• ดร. ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ

'มีสติ ก่อน มีสตางค์' แขกรับเชิญ - ท่าน ว. วชิรเมธี และ แม่ชีศันสนีย์



“มีสติ ก่อน มีสตางค์”


รายการสนทนาธรรม หัวข้อ “มีสติ ก่อน มีสตางค์”

วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม 2564 เวลา 18.00 น. ทาง Club House


แขกรับเชิญ - ท่าน ว. วชิรเมธี และ แม่ชีศันสนีย์

ดำเนินรายการโดย - แม่ชีปรารถนา มงคลกุล และ ดร. ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


แม่ชีศันสนีย์


ธรรมะสวัสดีค่ะ วันนี้เราพูดกันในประเด็นที่น่าสนใจคือ การมีสติก่อนมีสตางค์ เรามีตัวอย่างที่แม่ชีติ่ง ปรารถนา จะเล่าให้ฟัง ในภาคของการหาสตางค์จริงๆ หากันอย่างไร ช่วงนี้เป็นช่วงปูทางไปก่อนว่าคนทางโลกเขาคิดยังไง เรื่องการมีสติก่อนมีสตางค์ หรือต้องมีสตางค์ ก่อนมีสติ


แม่ชีปรารถนา


เคยคุยกับคุณแม่ก่อนหน้านี้ คุณแม่ถามว่า ภาคธุรกิจเขาหาเงินกันอย่างไร เลยยกตัวอย่างให้คุณแม่ฟัง สมมุติถ้าเราเป็นนักลงทุนใหม่ เป็น Corporate ตามที่ตัวเองเคยบริหารมา ในการลงทุนหรือจะสร้างผลตอบแทนให้กับบริษัท จริงๆ นั้นเราต้องมีสติก่อน ไม่อย่างนั้นสตางค์ที่มีคงหายหมด สติของทางบริษัท น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเงื่อนไขต่างๆ หรือเวลาลงทุนจะเรียกว่า Investment Criteria ว่ามีเงื่อนไขในการลงทุนอะไร เช่น ถ้าเป็นบริษัทประกอบกิจการ จากเดิมที่ประกอบกิจการโรงแรม การลงทุนต้องไม่แหวกแนวไปจากเรื่องของการService หรือไม่ลงทุนในบริษัทที่เล็กเกินไป เนื่องจากเสียเวลา หรือไม่ลงทุนกับบริษัทใหญ่เกินไป ตัวใหญ่เท่ากับเราเลย เพราะเวลาไปลงทุน หากบริษัทเขามีอะไรผิดพลาดไป ของเก่าอาจจะไม่เหลือด้วย ซึ่งเราจะเห็นตัวอย่างเช่นในตอนนี้ มีบางบริษัทที่เคย Take Over บริษัทที่ใหญ่เท่ากับตัวเอง และตอนนี้เริ่มปิดตัวแล้ว เพราะไม่นึกว่าจะมีโควิด ไม่แน่ใจว่าตอนที่ไป Take Over ใช้สติกันมากเท่าไหร่ หรือสมมติเรามาดูแบบใกล้ตัว ท่านที่อยู่ในห้องนี้เกือบ 50 คน อาจจะเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น อาจเคยได้ยินคำว่า “แมงเม่า” พวกแมงเม่าไม่มีสติ ข่าวลือมาอย่างไร ก็ตามแห่ไป ถ้าจะเป็นนักลงทุนจริงๆ คนที่ทำมาหากินกับการลงทุน ต้องรู้บริษัทอย่างจริงจังเรียกว่ารู้ Nature ของ Business นั้นจริงๆ บริษัทนี้ทำอะไร ผลประกอบการเป็นอย่างไร ผู้บริหารเป็นอย่างไร และ Trend ของธุรกิจเป็นอย่างไร ถึงตัดสินใจลงทุน ไม่ใช่คนเขาว่ามาว่าอันนี้หุ้นจะขึ้น แห่กันไปซื้อ อย่างนี้แมงเม่า แล้วไปติดดอย ซื้อหุ้นราคาสูง เราไปติดตรงนั้น คนที่ไปลงทุนจริงๆ เขาจะต้องขีดเส้นไว้ ถ้าลงทุนตัวนี้ จะได้กำไรเท่าไหร่ เช่น 50% เขาจะต้องขาย ที่ลงทุนแล้วประสบความสำเร็จ เขาจะมีวินัย พอถึง 50% จริงๆ เขาจะต้องขาย หรือถ้าขาดทุนเกิน เช่น สมมุติขาดทุนเกิน 30% ต้องขายเหมือนกัน เขาเรียกว่า Cut loss โดยที่เสียดายที่ไม่ได้กำไรมากกว่านี้ ดีกว่าเสียใจว่าถึงเวลามันขาดทุนไป เพราะฉะนั้นการลงทุน ทั้งการลงทุนบริษัทใหญ่ๆ หรือคนเล็กๆ ต้องมีสติ


แล้ววันนี้พระอริยะธารา ทำให้เราประหลาดใจได้เสมอ ได้อ่านเคส ๆ หนึ่ง เรื่องเกี่ยวกับตอนที่มีโควิด ทุกคนจะรู้ว่าธุรกิจวันนี้ล้มละลายเป็นว่าเล่น อันแรกคือ สายการบิน บินไปไหนไม่ได้ ไม่มีใครบินไปไหนแล้ว แต่ปรากฏว่ามีสายการบินหนึ่ง คาดว่าจะมีผลกำไร และเป็นสายการบินเดียวของโลก คือ บริษัทเวียดเจ็ท ถามว่าทำไมถึงกำไร ใจหนึ่งคิดว่าเขาคงมีสติ เพราะเรามีโควิดประมาณต้นปีที่แล้ว ตั้งแต่มีนาคม เวียดเจ็ท กล้าตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องบินโดยสารทั้งหมด เป็นเครื่องบินขน Cargo แทน ขณะที่สายการบินอื่นยังปรับตัวไม่ทัน เขาเปลี่ยนไม่ขนคนแล้ว แต่มาขนของแทน เป็นสายการบินแรกที่ขนของ ประเภท Supply ของแพทย์ หรือผลไม้ นำเข้า ช่วงนั้นของขาด จะกินอะโวคาโด ก็มีแต่ลูกเหี่ยวๆ เพราะเรือไม่เข้า กลัวโควิด แต่เวียดเจ็ทไม่สนใจ ปรากฏว่าเขาขนได้ 20,000 ตัน ซึ่งโตกว่าปีก่อนหน้า 23 % พอโควิดเริ่มซา เวียดเจ็ทเป็นสายการบินเดียวที่ Launch เรื่อง All You Can Fly คือจ่าย 3,000 จะบินไปไหนก็ได้ คนก็รู้สึกว่าราคาถูก จ่ายเงินไว้ก่อน โควิด 2 โควิด 3 มา บริษัทก็รับเงินไว้แล้ว เพราะ Condition เขาชัดเจน และเขามองว่าเรื่อง Cargo เป็นเรื่องที่สำคัญ เป็น Partner กับ UPS ของอเมริกา เป็นสายการบินเดียวที่เป็น Partnership กับ Carrier ใหญ่ๆ อย่าง UPS ทำให้มีการขนของระหว่างอเมริกากับฮานอยประสบความสำเร็จจนขยายกิจการ และเป็นสายการบินเดียวในประเทศไทย ตอนนี้ที่รับคนเพิ่ม 1,000 คน ขณะที่สายการบินของประเทศเรา ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างว่า ถ้าเป็นผู้บริหารที่มีสติ หรือเป็นธุรกิจที่มีสติ สตางค์มันก็มา


แม่ชีศันสนีย์


กรณีที่เห็นคนกล้าตัดสินใจ เป็นการตัดสินใจที่เร็วแต่ไม่รน อ่านขาด แล้วสามารถตัดสินใจที่จะเปลี่ยนวิธีการ ในการที่จะถึงเป้าหมาย ในแต่ละสถานการณ์นั้นๆ ทำให้เห็นว่า ผู้บริหารหรือพวกเรา ถ้ามีสติและต้องมีปัญญาด้วย

“ปัญญาคือการจัดการให้ชีวิตของเรา สามารถที่จะมีกำลัง ของจิตที่มีความตั้งมั่น โดยในภาษาปฏิบัติก็คือเป็นจิตที่ควรแก่การงาน ด้วยกำลังของจิตที่เป็นสมาธิ”

ฉะนั้นถ้าเรามีความรู้เร็ว รู้รอบ รู้ทัน ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เราก็มีจิตที่ตั้งมั่นที่จะตัดสินใจ และการตัดสินใจ ใช่คำว่า “ไม่รน ไม่รั่ว” คือมีสติ จะไม่ทำให้เรารวน หรือรั่ว ไม่ทำให้เราเงอะงะ ลังเล ไม่แน่ใจ หรือปรุงแต่งไปมากมาย ฉะนั้น ในช่วงนี้ ถ้าขาดสติ แล้วจะขาดสตางค์แน่ๆ แต่ถ้ามีสติ แล้วมีกำลังของจิตที่ตั้งมั่นดีอยู่ การรู้เร็ว รู้รอบ รู้กว้าง รู้ว่าเป็นสติสัมปชัญญะ สมาธิและปัญญา มันก็น่าจะเป็นธรรมะที่เป็นเซ็ตเลย จะทำให้เราสามารถที่จะอยู่กับโลกได้อย่าง Strong และ Move On ไปอย่างมีสติ


อยากจะบอกว่าวันนี้แม่ชีปรารถนาทำการบ้านมาดีนะคะ สิ่งที่นำมาเสนอนั้น ยังมีอะไรอีกที่น่ากลัว ที่จะต้องมีสติ ไม่เช่นนั้นสตางค์มันจะหาย


แม่ชีปรารถนา


ระยะนี้จะมีคนมาปรึกษา ต้องบอกว่า คนเริ่มรู้สึกว่าการที่มีธุรกิจแล้วเอาทุกอย่างไปไว้ในที่ๆ เดียว บางทีไม่มีความปลอดภัย เขาก็ต้องการกระจายความเสี่ยงออกไป แม้ว่าจะเป็นธุรกิจครอบครัวตัวเอง บางคนจะมาให้เราแนะนำว่า เขาอยากถือเงินสด เขาจะขายหุ้นบริษัทของครอบครัว จะทำอย่างไรดี เราก็ให้สติเขาว่า อย่างที่ 1 อย่าเพิ่งคิดขายอะไร คุณอยากถือบริษัทนี้เป็นครอบครัวเป็นหลัก หรือคุณต้องการขายหมด หรือจะไปทำอย่างอื่น เงินจะเหลือเท่าที่คุณจะขายออกไป เท่าที่ขายได้ และยัง Control อยู่ อย่างที่ 2 ถ้าถือหุ้นอยู่ ถือแค่ไหนถึงมีความสบายใจว่า เรา Control ได้ ก่อนจะคิดว่าราคาเท่าไหร่ เตือนสติก่อนว่า อย่าคิดถึงแต่เรื่องวันนี้ราคาหุ้นดี อยากขายแล้ว หรือราคาหุ้นไม่ดี จะออกแล้ว ให้คิดก่อว่า ปู่ย่าตายายทำมานะ แล้วตัวเองก็ทำมาหากินกับบริษัทนี้ พี่น้อง ทำงานกับบริษัทนี้ ถ้าเราขายออกไป เราเสียการควบคุม แนะนำให้กลับไปคิดในครอบครัวก่อน ถ้าคิดว่ายังเป็นเหมือนธุรกิจครอบครัวหลัก ยังเป็นแกนอยู่ ก็มาคิดพิจารณาอย่างที่ 2 ว่า ขายได้ เพราะการ Control ไม่จำเป็นต้องถือ 100 ไม่จำเป็นต้องถือ 80 อย่างบางคนถือแค่เกิน 40% คิดว่าสามารถ Controlได้แล้ว เพราะไม่มีใครถือใหญ่กว่าเขาแล้วในตลาดหลักทรัพย์ หลังจากนั้นแทนที่จะบอกว่า จะขายให้ใครดี ดูก่อนว่ามูลค่าของบริษัทเท่าไหร่ ทุกวันนี้ราคาตลาดเท่าไหร่ ก็จะขายแค่นี้ บางทีขายต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ต้องเตือนสติกลับมาเรื่อยๆ ช่วงนี้โควิด เป็น New Normal และต้องปรับตัวอย่างเร็ว ทุกคนเริ่มรู้ว่า ความเสี่ยง ความไม่เที่ยง ความไม่แน่นอน มาถึงตัวได้ทุกเมื่อ


แม่ชีศันสนีย์

อาภรณ์ของการตัดสินใจที่ดีคือสติ เหมือนใส่เสื้อผ้า เสื้อผ้าที่เป็นแบรนด์ที่ดีที่สุดคือสติ ทุกแบรนด์ขายไม่ออก แต่สติมาเร็วเลย ตอนนี้ทำให้เราพอที่จะจัดการบริหารการตัดสินใจ”

ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนคงต้อง 1) ลดเพดานของการคิดบางอย่าง แต่ไม่ได้หมายความว่า เราไม่คิด หรือเราจะไม่เร็ว แต่เราจะไม่รุ่งริ่ง ต้องไม่รน ต้องคิดให้แยบคายว่า เราจะพิจารณาการทำงานในช่วงเวลานี้ 1) ต้องไม่กลัว และต้องไม่ใช้อารมณ์ และความรุนแรงของความรู้สึก บางทีเราปล่อยให้ตัวเราไปอยู่กับความรู้สึกก่อนตัดสินใจมากเกินไป ให้เห็นความรู้สึกก่อนดีกว่า แล้วใช้การภาวนาว่าด้วยรัก โดยตัดอคติออก ถ้ามีอคติและไม่รัก แล้วกลัว เพราะฉะนั้นการตัดสินใจอะไรบางอย่างในภาคธุรกิจ ต้องไม่กลัว ต้องไม่เกลียด ใจต้องร่มๆ ดูเหมือนเราช้า แต่จริงๆไม่ใช่ ใจเราร่ม มีสติและมีปัญญาในการจัดการ เรายังต้องว่องไว เมื่อเรามีความตั้งใจมั่น ที่จะทำงานอย่างไว เรายิ่งต้องเจริญสติ แล้วสติคืออะไร สติเป็นเครื่องที่ทำให้เราสง่างาม เป็นอาภรณ์ของเรา เหมือนเสื้อผ้า ที่ทำให้เราเข้าไปอยู่ในสังคม หรือวงการทางภาคธุรกิจ อย่างไม่อาย ไม่ดูเหมือนคนกระเจิดกระเจิง มันจะมีเหมือนอาภรณ์ที่ทำให้การมี Partner การมีเพื่อน การร่วมลงทุนอย่างมีสติด้วยกัน


ดร. ณัฐวุฒิ

สถานการณ์เดียวกัน ทำไมบางองค์กรสามารถจะสร้างธุรกิจเติบโต เช่น บางสายการบิน ร้านอาหารบางร้าน โรงแรมบางแห่ง เรามองว่าโควิดมา โรงแรมอยู่ไม่ได้ แต่บางโรงแรมคนจองเข้าพักค่อนข้างมากจากการจองของนักท่องเที่ยวไทย การทำธุรกิจต้องมีสติ เพื่อเราจะได้ไปสู่เครือข่ายและ Going Strong หรือไม่


แม่ชีศันสนีย์


อันนี้สำคัญ เพราะถ้าเรามัวแต่กลัว เราจะไม่เคลื่อนไหว ยุคนี้ต้องเคลื่อนไหวเร็ว แต่ต้องมีฐานกำลังของความคิด ที่มีสติเป็นดั่งอาภรณ์ หรือเป็นเกราะ เราจะได้ไม่ชนรุ่งริ่ง อย่างกรณีของเราไม่ใช่ภาคธุรกิจ เราถูกปิดเพราะถูกล็อคกันหมด แต่ถ้าเรามีศักยภาพในการจะช่วยคน เรามีศักยภาพในการจะรับใช้คน เรามีศักยภาพที่เป็นผู้นำทางสติปัญญา การไประเบิดตัวเราที่หุบเขาโพธิสัตว์ ก็ยังทำให้เราสามารถช่วยคนได้ ขณะนี้เสถียรธรรมสถาน ช่วยคนได้ไม่ใช่แค่ที่เดียวในกรุงเทพฯ สามารถที่จะไปลงทุนกับการปลูกป่า ปลูกชีวิต ปลูกหัวใจพระโพธิสัตว์ ซึ่งยุคนี้ต้องปลูกหัวใจของผู้รับใช้ให้มากขึ้น เพราะคนทุกข์เยอะ


ฉะนั้น ในฐานะเราเป็น Spiritual leader แล้วต้องการนำธรรมะออกไปช่วยผู้คน เรามัวแต่กลัว ยังอยู่ในวิธีการเดิม ต้องรอให้คนมาที่บ้านเรา หรือรอให้มีคอร์สของการปฏิบัติ เราช่วยไม่ทัน ฉะนั้นการที่เรามีแผ่นดินที่ขยายออกไป แล้วทำให้ทุกคนพึ่งตัวเองได้ ทุกคนรู้จักการฝึก จากที่ไม่เคยทำอะไร ก็ต้องทำแล้ว และเป็นการทำที่ต้องชำนาญ ไม่ใช่ทำเล่นๆ ไม่ใช่ว่างแล้วมาทำ ไม่ใช่งาน Hobby แต่เป็นงานที่ต้องเจริญสติ ภาวนาว่าด้วยการปลูก แปลง ปรุง ปัน เพื่อเปลี่ยนโลก และขณะที่เราพึ่งตัวเองได้ ถึงขั้นที่เปลี่ยนจากร้ายกลายเป็นดีได้หมด อันนี้ก็เหมือนภาคธุรกิจ แต่เป็นพุทธกิจ พุทธกิจตอนนี้มันต้องเร็ว ไม่ต้องกลัวที่จะมีสติแล้วเราจะขาดทุน ถ้าเราลงทุนในการที่จะทำให้มนุษย์ทั้งผองได้เจริญสติ เราจะเห็นเลยว่า เราจะมี Partner มี Connection ที่จะไม่ขาดทุน และต้องพึ่งพาอาศัยกัน จึงอยากให้กำลังใจท่านที่ฟัง เราอยากจะพูดในเชิงของภาคธุรกิจ แต่ในทุกภาคเลย แม้แต่พุทธกิจ ก็ต้องทำงานเร็ว ต้องเปลี่ยนวิธีการ ต้องหาเทคนิค เช่น การใช้เทคโนโลยี ที่จะทำให้เกิดปาฏิหาริย์แห่งการเปิด เพราะต้องมีสติ มันเกิดปาฏิหาริย์แห่งการเปิดค่ะ


แม่ชีปรารถนา


เท่าที่ได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดกับคุณแม่ ประมาณ 10-11 เดือนที่นี่ก็ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์จริงๆ แต่ก่อนมีการบวชแค่เดือนละครั้ง แต่วันนี้เห็นคนที่มาบวช ต้องบอกตรงๆ ว่า จะมีเรื่องของการว่างงาน การรอคอยงาน หรือรอคอยการกลับไปอีกประเทศหนึ่ง หรือบางคนมีอาการซึมเศร้า คนแหล่านี้มีมากขึ้นจริงๆ แล้วเราต้องปรับเปลี่ยนการบวชสาวิกาเป็นเดือนละ 2 ครั้ง แทนที่จะเป็นเดือนละ 1 ครั้ง แล้วบางครั้งต้องมีการสอนแบบ Zoom คือคุณยายอยู่หุบเขา แล้วคนปฏิบัติธรรมอยู่ทางนี้ เนื่องจากจำกัดการเดินทางบ้าง เพราะฉะนั้นทางพุทธกิจ จะต้องปรับตัว ส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับทางพุทธกิจจะช้าๆ ใจเย็นๆ แต่เราต้องอย่าลืมว่า บริษัทเราเก่าแก่ที่สุดในโลก 2564 ปีมาแล้ว ยังไม่มีบริษัทไหนเก่าแก่กว่าเราเลย เพราะฉะนั้นเราต้องปรับเปลี่ยนตัวมาได้เรื่อยๆ


และอีกตัวอย่างทางภาคธุรกิจ จะต้องให้คุณแม่ลองให้สติ บางทีเรื่องการรักษาหน้าก็จะเห็นกันอยู่เยอะ เช่น อยากจะได้ เขาเพิ่ง Bid กันไป อยากจะได้ซุปเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่เขาจะขายที่ลอนดอน เขาก็เปิด Bidกันเป็นแสนล้าน แล้วเวลา Bid กันทีไร คนจะลืมนึกถึงมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจนั้น แล้วจะเสียหน้าไม่ได้นะ ต้องได้ แต่ที่ผ่านมานี้คงคำนวณกันจริงๆ แล้ว แต่ก็มีตัวอย่างที่เวลาที่ไป Auction มีสติไหม สมมุติว่าเราอยากจะได้รถยนต์คันนี้มาก Auction ก็เคาะกันไป ทั้งๆที่มูลค่ามันแค่นี้ แต่เวลาคนนั้น Bid แข่งกับเรา รู้สึกสนุก มันเหลือเกิน เคาะๆไปเรื่อย รถยนต์คันเดียวแทนที่จะ 60,000 บาท ขึ้นไป 600,000 บาท ตอนที่เคยไปเรียนที่เมืองนอก อาจารย์เอาแบงค์ร้อยดอลลาร์ จะ Bid 100 ดอลลาร์ เคาะ 5 ดอลลาร์ เริ่มแล้ว แบงค์ 100 ทุกคนก็อยากได้ แล้วอาจารย์บอกว่า ราคาเริ่มต้นแค่ 10 เหรียญเอง เขาบอกว่าขึ้นครั้งละ 5 เหรียญ แต่คนที่ได้ต้องจ่ายนะ คนก็เคาะกัน 10 -15-20-25-30 ไปจนถึง 95 100 คุณควรจะหยุด เพราะมูลค่าจริง 100 ดอลลาร์เท่านั้น พอเคาะ 105 อีก อีกคนก็สนุกต่อ 110 - 115 ไปจนถึง 3,000 เพราะอะไร เพราะกฎของเขาคือสมมุติเรา Bidได้ เราจ่าย 3,000 เราได้ 100 ดอลลาร์ คนที่ Bid ได้รองจากเรา ก็ต้องจ่ายด้วย เพราะฉะนั้นไม่มีใครอยากเป็น 2,995 คน Bid จะได้กำไรอยู่ดี ฉะนั้นพอถึง 100 คนที่ Bid 100 ก็ได้ 100 แต่คน 95 ไม่ได้ แต่ตัวเองต้องจ่าย เลยต้องไปเป็น 105 เป็น 110 100 ดอลลาร์สุดท้าย 3,000 เหรียญ ไม่ยอม คนได้คนเดียวคือคนขาย ขาย 100 เหรียญ ได้ 3,000


ดร. ณัฐวุฒิ

จากที่แม่ชีศันสนีย์และแม่ชีปรารถนา เล่าให้ฟังเรื่องพุทธกิจ เห็นชัดมาก สมัยที่ยังไม่ได้มีอะไรเลย แต่สิ่งที่เห็นคือ ท่านแม่ชีมีความตั้งใจ เลี้ยงไก่ก็ไม่เคยเลี้ยง ปลูกผักก็ไม่เคย พลิกแผ่นดิน พลิกภูเขาเลย สัมผัสได้ ถ้าตั้งใจ แผ่นดินทั้งแผ่น ก็พลิกได้


แม่ชีศันสนีย์


ตอนนี้มีคนบอกว่า คุณยายแม่ชีกายสิทธิ์ ย้ายภูเขาได้ทั้งลูก เปล่าเลย ไม่ใช่ แต่ธรรมะศักดิ์สิทธิ์ สำหรับคุณยายแล้ว ธรรมะศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์เท่ากับการทำหน้าที่อีกแล้ว ถ้าเราจะอดตาย แล้วเราถือคัมภีร์ไว้ แล้วเราอดตาย พระผู้มีพระภาคเจ้าคงไม่บอกว่าเราเป็นทีมกับพระองค์ท่าน จริงๆ นั้นธรรมะศักดิ์สิทธิ์ และเราทำหน้าที่ ใครจะยอมอดตาย

“คนที่ไม่ยอมอดตายจะเป็นคนที่สามารถวางแผนได้ว่าเราต้องพึ่งตัวเองได้ เราซื้อกินไม่ได้ เราสร้างได้ เราสร้างว่ามีสุขได้ เพราะฉะนั้นเสกแบบไม่ซื้อ ยกเว้นคนเงินเยอะๆ คนที่ไม่มีเงินก็ต้องกลับมาสร้างหมด อยู่ที่สติ ที่จะสุขเมื่อสร้าง และจัดการในเรื่องพื้นฐานสาธารณูปโภค ปลูกหัวใจพระโพธิสัตว์ ปลูกป่า ดิน น้ำ ลม ไฟ ต้องลงทุนเรื่องนี้ด้วย”

ดังนั้นจะเห็นแม่ชีทำปุ๋ยเองแล้ว เราปลูกป่าอย่างเดียวไม่ได้ ต้องปลูกชีวิตก่อน องค์ประกอบอะไร คือชีวิต เราก็ต้องมาตีความเรื่องนี้ ในฐานะที่ไม่ใช่ภาคธุรกิจ เราเป็นภาคพุทธกิจ รู้เลยว่าองค์ประกอบของชีวิตคืออะไร ตั้งแต่อาหาร ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค จะอยู่กันอย่างไร ที่ทำให้ชีวิตของเราเข้มแข็ง มีสติ คุณยายก็ต้องวางแผน สุดท้ายที่สำคัญคือปลุกหัวใจพระโพธิสัตว์ ปลูกหัวใจของผู้รับใช้

“เมื่อเกิดโควิดนี้ ปลูกหัวใจของพระโพธิสัตว์เกิดขึ้นมาก เพราะไม่เคยกลัวความยากลำบาก คนที่เคยสบายชิวๆ พอสิ่งที่เคยมีหายไป อยู่ไม่ได้เลย ลดเพดานตัวเองก็ไม่เป็น ไม่เคยทำอะไรที่ทำให้ตัวเองสามารถมีปัจจัย 4 เพราะมัวแต่หาเงิน พอเงินหายไปเลยไม่มีสติ เป็นคนที่ไม่มีความสุข เราต้องฝึกหัวใจคน ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ไม่กินคนเดียว ไม่รวยคนเดียว แต่เป็นเศรษฐี หุบเขาพระโพธิสัตว์จึงเป็นชุมชนคนเศรษฐี”

หลายคนบอกว่า คุณแม่ไม่หวงหรอ จะพูดเรื่องนี้บอก คนมีศีลธรรม ทำทานได้ เป็นเศรษฐีได้ทั้งนั้น ตราบใดที่ใจที่เรามีปัญญา เราสามารถที่จะเป็นชุมชนคนเศรษฐีได้ ฉะนั้นเวลาที่เราบอกว่า เราจะปลูกหัวใจพระโพธิสัตว์ เราต้องปลูกการให้ของเราด้วย เพราะฉะนั้นอยากให้มีชีวิตอย่างตัวอย่างที่อยู่หุบเขาพระโพธิสัตว์


ท่าน ว.วชิระเมธี


เรื่องสตางค์ เป็นเรื่องสำคัญ พระพุทธศาสนาท่านไม่ได้มองข้าม นอกจากไม่มองข้ามแล้ว ท่านสอนให้เรารู้จักใช้ด้วย

“พระพุทธเจ้าสอนให้เรา หาสตางค์ เก็บสตางค์ ใช้สตางค์ และรู้ทันอันตรายของสตางค์ และยืนเหนือสตางค์ขึ้นไป”

ฉะนั้น พระพุทธศาสนาท่านสอนไว้หมดแล้วว่าจะหาเงินหาทองอย่างไร จะใช้เงินใช้ทองที่หาได้ จะเก็บอย่างไรก่อน หาแล้วเก็บเป็น ใช้ให้เป็น และและรู้ทันด้วยว่าสตางค์มีพิษสงเคลือบอยู่อย่างไร ต้องรู้เท่าทัน เหมือนกับเราใช้เทคโนโลยี ที่มีคุณ มีโทษอยู่ในตัว แต่สุดท้ายท่านบอกว่า เมื่อเห็นทุกแง่ทุกมุมของสตางค์แล้ว อย่าไปยึดติด ให้ลอยตัวอยู่เหนือเงิน เหมือนกามมหาเศรษฐี เอาเงินไปหอม จนสูงท่วมหลังเท้าพี่ของเจ้าชายเชต แล้วสร้างวัดเชตวันถวายพระพุทธเจ้า หรือนางวิสาขามหาอุบาสิกา เอาชุดมหาลดาปลาสาธน์ไปขาย ได้เงินมามหาศาล ว่ากันเป็น 100 ล้าน แล้วก็ไปซื้อที่สร้างบุพพารามถวายพระพุทธเจ้า เศรษฐี 2 คน หาเงิน เก็บเงิน ใช้เงิน รู้ทันพิษสงของเงิน สุดท้ายลอยพ้นเงินตราขึ้นไป ไม่ถูกเงินฉกกัด ในที่สุดจึงเป็นอมตะ คู่เคียงกับพระพุทธเจ้า ทั้งสองได้ถือว่าเป็นเศรษฐีในยุคพระพุทธกาล


เพราะฉะนั้นทั้ง 2 ท่านเป็นตัวอย่างว่า ถ้าคุณหาเงินได้มาโดยชอบ คุณใช้ให้เป็น แล้วคุณรู้ว่าอันตรายของมัน เอาเงินนั้นมาช่วยเหลือจุนเจือสังคม แล้ววันหนึ่งตัวเองก็ลอย พ้นเงินพ้นทองนั้นไป กลายเป็นนักปฏิบัติธรรม ทั้งคู่เป็นพระโสดาบัน และเป็นพระโสดาบันที่จะทำธุรกิจ พูดสั้นๆว่า “โลกก็ไม่ช้ำ ธรรมก็ไม่เสีย” นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า

“เงิน ถ้าใช้เป็นแล้วมันเป็นคุณ ถ้าใช้ไม่เป็นถึงจะเป็นโทษ เงินนั้นมีสภาวะเป็นกลางสำหรับเราทุกคน จะดีจะชั่วขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนใช้ และใช้ด้วยท่าทีอย่างไรนี่คือท่าทีของเงินในมุมพุทธ”

แม่ชีศันสนีย์


ต้องบอกว่าตอนนี้คนฟังตามท่านมา 200 เลย มีลูกศิษย์เศรษฐีตามมา ทำหน้าที่โดยอริยทรัพย์ ขุมทรัพย์อีกทีหนึ่ง เป็นเรื่องที่ประเสริฐมาก คือถ้าเรามีอริยทรัพย์ ก็มีสติเป็นอริยทรัพย์ ทุนทรัพย์ พูดได้เลยว่า เรารู้จักหา ถ้าเราไม่หา เราก็สร้างเสถียรธรรมสถาน 2 ต่อไม่ได้

“จริงๆ แล้วสิ่งที่มีค่าที่สุดคือ การจาคะ การเสียสละการเห็นแก่ตัว เมื่อเราสละความเห็นแก่ตัว เราถึงจะมาทำอะไรที่จะรับใช้พระธรรมคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา สัมมา สัมพุทธเจ้า”

แล้วเราก็รู้ว่า การทำอย่างนี้ ธรรมคุ้มครองเรา คนที่เจริญสติ สติจะคุ้มครองเรา เพราะฉะนั้น คนที่มีสตางค์ก็มีสติ มีโครงการหาสตางค์ด้วย สตางค์ก็กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่จะอำนวยให้เราสามารถออกไปเป็นเศรษฐี ที่จะให้กับทุกคนได้ หรือในกรณีที่จำเป็นในกรณีนั้นๆ อันนี้ เป็นสิ่งที่งดงามมาก


แม่ชีปราถนา

ในโลกของการทำงาน ที่คุณแม่เคยบอกว่า ลงทุนในเหตุ และไม่ต้องดูเรื่องผล เพราะว่าลงทุนในเหตุแล้ว ผลก็จะตามมาเอง แต่จริงๆแล้วเวลาเราบริหาร จะต้องมี Budget ต้องมีแผน มี KPI เลยค่อนข้างสับสนว่าควรปฏิบัติอย่างไร เพราะหากไม่มีเป้าหมาย นักธุรกิจก็ไปลำบาก จึงไม่รู้ว่าควรจะดำรงสติในเรื่องนี้อย่างไร


ท่าน ว.วชิระเมธี


จริงๆ นั้น ง่ายๆ เลยคือทำเหตุให้มาก ปล่อยวางในผล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำเหตุอย่างเดียว แล้วไม่คาดหวังผล แต่ความหมายลึกๆ ของประโยคนี้ คือ

“เราทำเหตุ คือจัดสรรสภาพแวดล้อมให้ดีที่สุด ถ้าเราจัดสภาพแวดล้อมวางแผนให้ดีที่สุด บริหารจัดการให้ดีที่สุด อันนี้คือทำเหตุให้มาก ถ้าทำเหตุให้มาก ให้ถูกต้องแล้ว เดี๋ยวอย่างไรผลก็ออกมาดี”

นี่คือความหมายของคำว่า ทำเหตุให้มาก ปล่อยวางในผล เพราะฉะนั้น เราจะวางแผน จะทำ KPI ทำ SWOT เป็นต้น ก็ยังอยู่ในเรื่องของการทำเหตุ ถือว่าไม่ได้ขัดแย้งกัน

“การวางแผนทั้งหมด กระบวนการบริหารจัดการทั้งหมด คือการทำเหตุ ถ้าเราบริหารจัดการให้ดี ผลลัพธ์ก็มีโอกาสสูงมากที่จะออกมาดี”

ฉะนั้น ทำเหตุให้มาก จึงหมายรวมถึงการบริหารจัดการทั้งหมด ถ้าทำตรงนี้ดี ผลจะดีตามมา ดังนั้นพูดตรงๆ ก็ไม่ได้ขัดแย้งกัน


ดร. ณัฐวุฒิ


ชาวพุทธอาจจะเข้าใจผิดในระดับหนึ่ง คือ การหาสตางค์ หลายคนจะมองว่าเป็นเรื่องผิด คือคนมีศีลมีธรรม การหาสตางค์ เป็นเรื่องไม่ควรจะเอามาคุยกัน กราบเรียนถามท่านว. ว่า กิจในการทำหน้าที่ในทางโลก มีมุมมองอย่างไร อะไรเป็นสิ่งซึ่งเหมาะสม ไม่มากไป ไม่น้อยไป


ท่าน ว. วชิระเมธี

“พระพุทธองค์ บอกว่า ให้เรารู้จักหาเงิน รู้จักเก็บเงิน รู้จักใช้เงิน รู้จุดอ่อนของเงิน แล้วสุดท้ายเป็นอิสระจากเงินขึ้นไป”

อันนี้คือท่าทีของเราต่อเงิน เมื่อลงรายละเอียดจะเห็นว่า

“พระพุทธองค์ไม่เพียงแต่สอน ให้เราหาเงินเท่านั้น แต่ยังสอนการใช้เงินด้วย การขยันหา รักษาดี มีกัลยาณมิตร ใช้ชีวิตพอเพียง 4 ข้อนี้คือหลักการหาเงิน”

ท่านไม่ได้บอกว่าเงินไม่จำเป็น เงินเป็นยาพิษ ท่านไม่ได้พูดตรงๆ ท่านบอกว่า รู้จักหา รู้จักเก็บ รู้จักใช้ รู้จักบริหาร คำที่ท่านใช้เป็นอย่างนี้ ชุดที่ 1 ขยันหา รักษาดี มีกัลยาณมิตร ใช้ชีวิตพอเพียง


ชุดที่ 2 ทรงสอนเรื่องการลงทุน สมมุติมีเงิน 100 บาท สอนให้แบ่งเงินเป็น 4 ส่วน หรือ 4 กอง กองละ 25 บาท เงินก้อนที่ 1 เอาไว้กินไว้ใช้ 25 บาทก้อนที่ 2, 3 เอารวมกัน ลงทุนทำธุรกิจทำมาค้าขาย เอาเงินไปต่อเงิน และก้อนที่ 4 เก็บไว้เพื่อความมั่นคงของชีวิต คุณต้องมีเงินฝาก นี่เป็นหลักการบริหารจัดการเงิน

ย้ำอีกครั้งหนึ่งก้อนที่ 1 จำนวน 25 บาท เอาไว้จับจ่ายใช้สอยรายวันเลี้ยงครอบครัว ให้กินอิ่ม นอนอุ่น อีก 25 บาท ก้อนที่ 2 ,3 รวมเป็น 50 บาท เอาไปลงทุน ไม่เช่นนั้นเงินจะไม่งอก เอา 100 บาทเก็บใส่ลิ้นชักไว้ ล็อคกุญแจอย่างดี 1 ปีผ่านไปดึงออกมาดู 100 บาทเท่าเดิม แต่ถ้ามี 100 บาท เอาไปลงทุนบิทคอยด์ ตอนนี้แสนหนึ่งก็ 2 ล้านเข้าไปแล้ว ก็มีเงินมหาศาล ลงทุนไป ขออย่างเดียวขอให้เป็นสัมมาอาชีวะ อาชีพที่สุจริต ท่านไม่ได้ห้าม เพราะถ้าท่านห้าม วิสาขาอุบาสิกา และ อนาถบิณฑิกเศรษฐี คงไม่ได้ใกล้กับพระพุทธเจ้าหรอก เพราะ 2 คนนี้เป็นเจ้าสัวแห่งพุทธกาล รวยมากๆ บริจาคทานทุกวันใน 4 มุมเมือง ทำตลอดชีวิต เงินก็ยังไม่หมด เพราะฉะนั้นท่านไม่ได้มองเงินว่าเป็นสิ่งเลวร้ายอะไร แต่ท่านมองว่า รู้จักหา รู้จักเก็บ รู้จักบริหาร แล้วที่เหลือไปจุนเจือสังคม และสุดท้ายท่านบอกว่า เอาเงินนี้เก็บฝากไว้เป็นเงินคงคลังบ้าง เจ็บไข้ได้ป่วย เดือดร้อนขึ้นมา จะได้เอามากินมาใช้ทันท่วงที นี่คือประเด็นที่ 2


ประเด็นที่ 3 ท่านพูดอีกว่า ถ้าเรามีเงินมีทอง ต้องรู้จักใช้ ครั้งหนึ่งมีพระรูปหนึ่งไปขอลาสิกขา พระพุทธองค์ถามว่า เธอสิกขาไป จะไปทำอะไร หม่อมฉันจะไปแต่งงาน ทำธุรกิจ และพระองค์ท่านถามว่า เธอมีเงินเก็บเท่าไหร่ พระรูปนั้นบอกว่ามี 100 พระองค์บอก ไปเอาก้อนกรวดมา 100 ก้อน เธอลองแบ่งงมา 10 ก้อนเอาไปซื้อที่ 10 ก้อนเอาไปทำสวน 10 ก้อนเอาไปขอเจ้าสาว อีก 10 ก้อนเอาไปฝาก เงินยังไม่ทันหมด 100 เหรียญนะ ปรากฏว่าแผนของพระรูปนั้นมีมากเกินกว่าเงิน 100 บาท สอนไปสอนมา พระไม่ได้สึกเลย นี่คือพระพุธองค์ท่านสอนพุทธเศรษฐศาสตร์เลย สอนบัญชี


จาก 3 เรื่องที่ผ่านมา จะเห็นว่า จริงๆ แล้วพระพุทธศาสนา ท่านมองด้วยท่าทีที่สร้างสรรค์ ไม่มองว่าเป็นเรื่องเลวร้ายอะไร แต่ในเมืองไทย พอพูดถึงเงิน รู้สึกอคติแล้ว พอเราอคติกับเงิน เราก็พลอยมองคนรวยว่า คนรวยไม่ดี เห็นคนรวยแล้ว หมั่นไส้ทันที จริงๆ คนรวย ถ้าเขารวยมาอย่างถูกต้อง ก็ควรอนุโมทนากับเขา เช่น คนรวยแล้วบริจาคมหาศาล เช่น นายแอนดรูว์ คาร์เนกี้ (Andrew Carnegie) ในสมัยโบราณเศรษฐียุคต้นๆ ของสหรัฐอเมริกา เป็นคนรวยคนแรกๆ ของอเมริกา ที่มีเงินหลักหมื่นล้าน แสนล้าน ผู้ชายคนนี้บอกว่า

“การที่เศรษฐีตายไปอย่างมั่งคั่ง คือการตายอย่างอัปยศ การตายพร้อมเงินมหาศาล ผมจะไม่ตายอย่างนั้น”

ฉะนั้น เขาจึงบริจาคเงิน สร้างห้องสมุดไว้ทั่วโลก ทุกหนทุกแห่ง เราจะเห็นห้องสมุดที่มีชื่อว่า ห้องสมุด Carnegie รวมทั้ง Carnegie Hall และอื่นๆ ผู้ชายคนนี้สร้างห้องสมุดไว้ทั่วโลกหลายร้อยแห่ง ฉะนั้น แกตายไปแล้วทุกวันนี้ แต่มหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกยังมีห้องสมุดของแก และมหาวิทยาลัย ที่ประธานาธิบดี Joe Biden เป็นศิษย์เก่า ก็มีห้องสมุดคาร์เนกี้ มี Carnegie Hall นี่คือตัวอย่าง ถ้าคุณรวยโดยสุจริต เงินนั้นจะรับใช้คนได้มหาศาล เหมือนที่โยมแม่ พูดมาตลอดว่า หาเงินให้ถูกต้อง แล้วพออยู่ พอกินแล้วก็เอาเงินนั้นไปรับใช้สังคม นี่คือท่าทีเกี่ยวกับเงิน


แม่ชีศันสนีย์


อันนี้เรื่องจริง ถ้าเกิดว่าเราไม่มีลูกศิษย์ เป็นเศรษฐี เราก็ไม่สามารถที่จะทำสิ่งที่ยากได้ มีหลายคนถามว่าคุณแม่ทำได้เหรอ มันยากนะ เราตอบง่ายมากเลยว่า ไม่ได้พูดเรื่องยาก เรื่องง่าย แต่พูดเรื่องทำได้ คนที่ทำได้ต้องมีเศรษฐี แล้วมีลูกศิษย์ลูกหาที่จะทำให้ ตั้งปณิธาน หรือมีทิฐิเสมอกัน จะสามารถทำให้คนที่กล้าที่จะให้มากกว่าหวง พวกหวงจะเป็นพวกที่ไม่กล้าลงทุน เวลาเรามีลูกศิษย์เศรษฐีมารวมกันมากๆ นั้น จะไม่มีคนอย่างใดหนักหรือแบกภาระ แต่เหมือนมาแชร์ร่วมกัน เคารพกัน เราให้โอกาสเกื้อกูลกัน แล้วเราก็ผ่านสถานการณ์ที่เรามีศีลเสมอกันแบบที่นึกถึงคนอื่นด้วย

“เราไม่เป็นน้ำบ่อกว้างที่ใส่อะไรๆ เข้ามา แล้วก็ถมไม่เต็ม แต่เรากลายเป็นน้ำบ่อตื้น ให้เราทำตัวเหมือนน้ำบ่อตื้น เมื่อมีอะไรผ่านเข้ามาแล้วให้ส่งต่อไป เราจะได้น้ำขึ้นมา แล้วผ่านออกไปเป็นน้ำที่ใสสะอาด”

ฉะนั้น การที่จะทำให้เราชุมชนคนเศรษฐี เป็นชุมชนของการทำงานหนักอีกครั้งหนึ่ง มีคนที่คิดอย่างนี้หลายคนมาอยู่รวมกันในหุบเขาโพธิสัตว์ ยกตัวอย่างเช่น การบวช เศรษฐีที่มาบวช หลายคนคือคนที่ทำมาหากิน คนขยันขันแข็งในต่างประเทศ ตอนนี้หลายคนกลับเมืองไทยแล้ว เพราะอิ่มแล้ว และอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจ ก็เอาสตางค์ที่ขายทรัพย์สินของเขามาลงทุน เขาก็แบ่งการใช้เงิน และก็มาลงทุนที่ฝังไว้ในแผ่นดินนี้ ทำให้เราเชื่อมั่น


การเป็นนักลงทุนคืองานของมนุษย์ มนุษย์จะต้องไปลงทุน และเป็นนักลงทุนในกฎแห่งกรรม อย่ามัวแต่ผิดหวังกับชะตากรรม เพราะเมื่อไม่ได้ลงทุนแล้ว คุณก็ผิดหวังกับการที่ไม่ได้ลงทุน

“เพราะฉะนั้น การบริหารทุน คือการบริหารพฤติกรรม และเมื่อบริหารพฤติกรรม จากการแบ่งสิ่งของของเรา อย่างมีอริยะ ที่จะเป็นดั่งสารถีพาไปยังหุบเขาโพธิสัตว์”

ดังนั้นจะเห็นว่า หุบเขาโพธิสัตว์ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เป็นเรื่องที่นักลงทุนมาช่วยกัน เด็กตัวเล็กๆ เด็กปกาเกอะญอ ที่กำลังมีเรื่องกันที่บางกลอย มาเป็นนักเรียนทุนของเรา แทนที่เราจะมอบเงิน แต่เรามอบวิชาการ เขาจะต้องกลับไปเป็นเจ้าของฟาร์มได้ เขาต้องลงทุนอย่างไร เราให้วิชาลงทุนกับเด็กปกาเกอะญอ ดิน น้ำ ไฟ ลม ในป่า เพื่อที่เขาจะไม่ไปเผาป่าอย่างที่ทำตามๆ กันมา แล้วไปทำลายเพื่อจะได้ แต่ต้องสร้างสรรค์เพื่อจะได้ อย่างนี้เรียกว่า เศรษฐี คนที่สร้างสรรค์เพื่อให้ได้มา และการได้มาเป็นบรรพบุรุษที่หุบเขาโพธิสัตว์ เป็นเหมือนการบริหารมรดกกรรม ให้เป็นมรดกโลก

“เพราะเราเชื่อว่าตรงนั้นเป็นการทิ้งพฤติกรรม ที่เป็นการทิ้งตัวตนด้วย เมื่อทิ้งตัวตน ทิ้งอัตตา เราทำงานใหญ่เพราะเราตัวตนเล็ก แต่งานเราใหญ่ ไม่ต้องแบกไว้”

จึงเป็นเหมือนกับการเกิดในรอบของโควิดที่เข้ามา แล้วเราก็เร็วมาก เป็นความเร็วที่มีความตั้งมั่นอยู่ด้วยสติปัญญา เป็นความเร็วที่ไม่ร้อนรน และกล้าที่จะลงทุน เราเรียกชุมชนของเราว่า ชุมชนคนเศรษฐี ตั้งแต่โสดาบันไปเลย

“เราตั้งหลักเลยว่าถ้าเรามีศีล มีธรรม เรารู้จักให้ เราสุขเมื่อสร้าง เราไม่ได้สุขเมื่อเสพ เราสุขเมื่อเราได้ให้ด้วย”

จะทำให้คนที่มองธรรมะไม่มองว่าการรักษาศีลเป็นเรื่องเชย การเจริญภาวนาเป็นเรื่องล้าหลัง หรือการใช้ปัญญาในการคิดในเรื่องการทำมาหากิน เป็นเรื่องที่พระพุทธศาสนาทำไม่ได้


ดังนั้น จึงพบว่า สิ่งที่พระอาจารย์พูดนั้น โยมไม่ปฏิเสธเลย เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องที่ทำได้ และเป็นเรื่องที่ควรทำ เราควรต้องขอบคุณลูกศิษย์ของเราด้วยว่าฉลาดและไม่ขาดปัญญา


ท่าน ว. วชิระเมธี


เราควรจะส่งเสริมให้นักธุรกิจ เข้ามาด้วยปัญญาในการทำธุรกิจ ถ้าท่านทำธุรกิจด้วยปัญญาแบบไหน ทำให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน พอตัวแล้ว ก็เอาปัญญาชนิดนั้นมารับใช้เพื่อนมนุษย์ ให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เพราะนักธุรกิจมักจะมีหัว (ปัญญา) ในการบริหารจัดการดี เพียงแต่ว่าเปลี่ยนจากหัวที่เคยได้รับใช้การหาเงินหาทองนั้น มารับใช้พระธรรม มารับใช้เพื่อนมนุษย์


ดร. ณัฐวุฒิ


วันนี้ที่อยู่กับโควิดมา สู้รบกันพักใหญ่ ดูเหมือนสติกำลังอ่อนลง สตางค์ก็ร่อยหรอไปเยอะ มีข้อคิด ซึ่งเป็นหลักยึด พอให้ใคร ที่อยู่ในภาวะซึ่งสติ เหมือนจะไม่ได้อยู่กับตัวมากแล้ว สตางค์ก็หมด ควรเริ่มอย่างไรดี มีข้อคิดอย่างไรบ้างครับ?


ท่าน ว. วชิระเมธี


อันดับแรก ให้กลับไปหาพระพุทธเจ้าก่อน พระพุทธเจ้าเตือนเรามาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่า ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง สัพเพสังขารา แปลว่าใดๆในโลกล้วนอนิจจัง เพราะฉะนั้น วันหนึ่งเคยไปมาหาสู่กัน เคยนั่งเครื่องบินกันเป็นว่าเล่น จังหวัดต่างๆ ติดต่อปฏิสัมพันธ์ ทำธุรกิจก็ทำได้หมด แล้ววันหนึ่งเราก็ต้องมีการล็อคดาวน์ และ State Quarantine และ Work from Home ที่ไม่เคยเกิดขึ้น

“เราอย่าไปคิดว่า มันไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แท้จริงแล้ว อะไรที่เราคิดไม่ถึงว่ามันเกิดขึ้นมีสิทธิ์เกิดได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง”

กลับไปหาพระพุทธเจ้า ท่านสอนเรื่องอนิจจังไว้ ความไม่เที่ยง มีสิทธิ์เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

“การที่เรามีชีวิตอยู่ คือเรากำลังโล้ชิงช้าของความไม่เที่ยง โล้ไปโล้มา ไม่มีหรอกชิงช้าของความเที่ยง เพราะฉะนั้น เราต้องเข้าใจธรรมดาของชีวิต คือการโล้ไปโล้มาอยู่ระหว่างชิงช้าของความไม่เที่ยง จากฝั่งโน้นมาฝั่งนี้ จากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้น อันนี้ให้ถือว่าเป็นธรรมดาโลก ชีวิตคือการโล้ชิงช้าความไม่เที่ยง”

ประเด็นที่ 2 รีบวางหัวโขน อย่าไปยึดติดถือมั่นว่า ฉันเคยทำงานยิ่งใหญ่ เคยเป็น CEO เป็นกัปตันการบินไทย ไม่มีทางที่จะไปทำมาหากินอย่างอื่น ถ้าใครยึดติดหัวโขนเช่นนี้จะไปต่อไม่ได้ นาทีนี้เราต้องรู้ว่า ถ้าเราเคยเป็นทหาร ทหารภูมิใจมาก ได้สวมเกราะ ได้ถือดาบมีอาวุธหนักในมือ แต่ถ้าเราไปรบในสภาวะที่วิกฤตมากๆ หิมะก็ตก ฝนตก น้ำไหลหลาก อากาศหนาว แล้วเรายังจะสวมเกราะเต็มที่เดิมลุยน้ำ เราจะตายเพราะเกราะของเรา

“นักรบที่ชาญฉลาด จึงรู้ว่าเมื่อไหร่จะสวมเกราะ แล้วเมื่อไหร่จะถอดเกราะ เช่นเดียวกัน คนที่ฉลาดต้องรู้ว่า เมื่อไหร่จะสวมหัวโขน เมื่อไหร่จะถอดหัวโขน”

นาทีนี้เราต้องยอมทิ้งศักดิ์ศรี ต้องยอมทิ้ง Comfort Zone อาชีพอะไรที่พอจะทำได้ ทำเลย ถ้าไม่อย่างนั้นจะอดตาย ยึดติดถือมั่น ไม่กล้าทำอาชีพนั้น ไม่กล้าทำอาชีพนี้ เพราะเราเคยยิ่งใหญ่ เดี๋ยวคนจะว่า เดี๋ยวคนจะมอง เลิกเลยนะ

“หัวโขนเป็นสิ่งสมมุติ แต่ชีวิตเป็นของจริง นาทีนี้รักษาชีวิตเอาให้ได้ก่อน”

ประเด็นที่ 3 กรุณาจมให้ลง เคยกินอยู่หรู กินสบาย ใช้ชีวิตแบบมีระดับ ไฮโซหรูหรา ต้องเลิกให้หมด จมให้ลง กลับมาเป็น Back to Basic อยู่ง่าย กินง่าย ฝึกนิสัยอย่างพระ ใช้ชีวิตง่ายๆ อย่ามีเงื่อนไขในชีวิตเยอะ

“น