ฟังเสียงหัวใจ Online Learning



สนทนาธรรมแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต พร้อมแขกรับเชิญ ครูเพิร์ล รพีพร ประทุมอานนท์


ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


การเรียนในยุคโควิด-19 ที่ทำให้เด็กๆ ต้องเรียนหนังสือออนไลน์ที่บ้าน และเป็นอีกหนึ่งบทบาทของผู้ปกครองที่ต้องดูแลเพื่อให้ลูกได้เรียนหนังสืออย่างประสิทธิภาพตามที่คาดหวัง จนบางครั้งอาจลืมว่า

อาจนำมาสู่ความตึงเครียดของผู้ปกครองเองและอาจส่งผลต่อเด็กด้วย ลองมาแลกเปลี่ยนวิธีการเรียนออนไลน์ที่ทำให้ผู้ปกครองและเด็กสามารถดำเนินการไปด้วยกันได้โดยที่ไม่มีทิ้งความขุ่นข้องหมองใจ จากผู้ที่มี 2 บทบาทในการเรียนยุคใหม่คือ ครูเพิร์ล รพีพร ประทุมอานนท์ ที่ด้านหนึ่งก็เป็นคุณครูที่ต้องสอนออนไลน์ให้กับนักเรียน และอีกด้านหนึ่งที่เป็นคุณแม่มีลูกเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้านไปด้วย


รู้จักครูเพิร์ล


เป็นคุณครูสอนวิชาดนตรี ด้านการร้องเพลง ที่โรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง และยังคุณแม่ลูกหนึ่งอายุ 6 ขวบ โดยเริ่มเรียนออนไลน์ตั้งแต่ 4 ขวบครึ่ง มีความผูกพันกับเสถียรธรรมสถานเพราะมีโอกาสสอนเด็กในโครงการต่างๆ โดยมีสะพานเชื่อมบุญจากครูแอม เช่น การสอนเรื่องการใช้เสียงสวดมนต์ภาวนา หรือเพลงต่างๆ ที่จะช่วยกันส่งต่อพลังดีๆ


แม่ชีศันสนีย์


คุณยายไม่ได้เข้าข้างเด็ก แต่เป็นปกติที่เรามีลูกเราจะรักลูกจนบางทีก็ลืมรักหัวใจตัวเองไป แล้วเอามาตรฐานหลักในการรักลูกว่าเราจะทำให้ดีที่สุด ทำทุกอย่างให้ลูกเราได้โอกาสเรียนรู้ได้มากที่สุด

แต่ความจริงมีวิธีการเรียนรู้ที่เด็กจะต้องเติบโตไปด้วยท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 คือ การเดินทางด้านในที่เขาจะต้องปรับตัว ซึ่งความจริงเด็กจะปรับตัวง่ายมากกว่าพวกเราที่เป็นผู้ปกครองที่เป็นความรู้เดิมต้องมาเขย่า ล้างใหม่ และสร้างวิถีใหม่ในการเรียนรู้แบบใหม่


ขณะที่เด็กๆ เขาไม่ต้องปรับอะไรเยอะและสามารถกระโจนเข้าไปเรียนรู้ได้เลย เพียงแต่ว่าเราต้องยอมรับความจริงในวิธีการบางอย่างของผู้ใหญ่ที่รักลูก มีองศาและวิธีการที่ต้องเปลี่ยนไปบ้างและมั่นใจว่า ถ้าเรารักใครเราจะไม่ทำร้ายหัวใจของคนที่เรารัก แล้วเราก็ต้องกลับมารักตัวเอง อย่าทำร้ายหัวใจตัวเองที่จะเอาสิ่งที่ไม่เป็นดั่งใจไปเป็นกรอบเอาไว้เพื่อที่จะให้เขาเป็นและดีที่สุด แต่เขาอาจจะไม่ได้เป็นในกรอบเดิม และอาจเป็นในวิถีในการปรับเปลี่ยนการเดินทางด้านใน


การดูแลเด็กๆ มีความแตกต่างกัน แต่ถ้ามองในความรักที่แท้จริงด้วยหัวใจของเรา หรือด้วยการกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ถือว่าเรามีลูก ลูกเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ ต้องถามตัวเราว่าเคยนึกหรือไม่ วันนี้เราจะพูดกับลูกอย่างไรให้ลูกเข้าใจในสิ่งที่เราอยากให้ลูกเชื่อ เรามีการ์ดโลกของเราหรือไม่ เราไม่ได้เปิดใจจริงๆ ด้วยความรักหรือไม่ หรือเราเข้าไปจัดการคนที่เรารัก อันนี้คือสิ่งที่เราต้องระวัง เราต้องเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็นแล้วเราก็จะเป็นสุข ถ้าเหนื่อยมากต้องหัดถอนหายใจลึกๆ


ครูเพิร์ล


ในบทบาทของเพิร์ลเหมือนกำลังเดินอยู่บนเส้นขนานทั้งสองเส้นที่ใกล้กันมาก แต่ก็ห่างกันมากเช่น

เท้าซ้ายอยู่ในความเป็นคุณครูเวลา 7.30-16.30 น. แต่ขณะเดียวกันเท้าขวาก็ต้องเป็นแม่ที่ดูแลลูกเรียนออนไลน์ จนบางครั้งมีความรู้สึกว่า เราดูแลเขาได้ไม่เต็มที่หรือเปล่า ทั้งๆ ที่เราอยากจะช่วยโฟกัสออนไลน์ให้กับลูกเหมือนเป็นเพื่อนที่อยู่ข้างๆ เขา แต่เราก็ไม่สามารถทำได้ แล้วเราต้องรอเสร็จงานจริงๆ แล้วค่อยไปสอนการบ้านเขาต่อตอนเย็น


ในบางครั้งก็จะมีบทบู๊ระหว่างวันของแม่กับลูกในเรื่องง่ายๆ เช่น เด็กเรียนช่วงเช้าเสร็จแล้วเขาจะมีเวลาทานข้าว 11.30-13.00 น. และลูกก็ไม่ได้อยากจะกินข้าวตอนนี้ ก็เข้าใจลูกเพราะเขานั่งเรียนมาตลอด 3 ชม. แล้ว ต้องอยากเดินวนรอบบ้าน นอนแผ่ก่อน แต่เราในความเป็นแม่ก็จะบอกกับเขาว่า ไม่ได้นะ เพราะถ้าลูกไม่กินข้าวตอนนี้ เดี๋ยวเข้าคลาสตอนบ่ายจะหิวทันที ก็จะเกิดอาการดุเขา อาการแบบนี้ขึ้นซ้ำๆ และเชื่อว่าเด็กทั้งประเทศที่เขาเรียนออนไลน์โดยเฉพาะเด็กเล็ก เขาอยู่บนเส้นทางนี้มาตลอด ก็อยากให้เขามีความตึงและหย่อน


เราเป็นแม่บางครั้งไม่รู้จะตึงหรือหย่อนดี จนบางครั้งมันตึงจนเครียดจนถึงระดับสูงสุดของวัน พอกลางคืนมีบางวันที่เราไม่สามารถหาความสมดุลของอารมณ์ได้ แล้วไปคุยกับเขาว่า ที่พ่อแม่ดุหรือกลายเป็นฟืนเป็นไฟกับลูกหรือเป็นนางยักษ์ระหว่างวัน แม่อาจไม่ได้ตั้งใจ และอยากหาวิธีที่ประนีประนอมหรือบริหารจัดการให้สมดุลอารมณ์ของเราและเด็กได้


การจัดการอารมณ์ของแม่และเด็กที่เรียนออนไลน์


แม่ชีศันสนีย์


เข้าใจและเห็นใจเด็กเลยว่าเขาก็มีเหตุผลที่เรียนมาแล้ว 3 ชม. อยากเดินพักผ่อนก่อน แต่อย่าลืมว่า ตอนเข้าไปโรงเรียนเขาจะมีช่วงเวลาที่ได้กระโดดโลดเต้น ไม่ได้นั่งเรียนตลอด การที่เขาได้เจอครูและเพื่อนๆ เขาก็จะมีความสุขที่ได้เรียน แต่พอเรียนเสร็จช่วงพักก็อยากออกจากแคปซูล เขาเลยอยากให้พ่อแม่เข้าใจเขาหน่อย ช่วงเวลาที่พัก ถ้ามาลองให้เขากินข้าวเพียง 30-40 นาที พอ แล้วให้เวลาที่เหลือเขาจะได้ทำอะไรบ้างในช่วงที่ไม่ได้กินข้าว อยากให้ลองมองตามความเป็นจริงว่าจะไม่มีมนุษย์ไหนที่จะนั่งนานไปถึง 3-5 ชม. โดยที่ไม่ลุกเดินเลย

“สิ่งที่เราควรทำคือ การมีเวลาเตรียมจิตก่อนเรียน ในระหว่างที่เราต้องบริหารเวลาที่เรามีและต้องได้คุณภาพชีวิต ควรฝึกให้เขามีการเตรียมจิตก่อนเรียน ก่อนฟัง ก่อนเจอคนบนโลกนี้ เพื่อให้เขาสื่อสารกับตัวเองเป็น”

เราควรต้องสอนให้เขาเตรียมตัว จิต เพื่อเรียนรู้รับฟังและโต้ตอบ เพราะเด็กสามารถมีอิสรภาพกับการเลือกโจทย์ชีวิต ซึ่งคำถามที่ถูกตั้งมาเขามีความสุขในวิธีการต่างไปจากที่พ่อแม่ตั้งความหวัง เขาควรมีศักดิ์ศรีกับความเป็นมนุษย์ เรียนรู้กับความล้มเหลวที่จะสามารถเรียนรู้กับมันอย่างเติบโตได้ แม้สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เป็นดั่งใจพ่อแม่ แต่เขาจะมีคำตอบในชีวิตของเขาในยุคเขา ทำไมพ่อแม่ไม่เปิดใจกว้างๆ ให้เขามีวินัยของเขาเอง ไม่ใช่เราไปสร้างวินัยให้เขา ให้เขารู้จักจัดการตัวเองจากการเตรียมจิตของเขา ให้เขาภูมิใจกับความสำเร็จหรือไม่สำเร็จได้ เพื่อให้เขาภาคภูมิใจในความเป็นนักสู้ของเขา ถึงแม้ว่า

บางเรื่องอาจมีบาดแผลอยู่บ้าง


อยากให้คุณแม่หรือผู้ปกครองลองนึกไปตอนที่เราเป็นเด็ก สมัยที่เรามีความลับแต่เราบอกพ่อแม่ไม่ได้ เพราะเรากลัวพ่อกับแม่จะเสียใจ ซึ่งจริงๆ เด็กเขาไม่ได้อยากมีความลับกับเรา แต่เวลานั้นเด็กกำลังจะ

ตัดสินใจว่า กล้าที่จะเปิดเผยกับระหว่างที่จะเก็บมันไว้กับตัว ถ้าเรานึกถึงประสบการณ์แบบนี้สักครั้งหนึ่ง เราจะเข้าใจลูกขึ้นแน่นอน โดยที่เราไม่ต้องเอาลูกเราไปเปรียบเทียบกับใคร เพราะความจริงเรากับเขาก็มีลมหายใจเดียวกันมาตั้งแต่ตอนที่เขายังอยู่ในท้อง แต่พอถึงเวลาหนึ่ง เรากลับไม่เข้าใจลมหายใจหรือจังหวะของชีวิตของเรา ทั้งๆ ที่เรากับลูกก็มีจังหวะที่เต้นมาด้วยกัน


ถ้าเขากำลังมีข้ออะไรที่จะทำให้เราปรี๊ดแล้ว เราอาจต้องจับหัวใจเขาว่าเขาจะมองเราเป็นเพื่อนที่ทำให้อุณหภูมิมันลดลงได้หรือไม่ทำให้เขาเห็นว่าถ้าใช้อารมณ์ และพ่อแม่ยังควบคุมตัวเองหรือเตรียมจิตจะคุยกับลูกไม่ได้ จะเทคนิคไหนก็ใช้ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะโจทย์นี้มาจากการเตรียมจะทำการบ้านของโจทย์นี้อย่างสมัครใจ ไม่ใช่ถูกบังคับ เราต้องกลับไปถามตัวเองว่า จะเอาเรื่องการถูกผิดหรือการมีวินัยข้างนอก กับการที่เขาจะต้องซื่อสัตย์กับตัวเองข้างใน เขาจะเห็นการมีหรือไม่มีวินัย การให้ความร่วมมือหรือไม่ร่วมมือ นั้นมีผลไปยังเป้าหมายอย่างทันหรือล่าช้า เราก็เอาเวลานั้นมาตกตะกอนกับพวกเราอีกทีหนึ่ง ไม่ใช่พูดกับเขาว่า เห็นมั้ยแม่บอกแล้ว ตอนนั้นไม่เชื่อตอนนี้ต้องเชื่อแล้วใช่มั้ย ต้องไม่ใช่การข่มขู่ ยุคโควิด-19 มันมีอะไรอีกมากมาย ที่เด็กเขาอยากผ่อนคลายเมื่อได้อยู่ใกล้แม่


การเตรียมจิตก่อนเรียนหรือฟัง


แม่ชีศันสนีย์


มีหลายวิธีที่ต้องดูจากจริตของเด็กก่อนว่าชอบอะไรแล้วเป็นแบบไหน บางคนชอบศิลปะ ร้องเพลง ชอบที่อาจใช้พลังงานมากกว่าร้องเพลง เชื่อว่าคุณแม่ทุกคนจะรู้จักลูกตัวเองดี วิธีการคือเราจะไม่ใช้วิธีการออกคำสั่ง แต่เราจะถามเขา วันนี้ก่อนที่เราจะเตรียมตัวเรียนออนไลน์ เราอยากจะทำอะไรกันก่อนมั้ย เช่น

เล่นเกมลมหายใจ หรืออยากจะเปร่งเสียง แต่ต้องเป็นการเดินทางแบบคนรุ่นเขา หรือเป็นเกมเพราะเด็กอาจชอบการแข่งขัน เอาชนะตัวเอง


อย่างที่คุณยายเตรียมคุยกับเด็กๆ ที่หุบเขาโพธิสัตว์ ก็จะตั้งคำถามกับพวกเขาว่า เขาเห็นความสุขเล็กๆ ในใจเขามั้ย หรืออาจจะเอาความสุขเล็กๆ ในใจฉันออกมาทำให้วิถีชีวิตการเตรียมจิต ให้เขารู้ว่าการเรียนไม่ใช่อยู่ในโลก แต่การเรียนคือความสนุกสนานในเกมของชีวิตที่เขาต้องมีสติอยู่กับลมหายใจ

ดังนั้นการออกกำลังกายเคลื่อนไหวใจตั้งมั่นกับเพลงก็ดี เพื่อให้เด็กเอง ได้ดีไซน์การเตรียมจิตได้เอง

สิ่งสำคัญคือ การเตรียมจิตด้วยวิธีไหนก็ได้ แต่เด็กต้องเป็นคนดีไซน์เอง


พ่อแม่ควรมีศิลปะให้ลูกได้เปิดเผยและเตรียมจิต พร้อมเป็นเพื่อนกับเขา


แม่ชีศันสนีย์

“เวลาเรารักใครเรามักจะครอบครอง เรารักใครสักคน ไม่ว่าจะชายหญิงดอกไม้ เรามักจะไปเข้าครอบครอง เราไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่การครอบครองจะนำไปสู่ความไม่รู้เนื้อรู้ตัว ดังนั้นถ้าเรารักลูก เราก็ต้องคอยเช็กตัวเราเองเหมือนกันว่า เขาต้องเป็นของเรา เป็นดั่งใจ หรือมีความสำเร็จเหมือนที่เรามองเห็นคนอื่นๆ ที่เราไปเปรียบเทียบหรือเปล่า”

ถ้าเราเปิดใจได้แล้วยอมรับความเป็นเขาแล้ว แต่เขาก็ยังมีข้อต่อรองอะไรบางอย่าง ซึ่งเราก็ยังห่วงใยเขา แต่ความห่วงใยนี้เราต้องหาวิธีการที่จะไปสู่ความเข้มแข็งของเขา อย่าเอาวิธีการของเราไปบังคับเขาเพราะจะทำให้เขาเริ่มมีความลับกับเรา ถ้าเราเลี้ยงลูกเราต้องไม่มีความลับกับลูก และต้องเปิดเผยกับเขาในเวลาที่เขาพร้อมฟัง เช่น บอกลูกว่าแม่รู้สึกแบบนี้นะในเวลาที่หนูเถียง แม่รู้นะว่าหนูไม่ได้เกลียดแม่ แต่เวลาที่หนูมีปฏิกิริยาบางอย่าง แม่กำลังมีความรู้สึกว่าแม่กำลังเสียใจ ซึ่งลึกๆ แล้วแม่ก็ต้องการตัวช่วย จะมีใครสักคนที่รักแม่และช่วยแม่ได้มั้ย นี่คือการแสดงออกของการเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ แล้วเรากับเขาจะได้เดินทางไปด้วยกัน เพราะในอนาคตลูกจะต้องได้เรียนรู้ เปิดเผยความรู้สึกแบบนี้กับใครบางคนที่ลูกเริ่มไว้ใจเขา


แต่กับใครบางคนที่ลูกอาจจะไม่รู้จักเขา ลูกจะใช้วิธีการนี้ไม่ได้นะ เพราะวิธีการนี้เป็นวิธีการที่แม่ไม่ทำร้ายลูก แต่บางขณะวิธีการนี้เอาไปใช้กับคนทุกคนไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กเริ่มฟังหัวใจตัวเองและดูเหมือนว่าเขากำลังจะตอบเรา เพราะจริงๆ เขาก็ต้องตอบตัวเองก่อนว่าเขาจะมาเป็นเพื่อนกับแม่อย่างไรได้


ถ้าไม่เคยที่คุยถึงการเดินทางด้านในกับลูก ตอนนี้ที่ลูก 6 ขวบถือเป็นประสบการณ์ที่กำลังดีเลย เพราะมีเหตุการณ์หนึ่งที่คุณยายยังจำได้เลย ที่เมื่อตอน 6 ขวบที่เราพูดอะไรบางอย่างแล้วเราสบายขึ้น เราพูดแล้วมีใครสักคนที่จับมือเราแล้วฟังลมหายใจของเราที่บางทีกระหืดกระหอบ บางที่เราสงสัย เรามีแม่เป็นเพื่อนร่วมเดินทางด้วย


ย้อนไปตอนนั้นคุณยายได้ไปใช้ความยุติธรรมกับเด็กที่ใช้ความรุนแรง และถูกเด็กที่เลี้ยงควายเตะเราตัวเขียวกลับบ้าน เราก็ไม่อยากให้แม่เรารู้ว่าเราถูกทำร้าย แต่ก็ปกปิดไม่มิด เพราะเวลาถอดเสื้อผ้าก็เห็นรอยช้ำ แม่เห็นเรารู้ว่าแม่รักเราแต่แม่ตีเรา ถึงขนาดต้องเอายาหม่องมาทา แต่ตอนที่แม่ตีเราแม่ก็ร้องไห้ แล้วบอกว่าถ้าลูกแม่จะตายเพราะใครสักคนที่ไม่ได้รักลูกแล้วมาทำร้ายลูก แต่แม่จะทำให้ดูเลยว่า คนที่ทำร้ายลูกแต่ไม่ฆ่าลูก แล้วลูกก็ต้องเปิดเผยความจริงกับคนๆ นี้ ตอนนั้นยังเป็นเด็กหญิงอยู่เลย ทำให้เราจำจนตายเลยว่า มีอะไรจะเปิดเผยกับคนที่รักเราแต่ไม่ฆ่าเรา เพราะคนนี้คือผู้หญิงที่เต้นลมหายใจเดียวกัน เราได้ใช้จังหวะการเต้นของหัวใจมาด้วยกัน


เพราะฉะนั้นการที่เด็กหนึ่งคนจะไว้ใจแม่ มันต้องมีวิธีการบอก อย่างเราชอบความยุติธรรมเราก็จะเอา

ตัวเราไปปกป้องคนที่ถูกรังแก โดยที่เราไม่เคยรู้การที่เราได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังตีเราด้วย

ร้องไห้ด้วยว่า แล้วถ้าลูกเราเป็นอะไรไป แม่จะทำอย่างไร มันสมควรมั้ยที่ลูกจะเอาชีวิตไปแลกแบบนี้

แม่ดุและตีเพื่อให้ตั้งคำถามที่จะได้ยินไปตลอดชีวิต และคิดว่าวิธีการนี้คือศิลปะของการเลี้ยงลูก จากนั้นมาเราไม่มีความลับกับแม่เลย แล้วก็จะบอกกับแม่ทุกเรื่องที่สำคัญ ทำให้คุณยายรู้ว่า เพราะเรามีผู้หญิงที่เรียกว่าแม่ไม่ได้เกลียดเราและเป็นเพื่อนเรา


แต่วิธีการนี้กว่าเราจะเข้าใจ ถูกแม่เทรนด์ให้ต้องฟังหัวใจตัวเอง ไม่ใช่การบังคับ แต่เขาให้เราฟังหัวใจตัวเองว่า ลูกพร้อมแล้วหรือยังที่จะแบ่งปัน หรือเข้าใจเหตุผลการแบ่งปัน แบบลูกแล้วหรือยัง แล้วเห็น

หรือยังว่าสิ่งที่แบ่งปันไปอยู่กับลูกได้นานที่สุด ไม่ใช่การเรียนรู้แบบ How to แต่เป็นการสร้างวิถีชีวิตแบบเป็นการตัดสินใจของเด็กหนึ่งคน ผู้ใหญ่ที่เป็นแม่ควรสอนวิธีการเตรียมจิตของลูกเพื่อให้เขาได้มีการตัดสินใจของเขาเอง เรียนรู้ โดยมีผู้หญิงที่ไม่ฆ่าเขาเป็นเพื่อนเขา แม้ตอนนี้ยุคสมัยต่างกัน แต่วิธีการมันอ่อนโยนได้ แต่บางเรื่องมันสามารถเปิดเผยได้ เช่น แม่กำลังจะกรี๊ด เราต้องบอกกับเขาเลยว่าแม่กำลังจะเปิดเผยนะ เพราะแม่ไม่อยากเป็นยักษ์นะ


ครูเพิร์ล


ช่วงตั้งแต่เดือน มี.ค. 2564 ที่มีการเรียนออนไลน์เพ