รักเธอ ประเทศไทย - คุณวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ



ห่วงใย Inspired

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2563 เวลา 15.00-16.00 น.

หัวข้อ “รักเธอ ประเทศไทย"

แขกรับเชิญ-คุณวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ อุปนายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย

ดำเนินรายการ ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ CEO-ADGES & Content Director ห่วงใย Thai Business


จากวิกฤตที่เกิดขึ้นทำให้เห็นความแตกต่างของคนไทยและต่างชาติว่ามีจุดแข็งหรือจุดอ่อนอยู่ที่ตรงไหน โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำที่เป็นอยู่ จนส่งผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น รายได้ แรงงาน ฯลฯ และมองว่าจากวิกฤตครั้งนี้ คุณวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ อุปนายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้เขียนบทความถึงรักเธอ ประเทศไทยขึ้นมา ซึ่งวันนี้เธอจะมาบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจของการเขียนเรื่องนี้ พร้อมมองว่าไทยจะสามารถลดปัญหาความเหลื่อมล้ำลงได้อย่างไรบ้าง


ที่มาหรือแรงบันดาลใจของบทความ “รักเธอประเทศไทย”


เริ่มเขียนตอนที่สหรัฐมีจราจลเกิดขึ้น ทำให้นึกถึงประเทศไทยที่เวลาถูกพูดถึงคือ ไร้วินัย รักสบายๆ ง่ายๆ ไม่เคยอยู่ในระเบียบและกฎเกณฑ์ ซึ่งถ้าโรคระบาดมาไทย คิดว่าประเทศไทศต้องเสร็จแน่เพราะคนไทยไม่มีวินัย แต่ปรากฏว่าผลที่ออกมาอยู่ในทางตรงข้าม เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง คนไทยกลับให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีทั้งอยู่บ้านและการใส่หน้ากากอนามัย


“ทำให้ตระหนักเลยว่าสมบัติที่มีค่ามากที่สุดของไทยคือ ‘คนไทย’ ที่ดูเหมือนไร้วินัย แต่ถ้าถึงเวลาต้องทำก็รวมพลังและทำได้จริง”


เลยอยากเขียนชมคนไทย ซึ่งบังเอิญชอบเขียน พอเป็นเรื่องโควิด-19 ก็มานั่งวิเคราะห์ดูว่าทำไมไทยถึงมีการบริหารจัดการได้ดี ซึ่งพบว่ามี 2 เหตุผลหลักคือ


1.คนเก่งๆ หรือท็อปในห้องเรียนส่วนใหญ่จะนิยมไปเรียนหมอ ทำให้เราสามารถบริหารจัดการโควิด-19 ได้ดีเพราะมีคนเก่งอยู่ตรงนั้น


2.การมีน้ำใจที่รินหลั่งอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น เรื่องน้ำใจต่างๆ คิดว่าถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ตอนที่เกิดสึนามิที่ญี่ปุ่นก่อน ไทยได้ไปช่วยเขา แต่พอกลางปีน้ำท่วมภาคใต้ พอน้ำท่วม กทม.ญี่ปุ่นก็กลับมาช่วยเรา และเราต่างก็ช่วยกันเองด้วย จนพัฒนามาเรื่อยๆ ที่สำคัญจนถึงงานจนงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทำให้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงทำเป็นแบบอย่างในการเสียสละเพื่อส่วนรวมจริง และเห็นมาเรื่อยๆ ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีและควรจะทำต่อไป


สิ่งที่เมืองไทยต้องเติม


ไทยเราก็มีปัญหาและสิ่งที่ต้องเติมคือ “การแก้ไขเรื่องความเหลื่อมล้ำ” เราต้องยอมรับว่าสังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำช่วง 20-30ปี โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำทางโอกาสมันเพิ่มขึ้น สมัยที่เป็นเด็กพี่ก็มาจากครอบครัวธรรมดา แต่พี่ได้รับโอกาสมาเช่นกัน แต่เมื่อ 40 ปีที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ำทางโอกาสมันน้อยมาก ซึ่งถ้าเราเรียนดีตั้งใจก็จะมีโอกาสได้ทุนการศึกษาและมีโอกาสได้ทำงานที่ดีๆ แต่พอรุ่นหลังโอกาสมันหายไป


“พอมีความเหลื่อมล้ำทางฐานะ ก็จะมีความเหลื่อมล้ำทางโอกาสด้วย”


เคยจะให้ทุนโอกาสเรียนดีแต่ยากจนเมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งเพื่อนพี่เป็นอาจารย์บอกไม่มีหรอกเด็กที่เรียนดีแต่ยากจนมีแต่เด็กเรียนดีมีฐานะกันหมด กลายเป็นคนที่ต้องการความช่วยเหลือเขาไม่ได้เรียน แต่เขาอยู่กลางๆ หรือท้ายๆ หมด เพราะเขาไม่มีโอกาส ขณะที่คนมีสตางค์กลับบ้านไปได้ดูทีวีที่มีสารคดีดู มีความรู้เพิ่มพูน มีอินเทอร์เน็ทให้เข้า คนที่ไม่มีโอกาสเข้าไม่ถึงสิ่งเหล่านี้ แถมผู้ที่เลี้ยงดูเด็กมักไม่ใช่พ่อแม่ แต่เป็นตากับยายเลี้ยงดูมา ทำให้เด็กรุ่นนั้นก็จะได้ความรู้จากคนอีกรุ่นหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงมีช่องว่างอยู่และกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ


โดยคิดว่าเรื่องนี้ยังเป็นจุดที่ยังพอจะแก้ไขได้ เพราะอย่างสหรัฐมีความเหลื่อมล้ำมากกว่าไทยอีก หากเทียบเมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา สหรัฐมีความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นถึง 22 % และเมื่อมาดูตัวเลขทางสถิติเมืองไทยก็มีความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นแต่น้อยกว่าสหรัฐ หรือจริงๆ ไทยดีขึ้นด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นการวัดโดย GINI Index ต่ำ 0 แปลว่าทุกคนยังเท่ากันหมด ยิ่งสูงมากหรือวัดคะแนนออกได้ 1 แสดงว่าต้องมีคนหนึ่งได้สูงสุดไปหมด และที่เหลือไม่ได้อะไรเลย


โดยปี 1990 ไทยได้ 0.453% ปี 2000 ทำได้ 0.394% หรือดีขึ้นซึ่งเป็นผลมาจาก 1997 เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งซึ่งความเหลื่อมล้ำลดลงเพราะคนรวยมีฐานะที่จนลง ปี 2010 อยู่ที่ 0.394% และล่าสุดปี 2018 อยู่ที่ 0.364 % แต่ความแตกต่างยังมีอยู่มากหากคิดตาม 1 % อยู่ด้านบนกับ 1 % ของคนที่อยู่ด้านล่าง

ดัชนีที่ต่ำนี้ส่วนใหญ่เป็นประเทศแถบสแกนดิเนเวีย อย่างยุโรปเหนือที่เน้นแบบสังคมนิยม นโยบายเขาคือการเก็บภาษีสูงแล้วก็เอามากระจายให้กับคนอื่น เช่น นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก ส่วนประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำเยอะและกำลังมาแรงคือ จีน เพราะโอกาสเปิด กลุ่มที่รวยก็รวยมาก จีนตอนนี้ก็เหมือนไทยช่วงที่กำลังเริ่มๆ ที่ยังพอมีโอกาสอยู่ แต่สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วโอกาสก็จะน้อยลง เช่น สหรัฐ เพราะอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ไม่ได้สูงและที่ผ่านมากลุ่มที่มีเทคโนโลยีที่อยู่ในตลาดหุ้นก็เติบโตไปเรื่อยๆ โดยสินค้าเกษตรก็มีการนำเข้าจากประเทศอื่นหรือประเทศที่ด้อยพัฒนากว่า และสินค้าอุตสาหกรรมก็ถูกจีนป้อนให้กับทั่วโลกในต้นทุนที่ถูกลง


ดัชนี GINI สหรัฐ ปี 1996 อยู่ที่  0.398 % ปี 2016 อยู่ที่ 0.486 % จะเห็นได้ว่าผ่านมา 10 สหรัฐ ก็มีความเหลื่อมล่ำที่เยอะขึ้นหรืออย่างฮ่องกงเองก็มีความเหลื่อมล้ำมาก เพราะดัชนีความสามารถในการมีบ้านในฮ่องกงต่ำมาก ลองคิดดูจากดัชนีถ้าทำงานเก็บเงินทุกปีแบบทุกบาทสตางค์กี่ปีถึงจะสามารถซื้อบ้านได้เฉลี่ย ผลลัพธ์ออกมาคือ 70 ปี แปลว่าชีวิตไม่มีบ้าน เก็บเงินไว้เพื่อให้ลูกได้ซื้อบ้าน ซึ่งในความเป็นจริงทำได้ยากมาก

หรืออย่างในประเทศกลุ่มตะวันออกลางรัฐมีรายได้จากน้ำมัน แต่เขาก็ช่วยได้ไม่หมด ซึ่งความจริงรัฐไม่สามารถช่วยได้ทั้งหมด เพื่อนร่วมชาติต่างหากที่ต้องช่วยกัน และนี่คืออยากให้ประเทศไทยปรับปรุงตรงนี้


“น้ำใจที่คุณมีเป็นเรื่องที่ดี แต่อยากให้มีมากกว่านี้ สำหรับคนที่สามารถช่วยเพื่อนได้มากขึ้น เข้าใจเป็นเรื่องปัญหารากฐานและต้องใช้เวลาในการแก้ไข”


วิธีหรือข้อเสนอแนะที่อยากเห็นจากคนไทยเพิ่มเติม


คนที่มีมากก็ต้องช่วยมาก อย่างกิจการหรือหน่วยงานที่จะไปช่วยเหลือต่างๆ ก็ต้องเป็นการให้ที่ยั่งยืนเหมือนสอนว่า อย่าให้ปลาเขา แต่ต้องสอนให้เขาจับปลาเป็น เพราะฉะนั้นควรให้ความรู้หรือฝึกฝนให้เขา หรือการให้โอกาสได้ทำงานหรือให้โอกาสให้เขาได้พัฒนาตัวเอง การศึกษาก็ต้องให้ เช่น การให้ทุนการศึกษาให้เปล่า โดยไม่ต้องมีการมาใช้ทุนกัน หรือการให้ทุนฝึกงาน เพราะคนของเราต้องถูกพัฒนาทักษะใหม่ ต้อง Reskill เพราะทักษะในโลกเดิมใช้ไม่ได้แล้ว เช่น คนทำความสะอาดโรงแรมอยากพัฒนาการทำงานด้านอื่น ลองให้โอกาสหรือการเปิดร้านซักรีดหรือไม่


คำแนะนำบริษัทที่มีโอกาสช่วยลดความเหลื่อมล้ำ


ต้องตั้งเป็นปณิธานหรือเป้าหมายบริษัทเลยว่าเราจะทำอย่างนี้ จะแบ่งกี่เปอร์เซนต์ของกำไร โดยผู้ถือหุ้น บอร์ด และกรรมการโอเค เมื่อแบ่งไปทำแล้วก็ให้มีการวัดผลเลย โดยให้เกิดความตั้งใจจะทำจริงๆ โดยจะมีทีมงานได้เข้าไปดูด้วย แล้วก็อย่ามัวทำโครงการเองไปทั้งหมด เพราะส่วนใหญ่คนไทยมักอยากเป็นเจ้าของโปรเจ็กต์เอง ซึ่งความจริงแล้วร่วมกันทำดีกว่า อย่างมีโครงการที่มีคนทำแล้ว ก็มาร่วมด้วยช่วยกันดีกว่า เช่น มีการทำเรื่องการศึกษาที่เป็นออนไลน์จะสนับสนุนโครงการ เช่น จะเรียนออนไลน์ต้องมีค่าใช้จ่ายให้โรงเรียนหัวละ 3,000 บาท หน่วยงานหรือองค์กรก็ไปช่วยออกให้ 2,000 บาท ผู้ที่เรียนจ่ายแค่ 1,000 บาท เพราะการทำแบบนี้จะทำให้สิ่งที่มีอยู่แล้วเสริมให้แข็งแกร่งมากขึ้น ไม่ต้องเริ่มใหม่เองทั้งหมด ช่วยๆ กันแบ่งปันข้อมูลที่มีทั้งหมด แล้วก็มีคนที่ไปสำรวจว่าตรงไหนที่ขาด ก็ช่วยประกาศให้คนที่ต้องการช่วยมาเติมเต็มตรงนี้


“เราควรต้องไปด้วยกัน ทิ้งใครไว้ไม่ได้ เพราะถ้าสังคมไม่สงบสุข ก็ไม่มีใครอยู่ได้สงบสุข”


หลากหลายองค์กรที่ทำเรื่อง CSR แต่ยังมีโอกาสที่จะให้ได้มากกว่านี้


สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่ให้ใครต้องอดอยาก ปากท้องต้องมาก่อน ทุกคนเดือดร้อน แต่โควิด-19 มาแล้วอันนี้กำไรน้อยก็เลยถือโอกาสปิดเลย ความจริงควรช่วยๆ กัน ให้เขามีงานทำ เพราะความจริง 1 คนที่ทำงานก็สามารถเลี้ยงคนได้อีก 2-3 คนในครอบครัว เพราะฉะนั้นทนได้ทนหน่อยกัดฟันสู้ การเลี้ยงคนไหว 1-2 ปีไม่เหนือบ่ากว่าแรง เพราะสถานการณ์ฟื้นตัวจากโควิด-19 ยังอีกยาว เคยพูดไปตอนเดือน เม.ย. ว่า กว่าที่เราจะมาเหมือนเดิมอย่างน้อยๆ ใช้เวลาอีก 2 ปี ซึ่งมีโอกาสดีขึ้นปลายปีหน้า อย่างไรก็ไม่ปกติ ถึงปกติอย่างไรก็ไม่เหมือนเดิม ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมเพราะว่ามันจะเปลี่ยนไป


ช่องว่างที่เกิดขึ้นของคนไทย นอกเหนือจากทักษะและโอกาสเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ควรมีแนวคิดอย่างไรโดยไม่ต้องรอภาครัฐ


ก่อนที่จะถึงภาครัฐคิดว่าคนไทยต้องเริ่มปรับปรุงในเรื่องส่วนบุคคลก่อน เหมือนปกติเราจะเล่นเหมือนจะสบาย ซึ่งคนไทยไม่ค่อยได้แบ่งว่า Work Hard Play Hard นั่นสามารถทำได้ อย่างพี่เวลาทำงานนี้ลุยเต็มที่มาก แต่ถึงเวลาเล่นก็สนุกเต็มที่ เช่น เหมือนคนไปแข่งกีฬาเราลุ้นๆ กับการเชียร์ ตราบใดที่เกมยังไม่จบเราก็ยังต้องเต็มที่ ตอนนั้นก็เขียนบทความเรื่อง “ยังฮึดไม่พอ” ซึ่งประสบการณ์ส่วนตัวก็เจอมา อย่างที่ตอนที่ทำบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ออกกองทุนใหม่สำเร็จก็ไปพักผ่อน แต่ก็มานึกว่าถ้าเราฮึดต่อเนื่องเราจะได้เยอะกว่านี้เยอะเลย


ความจริงเรามีคุณสมบัติที่ดีๆ อยู่แล้ว ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าเราทำได้ ถ้าเราเป็นนักสู้ที่มากขึ้น เนื้อหาในหนังสือญี่ปุ่นของ คาซูโอะ อินาโมริ อดีตประธานบริษัทเคียวเซร่า และอดีตประธานบริษัท สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ที่รัฐบาลญี่ปุ่นให้มาช่วย ทำให้พบว่า “ถอยก็ตาย จะวิกฤตอย่างไรก็ต้องสู้” เรื่องราวในหนังสือพูดถึงเกี่ยวกับประเทศว่า ญี่ปุ่นก็เริ่มถอยหลังแล้ว เพราะคนรุ่นใหม่เริ่มรักสบายแล้ว แล้วทุกประเทศก็มีทิศทางเหมือนกัน สิ่งที่อยากไว้คือ


“ไทยต้องเพิ่มวิธีฮึด คือ การจุดไฟในตัวเองให้ลุกโชนขึ้นมาพร้อมที่จะสู้ พร้อมที่จะทำ และทำทุกๆ วันให้ดีที่สุด”


“คติที่ยึดในการทำงานมาตลอดคือ ทำให้ดีที่สุดในทุกๆ วัน เหมือนครั้งที่ทุกคนบอกเรียนเรียนอักษรศาสตร์มาแล้วไปเรียนการเงิน ตอนนั้นก็บอกแค่ว่า ทำให้ดีที่สุดในทุกๆ วัน เพราะเราไม่เคยคิดว่าทำไม่ได้ คิดว่าถ้าเรามีความพยายามเราก็ต้องทำได้ แต่จะทำได้มากหรือน้อย จะอย่างไรก็ต้องได้ อันนี้คืออยากให้ประเทศไทยมีตรงนี้มากขึ้น เราจะดีขึ้นเก่งขึ้นและเยี่ยมขึ้นเลย”


นอกจากความฮึด ไม่ท้อถอยง่ายๆ ไม่พักนาน แล้วยังต้องมีการวางแผนด้วย เพราะการวางแผนของไทยยังน้อย ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาเพราะคนที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรที่อากาศอบอุ่น ทำให้ไม่ต้องคอยวางแผนหรือเตรียมตัวว่า หน้าหนาวจะทำอะไรกิน เนื่องจากมีอาหารให้กินตลอดเวลา


แต่ถ้าไทยสามารถนำเรื่องวินัยของประเทศอื่นมาใช้เหมือนคนที่ไม่ได้อยู่ในเขตอากาศอบอุ่น หรือที่มีฤดูกาลแตกต่าง เมื่อมา ประกอบกับศักยภาพของไทยที่มีอยู่แล้ว เอามารวมกันได้ จะถือว่าเราจะเก่งกว่าเขามาก เพราะปัจจุบันนี่ขนาดสบายๆ ไทยยังโอเค แต่ถ้าเราเกิดฮึดขึ้นมา เราจะอยากเป็นอะไรเราทำได้


โดยรวมมองว่าไทยกำลังประสบปัญหาอย่างไร หรือมุมมองต่อเด็กรุ่นใหม่


จริงๆ ทั้งหมดนี้ต้องมองหรือคิดในแบบปัจเจกบุคคล เพราะความจริงมนุษย์รักสบายไม่มีใครอยากเหนื่อยหรืออยากทำงานหนัก แต่ก็ต้องคิดว่าเราทำเพื่ออะไร เราทำงานเพื่อหารายได้ เพราะฉะนั้นถึงเหนื่อยก็ต้องทน ถึงไม่ชอบก็ต้องทน แต่ถ้าเราใช้หลักพุทธศาสนาเข้ามาว่า ถ้าเรารักในสิ่งที่ทำ เราจะทำได้ดี แล้วยิ่งได้สตางค์ด้วยยิ่งดีใหญ่เลย และหากเอามาผสมผสานกัน ต้องคิดหนักๆ และวางแผนให้ดีว่าลูกค้าจะมาจากไหน คิดในกระดาษคิดไปเถอะไม่ได้เสียหาย แต่เวลาไปลงจริงๆ ถ้าคิดผิดจะเสียทั้งเงิน และเสียทั้งความรู้สึก


คำแนะนำถึงหน่วยงาน องค์กร หรือภาครัฐ ที่จะทำเพื่อส่วนรวม


น่าจะมีการรวมกลุ่มกันแล้วประกาศออกมาว่ามีใครทำอะไร เพื่อที่จะให้ได้รู้ว่าใครจะทำอะไรได้บ้าง หรืออย่างที่กลุ่มห่วงใย Thai Business เป็นตัวกลางออกมา ก็คิดว่ามีอะไรที่จะไปร่วมสร้างสรรคได้ มีองค์ความรู้อะไรที่พอจะช่วยได้ ก็พร้อมยินดีช่วย ซึ่งต้องมีคนตั้งหรือเป็นคนกลาง ปกติจะให้คน 2-4 คนมาตั้งเองก็จะเป็นเรื่องยากเพราะก็จะกลายเป็นเบี้ยหัวแตก แต่ถ้ามีคนกลางหรือมีเจ้าภาพ รัฐอาจใส่เงินมาสนับสนุนหน่อยอย่างน้อยก็ต้องให้มีกำลังใจ แต่ก็ไม่ได้หวังเงินจากภาครัฐมาก เพราะการเก็บภาษีเงินได้จากภาครัฐจะลดลงอยู่แล้วในช่วงต่อๆ ไป แต่อาจให้โอกาสไปออกทีวี ที่จะช่วยกระจายหรือประชาสัมพันธ์ให้ หรือให้โอกาสใช้หอประชุมหรือเครื่องมืออะไรของรัฐได้ ตอนนี้เอื้ออะไรเอื้อได้ก็ช่วยไปก่อน แม้กระทั่งการช่วยเหลือกันทางความคิด


การมองในอนาคตหรือวิสัยทัศน์ ไทยต้องมีการเพิ่ม New Skill จะต้องปรับตัวอย่างไร


ไทยเราถือเป็นทักษะที่มีคุณภาพ สิ่งที่มองเห็นจุดแข็งของไทยคือ


1.วิทยาศาสตร์การแพทย์ ไทยถือเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพของโลกเห็นชัดจากตอนเกิดโควิด-19 ทำให้รู้แล้วเรามีคนเก่ง ตรงนี้ก็จะเป็นแรงบันดาลใจที่จะทำให้เด็กรุ่นใหม่อยากเรียนหมออีก อยากเป็นฮีโร่เสื้อขาว ซึ่งก็ช่วยหารายได้เข้าประเทศ