'มีสติ ก่อน มีสตางค์' แขกรับเชิญ - ท่าน ว. วชิรเมธี และ แม่ชีศันสนีย์



“มีสติ ก่อน มีสตางค์”


รายการสนทนาธรรม หัวข้อ “มีสติ ก่อน มีสตางค์”

วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม 2564 เวลา 18.00 น. ทาง Club House


แขกรับเชิญ - ท่าน ว. วชิรเมธี และ แม่ชีศันสนีย์

ดำเนินรายการโดย - แม่ชีปรารถนา มงคลกุล และ ดร. ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


แม่ชีศันสนีย์


ธรรมะสวัสดีค่ะ วันนี้เราพูดกันในประเด็นที่น่าสนใจคือ การมีสติก่อนมีสตางค์ เรามีตัวอย่างที่แม่ชีติ่ง ปรารถนา จะเล่าให้ฟัง ในภาคของการหาสตางค์จริงๆ หากันอย่างไร ช่วงนี้เป็นช่วงปูทางไปก่อนว่าคนทางโลกเขาคิดยังไง เรื่องการมีสติก่อนมีสตางค์ หรือต้องมีสตางค์ ก่อนมีสติ


แม่ชีปรารถนา


เคยคุยกับคุณแม่ก่อนหน้านี้ คุณแม่ถามว่า ภาคธุรกิจเขาหาเงินกันอย่างไร เลยยกตัวอย่างให้คุณแม่ฟัง สมมุติถ้าเราเป็นนักลงทุนใหม่ เป็น Corporate ตามที่ตัวเองเคยบริหารมา ในการลงทุนหรือจะสร้างผลตอบแทนให้กับบริษัท จริงๆ นั้นเราต้องมีสติก่อน ไม่อย่างนั้นสตางค์ที่มีคงหายหมด สติของทางบริษัท น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเงื่อนไขต่างๆ หรือเวลาลงทุนจะเรียกว่า Investment Criteria ว่ามีเงื่อนไขในการลงทุนอะไร เช่น ถ้าเป็นบริษัทประกอบกิจการ จากเดิมที่ประกอบกิจการโรงแรม การลงทุนต้องไม่แหวกแนวไปจากเรื่องของการService หรือไม่ลงทุนในบริษัทที่เล็กเกินไป เนื่องจากเสียเวลา หรือไม่ลงทุนกับบริษัทใหญ่เกินไป ตัวใหญ่เท่ากับเราเลย เพราะเวลาไปลงทุน หากบริษัทเขามีอะไรผิดพลาดไป ของเก่าอาจจะไม่เหลือด้วย ซึ่งเราจะเห็นตัวอย่างเช่นในตอนนี้ มีบางบริษัทที่เคย Take Over บริษัทที่ใหญ่เท่ากับตัวเอง และตอนนี้เริ่มปิดตัวแล้ว เพราะไม่นึกว่าจะมีโควิด ไม่แน่ใจว่าตอนที่ไป Take Over ใช้สติกันมากเท่าไหร่ หรือสมมติเรามาดูแบบใกล้ตัว ท่านที่อยู่ในห้องนี้เกือบ 50 คน อาจจะเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น อาจเคยได้ยินคำว่า “แมงเม่า” พวกแมงเม่าไม่มีสติ ข่าวลือมาอย่างไร ก็ตามแห่ไป ถ้าจะเป็นนักลงทุนจริงๆ คนที่ทำมาหากินกับการลงทุน ต้องรู้บริษัทอย่างจริงจังเรียกว่ารู้ Nature ของ Business นั้นจริงๆ บริษัทนี้ทำอะไร ผลประกอบการเป็นอย่างไร ผู้บริหารเป็นอย่างไร และ Trend ของธุรกิจเป็นอย่างไร ถึงตัดสินใจลงทุน ไม่ใช่คนเขาว่ามาว่าอันนี้หุ้นจะขึ้น แห่กันไปซื้อ อย่างนี้แมงเม่า แล้วไปติดดอย ซื้อหุ้นราคาสูง เราไปติดตรงนั้น คนที่ไปลงทุนจริงๆ เขาจะต้องขีดเส้นไว้ ถ้าลงทุนตัวนี้ จะได้กำไรเท่าไหร่ เช่น 50% เขาจะต้องขาย ที่ลงทุนแล้วประสบความสำเร็จ เขาจะมีวินัย พอถึง 50% จริงๆ เขาจะต้องขาย หรือถ้าขาดทุนเกิน เช่น สมมุติขาดทุนเกิน 30% ต้องขายเหมือนกัน เขาเรียกว่า Cut loss โดยที่เสียดายที่ไม่ได้กำไรมากกว่านี้ ดีกว่าเสียใจว่าถึงเวลามันขาดทุนไป เพราะฉะนั้นการลงทุน ทั้งการลงทุนบริษัทใหญ่ๆ หรือคนเล็กๆ ต้องมีสติ


แล้ววันนี้พระอริยะธารา ทำให้เราประหลาดใจได้เสมอ ได้อ่านเคส ๆ หนึ่ง เรื่องเกี่ยวกับตอนที่มีโควิด ทุกคนจะรู้ว่าธุรกิจวันนี้ล้มละลายเป็นว่าเล่น อันแรกคือ สายการบิน บินไปไหนไม่ได้ ไม่มีใครบินไปไหนแล้ว แต่ปรากฏว่ามีสายการบินหนึ่ง คาดว่าจะมีผลกำไร และเป็นสายการบินเดียวของโลก คือ บริษัทเวียดเจ็ท ถามว่าทำไมถึงกำไร ใจหนึ่งคิดว่าเขาคงมีสติ เพราะเรามีโควิดประมาณต้นปีที่แล้ว ตั้งแต่มีนาคม เวียดเจ็ท กล้าตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องบินโดยสารทั้งหมด เป็นเครื่องบินขน Cargo แทน ขณะที่สายการบินอื่นยังปรับตัวไม่ทัน เขาเปลี่ยนไม่ขนคนแล้ว แต่มาขนของแทน เป็นสายการบินแรกที่ขนของ ประเภท Supply ของแพทย์ หรือผลไม้ นำเข้า ช่วงนั้นของขาด จะกินอะโวคาโด ก็มีแต่ลูกเหี่ยวๆ เพราะเรือไม่เข้า กลัวโควิด แต่เวียดเจ็ทไม่สนใจ ปรากฏว่าเขาขนได้ 20,000 ตัน ซึ่งโตกว่าปีก่อนหน้า 23 % พอโควิดเริ่มซา เวียดเจ็ทเป็นสายการบินเดียวที่ Launch เรื่อง All You Can Fly คือจ่าย 3,000 จะบินไปไหนก็ได้ คนก็รู้สึกว่าราคาถูก จ่ายเงินไว้ก่อน โควิด 2 โควิด 3 มา บริษัทก็รับเงินไว้แล้ว เพราะ Condition เขาชัดเจน และเขามองว่าเรื่อง Cargo เป็นเรื่องที่สำคัญ เป็น Partner กับ UPS ของอเมริกา เป็นสายการบินเดียวที่เป็น Partnership กับ Carrier ใหญ่ๆ อย่าง UPS ทำให้มีการขนของระหว่างอเมริกากับฮานอยประสบความสำเร็จจนขยายกิจการ และเป็นสายการบินเดียวในประเทศไทย ตอนนี้ที่รับคนเพิ่ม 1,000 คน ขณะที่สายการบินของประเทศเรา ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างว่า ถ้าเป็นผู้บริหารที่มีสติ หรือเป็นธุรกิจที่มีสติ สตางค์มันก็มา


แม่ชีศันสนีย์


กรณีที่เห็นคนกล้าตัดสินใจ เป็นการตัดสินใจที่เร็วแต่ไม่รน อ่านขาด แล้วสามารถตัดสินใจที่จะเปลี่ยนวิธีการ ในการที่จะถึงเป้าหมาย ในแต่ละสถานการณ์นั้นๆ ทำให้เห็นว่า ผู้บริหารหรือพวกเรา ถ้ามีสติและต้องมีปัญญาด้วย

“ปัญญาคือการจัดการให้ชีวิตของเรา สามารถที่จะมีกำลัง ของจิตที่มีความตั้งมั่น โดยในภาษาปฏิบัติก็คือเป็นจิตที่ควรแก่การงาน ด้วยกำลังของจิตที่เป็นสมาธิ”

ฉะนั้นถ้าเรามีความรู้เร็ว รู้รอบ รู้ทัน ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เราก็มีจิตที่ตั้งมั่นที่จะตัดสินใจ และการตัดสินใจ ใช่คำว่า “ไม่รน ไม่รั่ว” คือมีสติ จะไม่ทำให้เรารวน หรือรั่ว ไม่ทำให้เราเงอะงะ ลังเล ไม่แน่ใจ หรือปรุงแต่งไปมากมาย ฉะนั้น ในช่วงนี้ ถ้าขาดสติ แล้วจะขาดสตางค์แน่ๆ แต่ถ้ามีสติ แล้วมีกำลังของจิตที่ตั้งมั่นดีอยู่ การรู้เร็ว รู้รอบ รู้กว้าง รู้ว่าเป็นสติสัมปชัญญะ สมาธิและปัญญา มันก็น่าจะเป็นธรรมะที่เป็นเซ็ตเลย จะทำให้เราสามารถที่จะอยู่กับโลกได้อย่าง Strong และ Move On ไปอย่างมีสติ


อยากจะบอกว่าวันนี้แม่ชีปรารถนาทำการบ้านมาดีนะคะ สิ่งที่นำมาเสนอนั้น ยังมีอะไรอีกที่น่ากลัว ที่จะต้องมีสติ ไม่เช่นนั้นสตางค์มันจะหาย


แม่ชีปรารถนา


ระยะนี้จะมีคนมาปรึกษา ต้องบอกว่า คนเริ่มรู้สึกว่าการที่มีธุรกิจแล้วเอาทุกอย่างไปไว้ในที่ๆ เดียว บางทีไม่มีความปลอดภัย เขาก็ต้องการกระจายความเสี่ยงออกไป แม้ว่าจะเป็นธุรกิจครอบครัวตัวเอง บางคนจะมาให้เราแนะนำว่า เขาอยากถือเงินสด เขาจะขายหุ้นบริษัทของครอบครัว จะทำอย่างไรดี เราก็ให้สติเขาว่า อย่างที่ 1 อย่าเพิ่งคิดขายอะไร คุณอยากถือบริษัทนี้เป็นครอบครัวเป็นหลัก หรือคุณต้องการขายหมด หรือจะไปทำอย่างอื่น เงินจะเหลือเท่าที่คุณจะขายออกไป เท่าที่ขายได้ และยัง Control อยู่ อย่างที่ 2 ถ้าถือหุ้นอยู่ ถือแค่ไหนถึงมีความสบายใจว่า เรา Control ได้ ก่อนจะคิดว่าราคาเท่าไหร่ เตือนสติก่อนว่า อย่าคิดถึงแต่เรื่องวันนี้ราคาหุ้นดี อยากขายแล้ว หรือราคาหุ้นไม่ดี จะออกแล้ว ให้คิดก่อว่า ปู่ย่าตายายทำมานะ แล้วตัวเองก็ทำมาหากินกับบริษัทนี้ พี่น้อง ทำงานกับบริษัทนี้ ถ้าเราขายออกไป เราเสียการควบคุม แนะนำให้กลับไปคิดในครอบครัวก่อน ถ้าคิดว่ายังเป็นเหมือนธุรกิจครอบครัวหลัก ยังเป็นแกนอยู่ ก็มาคิดพิจารณาอย่างที่ 2 ว่า ขายได้ เพราะการ Control ไม่จำเป็นต้องถือ 100 ไม่จำเป็นต้องถือ 80 อย่างบางคนถือแค่เกิน 40% คิดว่าสามารถ Controlได้แล้ว เพราะไม่มีใครถือใหญ่กว่าเขาแล้วในตลาดหลักทรัพย์ หลังจากนั้นแทนที่จะบอกว่า จะขายให้ใครดี ดูก่อนว่ามูลค่าของบริษัทเท่าไหร่ ทุกวันนี้ราคาตลาดเท่าไหร่ ก็จะขายแค่นี้ บางทีขายต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ต้องเตือนสติกลับมาเรื่อยๆ ช่วงนี้โควิด เป็น New Normal และต้องปรับตัวอย่างเร็ว ทุกคนเริ่มรู้ว่า ความเสี่ยง ความไม่เที่ยง ความไม่แน่นอน มาถึงตัวได้ทุกเมื่อ


แม่ชีศันสนีย์

อาภรณ์ของการตัดสินใจที่ดีคือสติ เหมือนใส่เสื้อผ้า เสื้อผ้าที่เป็นแบรนด์ที่ดีที่สุดคือสติ ทุกแบรนด์ขายไม่ออก แต่สติมาเร็วเลย ตอนนี้ทำให้เราพอที่จะจัดการบริหารการตัดสินใจ”

ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนคงต้อง 1) ลดเพดานของการคิดบางอย่าง แต่ไม่ได้หมายความว่า เราไม่คิด หรือเราจะไม่เร็ว แต่เราจะไม่รุ่งริ่ง ต้องไม่รน ต้องคิดให้แยบคายว่า เราจะพิจารณาการทำงานในช่วงเวลานี้ 1) ต้องไม่กลัว และต้องไม่ใช้อารมณ์ และความรุนแรงของความรู้สึก บางทีเราปล่อยให้ตัวเราไปอยู่กับความรู้สึกก่อนตัดสินใจมากเกินไป ให้เห็นความรู้สึกก่อนดีกว่า แล้วใช้การภาวนาว่าด้วยรัก โดยตัดอคติออก ถ้ามีอคติและไม่รัก แล้วกลัว เพราะฉะนั้นการตัดสินใจอะไรบางอย่างในภาคธุรกิจ ต้องไม่กลัว ต้องไม่เกลียด ใจต้องร่มๆ ดูเหมือนเราช้า แต่จริงๆไม่ใช่ ใจเราร่ม มีสติและมีปัญญาในการจัดการ เรายังต้องว่องไว เมื่อเรามีความตั้งใจมั่น ที่จะทำงานอย่างไว เรายิ่งต้องเจริญสติ แล้วสติคืออะไร สติเป็นเครื่องที่ทำให้เราสง่างาม เป็นอาภรณ์ของเรา เหมือนเสื้อผ้า ที่ทำให้เราเข้าไปอยู่ในสังคม หรือวงการทางภาคธุรกิจ อย่างไม่อาย ไม่ดูเหมือนคนกระเจิดกระเจิง มันจะมีเหมือนอาภรณ์ที่ทำให้การมี Partner การมีเพื่อน การร่วมลงทุนอย่างมีสติด้วยกัน


ดร. ณัฐวุฒิ

สถานการณ์เดียวกัน ทำไมบางองค์กรสามารถจะสร้างธุรกิจเติบโต เช่น บางสายการบิน ร้านอาหารบางร้าน โรงแรมบางแห่ง เรามองว่าโควิดมา โรงแรมอยู่ไม่ได้ แต่บางโรงแรมคนจองเข้าพักค่อนข้างมากจากการจองของนักท่องเที่ยวไทย การทำธุรกิจต้องมีสติ เพื่อเราจะได้ไปสู่เครือข่ายและ Going Strong หรือไม่


แม่ชีศันสนีย์


อันนี้สำคัญ เพราะถ้าเรามัวแต่กลัว เราจะไม่เคลื่อนไหว ยุคนี้ต้องเคลื่อนไหวเร็ว แต่ต้องมีฐานกำลังของความคิด ที่มีสติเป็นดั่งอาภรณ์ หรือเป็นเกราะ เราจะได้ไม่ชนรุ่งริ่ง อย่างกรณีของเราไม่ใช่ภาคธุรกิจ เราถูกปิดเพราะถูกล็อคกันหมด แต่ถ้าเรามีศักยภาพในการจะช่วยคน เรามีศักยภาพในการจะรับใช้คน เรามีศักยภาพที่เป็นผู้นำทางสติปัญญา การไประเบิดตัวเราที่หุบเขาโพธิสัตว์ ก็ยังทำให้เราสามารถช่วยคนได้ ขณะนี้เสถียรธรรมสถาน ช่วยคนได้ไม่ใช่แค่ที่เดียวในกรุงเทพฯ สามารถที่จะไปลงทุนกับการปลูกป่า ปลูกชีวิต ปลูกหัวใจพระโพธิสัตว์ ซึ่งยุคนี้ต้องปลูกหัวใจของผู้รับใช้ให้มากขึ้น เพราะคนทุกข์เยอะ


ฉะนั้น ในฐานะเราเป็น Spiritual leader แล้วต้องการนำธรรมะออกไปช่วยผู้คน เรามัวแต่กลัว ยังอยู่ในวิธีการเดิม ต้องรอให้คนมาที่บ้านเรา หรือรอให้มีคอร์สของการปฏิบัติ เราช่วยไม่ทัน ฉะนั้นการที่เรามีแผ่นดินที่ขยายออกไป แล้วทำให้ทุกคนพึ่งตัวเองได้ ทุกคนรู้จักการฝึก จากที่ไม่เคยทำอะไร ก็ต้องทำแล้ว และเป็นการทำที่ต้องชำนาญ ไม่ใช่ทำเล่นๆ ไม่ใช่ว่างแล้วมาทำ ไม่ใช่งาน Hobby แต่เป็นงานที่ต้องเจริญสติ ภาวนาว่าด้วยการปลูก แปลง ปรุง ปัน เพื่อเปลี่ยนโลก และขณะที่เราพึ่งตัวเองได้ ถึงขั้นที่เปลี่ยนจากร้ายกลายเป็นดีได้หมด อันนี้ก็เหมือนภาคธุรกิจ แต่เป็นพุทธกิจ พุทธกิจตอนนี้มันต้องเร็ว ไม่ต้องกลัวที่จะมีสติแล้วเราจะขาดทุน ถ้าเราลงทุนในการที่จะทำให้มนุษย์ทั้งผองได้เจริญสติ เราจะเห็นเลยว่า เราจะมี Partner มี Connection ที่จะไม่ขาดทุน และต้องพึ่งพาอาศัยกัน จึงอยากให้กำลังใจท่านที่ฟัง เราอยากจะพูดในเชิงของภาคธุรกิจ แต่ในทุกภาคเลย แม้แต่พุทธกิจ ก็ต้องทำงานเร็ว ต้องเปลี่ยนวิธีการ ต้องหาเทคนิค เช่น การใช้เทคโนโลยี ที่จะทำให้เกิดปาฏิหาริย์แห่งการเปิด เพราะต้องมีสติ มันเกิดปาฏิหาริย์แห่งการเปิดค่ะ


แม่ชีปรารถนา


เท่าที่ได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดกับคุณแม่ ประมาณ 10-11 เดือนที่นี่ก็ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์จริงๆ แต่ก่อนมีการบวชแค่เดือนละครั้ง แต่วันนี้เห็นคนที่มาบวช ต้องบอกตรงๆ ว่า จะมีเรื่องของการว่างงาน การรอคอยงาน หรือรอคอยการกลับไปอีกประเทศหนึ่ง หรือบางคนมีอาการซึมเศร้า คนแหล่านี้มีมากขึ้นจริงๆ แล้วเราต้องปรับเปลี่ยนการบวชสาวิกาเป็นเดือนละ 2 ครั้ง แทนที่จะเป็นเดือนละ 1 ครั้ง แล้วบางครั้งต้องมีการสอนแบบ Zoom คือคุณยายอยู่หุบเขา แล้วคนปฏิบัติธรรมอยู่ทางนี้ เนื่องจากจำกัดการเดินทางบ้าง เพราะฉะนั้นทางพุทธกิจ จะต้องปรับตัว ส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับทางพุทธกิจจะช้าๆ ใจเย็นๆ แต่เราต้องอย่าลืมว่า บริษัทเราเก่าแก่ที่สุดในโลก 2564 ปีมาแล้ว ยังไม่มีบริษัทไหนเก่าแก่กว่าเราเลย เพราะฉะนั้นเราต้องปรับเปลี่ยนตัวมาได้เรื่อยๆ


และอีกตัวอย่างทางภาคธุรกิจ จะต้องให้คุณแม่ลองให้สติ บางทีเรื่องการรักษาหน้าก็จะเห็นกันอยู่เยอะ เช่น อยากจะได้ เขาเพิ่ง Bid กันไป อยากจะได้ซุปเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่เขาจะขายที่ลอนดอน เขาก็เปิด Bidกันเป็นแสนล้าน แล้วเวลา Bid กันทีไร คนจะลืมนึกถึงมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจนั้น แล้วจะเสียหน้าไม่ได้นะ ต้องได้ แต่ที่ผ่านมานี้คงคำนวณกันจริงๆ แล้ว แต่ก็มีตัวอย่างที่เวลาที่ไป Auction มีสติไหม สมมุติว่าเราอยากจะได้รถยนต์คันนี้มาก Auction ก็เคาะกันไป ทั้งๆที่มูลค่ามันแค่นี้ แต่เวลาคนนั้น Bid แข่งกับเรา รู้สึกสนุก มันเหลือเกิน เคาะๆไปเรื่อย รถยนต์คันเดียวแทนที่จะ 60,000 บาท ขึ้นไป 600,000 บาท ตอนที่เคยไปเรียนที่เมืองนอก อาจารย์เอาแบงค์ร้อยดอลลาร์ จะ Bid 100 ดอลลาร์ เคาะ 5 ดอลลาร์ เริ่มแล้ว แบงค์ 100 ทุกคนก็อยากได้ แล้วอาจารย์บอกว่า ราคาเริ่มต้นแค่ 10 เหรียญเอง เขาบอกว่าขึ้นครั้งละ 5 เหรียญ แต่คนที่ได้ต้องจ่ายนะ คนก็เคาะกัน 10 -15-20-25-30 ไปจนถึง 95 100 คุณควรจะหยุด เพราะมูลค่าจริง 100 ดอลลาร์เท่านั้น พอเคาะ 105 อีก อีกคนก็สนุกต่อ 110 - 115 ไปจนถึง 3,000 เพราะอะไร เพราะกฎของเขาคือสมมุติเรา Bidได้ เราจ่าย 3,000 เราได้ 100 ดอลลาร์ คนที่ Bid ได้รองจากเรา ก็ต้องจ่ายด้วย เพราะฉะนั้นไม่มีใครอยากเป็น 2,995 คน Bid จะได้กำไรอยู่ดี ฉะนั้นพอถึง 100 คนที่ Bid 100 ก็ได้ 100 แต่คน 95 ไม่ได้ แต่ตัวเองต้องจ่าย เลยต้องไปเป็น 105 เป็น 110 100 ดอลลาร์สุดท้าย 3,000 เหรียญ ไม่ยอม คนได้คนเดียวคือคนขาย ขาย 100 เหรียญ ได้ 3,000


ดร. ณัฐวุฒิ

จากที่แม่ชีศันสนีย์และแม่ชีปรารถนา เล่าให้ฟังเรื่องพุทธกิจ เห็นชัดมาก สมัยที่ยังไม่ได้มีอะไรเลย แต่สิ่งที่เห็นคือ ท่านแม่ชีมีความตั้งใจ เลี้ยงไก่ก็ไม่เคยเลี้ยง ปลูกผักก็ไม่เคย พลิกแผ่นดิน พลิกภูเขาเลย สัมผัสได้ ถ้าตั้งใจ แผ่นดินทั้งแผ่น ก็พลิกได้


แม่ชีศันสนีย์


ตอนนี้มีคนบอกว่า คุณยายแม่ชีกายสิทธิ์ ย้ายภูเขาได้ทั้งลูก เปล่าเลย ไม่ใช่ แต่ธรรมะศักดิ์สิทธิ์ สำหรับคุณยายแล้ว ธรรมะศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์เท่ากับการทำหน้าที่อีกแล้ว ถ้าเราจะอดตาย แล้วเราถือคัมภีร์ไว้ แล้วเราอดตาย พระผู้มีพระภาคเจ้าคงไม่บอกว่าเราเป็นทีมกับพระองค์ท่าน จริงๆ นั้นธรรมะศักดิ์สิทธิ์ และเราทำหน้าที่ ใครจะยอมอดตาย