ฟังเสียงหัวใจ Online Learning



สนทนาธรรมแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต พร้อมแขกรับเชิญ ครูเพิร์ล รพีพร ประทุมอานนท์


ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


การเรียนในยุคโควิด-19 ที่ทำให้เด็กๆ ต้องเรียนหนังสือออนไลน์ที่บ้าน และเป็นอีกหนึ่งบทบาทของผู้ปกครองที่ต้องดูแลเพื่อให้ลูกได้เรียนหนังสืออย่างประสิทธิภาพตามที่คาดหวัง จนบางครั้งอาจลืมว่า

อาจนำมาสู่ความตึงเครียดของผู้ปกครองเองและอาจส่งผลต่อเด็กด้วย ลองมาแลกเปลี่ยนวิธีการเรียนออนไลน์ที่ทำให้ผู้ปกครองและเด็กสามารถดำเนินการไปด้วยกันได้โดยที่ไม่มีทิ้งความขุ่นข้องหมองใจ จากผู้ที่มี 2 บทบาทในการเรียนยุคใหม่คือ ครูเพิร์ล รพีพร ประทุมอานนท์ ที่ด้านหนึ่งก็เป็นคุณครูที่ต้องสอนออนไลน์ให้กับนักเรียน และอีกด้านหนึ่งที่เป็นคุณแม่มีลูกเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้านไปด้วย


รู้จักครูเพิร์ล


เป็นคุณครูสอนวิชาดนตรี ด้านการร้องเพลง ที่โรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง และยังคุณแม่ลูกหนึ่งอายุ 6 ขวบ โดยเริ่มเรียนออนไลน์ตั้งแต่ 4 ขวบครึ่ง มีความผูกพันกับเสถียรธรรมสถานเพราะมีโอกาสสอนเด็กในโครงการต่างๆ โดยมีสะพานเชื่อมบุญจากครูแอม เช่น การสอนเรื่องการใช้เสียงสวดมนต์ภาวนา หรือเพลงต่างๆ ที่จะช่วยกันส่งต่อพลังดีๆ


แม่ชีศันสนีย์


คุณยายไม่ได้เข้าข้างเด็ก แต่เป็นปกติที่เรามีลูกเราจะรักลูกจนบางทีก็ลืมรักหัวใจตัวเองไป แล้วเอามาตรฐานหลักในการรักลูกว่าเราจะทำให้ดีที่สุด ทำทุกอย่างให้ลูกเราได้โอกาสเรียนรู้ได้มากที่สุด

แต่ความจริงมีวิธีการเรียนรู้ที่เด็กจะต้องเติบโตไปด้วยท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 คือ การเดินทางด้านในที่เขาจะต้องปรับตัว ซึ่งความจริงเด็กจะปรับตัวง่ายมากกว่าพวกเราที่เป็นผู้ปกครองที่เป็นความรู้เดิมต้องมาเขย่า ล้างใหม่ และสร้างวิถีใหม่ในการเรียนรู้แบบใหม่


ขณะที่เด็กๆ เขาไม่ต้องปรับอะไรเยอะและสามารถกระโจนเข้าไปเรียนรู้ได้เลย เพียงแต่ว่าเราต้องยอมรับความจริงในวิธีการบางอย่างของผู้ใหญ่ที่รักลูก มีองศาและวิธีการที่ต้องเปลี่ยนไปบ้างและมั่นใจว่า ถ้าเรารักใครเราจะไม่ทำร้ายหัวใจของคนที่เรารัก แล้วเราก็ต้องกลับมารักตัวเอง อย่าทำร้ายหัวใจตัวเองที่จะเอาสิ่งที่ไม่เป็นดั่งใจไปเป็นกรอบเอาไว้เพื่อที่จะให้เขาเป็นและดีที่สุด แต่เขาอาจจะไม่ได้เป็นในกรอบเดิม และอาจเป็นในวิถีในการปรับเปลี่ยนการเดินทางด้านใน


การดูแลเด็กๆ มีความแตกต่างกัน แต่ถ้ามองในความรักที่แท้จริงด้วยหัวใจของเรา หรือด้วยการกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ถือว่าเรามีลูก ลูกเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ ต้องถามตัวเราว่าเคยนึกหรือไม่ วันนี้เราจะพูดกับลูกอย่างไรให้ลูกเข้าใจในสิ่งที่เราอยากให้ลูกเชื่อ เรามีการ์ดโลกของเราหรือไม่ เราไม่ได้เปิดใจจริงๆ ด้วยความรักหรือไม่ หรือเราเข้าไปจัดการคนที่เรารัก อันนี้คือสิ่งที่เราต้องระวัง เราต้องเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็นแล้วเราก็จะเป็นสุข ถ้าเหนื่อยมากต้องหัดถอนหายใจลึกๆ


ครูเพิร์ล


ในบทบาทของเพิร์ลเหมือนกำลังเดินอยู่บนเส้นขนานทั้งสองเส้นที่ใกล้กันมาก แต่ก็ห่างกันมากเช่น

เท้าซ้ายอยู่ในความเป็นคุณครูเวลา 7.30-16.30 น. แต่ขณะเดียวกันเท้าขวาก็ต้องเป็นแม่ที่ดูแลลูกเรียนออนไลน์ จนบางครั้งมีความรู้สึกว่า เราดูแลเขาได้ไม่เต็มที่หรือเปล่า ทั้งๆ ที่เราอยากจะช่วยโฟกัสออนไลน์ให้กับลูกเหมือนเป็นเพื่อนที่อยู่ข้างๆ เขา แต่เราก็ไม่สามารถทำได้ แล้วเราต้องรอเสร็จงานจริงๆ แล้วค่อยไปสอนการบ้านเขาต่อตอนเย็น


ในบางครั้งก็จะมีบทบู๊ระหว่างวันของแม่กับลูกในเรื่องง่ายๆ เช่น เด็กเรียนช่วงเช้าเสร็จแล้วเขาจะมีเวลาทานข้าว 11.30-13.00 น. และลูกก็ไม่ได้อยากจะกินข้าวตอนนี้ ก็เข้าใจลูกเพราะเขานั่งเรียนมาตลอด 3 ชม. แล้ว ต้องอยากเดินวนรอบบ้าน นอนแผ่ก่อน แต่เราในความเป็นแม่ก็จะบอกกับเขาว่า ไม่ได้นะ เพราะถ้าลูกไม่กินข้าวตอนนี้ เดี๋ยวเข้าคลาสตอนบ่ายจะหิวทันที ก็จะเกิดอาการดุเขา อาการแบบนี้ขึ้นซ้ำๆ และเชื่อว่าเด็กทั้งประเทศที่เขาเรียนออนไลน์โดยเฉพาะเด็กเล็ก เขาอยู่บนเส้นทางนี้มาตลอด ก็อยากให้เขามีความตึงและหย่อน


เราเป็นแม่บางครั้งไม่รู้จะตึงหรือหย่อนดี จนบางครั้งมันตึงจนเครียดจนถึงระดับสูงสุดของวัน พอกลางคืนมีบางวันที่เราไม่สามารถหาความสมดุลของอารมณ์ได้ แล้วไปคุยกับเขาว่า ที่พ่อแม่ดุหรือกลายเป็นฟืนเป็นไฟกับลูกหรือเป็นนางยักษ์ระหว่างวัน แม่อาจไม่ได้ตั้งใจ และอยากหาวิธีที่ประนีประนอมหรือบริหารจัดการให้สมดุลอารมณ์ของเราและเด็กได้


การจัดการอารมณ์ของแม่และเด็กที่เรียนออนไลน์


แม่ชีศันสนีย์


เข้าใจและเห็นใจเด็กเลยว่าเขาก็มีเหตุผลที่เรียนมาแล้ว 3 ชม. อยากเดินพักผ่อนก่อน แต่อย่าลืมว่า ตอนเข้าไปโรงเรียนเขาจะมีช่วงเวลาที่ได้กระโดดโลดเต้น ไม่ได้นั่งเรียนตลอด การที่เขาได้เจอครูและเพื่อนๆ เขาก็จะมีความสุขที่ได้เรียน แต่พอเรียนเสร็จช่วงพักก็อยากออกจากแคปซูล เขาเลยอยากให้พ่อแม่เข้าใจเขาหน่อย ช่วงเวลาที่พัก ถ้ามาลองให้เขากินข้าวเพียง 30-40 นาที พอ แล้วให้เวลาที่เหลือเขาจะได้ทำอะไรบ้างในช่วงที่ไม่ได้กินข้าว อยากให้ลองมองตามความเป็นจริงว่าจะไม่มีมนุษย์ไหนที่จะนั่งนานไปถึง 3-5 ชม. โดยที่ไม่ลุกเดินเลย

“สิ่งที่เราควรทำคือ การมีเวลาเตรียมจิตก่อนเรียน ในระหว่างที่เราต้องบริหารเวลาที่เรามีและต้องได้คุณภาพชีวิต ควรฝึกให้เขามีการเตรียมจิตก่อนเรียน ก่อนฟัง ก่อนเจอคนบนโลกนี้ เพื่อให้เขาสื่อสารกับตัวเองเป็น”

เราควรต้องสอนให้เขาเตรียมตัว จิต เพื่อเรียนรู้รับฟังและโต้ตอบ เพราะเด็กสามารถมีอิสรภาพกับการเลือกโจทย์ชีวิต ซึ่งคำถามที่ถูกตั้งมาเขามีความสุขในวิธีการต่างไปจากที่พ่อแม่ตั้งความหวัง เขาควรมีศักดิ์ศรีกับความเป็นมนุษย์ เรียนรู้กับความล้มเหลวที่จะสามารถเรียนรู้กับมันอย่างเติบโตได้ แม้สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เป็นดั่งใจพ่อแม่ แต่เขาจะมีคำตอบในชีวิตของเขาในยุคเขา ทำไมพ่อแม่ไม่เปิดใจกว้างๆ ให้เขามีวินัยของเขาเอง ไม่ใช่เราไปสร้างวินัยให้เขา ให้เขารู้จักจัดการตัวเองจากการเตรียมจิตของเขา ให้เขาภูมิใจกับความสำเร็จหรือไม่สำเร็จได้ เพื่อให้เขาภาคภูมิใจในความเป็นนักสู้ของเขา ถึงแม้ว่า

บางเรื่องอาจมีบาดแผลอยู่บ้าง


อยากให้คุณแม่หรือผู้ปกครองลองนึกไปตอนที่เราเป็นเด็ก สมัยที่เรามีความลับแต่เราบอกพ่อแม่ไม่ได้ เพราะเรากลัวพ่อกับแม่จะเสียใจ ซึ่งจริงๆ เด็กเขาไม่ได้อยากมีความลับกับเรา แต่เวลานั้นเด็กกำลังจะ

ตัดสินใจว่า กล้าที่จะเปิดเผยกับระหว่างที่จะเก็บมันไว้กับตัว ถ้าเรานึกถึงประสบการณ์แบบนี้สักครั้งหนึ่ง เราจะเข้าใจลูกขึ้นแน่นอน โดยที่เราไม่ต้องเอาลูกเราไปเปรียบเทียบกับใคร เพราะความจริงเรากับเขาก็มีลมหายใจเดียวกันมาตั้งแต่ตอนที่เขายังอยู่ในท้อง แต่พอถึงเวลาหนึ่ง เรากลับไม่เข้าใจลมหายใจหรือจังหวะของชีวิตของเรา ทั้งๆ ที่เรากับลูกก็มีจังหวะที่เต้นมาด้วยกัน


ถ้าเขากำลังมีข้ออะไรที่จะทำให้เราปรี๊ดแล้ว เราอาจต้องจับหัวใจเขาว่าเขาจะมองเราเป็นเพื่อนที่ทำให้อุณหภูมิมันลดลงได้หรือไม่ทำให้เขาเห็นว่าถ้าใช้อารมณ์ และพ่อแม่ยังควบคุมตัวเองหรือเตรียมจิตจะคุยกับลูกไม่ได้ จะเทคนิคไหนก็ใช้ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะโจทย์นี้มาจากการเตรียมจะทำการบ้านของโจทย์นี้อย่างสมัครใจ ไม่ใช่ถูกบังคับ เราต้องกลับไปถามตัวเองว่า จะเอาเรื่องการถูกผิดหรือการมีวินัยข้างนอก กับการที่เขาจะต้องซื่อสัตย์กับตัวเองข้างใน เขาจะเห็นการมีหรือไม่มีวินัย การให้ความร่วมมือหรือไม่ร่วมมือ นั้นมีผลไปยังเป้าหมายอย่างทันหรือล่าช้า เราก็เอาเวลานั้นมาตกตะกอนกับพวกเราอีกทีหนึ่ง ไม่ใช่พูดกับเขาว่า เห็นมั้ยแม่บอกแล้ว ตอนนั้นไม่เชื่อตอนนี้ต้องเชื่อแล้วใช่มั้ย ต้องไม่ใช่การข่มขู่ ยุคโควิด-19 มันมีอะไรอีกมากมาย ที่เด็กเขาอยากผ่อนคลายเมื่อได้อยู่ใกล้แม่


การเตรียมจิตก่อนเรียนหรือฟัง


แม่ชีศันสนีย์


มีหลายวิธีที่ต้องดูจากจริตของเด็กก่อนว่าชอบอะไรแล้วเป็นแบบไหน บางคนชอบศิลปะ ร้องเพลง ชอบที่อาจใช้พลังงานมากกว่าร้องเพลง เชื่อว่าคุณแม่ทุกคนจะรู้จักลูกตัวเองดี วิธีการคือเราจะไม่ใช้วิธีการออกคำสั่ง แต่เราจะถามเขา วันนี้ก่อนที่เราจะเตรียมตัวเรียนออนไลน์ เราอยากจะทำอะไรกันก่อนมั้ย เช่น

เล่นเกมลมหายใจ หรืออยากจะเปร่งเสียง แต่ต้องเป็นการเดินทางแบบคนรุ่นเขา หรือเป็นเกมเพราะเด็กอาจชอบการแข่งขัน เอาชนะตัวเอง


อย่างที่คุณยายเตรียมคุยกับเด็กๆ ที่หุบเขาโพธิสัตว์ ก็จะตั้งคำถามกับพวกเขาว่า เขาเห็นความสุขเล็กๆ ในใจเขามั้ย หรืออาจจะเอาความสุขเล็กๆ ในใจฉันออกมาทำให้วิถีชีวิตการเตรียมจิต ให้เขารู้ว่าการเรียนไม่ใช่อยู่ในโลก แต่การเรียนคือความสนุกสนานในเกมของชีวิตที่เขาต้องมีสติอยู่กับลมหายใจ

ดังนั้นการออกกำลังกายเคลื่อนไหวใจตั้งมั่นกับเพลงก็ดี เพื่อให้เด็กเอง ได้ดีไซน์การเตรียมจิตได้เอง

สิ่งสำคัญคือ การเตรียมจิตด้วยวิธีไหนก็ได้ แต่เด็กต้องเป็นคนดีไซน์เอง


พ่อแม่ควรมีศิลปะให้ลูกได้เปิดเผยและเตรียมจิต พร้อมเป็นเพื่อนกับเขา


แม่ชีศันสนีย์

“เวลาเรารักใครเรามักจะครอบครอง เรารักใครสักคน ไม่ว่าจะชายหญิงดอกไม้ เรามักจะไปเข้าครอบครอง เราไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่การครอบครองจะนำไปสู่ความไม่รู้เนื้อรู้ตัว ดังนั้นถ้าเรารักลูก เราก็ต้องคอยเช็กตัวเราเองเหมือนกันว่า เขาต้องเป็นของเรา เป็นดั่งใจ หรือมีความสำเร็จเหมือนที่เรามองเห็นคนอื่นๆ ที่เราไปเปรียบเทียบหรือเปล่า”

ถ้าเราเปิดใจได้แล้วยอมรับความเป็นเขาแล้ว แต่เขาก็ยังมีข้อต่อรองอะไรบางอย่าง ซึ่งเราก็ยังห่วงใยเขา แต่ความห่วงใยนี้เราต้องหาวิธีการที่จะไปสู่ความเข้มแข็งของเขา อย่าเอาวิธีการของเราไปบังคับเขาเพราะจะทำให้เขาเริ่มมีความลับกับเรา ถ้าเราเลี้ยงลูกเราต้องไม่มีความลับกับลูก และต้องเปิดเผยกับเขาในเวลาที่เขาพร้อมฟัง เช่น บอกลูกว่าแม่รู้สึกแบบนี้นะในเวลาที่หนูเถียง แม่รู้นะว่าหนูไม่ได้เกลียดแม่ แต่เวลาที่หนูมีปฏิกิริยาบางอย่าง แม่กำลังมีความรู้สึกว่าแม่กำลังเสียใจ ซึ่งลึกๆ แล้วแม่ก็ต้องการตัวช่วย จะมีใครสักคนที่รักแม่และช่วยแม่ได้มั้ย นี่คือการแสดงออกของการเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ แล้วเรากับเขาจะได้เดินทางไปด้วยกัน เพราะในอนาคตลูกจะต้องได้เรียนรู้ เปิดเผยความรู้สึกแบบนี้กับใครบางคนที่ลูกเริ่มไว้ใจเขา


แต่กับใครบางคนที่ลูกอาจจะไม่รู้จักเขา ลูกจะใช้วิธีการนี้ไม่ได้นะ เพราะวิธีการนี้เป็นวิธีการที่แม่ไม่ทำร้ายลูก แต่บางขณะวิธีการนี้เอาไปใช้กับคนทุกคนไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กเริ่มฟังหัวใจตัวเองและดูเหมือนว่าเขากำลังจะตอบเรา เพราะจริงๆ เขาก็ต้องตอบตัวเองก่อนว่าเขาจะมาเป็นเพื่อนกับแม่อย่างไรได้


ถ้าไม่เคยที่คุยถึงการเดินทางด้านในกับลูก ตอนนี้ที่ลูก 6 ขวบถือเป็นประสบการณ์ที่กำลังดีเลย เพราะมีเหตุการณ์หนึ่งที่คุณยายยังจำได้เลย ที่เมื่อตอน 6 ขวบที่เราพูดอะไรบางอย่างแล้วเราสบายขึ้น เราพูดแล้วมีใครสักคนที่จับมือเราแล้วฟังลมหายใจของเราที่บางทีกระหืดกระหอบ บางที่เราสงสัย เรามีแม่เป็นเพื่อนร่วมเดินทางด้วย


ย้อนไปตอนนั้นคุณยายได้ไปใช้ความยุติธรรมกับเด็กที่ใช้ความรุนแรง และถูกเด็กที่เลี้ยงควายเตะเราตัวเขียวกลับบ้าน เราก็ไม่อยากให้แม่เรารู้ว่าเราถูกทำร้าย แต่ก็ปกปิดไม่มิด เพราะเวลาถอดเสื้อผ้าก็เห็นรอยช้ำ แม่เห็นเรารู้ว่าแม่รักเราแต่แม่ตีเรา ถึงขนาดต้องเอายาหม่องมาทา แต่ตอนที่แม่ตีเราแม่ก็ร้องไห้ แล้วบอกว่าถ้าลูกแม่จะตายเพราะใครสักคนที่ไม่ได้รักลูกแล้วมาทำร้ายลูก แต่แม่จะทำให้ดูเลยว่า คนที่ทำร้ายลูกแต่ไม่ฆ่าลูก แล้วลูกก็ต้องเปิดเผยความจริงกับคนๆ นี้ ตอนนั้นยังเป็นเด็กหญิงอยู่เลย ทำให้เราจำจนตายเลยว่า มีอะไรจะเปิดเผยกับคนที่รักเราแต่ไม่ฆ่าเรา เพราะคนนี้คือผู้หญิงที่เต้นลมหายใจเดียวกัน เราได้ใช้จังหวะการเต้นของหัวใจมาด้วยกัน


เพราะฉะนั้นการที่เด็กหนึ่งคนจะไว้ใจแม่ มันต้องมีวิธีการบอก อย่างเราชอบความยุติธรรมเราก็จะเอา

ตัวเราไปปกป้องคนที่ถูกรังแก โดยที่เราไม่เคยรู้การที่เราได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังตีเราด้วย

ร้องไห้ด้วยว่า แล้วถ้าลูกเราเป็นอะไรไป แม่จะทำอย่างไร มันสมควรมั้ยที่ลูกจะเอาชีวิตไปแลกแบบนี้

แม่ดุและตีเพื่อให้ตั้งคำถามที่จะได้ยินไปตลอดชีวิต และคิดว่าวิธีการนี้คือศิลปะของการเลี้ยงลูก จากนั้นมาเราไม่มีความลับกับแม่เลย แล้วก็จะบอกกับแม่ทุกเรื่องที่สำคัญ ทำให้คุณยายรู้ว่า เพราะเรามีผู้หญิงที่เรียกว่าแม่ไม่ได้เกลียดเราและเป็นเพื่อนเรา


แต่วิธีการนี้กว่าเราจะเข้าใจ ถูกแม่เทรนด์ให้ต้องฟังหัวใจตัวเอง ไม่ใช่การบังคับ แต่เขาให้เราฟังหัวใจตัวเองว่า ลูกพร้อมแล้วหรือยังที่จะแบ่งปัน หรือเข้าใจเหตุผลการแบ่งปัน แบบลูกแล้วหรือยัง แล้วเห็น

หรือยังว่าสิ่งที่แบ่งปันไปอยู่กับลูกได้นานที่สุด ไม่ใช่การเรียนรู้แบบ How to แต่เป็นการสร้างวิถีชีวิตแบบเป็นการตัดสินใจของเด็กหนึ่งคน ผู้ใหญ่ที่เป็นแม่ควรสอนวิธีการเตรียมจิตของลูกเพื่อให้เขาได้มีการตัดสินใจของเขาเอง เรียนรู้ โดยมีผู้หญิงที่ไม่ฆ่าเขาเป็นเพื่อนเขา แม้ตอนนี้ยุคสมัยต่างกัน แต่วิธีการมันอ่อนโยนได้ แต่บางเรื่องมันสามารถเปิดเผยได้ เช่น แม่กำลังจะกรี๊ด เราต้องบอกกับเขาเลยว่าแม่กำลังจะเปิดเผยนะ เพราะแม่ไม่อยากเป็นยักษ์นะ


ครูเพิร์ล


ช่วงตั้งแต่เดือน มี.ค. 2564 ที่มีการเรียนออนไลน์เพิร์ลก็ใช้แบบนี้บอกลูกว่า ตอนนี้นี้คุณแม่กำลังจะโกรธแล้ว แต่ลึกๆ แล้ว คุณแม่โกรธมากๆ แล้ว เขาก็อ้าปากหว๋อเลย ซึ่งเขางง เพราะปกติแม่เป็นนักร้องที่ปกติแม่จะเป็นคนเสียงสูงมาก แต่วันที่แม่เสียงต่ำเมื่อไรเขากลับงง เพราะแสดงถึงว่าแม่กำลังโกรธ

แล้วคราวนี้ก็เหมือนเขาจะเริ่มได้ยินทุกอย่างจริงๆ


แม่ชีศันสนีย์


แสดงว่าลูกเริ่มฟังด้วยหัวใจแล้วจริงๆ


วิธีการบริหารจัดการอารมณ์วันที่พ่อแม่อารมณ์ขึ้น และไม่ให้อารมณ์ค้างจนมีผลต่อลูก


แม่ชีศันสนีย์


ถ้าเราดึงตัวเองไม่ทันแล้วเราจะไปสื่อสารกับลูกอย่างไร เรารู้ว่ากำลังมีสิ่งนี้แต่เราจะทำอย่างไรให้สิ่งที่

ลงได้ บางคนอาจตะโกนในห้องน้ำ หรือมีวิธีการแบบไหนให้ลูกเห็นเลยว่าเรากำลังมีอารมณ์ที่เขาก็เห็นได้ แล้วสุดท้ายเราก็ค่อยเข้าไปเจรจา เพราะถ้าไม่ได้ปลดปล่อยอารมณ์ จะมีอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ คล้ายๆ ระเบิดอารมณ์กับคนที่ที่เรากำลังจะถามหาว่ามี How to แบบไหนที่เราจะคุยกับลูกได้


ความจริงเราต้องมาถามตัวเองว่า เราจะมีวิธีการจัดการอารมณ์ของตัวเองมาสู่ความเป็นปกติก่อน

แล้วเอาความปกติไปคุยกับลูก แล้วลองระลึกชาติกันดูบางทีเราเลือกวิธีที่เริ่มมีเสียงสูงไปเรื่อยๆ เพื่อ

ปลดปล่อย แต่เหมือนลูกไม่ได้ยินเหรอ อันนี้ How to อย่างไรก็เอาไม่อยู่ อันนี้เราต้องใช้การภาวนาเลย

“เพราะการภาวนาคือการรู้ทันอารมณ์ รู้ทันการกระเพื่อม แล้วต้องรู้การละ นี่คือสัมปชัญญะที่ต้องรู้แล้วว่าต้องละ ละความหลงและอารมณ์ตอนนั้น โดยต้องมีฐานกำลังของจิต รู้ว่าจิตที่มีและเคลื่อนอยู่”

เช่น การทำอานาปานสติ กลับไปอยู่ที่ลมหายใจของเรา หายใจเข้าให้ลึกๆ เลย ค่อยๆ อั้นลมหายใจไว้ แล้วเราก็ค่อยๆ คืนลมหายใจออกมาช้า จากนั้นเราจะเริ่มเห็นความพีคของอารมณ์ค่อยๆ สงบลง

นั่นแสดงว่าเรากำลังเข้าสู่กำลังของจิตที่เป็นสมาธิ มีสติรู้ตัว มีสัมปชัญญะที่รู้ว่าหลงแล้ว แล้วจะไม่หลงด้วยการใช้เทคนิคอานาปานสติด้วยการดึงลมหายใจเข้าไป ลึกๆ อั้นลมหายใจไว้ นับ 1 2 3 4 พอความวุ่นวายได้สงบ มันก็จะก็เริ่มเป็นความบริสุทธิ์ตั่งมั่นที่จิตควรกับการงาน การเตรียมจิตไปสื่อสารคุยไปฟัง


ลูกทำอย่างนี้แล้วรู้สึกอย่างไร มันสุขดีหรือทุกข์ดี เราก็จะเริ่มเปิดช่องให้เด็กเข้ามาสื่อสารกับเรา โดยเห็นความปกติของจิตไม่เสแสร้ง แต่ด้วยความสุจริตและเป็นเจตนาสุจริต ซึ่งพอมีเจตนาสู่การกระทำสุจริตมันก็คือกรรมที่สุจริต ซึ่งเราเรียกว่ากุศลวิบากกรรม อันนี้คือกรรม 3 ที่เราเห็นเป็นสามเหลี่ยมคือ มีกรรม กุศลกรรม กุศลวิบากรรม มันจะหนีสามเหลี่ยมนี้ไม่ได้เลย เพราะนี่คือวิธีการเคลื่อน มันต่างกันที่เราจะเคลื่อนแบบไหน เคลื่อนอย่างกุศลหรือเคลื่อนอย่างอกุศล


ยุคสมัยใหม่คือ การสื่อสารออกไปว่าเราเคลื่อนด้วยจิตที่เป็นปกติหรือเคลื่อนด้วยจิตโทสะที่เป็นอกุศล

ถ้าเคลื่อนด้วยโมหะแต่เกิดความลังเล หรือลูกจ๋าดูหวานแหว๋วแต่ความจริงคือเดี๋ยวเหอะจัดการให้ เหมือนเป็นราคะสลับโทสะ หรือเป็นโมหะ เพราะฉะนั้นเราจะใช้ How to อย่างเดียวเอาไม่อยู่ สรุปแล้วถ้า

ไม่ได้มีการเตรียมจิตก่อนที่จะทำ How to มันยาก


ดังนั้น ถ้าถามตรงไปตรงมาแบบเลี้ยงเด็กหลายคน เด็กๆ ได้สอนคุณยายว่า เราควรถามความรู้สึกกันบ่อยๆ เช่น ก่อนที่เราจะคุยกันเรารู้สึกอย่างไร กลัวหรือเปล่า ไม่กล้าหรือเปล่า หรือเราเริ่มจะมีความลับกันแล้ว ให้ถามความรู้สึกตรงๆ ไปเลย เคยถามเด็กคนหนึ่งที่ปั้นดินอยู่ว่ารู้สึกอย่างไร ซึ่งปกติพ่อแม่จะถามว่านี่กำลังปั่นอะไรอยู่ อันนี้สวย อย่างนี้สิถึงจะถูก หรือปั้นอย่างคนอื่นทำสิ อย่างนี้คือคำถามพ่อแม่ที่ไม่ได้มีการเตรียมจิตเลย แต่ถ้าถามเด็กที่ปั้นดินว่าตอนที่กำลังปั้นนี้หนูรู้สึกอย่างไร เด็กจะเริ่มมีบทสนทนายาวเลยว่าปั้นอะไร เด็กก็จะตอบว่าไม่เห็นหรือว่ากำลังปั้นลิงที่กำลังยิ้ม เรากำลังมีความสุข ลิงเลยมีความสุข นี่แสดงให้เห็นว่าเราก็จะได้บทสนทนาใหม่เกิดขึ้นมา และเป็นบทสนทนาที่เด็กจะมีการเตรียมจิตในการเดินทางด้านใน ได้เห็นความรู้สึกเกิดดับฉับพลันขึ้น เรื่องนี้เด็กสอนยายเลย ไม่ใช่ยายสอนเด็ก และอยากให้พ่อแม่อย่าเพิ่งเชื่อ ลองกลับไปทำและลองถามความรู้สึกลูกดูก่อน

“การเรียนออนไลน์ใครสอนใคร ใครเป็นคนเรียนรู้ ความจริงคือพวกเราทั้งหมดในสังคม เรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่จอสมาร์ทโฟน กับครู แต่เราทุกคนกำลังเรียนรู้ด้วย และคิดว่าวิชาชีวิตแม่นี่แหละ คือคนที่จะสอนลูกได้ดีที่สุดเลย”

ครูเพิร์ล


สิ่งที่คุณยายบอกทำให้รู้เลยว่า ก่อนที่จะไปบอกเขาสอนเขาทำให้เราควรกลับมาถามความรู้สึกตัวเอง และบางทีเราก็ลืมถามลูก แต่เราก็มีอารมณ์ขึ้นไปแล้ว ซึ่งวิธีที่คุณยายบอกก็น่าจะเป็นหนทางที่ทำให้การสื่อสารมันลดความต่อต้านลงได้


แม่ชีศันสนีย์


เพราะความรู้สึกหรือเวทนามันคือจิตสังขาร ซึ่งคือเครื่องปรุงแต่งจิต เวทนาคือเครื่องปรุงแต่งจิต เวลาเรามีสติหรือเวทนา เราจะรู้ว่าเวทนาคือความรู้สึกมันไปกำหนดทิศทางของการตัดสินใจ เข่น การที่เรามีสุขเวทนาไปปรุงแต่งจิต จะทำให้เราเห็นสิทธิที่จะตัดสินใจตรงนั้นพลาดได้ เพราะเราไปเผลอเพลินกับราคะมากเกินไป เพราะเราเอียงไปกับความรัก ความลำเอียงหรืออคติหรือความรักที่เพลินกับราคะอาจไปทำร้ายลูก


หรือถ้าเป็นโทสะ ก็อาจจะเป็นการตัดสินใจด้วยโทสะด้วยการผลักออก ไม่ยอมรับหรือการปฏิเสธ เพราะรากฐานของเวทนา สุขเวทนา ทุกขเวทนา ความลังเลไม่แน่ใจหรือที่เรียกว่า อทุกขมสุขเวทนา สิ่งนี้จะทำให้เราไม่สามารถคมชัดพอที่จะตัดสินใจเพราะมันถูกเวทนาครอบงำจิตอยู่ แต่ถ้าเรากลับมารู้ทันเวทนา รู้ทัน สุข ทุกข์ สั้นๆ รู้ทันความเอ๋อ ความหวั่นไหวจบเลย เราจะไม่ทำกรรมหรือการสื่อสารด้วยมโนกรรม วจีกรรรม กายกรรม เราจะไม่หน้างอเสียงปรี๊ด เพราะมันถูกควบคุมได้เพราะเรามีความรู้ตัวทั่วพร้อม เพราะการมีสติสัมปชัญญะมันละสิ่งนี้เหล่าได้เร็ว มันจะสื่อสารด้วยจิตที่สมาธิได้เร็ว การปฏิบัติใน 4 ขั้นตอนง่ายๆ


1. เห็นกายในกาย

2. เห็นเวทนาในเวทนา

3. เห็นจิตในจิต

4. เห็นธรรมในธรรม


แล้ว 4 ขั้นตอนนี้ มันคืออานาปานสติ 16 ขั้นตอนแบบรัดนิ้วมือเดียว ที่จะเห็นกายไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง จิตไม่เที่ยง แบบประมาณในลมหายใจเดียว ขณะจิตเดียวเราจะสามารถเบรกตัวเองได้ ซึ่งจะตอบคำถามคุณแม่ได้ว่าเราจะควบคุมอย่างไรดี ก่อนที่จะคุยกับลูก โดยเอาการปฏิบัติมาคลี่ให้เห็น

“ขณะจิตเดียวที่เฝ้าดูเวทนาตัณหามีไม่ได้ นี่คือการเลี้ยงลูกแบบวงจรที่ทุกข์ดับเลย เพราะปฏิจจสมุปบาทฝ่ายทุกข์เกิดหรือดับมันต่างกันตรงที่จะจบหรือจมกับเวทนา ถ้าจบเวทนามันก็ไม่มีตัณหาคือความอยาก ไม่ตั้งคำถามเอาชนะ หรือความอยากมีอยากเป็นไม่มีแล้ว เฝ้าลมหายใจเฝ้าดูจิตเวทนา เกิดดับฉับพลันอุณหภูมิที่ปรี๊ดก็จะเป็นปกติ แล้วก็จะแสดงออกมาทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม หน้าตาก็สงบ อำมหิต วาจาทุอย่างสงบลง ไว้ใจได้ เด็กก็จะรู้สึกว่าแม่กลับสู่โหมดปกติแล้ว”

ครูเพิร์ล


ในโลกการเรียนออนไลน์ สุดท้ายเราลืมลมหายใจตัวเอง และเชื่อว่าถ้าได้กลับมาในลมหายใจเดิม ทุกอย่างจะกลับมาเย็นลง และอาจจะได้ยินเสียงลูกมากขึ้น


ถ้าพ่อแม่อยากจะให้เด็กเริ่มมีลมหายใจเดียวกับพ่อแม่


แม่ชีศันสนีย์


เชื่อว่าเด็กฟังแม่ตั้งแต่อยู่ในท้อง เขาจะรู้จักเราเครียดหรือเราผ่อนคลายจากลมหายใจเดียวกัน เขาได้รับการเรียนรู้จากแม่ตั้งแต่อยู่ในท้องและจะไม่มีความลับต่อกัน แม่บางคนเครียดจนท้องโตเด็กไม่ดิ้น แต่พอได้รับการสื่อสารเด็กหนึ่งคนก็จะรู้สึกว่า แค่รู้ว่าลูกขยับตัวก็เหมือนเตือนแม่ แม่ก็จะรู้สึก วิธีการคิดของแม่ที่จะนำไปสู่ความเครียดก็จะผ่อนคลายลงแล้ว


หรือจะพูดให้เห็นความจริง เด็กหนึ่งคนที่เลือกมาปฏิสันถารจิต เกิดในครรภ์ของเรา เขาเป็นคนเลือกเรา ไม่ใช่แม่เป็นคนเลือกลูก ถ้าเราเข้าใจบริบทนี้ น่าจะต้องเริ่มเจียมตัวแล้ว เพราะเด็กเขาเลือกเรา ถ้าถามว่าอายุขนาดไหนควรจะเริ่มให้เขามีลมหายใจเดียวกันกับเรา อยากให้ลองสังเกตเวลาที่เขาแหกปากร้องหิว เราก็จะวิ่งเข้าไปทันทีเพราะเรารู้สึกสงสาร ปรารถนาที่จะช่วย เพราะเรารู้ว่าเขายังช่วยตัวเองไม่ได้ ทำไมความรักของเรามันอยู่เหนือเงื่อนไขทั้งปวง จะเวลาไหนก็ได้ที่รู้ว่าเขาต้องการความช่วยเหลือ

แค่สื่อสารมาพ่อกับแม่ก็จะอยู่ตรงนั้น แต่พอโตขึ้น เริ่มจะมีโลกและการ์ดของการและกัน เหมือนการต่อว่า การไม่ยอมรับ เรื่องวินัยหรือเรื่องอื่นๆ และเป็นข้ออ้างของการที่อยู่ใกล้กันแต่ใจเริ่มห่าง


แต่ถ้าจะสอนเขาเรื่องภาวนาก็ควรเริ่มสอนตั้งแต่ที่เขามีการปฏิสนธิจิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ให้เริ่มภาวนาไปด้วยกัน หนึ่งลมหายใจของแม่ สารสุขมันหลั่ง กุศลและเจตนาอยู่ในแม่แล้ว และลูกก็จะได้รับผลกรรมไปด้วย จากสิ่งที่สบายผ่อนคลาย พอจะให้ลูกกินนม ลูกได้ขยับปาก จะรู้สึกว่าทำไมมีความสุข และมันลึกซึ้งได้ขนาดนี้ พอโตขึ้นการรักษาสัมผัสนุ่มนวลเริ่อมมีระยะห่าง และเริ่มมีสิ่งข้างนอกมาดึงความสนใจ หรืออย่างลูกเพิร์ลเพราะเขาเรียนมา 3 ชม. เขาขอออกไปเปลี่ยนอิริยาบถ และเขาจะพิจารณาอาหารกลางวันเวลานี้ เราต้องเริ่มมองว่าลูกก็สามารถสร้างวินัยด้วยตัวเอง

“การที่จะให้ลูกเริ่มมีจิตเดียวกันไปกับพ่อแม่หรือรู้จักการภาวนา ปัจจุบันคือเวลาที่ดีที่สุด สำคัญที่สุด และควรจะลงทุนร่วมกันที่สุด แต่ก็เป็นปัจจุบันขณะที่ที่ควรมีการเตรียมจิตให้ควรกับการงานไปด้วย”

ถ้าปัจจุบันเวลานั้น อายุเขาอาจมีการงอแงหรืออาจยังไม่พร้อมฟัง ถามเขาเลยว่าสิ่งที่ลูกต้องการตอนนี้แล้วแม่เป็นคนสนับสนุนคืออะไร ช่วยเล่าให้แม่ฟัง เพราะการฟังด้วยหัวใจจะทำให้เกิดเป็นอุปนิสัยตามส่งของเด็ก ซึ่งเรื่องนี้จะทำให้การฟังด้วยหัวใจไปจนกระทั่งการตายจากกันเลย จะอยู่หรือจากพรากสิ่งเหล่านี้จะติดตัวไป


เข้าใจคำถามเวลาไหนคือสิ่งสำคัญ เพราะนักจิตวิยาจะแบ่งช่วงอายุ แต่คุณยายมองเรื่องการภาวนาตามวัยสำคัญ โดยที่การภาวนาในปัจจุบันสำคัญกว่า เหมือนกับพันธุกรรมสำคัญอย่างไร ปัจจุบันกรรมสำคัญกว่า เพราะมันเปลี่ยนได้โดยปัจจุบันกรรม ไม่ใช่พันธุกรรม


ครูเพิร์ล


เราก็สงสารเขาเพราะบางทีเขาก็ทำทุกอย่างแข่งกับเวลาในเวลาที่จำกัด กิจกรรมที่แน่นเหลือเกิน แต่เขาก็ปรับตัวได้เร็วเหมือนไส้เดือนมุดดินไปเรื่อยๆ เมื่อเขาได้เจอเพื่อนหรือครู เขาได้ปลดปล่อยในห้องซูมเขาก็จะมีความสุข แต่แม่จะทุกข์เองว่า ลูกจะกินข้าวไม่ตรงเวลา หิวก็อยากจะถือจานไปกินหน้าคอมฯ ครูก็จะดุ เราไม่สามารถกินอาหารได้ แต่ทำให้เห็นว่าเขาแก้ปัญหาได้เร็วโดยการปิดกล้องทันทีแล้วทานต่อ โดยช่วงหลังเรารู้จักปล่อยวางแล้วปล่อยหน้าที่นั้นเป็นหน้าที่ของครู ส่วนเราเป็นแม่ห่างๆ อย่างห่วงๆ

ก็ปล่อยวางมากขึ้น มาจับมือกันกอดกันแล้วบอกไอเลิฟยูนะ แม้บางวันเขาจะมีเสียงห้วนไปบ้าง แต่ยังได้ใจความว่ายังบอกรักแม่ แต่อาจจะมีอารมณ์โกรธแม่อยู่บ้าง


แม่ชีศันสนีย์


ลูกกล้าเปิดเผย ฉลาด แต่จะขาดปัญญาหรือไม่ค่อยมาว่ากัน ขอให้คุณยายเจอหลานก่อน

“สุดท้ายเราจะเห็นเด็กเป็นนักมวยเพราะเขาจะซ้อมหนักมาก เวลาเขาขึ้นเวทีเขาไม่ได้มีคนอื่นเป็นคู่ต่อสู้ เขาจะใช้สมาธิเป็นตัวกำหนดในการเข้าถึงเป้าหมาย การซ้อมและชั่วโมงการซ้อมแต่ละคนไม่ต่างกัน แต่ต่างกันที่จิตใครเป็นสมาธิคนนั้นจะถึงเป้าหมาย เหมือนนักกีฬาที่ถูกฝึกซ้อม สอนในเทคนิคเดียวกัน แต่ใครจะอึดและเข้าถึงเป้าหมาย ตรงนั้นขึ้นอยู่กับใครมีกำลังของจิตที่มีสมาธิ”

การเปิดเผยของหลานฉันรู้สึกนิดหน่อยไม่ได้โอเคเหมือนทุกวัน แต่ก็คุยกับแม่ บอกรัก แต่แม่ต้องฟังนะ วันนี้ฉันไม่เป็นปกติ แต่ในความไม่เป็นปกติเรายังรักกันอยู่ และเชื่อว่าแม่ไม่มีปฏิเสธความรักของลูกเลย ไม่ว่าวันนี้ลูกจะมาเปิดเผยในรูปแบบไหน กับสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันทุกวัน ความรักของเราที่มีต่อกัน วันนี้แม่ก็เหนื่อย แต่แม่จะหยุดเหนื่อยได้ทันทีถ้าได้ยินเสียงลูกบอกว่าวันนี้เรายังรักกัน ลูกก็กลายจะเป็นผู้ฟัง รู้จักฟังหัวใจตัวเองก่อนที่จะแสดงออก จึงอยากลองถามคุณแม่ท่านอื่นๆ เคยฟังหัวใจของเราหรือเปล่า


ครูเพิร์ล


วันนี้ได้เขย่าแก้วเป็นการใหญ่ ดีใจที่ได้เอาเหตุการณ์หรือประสบกาณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านมาแชร์กับ

ผู้ปกครองท่านอื่น มีประโยชน์มากๆ เพราะบางครั้งเราหลงลืมไปว่า บางทีลมหายใจของเราไปอยู่ที่ไหน จริงๆ ก็คล้ายกับวิทยาศาสตร์ คือการกลับมาผ่อนคลายที่ลมหายใจเพื่อลดความเครียดในตัวเองด้วย


แม่ชีศันสนีย์


เอาเครื่องมือหรือวิธีวิทยาศาสตร์มาวัดลูกได้เลยว่า ถ้าจิตของลูกอยู่ในระดับของการบริสุทธิ์ตั้งมั่นกับการงานคลื่นสมองของเด็กจะเป็นอย่างไร เด็กสับสนวุ่นวายอยู่ในภาวะอารมณ์แล้วคลื่นสมองจะเป็นอย่างไร เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เดี๋ยวนี้สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ว่าปฏิเสธการฝึกจิตการมีสมาธิไม่ได้แล้ว เด็กที่ไม่มีสมาธิจะไม่สามารถแก้ปัญหาเป็นเมื่อต้องเจอในสถานการณ์ที่ยากลำบากในขณะที่เขากำลังจะต้องตัดสินใจ เขารู้วิธีการแก้ปัญหาแต่เขาไม่มีจิตที่เป็นสมาธิในการเข้าไปแก้ปัญหา อันนี้ต่างกัน

ผู้ที่ทำงานเทคนิคการแพทย์ ได้วัดคลื่นสมองเด็กที่มีภาวะทางอารมณ์ต่างๆ กับเด็กคนเดิม ช่วงภาวะที่อารมณ์จบลงแล้วสามารถควบคุมการมีสมาธิได้ เด็กคนเดิมนี้มีคลื่นต่างกันกับตอนที่อารมณ์กำลังพุ่งพล่าน หรือคุณยายเองตอนมีคลื่นสมองฝึกจิตโดยเฉพาะกำลังมองปัญหาอย่างใช้ปัญญา กับมองปัญหาอย่างใช้ปัญหาจะเห็นชัดเลยว่ามีคลื่นสมองที่แตกต่างกัน


การรักษาสมดุลระหว่างการเรียนรู้ผ่านหน้าจอกับการบริหารอารมณ์เด็กที่มีความพร้อมร่างกายจิตใจและสมอง


แม่ชีศันสนีย์

“ถ้าเรามองชีวิตเปลี่ยนแปลงได้ อนิจจัง เราต้องมีศรัทธาในการที่จะทำวิถีการเป็นปกติให้มันมีความเป็นปกติ”

อยากให้ทุกคนรู้ว่าไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานภาพใดเด็ก ผู้ใหญ่ นักบวช นักศึกษา พ่อค้า แต่สิ่งที่เราต้องเป็นคือต้องเป็นมนุษย์ที่แท้ เป็นมนุษย์ที่มีจิตใจสูง พร้อมจะอยู่กับโลกอย่างเข้าใจโลก เอาระดับที่อยู่กับโลกโดยที่ไม่ถูกโลกเหยียบ นั้นคือความเข้าใจจริง เห็นความเป็นจริงกำลังแสดงความเป็นจริง ความเป็นอนิจจัง ความทนอยู่ได้ยากที่เรียกว่าทุกขัง อนัตตา กว่าเราจะยอมรับสิ่งเหล่านี้ เราต้องอาศัยการฝึกสม่ำเสมออย่างเป็นปกติ เวลาเราอยู่ในสถานการณ์จริงเราสามารถสั่งจิตให้เป็นผู้ที่มั่นคงที่สุดด้วยกำลังของจิตที่เป็นสมาธิ ฝึกไว้ดีแล้ว


สิ่งเหล่านี้จะพอให้เราจัดการตัวเราเอง เข้าใจลูก สิ่งที่เรารักลูก ครอบครัว พ่อแม่เรา หรือคนที่เป็นมิตรสหายเรา อย่างคนที่มีมิตรภาพ เราจะไม่สั่งคนอื่นทำโดยที่เราไม่ทำ เราจะไม่เป็นคนที่ มีความดูถูก เหยียดหยามใคร เราจะไม่เป็นคนพูดพร่ำเพ้อหรือเพ้อเจ้อ พูดแล้วไม่จบ หรือหมั่นเขย่าความเจ็บ เราจะเป็นมนุษย์ที่สามารถหยั่งกำลังความสามารถที่เรารู้ทัน หรือเรารู้ไม่ทัน เราจะกลายเป็นผู้หลง เราจะมีศิลปะในการสื่อสารที่จะทำให้เราเปิดเผยความลับเปลี่ยนร้ายกลายดี สื่อสารคำถามที่ยากให้ง่ายได้

ไม่สื่อสารเพื่อเอาถูกเอาผิด มันคือการสื่อสารศิลปวิทยา แล้วเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นมา เราจะไม่เดินออกจากความขัดแย้งด้วยอารมณ์ แต่เราจะมองความขัดแย้ง อย่างคนที่รู้ทันอารมณ์

“เมื่อเราเห็นสิ่งที่มันเกิดขึ้นแล้วเรารู้ทันสภาวะนั้น อย่างคนที่มีความเข้าใจที่มีรากฐานของความรักที่ไม่มีเงื่อนไขแล้วนำไปสู่การใช้ปัญญา และการมีมิตรภาพตัวเราเอง มีมิตรภาพคนที่อยู่ที่บ้าน หรือบริบทต่างๆ เช่น เพื่อนร่วมงาน หรือไม่ว่าจะบทบาทสมมุติอะไร แต่ความเป็นปกติของจิตที่ฝึกไว้ดีแล้ว จะทำให้เราอยู่ในสถานการณ์นั้นได้อย่างมีมิตรภาพ”

อยากให้กำลังใจว่า โลกปัจจุบันเราไปได้ไกลด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ไปได้ไกลอย่างที่เราอยากไป แต่เราไปแบบไม่มีเป้า เพราะฉะนั้นการรู้เป้าหมายเพื่อไปให้ไกลที่สุด แต่ถ้าเป้าหมายของเราคือการพ้นทุกข์ เราไม่ได้เกิดมาเพื่อทุกข์ แต่เราเกิดมาเพื่อเห็นทุกข์ และพ้นทุกข์ เพราะฉะนั้นวิธีการไหนก็ได้ ศิลปะวิทยาใดก็ได้ ที่จะฝึกให้เราสามารถอยู่อย่างเข้าใจโลกและเหนือโลกได้ แต่ต้องไม่ไม่หลงแล้วก็ควรมีเป้าหมายที่ชัดเจน


อยากทำให้สู่โหมดของการปฏิบัติเพราะเห็นเป็นช่วงเข้าพรรษาเลยอยากให้ทุกคนในฤดูกาลที่ทุกคนต้องเติบโตและงอกงามและอยู่ในวิถีชีวิตที่ถูกฝึกจนเป็นอัตโนมัติ


ครูเพิร์ล


ได้กลับมาอยู่กับตัวเอง ได้กลับมาวิเคราะห์สิ่งที่อยู่กับเรา แต่เราไม่เคยกลับมาวิเคราะห์เลย คือลมหายใจ จริงๆ คิดแต่จะหาวิธี เราจะทำอย่างไรให้ลูกฟัง ให้ลูกตรงเวลา เรียน ทำการบ้าน นอน หรือให้เขารีแล็กซ์ คิดแต่เราจะทำ จะทำอย่างไร แต่เราลืมไปเลยว่าเรามีลมหายใจอยู่ที่เราไม่เคยได้นำมาใช้เลย ได้สติกลับมาอย่างหนึ่ง อย่าลืมที่จะถามลูกบ่อยๆ แล้วให้เขาแชร์กับเราเยอะๆ เราก็จะได้ยินเขามากยิ่งขึ้น


การฟังเสียงหัวใจเด็ก เสียงหัวใจพ่อแม่ และการตั้งคำถามอยู่โลกออนไลน์อย่างสันติ


แม่ชีศันสนีย์

“การเรียนออนไลน์เป็นอีกหนึ่งเทคนิคหนึ่งที่จะทำให้เราได้โอกาสปรับตัว แต่การเรียนรู้อยู่ในทุกเทคนิคของโลกใบนี้ ที่จะให้เติบโตและงอกงาม บางทีประสบการณ์การเรียนรู้อาจถูกสอนแรง บางโจทย์ก็ง่าย แต่บางเรื่องเรียกว่าได้เราอาจจำให้เราเซไปเลย แต่ว่าชีวิตจะกลับมามั่นคงได้ถ้าเรากลับมาสู่ปัจจุบันขณะอย่างมีสติ เพราะฉะนั้นเราลองมาฝึกการเจริญสติ ไม่ว่าจะแบบออนไลน์หรือออฟไลน์ แต่เราต้องมีปัจจุบันกรรมที่เราต้องใช้เครื่องมือที่อยู่กับเราหยิบจับง่าย อยู่กับเราอยู่แล้วตั้งแต่เกิดจนตาย นั่นคือลมหายใจ”

ลมหายใจมันคือเพื่อน มันคือชีวิต มันคืออาวุธอันศักดิ์สิทธิ์ เราจึงใช้อานาปานสติอย่างมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ทุกลมหายใจเข้าและหายใจออก ฝึกทุกลมหายใจได้มากเท่าไร ดีมากเท่านั้น อย่าหายใจทิ้งไปวันๆ อย่าหายใจไม่เป็น ต้องหายใจเป็น อย่าแค่เพียงได้หายใจ แล้วสติเป็นอารักขาจิตที่สำคัญมาก เพราะสติไม่มีเชฟ ไม่มีสี กลิ่น แต่มีความแข็งแรง มันมีอยู่ได้ทันทีที่เรารู้ตัวทั่วพร้อมกับลมหายใจ สติที่อยู่กับลมหายใจเป็นเหมือนวิหารธรรม คือเครื่องอยู่ของธรรม ของการมีอยู่ปัจจุบันที่จะประเสริฐหรือไม่ประเสริฐก็ได้ ถ้าเราเลือกว่า ชีวิตเรารอดได้เลือกที่จะมีสติแล้วก็อยู่กับกุศลและเจตนามันก็มีผล ผลไม่ได้เป็นสิ่งที่เราต้องคาดหวัง แต่ผลเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้จากเหตุ


เลยอยากชวนให้ทุกท่านเจริญสติให้มาในทุกอิริยาบถในการยืนเดินนั่งนอน ทุกกายกรรม ทุกคำพูด วจีกรรม นโมกรรม บริหารอิริยาบถอย่างมีสติ ฟังคิดพูดทำ แล้วฟังอย่างมีสติ ฟังหัวใจตัวเองและฟังหัวใจของคนที่เรารักอย่างมีสติ เด็กต้องการเพื่อน เด็กต้องการกำลังใจ ต้องการอยู่กับคนที่อยู่กับเขาตอนที่เขาทุกข์ ถ้าเราเปลี่ยนจากแม่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ฟังหัวใจของลูกที่จะเปิดเผยความรู้สึกสุขหรือทุกข์เราจะเห็นหัวใจลูกตามความเป็นจริง แล้วเราจะไม่คาดหวัง แต่เป็นการลงทุนและบริหารไปด้วยกัน แม่ลูกก็ผูกพันกันตามการฉุดช่วยซึ่งกันและกัน คลับเฮ้าส์ดีที่มีโอกาสได้ชวนแขกที่กล้าเปิดเผย และทำให้เราได้เรียนรู้ไปด้วยกัน


การที่เราสื่อสารออนไลน์ การใช้ซูม เราก็เป็นมนุษย์ที่ทันสมัย เราไม่ปฏิเสธ เรายังทำอะไรได้เราก็ทำ หวังว่าเด็ก จะได้เรียนรู้กับพ่อแม่ที่กำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพ่อแม่ เชื่อว่าความรักของพ่อแม่จะยิ่งใหญ่ เรายังไม่เห็นการอนุญาตไม่ให้มีลูก แต่ตอนนี้มีผู้หญิงที่อนุญาตให้ตัวเองเป็นแม่ ต้องขอบคุณความรักของแม่ทุกคนมาก เราจะกอดตัวเองอย่างมีสติและมีลมหายใจเป็นอาวุธ ถ้าเหนื่อยจริงๆ ให้ถอนหายใจลึกๆ ไปปลดปล่อยด้วยวิธีการต่างๆ ที่ตัวเองชอบและถนัด เช่น เล่นกีฬา ปลูกต้นไม้ หรืออะไรก็ได้ที่เป็นจริตของเรา และอย่าลืมถามเด็กเมื่อเวลากินอาหารมื้อนี้แล้วเขานึกถึงใคร ในจิตของเด็กจะตอบว่า รู้มั้ยว่าความรักในจิตจะรักใครก็ได้ แต่อาหารมื้อนี้ทำให้อาจหาญไปรับใช้ใครก็ได้ และให้จิตเรารับใช้หัวใจเราบ้าง


*******************



ดู 57 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด