ค้นหา

ห่วงใย Inspired: องค์ประกอบขอบชีวิต และครูที่แท้จริง - ครูเล็ก ภัทราวดี มีชูธน



วันศุกร์ที่ 3 กค. 2563 นี้ เวลา 10.00-11.00 น.

หัวข้อ “Unlearn and Relearn: On the path to holistic learning”

แขกรับเชิญ-ครูเล็ก คุณภัทราวดี มีชูธน ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ละครเวที ภาพยนตร์)

ดำเนินรายการโดย-ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ CEO-ADGES & Content Director ห่วงใย Thai Business


ห่วงใย Inspried ครั้งนี้จะได้มาเรียนรู้มุมมองการจัดการของครูเล็ก คุณภัทราวดี มีชูธน ศิลปินแห่งชาติ ที่สถานการณ์โควิด-19 ทำให้เกิดการ Unlearn and Relearn เรื่องอะไรบ้าง พร้อมกับได้ฉายภาพของศิลปศาสตร์ถือเป็นศาสตร์สำคัญที่ล้วนแล้วเป็นองค์ประกอบชีวิตของเราทั้งสิ้น


Part 1 : องค์ประกอบของชีวิต

มองสถานการณ์โควิด-19 อย่างเข้าใจ ว่าต้องใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร


โควิด-19 มาตรงกับช่วงที่โรงเรียนปิดพอดีและส่งเด็กๆ กลับบ้านหมด ซึ่งปัจจุบันอายุ 72ปี ถือว่าผ่านวิกฤตมาเยอะ จึงไม่ได้มีความตกใจ และแต่ละวิกฤตมีความแตกต่างกัน แต่ครูถูกสอนมาว่ามีวิกฤตเกิดอะไรขึ้น ถ้าคิดอะไรไม่ออก อย่าตกใจ ให้นั่งนิ่งๆ นอนพักก่อน เดี๋ยวผ่านไป 2-3 วัน เดี๋ยวก็คิดออกเอง การที่คิดไม่ออก เพราะเรายังขี้เกียจคิด


ที่ผ่านมาเป็นคนที่ทำอะไรย้อนศรคนอื่นตลอด เวลาที่คนอื่นเขาหยุด ดิฉันจะลงทุน แล้วก็ทำอย่างนี้มาเรื่อยๆ แล้วมันก็ดี เพราะเวลาหยุดเรา มีทั้ง มีสมอง เพื่อนฝูงที่หยุดเขาก็จะว่างมาช่วยเรา เพราะปกติเราจะทำงานคนเดียวไม่ได้ ต้องพึ่งพาสติปัญญาหรือสมองจากคนอื่นด้วย


“นอนเล่น 2-3 วัน เอาแรง และดีใจมากที่ครูกลับบ้านไม่ได้เพราะถ้ากลับบ้านไปก็ต้องโดนกักตัวจึงอยู่ที่นี่กันหมด ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่บุคลากรอยู่พร้อมหน้ากันในรอบกว่า 10 ปี เพราะทุกคน ทั้งครูหรือคนงานไปไหนไม่ได้ จึงเริ่มใช้เวลาโควิด-19 เปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ตั้งแต่เปลี่ยนหลักสูตร เปลี่ยนหนังสือ เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนห้องเรียน เปลี่ยนที่พัก ทำครัวใหม่ เปลี่ยนเมนู เปลี่ยนที่เล่นกีฬาใหม่”


แล้วถามว่า เอาที่เงินที่ไหนทำ ก็คือเอาเงินที่เก็บไว้มาใช้ ตอนนี้เป็นโอกาสเอาเงินเก็บมาใช้ เปิดเทอมพอทำงานก็เริ่มเก็บเงินใหม่ การที่มีเงินเก็บไว้ไม่ใช้แล้วจะเก็บเงินไว้ทำไม ใช้เพื่อที่จะได้มีพัฒนาการ ใช้เพื่อที่จะมีความคิดก้าวหน้าไปเรื่อยๆ


“ถ้าเราเจอปัญหาขึ้นมา แล้วไปหยุดสต๊อป ยอมแพ้ในทุกเรื่องไม่ได้ แม้กระทั่งเรื่องคู่ครอง ลูก การที่เราไม่ยอมแพ้ไม่ใช่ว่าเราไปต่อสู้ พุทธศาสนาสอนว่า หนีทุกข์ก็ไม่พ้นทุกข์ สู้กับทุกข์ก็ไม่พ้นทุกข์ เพราะฉะนั้นต้องวางเฉย ใจเย็นๆ แล้วค่อยๆ แก้ปัญหาไป”

*ที่ดินกว่า 100 ไร่ ทำไมถึงเลือกที่จะมาพัฒนาเป็นโรงเรียนภัทราวดี ความจริงจะทำเรื่องเงินก็สามารถทำได้


ความจริงคุณแม่ของครูเป็นนักธุรกิจทำเรือด่วนเจ้าพระยา แต่แม่จะสอนว่า “เธอจะทำอะไรเธอต้องทำให้ดีที่สุด อย่างตอนรับงานเยอะ แม่ก็จะสอนว่าเลือกงานหน่อยนะ เราก็สงสัยว่า แม่เป็นนักธุรกิจแล้ว ยังต้องเลือกงานอีกหรือ แม่พูดมาว่า ศักดิ์ศรีและจุดยืนมันต้องมี ถ้าคิดว่าทำได้ดีก็ทำไป ถ้าคิดว่าไม่ก็อย่าทำ เพราะฉะนั้นใจมันต้องไปก่อน”นี่คือคำสอนจากนักธุรกิจ


“เวลาจะทำอะไรจะเลือกจากงานเป็นที่ตั้งว่า ต้องดีงาม ใจต้องอยากทำ ทำไปแล้วต้องช่วยในการพัฒนาสมองมีการเจริญเติบโต ไม่ใช่ทำแล้วได้เงินอย่างเดียวไม่เจริญเติบโต เพราะเงินมันกินไม่ได้ แต่สมองที่เจริญเติบโตจะทำให้เราทำงานอื่นๆ ได้เติบโตก้าวหน้าขึ้นไปและจะมีอนาคตที่ดีงาม เงินเดี๋ยวก็หมด เมื่อสมองเติบโตมากขึ้น อนาคตที่ดี เงินทองก็จะตามมา เพราะใจมันถึง”


“คนเราไม่ต้องฉลาดไม่ต้องเก่ง แต่ถ้าให้เวลา ให้ใจและความเท่าที่เรามี ทำไปพอมีปัญหาก็แก้ไขไป ไปอ่านหนังสือ ไปค้นคว้ามา เดี๋ยวก็เก่ง พอเจอปัญหาไปค้นคว้าแก้ปัญหาไปเรื่อย แต่มันจะไม่มีทางหยุด เหมือน 12 ปีที่ทำโรงเรียนมาก็ยังต้องแก้ปัญหาไปเรื่อย เพราะมีอะไรที่เราไม่รู้อีกเยอะ ถ้าเราเป็นน้ำที่เต็มแก้วแล้วก็จะไม่สนุก ต้องเป็นน้ำที่พร่อง เดี๋ยวมันก็จะกระเฉาะ ก็จะได้มีอะไรมาเติมเต็ม” 


ตอนโควิด-19 มีเวลาเยอะมา จึงเริ่มเรียนเปียโนออนไลน์จากยูทูป ตอนอายุ 72 ปี แล้วก็เรียนจระเข้ที่ทิ้งไปตอนอายุ 12 ปี ซึ่งดีกับนิ้วและสมอง ทำให้รู้ว่าการเรียนอะไรใหม่ตอนอายุ 72 ปี จำอะไรไม่ค่อยได้ แต่การจำอะไรไม่ได้ทำให้เราค้นหากระบวนการเรียนรู้ว่าทำอย่างไรง่ายต่อการที่ให้ร่างกายจะจำ ที่จะส่งการบ้านครูไม่อาย แต่ละคนมีวิธีไม่เหมือนกัน อย่างเรียนเปียโนเล่นไปเรื่อยๆ แต่กลับทำให้เราเข้าใจเด็กมากขึ้น เด็กที่เรียนอะไรไม่เข้าใจหรือจำไม่ได้ก็เหมือนเราตอนนี้ ทำให้เราคิดว่าแล้วจะช่วยเขาอย่างไร แนะนำเขาอย่างไร ให้เขาค้นหากระบวนการวิธีการจำ เอาสิ่งที่เรียนมาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ มันทำให้เราเข้าใจเทคนิค


Unlearn-Relearn เป็นสิ่งที่ครูเล็กเชื่อ


อายุเท่านี้ก็ยังไปเรียนเพิ่มเติม อย่าง Art Therapy ที่จุฬาฯ


“คนที่เป็นครูต้องเป็นนักเรียนถึงจะรู้ว่าหัวอกนักเรียนเป็นอย่างไร พอเราเป็นครูบ่อยๆ คอยให้คอยสอน แต่เราไม่เข้าใจในการเป็นผู้รับ ครูบางคนสอนไปนานๆ ก็จะหลงอำนาจคิดว่าเด็กๆ จะเชื่อฟัง ครูต้องกลับไปเป็นนักเรียน ต้องมีการโดนเอ็ดบ้าง”


ตอนไปเรียน ยังโดนครูเอ็ดเลย นี่! เป็นถึงครูบาอาจารย์แล้วยังพูดไม่รู้เรื่อง ทำให้เราเข้าใจ ขนาดเรายังพูดไม่รู้เรื่องแล้วเด็กล่ะ ขนาดเรายังแอบคุยกันเลย พอครูเตือนเรา เราก็จะได้ไปแนะนำเด็กได้ว่าไม่เป็นไรนะ เพราะครูก็เป็น เขาจะได้รู้ว่าเขาไม่ได้ผิดปกติ


Unlearn-Relearn ได้รับพูดถึงมากในโลกธุรกิจ แต่สุดท้ายก็ยังมีกรอบอยู่ ทำให้กระบวนการ Unlearn-Relearn ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แค่แต้มสี แต่ไม่ได้เป็นภาพใหม่ที่เข้าใจพนักงานระดับล่างที่ประสบ


ทำละคร ทำโรงเรียนก็เป็นธุรกิจ เพราะต้องบริหาร เมื่อก่อนมีปัญหาเยอะ ไม่ได้ดั่งใจ รู้สึกว่าลูกน้องพูดอะไรก็ไม่รู้เรื่อง การที่เรากลับไปเป็นนักเรียนก็พยายามไปหาวิธีการ และแม่ก็สอนว่าเราต้องเข้าใจว่าคนงานเขามีการศึกษาเท่านี้ จะให้เขามาเหมือนเราไม่ได้ เธออย่าโลภสิ ต้องรู้ว่าเขาเก่งอะไร ทำอะไรได้ Put the right man on the right job แต่กว่าจะรู้ว่าแต่ละคนเก่งอะไรก็ต้องลงไปทำงานกับเขา โดยต้องนำครูมาสอนแล้วเราก็จะไปเรียนรู้ไปพร้อมกับเขา


เช่น นำครูมาสอนเรื่องการทำสวนเพื่อที่จะได้เรียนด้วยกันกับคนสวน ตัดต้นไม้ด้วยกัน เราก็จะได้สังเกตเขาไปด้วย ว่าเขาเรียนเร็ว เข้าใจ หรือไม่สนใจเรียน และพอไม่มีครูสอนเรื่องนั้นแล้ว พอเขาลืมอะไรเราก็จะกลายมาเป็นคนบอกเขาต่อได้ ทำให้เราแม่นขึ้น และที่สำคัญเราจะได้ใจเขา เพราะเราเป็นเพื่อนที่ได้มาทำงานด้วยกัน ไม่ใช่นาย เขาเคยกลัวเรามากเพราะเราดุ แต่พอเราเป็นเพื่อนกัน แม้พอเราดุแต่เขายังพอยิ้มเวลาเราเอ็ด ทำให้เราต่างเห็นในแง่ที่ดีและไม่ดีของกันและกัน ไม่อย่างนั้นจะเห็นแต่แง่ไม่ดีของเขา ถ้าเราไม่ใกล้ชิดเราจะรู้จักเขาได้อย่างไรถ้าเราอยู่บนกว่าเขา เราจะได้รู้ว่าเขาเก่งหรือไม่เก่งอะไร

เช่นเดียวกันเวลาสอนหนังสือกับเด็ก จะได้รู้ว่าเด็กมีปัญหาอย่างไร หรือเวลาครูมีปัญหาอาจเป็นปัญหาเดียวกันก็ได้ หรือครูมองไม่ถูก เราจะได้ช่วยเขาได้


“การเป็นผู้บริหารต้องทำตัวเหมือนครู ซึ่งแม่จะพูดเสมอว่า ถ้าเขาไม่รู้เธอก็ไปสอนเขาสิ ไปเอ็ดเขาทำไม เพราะถ้าเขารู้เขาก็จะมาสอนแทนเราแล้ว แล้วเธอก็ต้องตกงาน เธอต้องขอบคุณเขานะ ที่ทำให้เธอไม่ต้องไปขุดดินเอง ใจเขาใจเรา แล้วก็เข้าใจผู้คนต่างๆ มากขึ้น ทำให้ได้รู้จักพนักงานทุกคน จากนั้นไม่ค่อยมีพนักงานออก เพราะเราดุอย่างไรเขาก็จะยิ้ม”


สไตล์การเป็นผู้บริหาร หรือผู้นำขององค์กรของครูเล็ก


ครูเล็กไม่เคยเรียนเรื่องนักการบริหาร แต่จะเรียนรู้จากคุณแม่ที่มีความห่วงใยพนักงานตลอด ถ้าเจ็บป่วยก็ส่งโรงพยาบาลให้รักษา เพราะเมื่อก่อนไม่มีประกัน เลี้ยงดูเวลาพนักงานถ้าเสียชีวิตก็ทำศพให้แล้วก็ส่งลูกเขาเรียน พี่สาวครูเล็กก็ทำแบบนี้ จนทั้งหมดนี้กลายเป็นนิสัยในบ้าน การที่เราเป็นคนไทยมีวัฒนธรรมแบบคนไทยที่ทุกคนห่วงใยกันเป็นพี่น้องกัน เป็นลุงป้าน้าอา เราก็ทำงานแบบระบบครอบครัวก็ดี เขาก็ห่วงเราด้วย หลายครั้งบอกให้ครูเล็กไปนอนได้แล้ว จนบางทีบอกไม่ต้องห่วง ตอนนี้เราทำงานแบบที่ทุกคนรักกัน


แต่ในบางเรื่องที่ต้องเข้มงวดก็ต้องเข้ม แม้จะเป็นเรื่องเงิน 5 บาท 10 บาท บริษัทใหญ่หรืออย่างบริษัทเล็กอย่างเราก็ต้องเข้มเพราะทุกคนต้องรักษากฎระเบียบ ถ้าเทียบกับประเทศก็คือเป็นกฎหมายที่ทุกคนต้องยึดถือ แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนบุคคลก็ต้องหาวิธีช่วยเขาโดยที่ไม่ต้องไปเคร่งตามกฎอะไรมากมาย บางทีการเป็นหัวหน้าเราต้องมีทั้งฤทธิ์เดชและมีทั้งบารมี และมีเมตตาสูง บางทีเงินฉันแต่เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง แต่ในบางครั้งเงินก็ทำให้บารมีเกิดได้


“การที่พนักงานอยู่กับเราแสดงว่าเขาต้องมั่นใจเรา เขาถึงอยู่กับเราได้ เหมือนสามีภรรยา มีงอแงบ้าง แล้วเราก็ต้องบอกเขาถ้าเขารับปากทำก็ต้องทำ ถ้าลืมก็ต้องเตือน ที่นี่ไม่ไล่คนออกแต่ส่วนใหญ่คนออกไปเอง จะไล่คนออกยกเว้น 2 อย่าง คือเรื่องยาเสพติดกับขโมย แต่บางครั้งเรื่องยาเสพติดก็จะพาไปรักษาบ้าง หรือขโมยก็เรียกมาสอน อย่าทำอีก หลายคนก็ไม่ทำอีก”


ความสำคัญศาสตร์ทางด้านศิลปะ การให้การศึกษาเด็กอะไรที่ยังขาดหายไป หรือเด็กในอนาคตควรมีทักษะอะไร


เด็กสมัยโบราณก็จะมีศิลปศาสตร์อยู่ในตัวเองอยู่แล้ว เช่นการร้องรำทำเพลง เพราะศิลปศาสตร์จะอยู่ในตัวไปตลอดอยู่แล้ว ด้วยวิธีคิดและความสง่างาม เลขหรือวิทยาศาสตร์เรียนแล้วก็หายไป คุณแม่ครูเล็กตอนเด็กเป็นนักร้องอยู่ในวังสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นศิลปินและออกมาเป็นนักธุรกิจเพราะต้องมาช่วยคุณยายทำเรือด่วนเจ้าพระยา แต่คุณแม่ก็ใช้ศิลปศาสตร์จากตอนที่อยู่ในวังที่ในหลวงรัชกาลที่ 6 ที่ท่านก็เป็นทั้งนักดนตรีและนักกีฬา คุณแม่ก็เล่นกีฬา มีขี่ม้า เป็นศิลปิน และก็เป็นนักธุรกิจที่แข็งแรง คุณแม่คือคนที่ทำให้เห็นว่า


“มีปัญหาต้องสู้ไม่ท้อ เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ และทำในสิ่งที่ดี”


เพราะจริงๆ คุณแม่ ไม่ได้อยากทำธุรกิจเรือ แต่เป็นธุรกิจที่มีศักดิ์ศรีแล้วก็เป็นการทำงานให้แผ่นดิน ให้ประชาชนและสังคมส่วนใหญ่ ต้องมาทำเรือเพราะ  Sense of duty มันคือภาระหน้าที่ พี่สาวก็เป็นนักเปียโน แต่ต้องมาทำงานให้แม่ตอนที่คุณแม่เริ่มป่วย ก็ต้องมาทำงานให้แม่เพราะเป็นภาระหน้าที่


“ศิลปศาสตร์มันอยู่ในตัวเด็กอยู่แล้ว พอโตมันจะหล่อหลอมให้เป็นอะไรก็ได้ แต่เธอจะเป็นคนตัดสินใจสิ่งที่จะตั้งอยู่ในความดี เพราะศิลปะตั้งอยู่ในความงาม อะไรที่มันงามมันดี อะไรที่ดีมันก็จะงาม”


เหมือนบ้านที่อาศัยไม่จำเป็นต้องใหญ่โตเป็นคฤหาสน์ แม้จะเล็กแต่ถ้าถูกจัดวางให้ดีมันก็สะอาดและดีงาม ไม่มีเชื้อโรค


ความจริงศิลปศาสตร์ถูกเตรียมไว้ให้เว้นระยะห่างกัน 1 ช่วงแขนอยู่ก่อนแล้ว พอเกิดโควิด-19 เรื่องการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เป็นสิ่งที่คนทำศิลปะเข้าใจดี เพราะถูกสอนว่าอย่าเข้าใกล้เกินกัน 1 เมตร เพราะการที่เราเข้าใกล้กันแสดงว่า เราอาจะจะชกกันหรือรักกัน หรือการอย่ายืนค้ำหัวผู้ใหญ่ เวลาไอจามต้องปิดปาก ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร


สิ่งเหล่านี้เขาสอนมาตั้งนานแล้วแต่คนมองข้าม หรือเวลานั่งกินอาหารควรนั่งห่างๆ กันบ้าง เพราะจะได้นั่งเล่นเต้นกัน แต่ร้านอาหารเดี๋ยวนี้นั่งก้นติดกัน เพราะความงกอยากให้คนนั่งทานในร้านเยอะๆ นั่งจนชนก้นกัน ความงกของมนุษย์เป็นหายนะ


เราต้องรู้จักพอเพียงกลางๆ สบายๆ มีเงินเพียงพอ ต้องรู้สึกชิลล์ เพราะเกิดมาชาติหนึ่งไม่ได้ทำแต่งานแล้วก็ตาย เกิดมาชาติหนึ่งต้องเอ็นจอยการใช้ชีวิต ทำอะไรดีๆ ไว้อาจจะเกิดเป็นคนที่ดีขึ้น ถ้าทำไม่ดีชาติหน้าอาจเกิดเป็นสัตว์ เพราะกว่าจะเป็นมนุษย์ยาก ต้องทำความดี ธรรมชาติให้สิ่งเหล่านี้กับมนุษย์ ถ้าไม่ใช้ร่างกายมนุษย์ให้เป็นประโยชน์ แล้วจะเกิดมาทำไม


หรืออย่างเพลงยังมีจังหวะช้า มีเร็ว จนมีความลงตัว (Harmony) ชีวิตเราต้องมีสโลว์ไลฟ์บ้าง มีหลายสปีต รวมแล้วคือองค์ประกอบศิลป์มาใช้ในชีวิตต้องใช้หลายๆ อย่าง


องค์ประกอบของชีวิตที่เราควรมี


1.ต้องมีลมหายใจ (Breath)


ต้องหายใจให้ลึกยาว แล้วจะสบายเวลาเปล่งเสียงออกมาก็จะเพราะ ศิลปะการแสดงการหายใจเข้าคือการมีสติ ให้ลองดูเวลาเรากำลังโมโหจะด่าใจ พอลองหายใจลึกๆ ยาวๆ เข้าไปเสียงเราจะเปลี่ยนเลยทันที ความจริงการรู้จักหายใจของศิลปะก็เพื่อไปใช้ในการสร้างคาแรกเตอร์เป็นตัวละครต่างๆ


“แต่ความจริงศิลปศาสตร์สอนให้ควบคุมอารมณ์ ซึ่งจริงๆ เพื่อเอามาใช้ควบคุมอารมณ์ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นการมีลมหายใจก็เหมือนการอยู่กับปัจจุบันขณะ”


2.มีแก่น (Center)


แต่แก่นทางวิทยาศาสตร์คือ Balancing โดยสามารถเปลี่ยนแก่นสามารถเปลี่ยนที่ได้ แต่ยังต้องมีวัตถุประสงค์ที่ต้องชัดเจน (Purpose) ว่าจะแสดงท่าเอียงการบิดเบี้ยว การมีเป้าประสงค์ทำให้เรารู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เช่น ที่มาของการทำโรงเรียนนี้เพราะอยากอยู่หัวหิน แต่ความเป็นจริงเราจะนั่งเฉยๆ ไม่ได้ หรือจะทำโรงเรียนการแสดงแล้วใครจะมาเรียน ซึ่งความจริงเราอยากสอนหนังสือ และแม่เคยทำโรงเรียนสุภัทราไว้ให้แต่เราก็เบี้ยวไปทำโรงเรียนการแสดงไป ซึ่งแก่นของเรายังอยู่ที่อยากทำโรงเรียน แต่เราก็ต้องมีองค์ประกอบอะไรอื่นอีกเยอะแยะ


3.ความสมดุล (Balancing)


เพราะชีวิตต้องมีสมดุลระหว่างสุขกับทุกข์ ชีวิตจะเอาสุขมากๆ ไม่ได้ เพราะถ้ามีสุขมากๆ ทุกข์จะตามมา หรืออย่างเวลามีเงินมากๆ หุ้นก็จะตก เคยเข้าไปเล่นหุ้น แต่ทำให้ต้องดูมือถือทั้งวัน เป็นทุกข์แล้วก็ไม่ต้องทำอะไรเลย ดูแต่หุ้น มันทำให้เรานอนไม่หลับ เลยให้ลูกดูแทน ถ้าเทียบดูเงินกับการนอนหลับอันไหนสำคัญกว่ากัน การที่คุณมีเงินแต่ทำให้เรามีชีวิตยืนยาวหรือเปล่า แต่ถ้านอนหลับสบายสบายตื่นขึ้นมาสมองใสปิ๊ง ทำอะไรหลายอย่างได้ ก็จะเลือกนอนดีกว่า แม้ความสุขซื้อไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีเงินเลยก็จะลำบาก ดังนั้นทุกอย่างต้องบาลานซ์


4.ทิศทาง (Direction)


ว่าเราจะไปทางไหน ถ้าเจอทางสามแพร่ง


“การตัดสินใจว่าจะไปทิศทางไหนในทางศิลปศาสตร์ คือ มันต้องมีประโยชน์ มีความดีงามมากสุด”


คำว่าประโยชน์ไม่ได้หมายถึงการมีเงิน เราจะไปทางไหนเลือกจากความดีงามและมีปรระโยชน์ก็ให้ไปทางนั้น แต่การที่เราจะมีทิศทางที่ดีได้เราต้องโฟกัส มุ่งมั่น ใจเราต้องอยู่กับตรงนั้น ส่วนวิธีการเดินไปอย่างไร ก็ตามวิธีของแต่ละคน แต่ต้องไปให้ถึง ถ้ามีการเปลี่ยนโฟกัส จะไปอย่างไรก็ได้ แต่ไปให้ถึง “นี่คืออิสรภาพของการมีทิศทางของตัวเอง”


5.ต้องรู้จักใช้พื้นที่ (Space)


พอมีทิศทางแล้วก็ต้องมีการใช้พื้นที่ ที่จะทำอย่างไรให้มีการใช้พื้นที่ให้คุ้ม เช่น มีโต๊ะแคบๆ แต่เราจะอยู่ในพื้นที่นั้นอย่างไร หรือมีที่ 100 ไร่ ต้องดูว่าเราจะใช้พื้นที่นั้นอย่างไร เหมือนเวลาเราต้องออกไปเล่นละคร เราต้องมีการไปซึมซับดูทิศทางเห็นบรรยากาศของพื้นที่ เราต้องมีการมองคนดู นี่ก็คือการให้ความสนใจและมองคนอื่น โดยที่ไม่ได้ห่วงแต่ตัวเอง มองคนดูว่าถ้าเรายืนตรงนี้เขาจะเห็นเราหรือไม่ นี่คือวิธีการให้ การให้สิ่งที่ดีที่สุดของเรากับเขา หรือตอนซ้อมลองลงมาดูข้างล่างที่คนดูอยู่ เพื่อที่จะได้เข้าใจมุมของคนดู ซึ่งทำให้เราสามารถเป็นผู้ทั้งผู้ให้และผู้รับได้ หรืออย่างที่ว่างข้างๆ โรงเรียนถ้าคิดเป็นมูลค่าคือเป็นพันล้านบาท แต่ครูบอกกับพี่ว่าให้นกอยู่ไป เพราะนกไม่มีที่อยู่ นกก็มาอยู่เป็นหลายร้อยสายพันธ์ เราไม่ต้องทำอะไรแล้วมีธุรกิจแล้ว ธุรกิจทำแล้วต้องเหนื่อย พื้นที่ตรงนี้พอมีนกเด็กๆ ก็จะได้มาดูนกมีทั้งความดีงามและมีประโยชน์ แต่ที่ว่างตรงนั้นถ้าไม่มีกินก็ค่อยทำธุรกิจได้ แต่เราควรอยู่กับปัจจุบันขณะ ว่าปัจจุบันเราอยู่ตรงไหน ซึ่งความดีความงามอยู่ตรงนั้น เราอย่าไปดูคนอื่น


6.ความเร็ว (Speed)


เราสามารถสปีตได้ว่าจะทำเร็วๆ หรือชิลด์ๆ หรือจะกระฉับกระเฉง ตอนทำงานแสดง กำกับ ฯลฯ สมัยอยู่ช่อง 3 ทำงาน 7 วัน ทำอยู่ 3 ปี เข้าโรงพยาบาลเลย และเป็นโรคซึมเศร้า อยู่ดีๆ เรารู้ว่าเราปกติ กำกับได้ แต่น้ำตาไหล เหมือนร่างกายประท้วง แต่ใจยังทำงาน ซึ่งร่างกายเป็นทาสใจ แต่วันหนึ่งเมื่อเขาไม่ไหวเขาก็ประท้วง เพราฉะนั้นไม่ต้องรอให้ประท้วง วันหนึ่งอะไรในธุรกิจที่ทำต้องดูให้ดีไม่ต้องรอให้เจ้าหน้าที่เขาประท้วง เราต้องเลี้ยงดูเขาให้ดี เทคแคร์ ทุกวันนี้ร่างกายอยากทำอะไรทำ หรืออยากนอน ก็ให้รู้จักฟังตัวเองบ้าง


“ทำงานจนป่วย แล้วไม่รู้ว่าป่วย รู้ว่าอยากหายป่วย แล้วจู่ๆ ก็หาย ปิ๊งเลย คนซึมเศร้าหายได้แต่ต้องคิดเอง เราเป็นซึมเศร้าเพราะตอนนั้น มีคนบอกว่าเราไม่มีน้ำยาแล้ว เขียนอะไรก็คิดไม่ออก จนสุดท้ายเพิ่งมาเข้าใจว่า อ๋อ! ที่เราไม่มีน้ำยาเพราะเราไม่เคยเปิดหูเปิดตาออกไปข้างนอก เช่น ดูละคร ดูคอนเสิร์ต ทำแต่งาน พอหยุดเลยมีโอกาสไปดูละครข้างนอกบ้าง ได้เห็นข้างนอกเป็นอย่างไร สุดท้ายก็ปิ๊งเพราเข้าใจแล้ว ก็หายจากป่วยไป”


7.ความหลากหลาย


เหมือนกับข้าวคนไทยที่ต้องมีน้ำพริกกินกับผักต่างๆ มีแกงจืด ไข่เจียว  ชีวิตเราต้องมีความหลากหลาย เหมือนในเพลงก็ต้องมีความหลากหลายของการเล่น มีดนตรีหลายชนิด


8.ความลงตัว (Harmony)


เกิดความลงตัวทำอะไรจะรู้สึกว่ามันใช่เลย มันเวิร์ก เหมือนเวลาขายของคนก็ซื้อ แต่พอวันหนึ่งจะไม่ค่อยใช่แล้ว เพราะไม่มีอะไรที่มันคงเดิมตลอดไป ดังนั้นต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงเหมือนไปอยู่บนเวทีต้องดูคนดู แต่การแสดงแต่ละรอบจะให้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน ทั้งที่ก็เล่นละครเรื่องเดิม

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานหนักและอาการซึมเศร้า


เราต้องพัก ซึ่งการพักและนอนเฉยๆ ไม่พอ ต้องออกไปเปิดหูเปิดตา ฟังเพลงเพราะ ดูหนัง ละคร อยู่ในที่เพลิดเพลินแล้วทำให้เราเกิดความปิติชอบอะไรก็ไปดูตรงนั้น เพราะดนตรีมีความสำคัญที่ช่วยสร้างความปิติให้กับมนุษย์เยอะมาก การนั่งฟังเพลงในบ้านไม่เหมือนกับการไปสัมผัสบรรยากาศการเล่นสดๆ ตอนนี้นักดนตรีตกงานกันเพียบเพราะเขาไม่เห็นความสำคัญของนักดนตรี ทั้งที่ดนตรีช่วยสร้างความปิติให้มนุษย์ ได้ช่วยให้มนุษย์รีแล็กซ์ จริงๆ ถ้าเรารู้จักใช้ศิลปะจะถือว่าเป็นประเทศที่มีอะไรเยอะมากแล้วก็อยู่ได้อย่างยั่งยืน

Part 2 : ครูที่แท้จริง

ศิลปศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่สอนเรื่องความดีและความงามด้วยวิธีการเรียบง่าย


ครูเล็กอธิบายถึงความแตกต่างของศิลปศาสตร์กับศาสตร์อื่นๆ ตรงที่ศิลปศาสตร์สอนเรื่องความดีและความงามด้วยวิธีการง่ายๆ เช่น จะเรียนเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์ที่อาจเข้าใจยากเพราะเป็นทำนองเสนาะ วิธีการให้เด็กจำได้คือ ต้องให้เด็กเล่นละครเด็กจะได้หัดร้องหัดเต้นและเด็กจะจำได้จนตาย แต่วิธีการที่จะทำให้เด็กจำได้เหตุผลเดียวคือ “การซ้อมที่ซ้ำๆ การซ้อมคือการบ้าน” เพราะเด็กไม่ชอบทำการบ้าน แต่คุณครูชอบให้การบ้านเด็กโดยไม่ได้ซ้อม เด็กก็จะไม่เข้าใจเรื่องการซ้อม


ยกตัวอย่าง การให้เด็กบวกเลขกันได้ 10 ต้องให้เขาซ้อมทำไปเรื่อยๆ เพราะมีหลายอย่างได้คำตอบเลขอะไรที่บวกกันได้ 10 บ้าง ตั้งแต่ 1+9 2+8 3+7 4+6 5+5 นี่ต่างหากคือจุดประสงค์ อย่างที่ประเทศอังกฤษจะให้เด็กทำเลขง่ายๆ อย่างนี้ไปเลย แต่จะใช้สปีตเป็นตัวช่วย เขากำหนดให้ทำเลขครึ่งชั่วโมง 100 ข้อ โดยให้ทำทุกวัน วิธีการคือให้ทำไปซ้ำๆ ครั้งแรกอาจถูก 10 ข้อ  ต่อมาขยับเป็น 50 ข้อ จนในที่สุดถูกทั้งหมด 100 ข้อโดยไม่มีข้อไหนผิดเลย เหมือนนักบัลเล่ต์ที่กว่าจะมีการแสดงโชว์ ต้องมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง และซ้อมกันจนอ้วกไปเลย ซึ่งพอซ้อมจนแม่นแล้วกล้ามเนื้อก็จะไปเอง จากนั้นอะไรมาก็จะง่ายแล้ว


แต่วิชาการต่างๆ ทุกวันนี้มาสูตรใหม่ทุกวัน วันนี้สอนสูตรใหม่ วันใหม่มาอีกสูตร อันเก่ายังไม่แม่นเลย สรุปเด็กจำไม่ได้ ต้องค่อยๆ ไปเอาให้แม่น หรือถ้าจำนวนเด็กเยอะไปก็ให้ใช้แบ่งกลุ่มแล้วก็ทำซ้ำๆ ไป แต่ทุกวันนี้การเรียนไทย ครูก็ไปไม่ได้นักเรียนก็ไปไม่ได้ เจ้าของก็กลัวเสียเงินให้ครู แต่มีรถเบนซ์ขับมีเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวใช้ ส่วนรัฐมีเงินไปคอรัปชั่น แต่ไม่มีตังค์ไปจ้างครู ความจริงเอาเงินที่เถลไถลมาจ้างครูอีกนิดหนึ่งก็ได้


ครูไม่ใช่คนพายเรือจ้าง แต่ครูมีหน้าที่เข็นหรือดันเด็กให้เจอสิ่งที่เขาอยากเป็น


โรงเรียนเรามีนักเรียนระดับประถมศึกษาทั้งหมด 60 คนแบ่งห้องละ 10 คน แต่ระดับมัธยมศึกษามีเพียงกว่า 30 คน แต่เมื่อก่อนมี 70-80 คน รับไม่ไหว เพราะเรามีหน้าที่ปั้นเด็ก แล้วเราไม่ได้ทำงานการศึกษาเพื่อรวย ถ้าอย่างนั้นไปทำอย่างอื่นดีมั้ย  ไม่ใช่คนจะรวยจากการทำโรงเรียนแล้วรวย


“การศึกษาคือเด็กต้องเก่งในทุกจุด แม้เด็กที่สมองพิการแต่เด็กเขาก็จะเก่งในหนทางของเขา เพราะเด็กมีความหลากหลาย เราต้องช่วยให้เขาหาตัวตนเขาให้เจอ ไม่ใช่ให้เขาเป็นเหมือนๆ กันหมดเหมือนปลากระป๋อง ครูมีหน้าที่คอยเข็นคอยดัน เหมือนเข็นครกขึ้นผู้เขาเลย ไม่ใช่พายเรือจ้างไปส่ง พอเขาขึ้นไปใกล้จะถึงบนเขาเดี๋ยวเขาก็จะทำหน้าที่ของเขาเอง ครูไม่ใช่นั่งสบายพายเรือ ที่ผ่านมาเรามองภาพครูผิด ความจริงครูเหมือนคนที่คอยยั่วยุเพื่อให้เขาได้เกิดแรงฮึด ซึ่งความจริงพ่อแม่ก็ต้องคอยยั่วยุให้เด็ก ไม่ใช่ไปคอยจับมือเขาเดิน ต้องคอยดูยืนห่างๆ”


กระบวนการเรียนรู้เรื่องการศึกษากับการแสดงมีจุดเริ่มต้นและเชื่อมโยงกันอย่างไร


เกิดจากการดูลิเก ดูละคร เล่นละคร หรือถูกสอนให้รู้จักศิลปศาสตร์มาตั้งแต่เด็กๆ การละครสอนให้เราอ่านวรรณคดีอ่านหนังสือ ได้เห็นตัวละครที่หลากหลายแล้วก็เห็นตัวละครที่ดีและไม่ดี โดยที่ไม่ต้องเป็นเอง พอเห็นตัวอย่างเยอะๆ แล้วก็จะรู้สึกอยากเป็น เด็กที่เล่นละครจะมีความกล้าหาญ เพราะเมื่อถึงเวลาออกไปเจอคนเมื่อต้องออกไปเล่นละคร อาจจะตัวสั่น แต่พอบอกให้ออกไปแสดง ก็เท่ากับเป็นการออกไปเผชิญความกล้าหาญ พอเด็กได้ออกไปจะเลอะอย่างไรไม่ว่า แต่เมื่อถึงเวลาหายใจลึกๆ แล้วก็ต้องออกไป


“เอาละครมาให้เด็กเล่นเพราะจะช่วยสร้างความกล้า เพราะปัญหามนุษย์ใหญ่หลวงมากคือความกลัว”


ที่ผ่านมาเมื่อเด็กเขากล้าออกไป แต่มีบ้างหรือไม่ที่เด็กที่เขาต้องเจอความล้มเหลว


ยังไม่เคยได้ยินกรณีนี้เลย เพราะความสำเร็จของเด็กที่นี่ มันคืออะไรก็ได้ ถ้ามีการบอกเธอต้องได้ที่ 1 แล้วเธอไม่ได้อันนั่นคือล้มเหลว “แต่เด็กที่โรงเรียนนี่มองความสำเร็จคืออะไรก็ได้” เพราะอย่างเด็กบางคนมีปัญหาเรื่องสมองเขาจำอะไรไม่ได้ ไปเรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ แต่ออกไปช่วยแม่ขายกะปิ ซึ่งกลับมีเงินมากกว่าพี่ที่เรียนจบมหาวิทยาลัยเสียอีก


“ความสำเร็จของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน เพราะความกล้าคือสิ่งที่มีอยู่รอบกาย”


หรือแม้กระทั่งเด็กที่ออกจากโรงเรียนไปก่อนเพราะยังเรียนไม่จบ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องยาเสพติด ซึ่งตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไร เขาก็ออกไป แต่เขาก็มาบอกว่าว่า แม้ผมอยู่กับครูแค่ 1-2 ปี แต่ผมได้อะไรไปเยอะ เพราะผมไปสู้โลก เลิกยาแล้วมีความสุข เขากลับมาหาเราเพราะถึงอย่างไรเราจะไม่โกรธกัน แต่เรารักกัน


อะไรคือมรดกที่อยากฝากไว้ในวัย 72ปี


“สิ่งที่อยากฝากไว้คือ การค้นพบจากความผิดพลาด ที่เมื่อก่อนไม่ค่อยมีความเมตตาทั้งกับตัวเองที่ใช้สังขารของตัวเองไปเรื่อยๆ และไม่มีเมตตากับผู้อื่นเพราะกลัวจะเสียเปรียบ เพราะเราพูดถึงแต่กับความถูกต้องตามกฎกติกาของโลกตลอดเวลา ซึ่งมันไม่เวิร์ก”


จริงๆ การที่เรามีเมตตากับตัวเองจะทำให้สังขารเราแข็งแรง แล้งสังขารก็พร้อมจะไปกับเราในทุกเมื่อจนวันสุดท้าย ส่วนเมตตากับคนอื่นตรงที่บางทีเรื่องความถูกต้องก็ต้องมองอีกมุมว่าทำไมเขาทำแบบนั้นเพราะอะไร เขาโกงเราเพราะอะไร เขาเอาปืนมาจ่อเหรอที่เอาเงินเราไป หรือเราให้ไปเพราะความเชื่อด้วยเสน่ห์หา หรือเพราะความเชื่อใจ ถ้าอย่างนี้โกรธเขาไม่ได้ ถ้าเรามีเมตตาให้เขาแล้ว แต่เขาไม่เมตตาเราต่อ เราก็แค่เมตตาต่อไปให้คนอื่น ถ้าเรามีชีวิตอยู่เราก็หาได้ต่อ แต่ถ้าเราวิ่งตามไปแก้แค้น ยิงเขาต่อ เราอาจจะติดคุก ถ้าเมื่อใดให้ด้วยใจที่บริสุทธิ์และดีงามก็ทำทานต่อไปเลย แล้วก็กำหนดทิศทางใหม่ ถ้าเราไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ มันก็ต้องคิดให้เป็นเพราะชีวิตเราสำคัญกว่าอะไรทั้งสิ้น ไม่ใช่เพราะว่าเรากลัวตาย แต่ชีวิตเรายังทำอะไรให้กับคนใกล้ชิดของเราได้อีกเยอะแยะ


“อย่าดูถูกอย่ามองข้ามตัวเอง อย่าคิดว่าเราเป็นแค่คนเล็กๆ  เช่น เราเป็นแค่คนงาน เพราะทุกคนสำคัญหมด เช่น ถ้าคนทำความสะอาดไม่มา บ้านเราก็ต้องสกปรก การที่คนทำความสะอาดมาแสดงว่าเธอมีความหมายต่อฉันมาก แล้วเวลากลางคืนจะสอนให้เด็กขอบคุณหมูหมากาไก่แล้วเราก็จะหลับสบาย บางทียังขอบคุณไม่ครบเลยก็หลับไปก่อน แต่อย่างน้อยเราได้ระลึกถึงบุญคุณของคนอื่นตลอดเวลา แม้แต่โทรศัพท์ เราก็ต้องรักษาเขาดีๆ”


ถ้ามีโอกาสที่จะเติมทักษะให้เด็กไทยที่ใช้มาตรวัดว่าเขามีความสุขและค้นพบตัวเขาเป็น มองว่าอะไรยังหายไป


ต้องถามเขาไปเลยว่าชอบทำอะไร อย่าร่างหลักสูตรให้เขาเพราะหลักสูตรคือเบสิกที่เขาต้องเรียนเป็นเบสิกของชีวิต เขาจะเอาภาษาที่เรียนไปเขียนทำอะไรก็เรื่องของเขา ตอนที่เรียนหนังสือเราสอบตกวิชาเรียงความประจำ แต่พอเขียนหนังสือออกมาจริงคนก็ซื้ออ่าน และก็อยากให้ฉันเขียนหนังสือ แต่ที่ตกเรียงความเพราะเหมือนร่างหลักสูตรให้เขียนเรียงความเรื่องโรงเรียนของฉัน แม่ของฉัน แมวของฉัน แต่เรานึกไม่ออก


แต่เวลาเราให้เด็กเขียนหนังสือบอกเด็กเลยว่า อยากเขียนอะไรก็เขียนไปเลย เพราะจุดประสงค์ของครูคือไม่ใช่แค่บอกให้เขียนตัวสะกดให้ผิดหรือถูกเท่านั้น เพราะจุดประสงค์จริงๆ คือต้องการรู้จักเด็ก รู้จักฝีมือการใช้ภาษาไทยของเด็ก เช่นคนนี้เขียนสำนวนดีมาก แต่ปรากฎเขียนตัวสะกดผิดเพียบเลย ขณะที่บางคนเขียนสวยตัวสะกดถูกเป๊ะแต่อ่านแล้วหลับ ก็ต้องไปเน้นเรื่องอารมณ์การถ่ายทอดเด็ก จึงมองว่าเลยไม่จำเป็นต้องร่างหลักสูตร แต่เรามีจุดประสงค์ว่าเราต้องการเห็นอะไรจากเด็กก็พอ เพราะเด็กบางคนเขียนเรื่องกบเรื่องเขียดมา แสดงว่าคนนี้ชอบเรื่องชีววิทยา ก็ส่งไปให้ครูที่มีความถนัดเรื่องนี้เป็นคนสอนเลย


The Broken Violin Project


ตั้งแต่ที่ทำโรงเรียนมาพบว่าต้องมีเด็กที่ทำผิด เช่น มีเรื่องชกต่อย ติดยาเสพติด เตือนบ่อยมีการทำทัณฑ์บน 3 รอบแล้วก็ยังเกเรอยู่ ก็ต้องให้เขาออกจากโรงเรียน


“เพราะต้องทำตามกฎ แต่ไม่ได้สร้างความสบายใจให้กับเรา กฎบางอย่างก็ดี แต่ไม่ได้สบายใจ ดังนั้นต้องหาวิธีแก้ แต่ไม่ใช่ต้องเปลี่ยนกฎ หรือไปเปลี่ยนกฎหมายไม่ได้ แต่เราต้องมีวิธีแก้ไขได้”


จากที่ไปเรียน Art Therapy ทำให้ได้เรียนรู้ว่าเด็กเกเรอยู่ที่ครูไม่ได้อยู่ที่เด็ก เพราะครูสอนไม่เป็น เข้าถึงเด็กไม่เป็น ถ้าทำไม่ได้ก็ไปเป็นอย่างอื่นแทน เช่น คนสวนหรือไปทำธุรกิจ ตอนที่เด็กออกจากโรงเรียนก็ต้องขอโทษเขา บอกไปว่าครูยังไม่ฉลาดพอ ขอครูไปศึกษาก่อน แต่พอรู้แล้วก็ง่ายเลย เพราะเด็กแต่ละคนมีพื้นฐานของพ่อแม่มาอย่างดีแล้ว อยู่ในจุดเพิ่งเริ่มต้นวัยเด็กที่ยังไม่ได้ทำอะไรที่ไม่ดีมากมาย จนตอนนี้อยากเจอเคสยากๆ เพราะเริ่มรู้สึกท้าทายแล้ว เลยไปขอดูที่สถานสงเคราะห์ต่างๆ ดูเด็กสบายๆ ไม่ได้ลำบากอะไรเพราะมีคนมาแจกของ สงสัยว่าเวลาเขาออกไปตรงนี้ไปแล้วจะเลี้ยงดูเขาได้มั้ย


“แม่สอนเสมอว่า ตนต้องเป็นที่พึ่งตัวเองเสมอ แล้วก็ต้องสอนคนอื่นให้พึ่งตัวเองด้วย"


เลยไปหาเด็กที่คนไม่ได้สนใจ จนไปเจอเด็กที่อยู่ใต้สะพานพระประแดงที่เด็กทำแทททู เล่นสเก็ตบอร์ด ดูข้างนอกอาจดูน่ากลัวแต่จริงๆ ไม่ได้น่ากลัวเลย ข้างในเขานุ่มนวลมากแต่ที่ต้องทำอย่างนี้เพื่อปกปิดความอ่อนแอของตัวเอง ซึ่งความจริงปกติพวกที่เรียบๆ เงียบๆ จะน่ากลัวกว่า


“เด็กๆ กลุ่มนี้ชอบเล่นสเก็ตบอร์ดไปเล่นที่ไหนก็มีแต่คนไล่ จนไม่รู้จะไปเล่นที่ไหน เลยต้องแอบปีนไปเล่นที่ต่างๆ ในช่วงที่ยามเผลอ พอโดนไล่ก็วิ่งหนีพอคนเฝ้าเผลอก็ปีนเข้าไปเล่นใหม่ นี่คือสาเหตุที่ทำให้เด็กต้องทำอย่างนี้ ทั้งที่เด็กเขาไม่อยากทำผิด แต่เป็นเพราะผู้ใหญ่ห้าม”


พอถามที่มาทำไมเล่นสเก็ตบอร์ดเพราะสามารถหยิบมาเล่นคนเดียวได้ ไม่ต้องรอเล่นเป็นทีมเหมือนคนอื่น แล้วก็เล่นตรงไหนก็ได้ เวลาล้มแล้วก็ต้องลุกขึ้นมาเอง และทำให้ผมไม่ต้องไปติดยา เพราะถ้าสูบยาก็จะเล่นแล้วล้ม ถ้าเล่นก็ไม่สูบยา ถ้าวันไหนไม่เล่นก็ไปสูบยา ดั้งนั้นก็หาที่ให้เด็กเล่นไปทุกวัน ก็จะได้ไม่ไปสูบยากัน พอไปพูดกับผู้ใหญ่ที่มีอำนาจตัดสินใจก็ไม่มีใครสนใจสร้างลายสเก็ตให้เด็ก แล้วพวกเขาก็ยังห่วงเด็กๆ ที่อยู่ในซอยที่พ่อให้ไปซื้อยาเสพติดและดมกาว ซึ่งเขาไม่อยากให้เด็กๆ มีชีวิตอย่างพวกเขา เพราะพวกผมเคยติดคุกติดตารางแล้ว


สรุปเลือกพื้นที่ก่อสร้างทำลานสเก็ตบ้านเด็กคนหนึ่ง แต่จะไม่สร้างให้ แค่ซื้อปูนทรายให้ แล้วนำไปสร้างเอง โดยให้ครูไปสอนตั้งแต่ตัดต้นไม้ สอนเรื่องการก่อสร้างไปด้วย เพราะลำบากอย่างไรก็ยังมีงานก่อสร้างทำได้ แล้วก็สอนให้เขารู้จักเก็บของให้สะอาดขึ้น เพราะเด็กที่ติดยาจะอยู่ด้วยกันขยะเต็มไปหมด เขายังไม่รู้จักดูแลตัวเอง เราต้องสอนเรื่องความงามให้เขา จนวันหนึ่งที่เขาเปิดหน้าต่างออกมาได้กลิ่นดอกแก้ว ซึ่งอยู่มา 10 ปี แต่ไม่เคยได้กลิ่นนี้มาเลย แสดงว่าเขาเริ่มมีสุนทรียะแล้ว ต่อไปจะเริ่มมี Artistic Value  ซึ่งมนุษย์ที่มี Artistic Value  มันจะต้องดีเพราะจะเริ่มมีความเรื่องมากและเริ่มมีความชื่นชมในความหอม ซึ่งบอกว่าถ้าอยากเห็นดอกไม้ก็ต้องเริ่มรดน้ำ


“เพราะการที่เราอยากเห็นอะไรขึ้นมา ก็ต้องเริ่มรู้จักลงทุน”


จนเริ่มเห็นเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองแต่งตัวสะอาดขึ้น แต่ยังมีแทททูแต่ก็ดูดีดูเท่ขึ้น จากนั้นเราเอาครูไปสอนสเก็ตฯ 1-2 เดือน จนเริ่มไปแข่ง แล้วก็ไม่ติดยา แล้วก็ทำให้เด็กในซอยเริ่มมาเล่นด้วย พอเขาเล่นกันจนเหนื่อยเย็นกลับบ้านก็นอนแล้ว หากครูเล็กมีเวลาว่างก็จะสอนภาษาไทยหรืออังกฤษให้บ้างสนุกๆ เสนอ แต่ความจริงๆ เพื่อไปคุยกับเด็กและทราบปัญหาที่เกิดขึ้น


พอเด็กเก่งขึ้นก็ไปที่หาคุณมล-นางทิชา ณ นคร ที่บ้านกาญจนาภิเษก ซึ่งเป็นสถานที่สอนความรู้ให้เด็กๆ ก็นำครูไปสอนกีต้าร์ สอนสเก็ตบอร์ด เพราะเวลาจะทำอะไรต้องมีครู มันถึงจะเติบโตได้ เมื่อลิโด้คอนเน็กจะเปิดพื้นที่ศิลปินมาเล่น ก็ลองให้เด็กกาญจนาฯ ไปเล่น ครูเล็กก็ไปแจมเล่นกีต้าร์ด้วย 1-2 เพลง เพราะอยากให้เด็กเขาเห็นว่าพอเวลาเล่นอะไรแล้วสนุกเป็นอย่างไร เช้าเด็กๆ อาจจะดูเครียด พอบ่ายเด็กสามารถปล่อยแสงกับวูบวาบ หาเงินหยอดกล่องให้บ้านกาญจนาฯ ได้กันเป็นหลักหมื่นบาท พอเราลองไปแจมใหม่คงเป็นที่รู้จักคนอื่นบ้าน พอเห็นหน้าครูเล็กจากแบงก์ 20 ก็เป็นแบงก์ 1,000 บาท ซึ่งพอเด็กเก่งเริ่มมีไฟ เราเมื่อพอปั้นใครต้องให้เสร็จจึงร่วมเล่นกับเขา


"คอนเสิร์ตเสน่ห์รอยร้าว" คือ โครงการที่ให้เด็กๆ ที่เคยก้าวพลาดในเรื่องคดีใหญ่ๆ ทำร้ายผู้อื่นเสียชีวิต 3-5 ศพ มีพื้นที่ในการแสดงโชว์ต่างๆ เพราะเวลาที่เราเดินเข้าไปบ้านกาญจนาฯ รู้สึกเหมือนเป็นโรงเรียนประจำมากกว่า เด็กๆ จะน่ารักมาช่วยหิ้วของ ก็ไม่อยากจะเชื่อว่าเขาทำอะไรที่ก้าวพลาดมาแล้ว เด็กเหล่านี้จะมีพลังงานมาเยอะ เพราะเขาไม่กลัวความตาย แต่เขากลัวว่าเขาจะไม่มีเพื่อนมากกว่า ปัญหาของเด็กไทยที่อยู่ที่ต่างๆ แก๊งค์ยาเสพติดเขารู้จักจิตวิทยาตรงนี้แต่รัฐบาลไทยไม่รู้จักเราถึงเอาเด็กไม่อยู่ คนชั่วๆ รู้ แต่คนดีๆ ไม่รู้


เมื่อเรารู้ว่าเขาต้องการเพื่อนดีๆ ครูต้องช่วย ที่บ้านกาญจนาฯ จะไม่มีประตู สามารถเดินออกไปได้เลย แต่ไปแล้วก็ไปเลย อย่ากลับมานะ ให้ลองไปอยู่คุกจริงๆ เลย ถ้าอยู่ที่นี่ก็เราต้องร่วมมือกันครูกับเด็ก เหมือนกับที่โรงเรียนนี้ก็เหมือนกัน ไม่มีประตูอยากไปก็ไปเลยแต่อย่ากลับมา เราจึงพัฒนาให้เขาทำงานสามารถมีเพอร์ฟอร์แมนตซ์ที่เก่งขึ้น แล้วก็ได้สตางค์ค่าตัวจากการทำงาน เมื่อเขาเก็บเงินเอาไว้ใช้ได้เขาจะได้ภูมิใจตัวเอง มีการถ่ายวิดีโอ และส่งรูปให้พ่อแม่ดูก็ภูมิใจกับลูก เด็กก็ภูมิใจในตัวเองเพราะเขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าแล้ว


“ถ้าเด็กเขาปิ๊งได้ว่า เขามีคุณค่า เขาจะไม่ทำเรื่องไม่ดี แล้วเขาก็จะเป็นครูที่ดีให้กับคนอื่นๆ ด้วย เพราะมาจากประสบการณ์จริงของเขา ดังนั้นเมื่อทำอะไรแล้วก็ต้องทำให้ดีงามและมีประโยชน์"


ก่อนโควิด-19 มีรีเควสให้เด็กๆ ให้ไปเล่นคอนเสิร์ตเสน่ห์รอยร้าว ในแง่มุมหนึ่งการเลี้ยงดูเด็กที่ก้าวพลาดไปเพราะอะไร อย่างเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเขาก็เข้าใจแล้วว่าเด็กเขาคิดอย่างไร ก็ทำให้ลดช่องว่างเรื่องที่ไม่เข้าใจกันระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กได้ ซึ่งก็มีวิธีการสอนง่ายๆ คือ ต้องมีเมตตากับเด็ก สรุปว่าได้ฟีตแบคดีมาก เล่นไปได้ 8 รอบ โควิด-19 มา ตอนนี้ทำเป็นวิดีโอลงยูทูป ส่งไปเลย ให้ดูฟรี โดยที่ไม่เก็บตังค์เพราะ สสส.จ่ายค่าตัวให้เด็กๆ


ที่สำคัญจุดประสงค์มันสามารถเปลี่ยนได้ แม่เจอโควิดฯ คือ การหาที่ไว้ให้เด็กได้เล่นสเก็ตบอร์ด เล่นละคร เล่นดนตรี เลยสร้างลานสเก็ตที่ไว้เล่นละครเวที แสดงคอนเสิร์ตเสน่ห์รอยร้าว เด็กๆ ได้มาซ้อม จนวันนี้ใครๆ ก็มาเล่นสเก็ตที่เป็นพื้นที่ว่างของโรงเรียน เด็กไทยสมัยนี้ไม่ว่าจะเด็กรวยหรือจนเขาไม่มีที่เล่น ครูก็จะมาดูพวกเขาเล่น แต่สิ่งที่คุ้มกว่านั้นคือ การที่เราได้เห็นจากเด็กๆ เพราะเด็กเหล่านี้ไม่มีผู้ใหญ่รักหรือมีเมตตา เราให้เขามาเล่นพื้นที่นี้ฟรีเลย


“เราต้องเข้าใจว่าตอนนี้เขาเล่นสเก็ตบอร์ดเขาไม่ได้เล่นตังเตเหมือนสมัยเรา ผู้ใหญ่ควรอัพเดท ดังนั้นผู้ใหญ่ควรคุยกับเด็ก ไม่ใช่ว่านั่งอยู่บนหิ้ง ต้องลงพื้นที่ เพราะถ้าไม่ลงก็จะไม่เห็น”


ส่วนตัวตอนนี้ลูกไม่ให้เล่นสเก็ตแล้ว เพราะกลัวหาอะไหล่ยาก แต่ก็ยังมาดูเด็กๆ เล่น เพราะจะได้พูดคุยกับเด็กๆ มีคนให้คิดตังค์ แต่เราไม่คิด เพราะจะทำให้เด็กจนๆ เข้ามาเล่นไม่ได้แม้จะ 5-10 บาทก็ไม่คุ้ม เพราะความจริงเด็กทุกคนน่ารัก แต่ผู้ใหญ่ควรจะให้โอกาสเขา


ฝากข้อความห่วงใย เพราะแม้ตัวไม่ติดโควิด-19 แต่เหมือนธุรกิจติดไปแล้ว


เรื่องนี้จากประสบการณ์การเป็นครูพูดยาก เพราะแต่ละธุรกิจไม่เหมือนกัน พื้นฐานการเตรียมตัวของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน สำหรับดิฉันเตรียมตัวตั้งแต่เด็กมาตลอดเวลา บางท่านที่ไม่ได้เตรียมตัวก็เหมือนกับเป็นการที่ก้าวพลาด ก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างเด็กที่เคยก้าวพลาดจากคดีใหญ่ๆ ก็ก้าวพลาด


“เริ่มแรกเราต้องมีจุดประสงค์ว่าเราจะไม่ท้อและไม่ถอย ยืนเฉยๆ ก่อน อย่าเพิ่งเดินหรือวิ่ง เหมือนเวลาป่วย พอฟื้นเมื่อลุกจากเตียงเพื่อกลับไปเป็นปกติ ต้องค่อยๆ เดิน ระหว่างที่ทุกอย่างปิดตอนโควิดฯ คิดจะทำได้หลายอย่าง แต่ถ้าเราไม่ได้หัดทำอะไรเลย เอาแต่บ่นแล้วจะทำอย่างไรเมื่อฟ้าเปิดแล้ว ความจริงไม่มีอะไรที่จะสายเกินไป (Never to late) ควรมองไปรอบๆ กาย มองดูว่าตัวเองทำอะไรได้ ถ้าเราไม่มีอะไรก็เริ่มสตาร์ทที่ตัวเองก่อน ก่อนที่จะไปลงทุนอย่างอื่น"


มีตัวอย่างหนึ่งตอนไปอยู่เวียดนามเป็นเดือน เห็นคนนั่งอยู่ข้างถนนในชามมีมะขามป้อม 7-8 ลูก แต่เขาก็นั่งขายทั้งวันจนกว่าจะหมด เขาอาจทำทุกวันแม้ได้เงินไม่กี่บาท เข้ามานั่งอีก แล้วก็เอาเงินที่ได้จากการขายมะขามป้อมไปลงทุนซื้ออย่างอื่นเพิ่มเติมตลอด เช่น ขายน้ำชา แล้วก็ยังมีคนมาซื้อ เขาก็ขายหมด แต่เขานั่งทั้งวัน แล้วก็มีความสุขนั่งรับลมเย็นอยู่ข้างสะพาน ซึ่งตอนนี้คิดเองว่าคนน่าจะมีช็อปของตัวเองแล้วก็ได้ เหมือนกับที่นี่เราค้นพบว่าผลตะขบมีแคสเซียม โปรแตสเซียมมาก ก็เอามาทำน้ำปั่น มาทำเจลลี่ ฟรุตสลัด จากที่ 10 ปี ที่ผ่านมาไม่เคยมีคิดจะกินตะขบ พอหากดูรอบบ้านเรามีอะไร เรามีความสามารถอะไร เริ่มคิดจากง่ายๆ


“เด็กเคยพูดว่าถ้าหนูมีเงิน 10 ล้านบาท หนูจะทำอย่างนี้ เราบอกให้หยุดพูดไปก่อน เพราะตอนนี้หนูยังไม่มีเงินสักบาท วิชาการละครที่อังกฤษสอนว่า ทำละคร 1 เรื่อง มีเสื้อผ้าคอสตูมใช้เท่ากับที่มีวัสดุอุปกรณ์ให้ได้เท่านั้น ห้ามซื้ออะไรเลยยกเว้นเข็ม ด้าย กระดาษ เสื้อผ้าตัวละครก็เลยทำมาจากกระดาษ ยูนิฟอร์มเสื้อผ้าต่างๆ ที่มีเอามาแปลงเป็นอย่างอื่นได้ แต่ห้ามทำขาดหรือตัด เพราะเมื่อใช้เสร็จจะต้องคืนไปให้อยู่ในแบบเดิม แต่ที่โรงเรียนไทยตอนนี้โรงเรียนไหนมีการแสดงก็ให้เด็กไปเช่าชุด ซึ่งก็ผิดแล้ว”


…องค์ประกอบของชีวิตทั้งหมดที่กล่าวมาทุกอย่างจะรวมตัวเป็นอันเดียวกัน (Harmony) ต้องถามเรามีความสามารถอะไร เอาที่เป็นแก่นออก เริ่มต้นจากที่เล็กๆ ก่อนแล้วเราก็ค่อยเริ่มหาอย่างอื่นได้ แล้วองค์ประกอบนี้ก็จะทำให้เกิดงานใหม่ขึ้นมา…


บันทึกเทปรายการ ห่วงใย Inspired

วันศุกร์ที่ 3 กค. 2563 นี้ เวลา 10.00-11.00 น.

หัวข้อ “Unlearn and Relearn: On the path to holistic learning”

แขกรับเชิญ-ครูเล็ก คุณภัทราวดี มีชูธน ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ละครเวที ภาพยนตร์)

ดำเนินรายการโดย-ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ CEO-ADGES & Content Director ห่วงใย Thai Business


Part I: องค์ประกอบของชีวิต

Part II: ครูที่แท้จริง


เรื่อง ADGES

บทความโดย บงกชรัตน์ สร้อยทอง

ดู 51 ครั้ง

© 2020 by ADGES