็นเทรนด์ของโลกและประเทศไทยด้วย คนที่เป็นโรคอ้วน 3 ส่วน คือ เริ่มมีน้ำหนักเกินคือมี BMI 25-30 คนที่เป็นโรคอ้วน และคนที่มีน้ำหนักเลยไปกว่านั้น โดยที่สหรัฐคนที่เป็นโรคอ้วนมีอยู่ประมาณ 30-40% ของประชากรผู้ใหญ่ ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ 10 % แต่แนวโน้มคนเป็นโรคอ้วนของไทยขึ้นมาตลอด ตอนนี้สถิติคนไทยมีคนน้ำหนักเกินกว่า 30 % คนที่เป็นโรคอ้วนประมาณ 10 % ถือเป็นประเด็นที่มีความเสี่ยงสูงสุดของสังคมผู้สูงวัยในอนาคต


มองกระแสการวิ่งเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้นในสังคมไทยส่งผลต่อการใช้ชีวิตของคนไทยดีขึ้นหรือแค่เพียงเฉพาะบางกลุ่ม