"พลังแห่งความดี"


รายการสนทนาธรรม หัวข้อ "พลังแห่งความดี"

วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน 2564 เวลา 18.00 น. ทาง Club House


แขกรับเชิญ คุณชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์ และท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


คุณชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์ ประธานบริหารโรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น ได้มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องพลังแห่งความดี เมื่อต้องเจอกับสถานการณ์โควิด-19 ก็ยังคงสานต่อพลังแห่งความดีต่อไป


การบริหารงานโรงแรมยุคโควิด-19


ถือว่าสาหัสมากกับวิกฤตนี้ โดยเฉพาะโรงแรมโฆษะอาจจะสาหัสกว่าโรงแรมอื่น เพราะมีนโยบายอยู่กับลูกน้องกันแบบครอบครัวที่ไม่มีการปลดพนักงานพนักงานเลยตั้งแต่โควิด-19 รอบแรก แม้เข้าสู่รอบสามก็ยิ่งสาหัสเพราะไม่มีกระแสเงินสดเข้ามามาก แต่โรงแรมก็ยังคงนโยบายนี้อยู่


ย้อนไปที่โควิด-19 เกิดใหม่โดยที่ยังไม่มีใครรู้จักเขามากพอ แต่พอเริ่มรุนแรงมากขึ้นก็ต้องหยุดการเคลื่อนย้ายคน ปิดโรงแรมไป 2 เดือน ตามคำสั่งของจังหวัด ทำให้ไม่มีทั้งรายได้จากห้องพักและจัดเลี้ยงประชุมหรือสัมมนาต่างๆ แต่ลูกน้องหลายคนต้องดูแลครอบครัว จึงคิดหาวิธีหารายได้เสริมขึ้นมา สรุปออกมาเป็นทำไก่ย่างสมุนไพร เพราะช่วงก่อนวิกฤตเกิดได้รับหน้าที่ประธานประชารัฐวิสาหกิจเพื่อสังคม ช่วยเกษตรกรให้มีรายได้เสริมอย่างยั่งยืน หรือประมาณกว่า 100 ครอบครัว โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 และได้นำนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยขอนแก่นมาช่วย ทำให้ได้ไก่พันธุ์พิเศษที่มีกรดยูริคต่ำ ทำให้ขนาดคนเป็นโรคเก๋ายังสามารถทานได้ และไขมันก็น้อยกว่าไก่ทั่วไปกว่า 50 % โดยย่างให้เสร็จแล้วซีลเป็นสูญญากาศแช่แข็ง พร้อมน้ำจิ้มสูตรเด็ดของโรงแรมมาขาย และก็ได้รับการตอบรับดีจากลูกค้าที่เป็นร้านอาหาร


แต่เมื่อร้านอาหารถูกปิดทำให้ออเดอร์ไก่ย่างถูกยกเลิก แต่ยอดที่ทำจะหยุดทันทีไม่ได้ เนื่องจากมีการวางแผนให้เกษตรกรเลี้ยงไก่ตั้งแต่เป็นลูกเจี๊ยบ โรงแรมเลยต้องรับซื้อแทนลูกค้าชุดนั้น และนำมาขายที่กรุงเทพแทน ช่วงโควิด-19 รอบสอง ขอให้บริษัทใหญ่ที่มีกำลังช่วยซื้อแจกพนักงานบ้างเป็นของฝากให้กับลูกค้าเป็นล็อต แต่รอบสามสาหัส เลยต้องพยายามคิดและเพิ่มเมนูใหม่เข้ามา และเป็นเป็นเมนูที่มีสะโพก หน่อง อก ที่มาพร้อมเกรวี่เห็ดหอม ถึงวันนี้ก็พยายามสู้จนกว่าจะตัดไฟ ตอนนี้ยังติดค่าไฟอยู่ 2 ล้าน แต่ก็พยายามให้เกิดค่าใช้จ่ายให้ลีนที่สุดเพื่อเลี้ยงพนักงานอยู่


แม้ธุรกิจเผชิญปัญหาโควิด-19 แต่ก็ไม่ทิ้งเรื่องส่วนรวม


เพราะมองว่าสิ่งที่ได้มรดกที่มีที่สุดจากคุณพ่อเพราะเมื่อปี ค.ศ.2000 คุณพ่อป่วยเป็นมะเร็งที่กล่องเสียงผ่าตัดพูดไม่ได้ แต่ท่านได้เขียนโน๊ตใส่กระดาษตรง Coffee shop โรงแรมให้ไว้ทั้งหมด 3 ข้อ คือ


“1.ต้องจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

2.ถ้าเราพอมีต้องแบ่งปันให้กับสังคมหรือส่วนรวม

3.ให้ดูแลลูกน้องของเราให้ดี


ซึ่งทั้ง 3 ข้อคือสิ่งที่พ่อได้รับมรดกจากคุณพ่อและถือเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด และยึดมั่นในการปฏิบัติมาโดยตลอด ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่โรงแรมยึดมั่นมาตลอด นั่นคือ “มุ่งมั่นสะสมความดี ตอบแทนบุญคุณแผ่นดินและพ่อหลวง” อีกทั้งยังถือเป็นงานอดิเรกของครอบครัวด้วย”


แม้ช่วงโควิด-19 ทุกคนจะลำบาก แต่ในความลำบากก็มีเรื่องงดงามหลายเรื่อง เพราะยังได้เห็นน้ำใจของคนไทยและกัลยาณมิตรทั้งหลาย จากที่เป็นช่วงที่ขาดโลหิตทั่วประเทศ โดยในช่วงเดือนเมษายน 2564 ซึ่งปกติโรงแรมจะมีห้องรับบริจาคโลหิตของสภากาชาดไทยอยู่แล้ว จนตอนนี้มีการบริจาคที่สะสมมากกว่า 26 ล้านซีซี หรือมากกว่า 60,000 ถุง ในภาวะที่เลือกขาดแคลนแล้ว จ.ขอนแก่น ต้องดูแลเรื่องโลหิตทั้งหมด 18 จังหวัด หรือ 80 กว่าโรงพยาบาลของภาคอีสานตอนบน


ซึ่งวันที่ 20 เมษายน 2564 มีข้อมูลว่าทางสภากาชาดไทยต้องการเลือดกว่า 3,000 ถุง แต่เลือดมีเพียงแค่ 1,000 ถุง จึงตัดสินใจเปิดห้องประชุมให้พนักงาน หรือโทรสอบถามจากจิตอาสาที่เคยมาบริจาคเลือดประจำซึ่งได้เบอร์ติดต่อจากสภากาชาดไทยแล้ว เชิญชวนให้มาบริจาคเลือดกัน ขณะที่สภากาชาดไทยส่วนกลางที่กรุงเทพเอง ก็ไม่สามารถเป็นส่วนกลางในการรับบริโภคโลหิตได้ ทำให้เปลี่ยนวิธีไปนัดบริจาคและรับเลือดตามคอนโดมิเนียมต่างๆ ที่ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการของ บมจ. โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ และ บมจ. ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ที่ยังช่วยประสานงานสภากาชาดไทยส่วนกลางแล้วยังชวนพนักงานและลูกบ้านมาร่วมบริจาค


การปลูกฝังแนวคิดพลังแห่งความดีให้กับลูก


แม่ชีศันสนีย์


น้องแพรวคือลูกคนโตของคุณชาย (ชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์) เป็นเด็กจิตประภัสสรคนแรกอยู่ในครรภ์แม่ 7 เดือน โดยกว่า 20 ปีที่แล้ว ได้พาคุณชาย มาหาคุณยาย เนื่องจากเป็นลูกศิษย์อยู่แล้ว เห็นเขาโตมามีจิตใจและความเมตตาสูง ตั้งแต่อยู่อนุบาล 1 เตรียมอนุบาลเรียนที่ขอนแก่น ปกติคนขอนแก่นจะทราบเวลาเกิดภัยพิบัติทั่วประเทศ โรงแรมโฆษะจะเป็นศูนย์รวมส่งของไปช่วยบริจาคให้ 24 ชม. และก็จะเห็นแพรวไปช่วยแยกของของตั้งแต่เด็กๆ และได้เห็นลูกทั้ง 3 คน ของครอบครัวนี้ไปช่วยกันจัดยา


เรียนรู้พลังความดีจากคุณพ่อและโครงการจากเสถียรธรรมสถาน


น้องแพรว


การทำความดีตั้งแต่เด็กต้องขอบคุณคุณพ่อและคุณยายจ๋าที่เมตตาแพรวมาตั้งแต่เด็ก โดยได้รับการปลูกฝังและการสะสมความดีมาตั้งแต่เล็ก ได้ผูกพันกับที่เสถียรธรรมสถาน ได้กราบ ได้บวชเรียนพุทธสาวิกา ถือศีล 10 ช่วงตอนอยู่ ป.1 เตรียมขึ้น ป.2 ไป ได้เรียนรู้งานที่คุณพ่อคุณแม่ไปช่วยคุณยายและคอยหล่อหลอมพวกเราว่าให้แบ่งปันให้มีน้ำใจช่วยเหลือช่วยมนุษย์ เพราะเราอยู่ตรงนี้ก็ถือว่าเราโชคดีกว่าคนอื่นๆ แล้ว และอยากทำให้ทุกคนได้มีความสุขและเห็นคุณค่าในตัวของเขาเองเหมือนพวกเรา


จากที่แพรวได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ ISV Club (International Spiritual Volunteer Club) ทำให้ได้พัฒนาศักยภาพของตัวเอง ได้สะสมประสบการณ์การรับใช้เป็นอาสาสมัครที่มีคุณค่า ได้ใช้ศักยภาพและโอกาสที่จะรับใช้แขกต่างชาติ และมีโอกาสไปเนปาล 2 ปีที่แล้วไปในโครงการที่วัดไทยลุมพินีผ่าต้อตาให้กับวัดไทยในลุมพินี รู้สึกดีใจที่ได้ไปกับน้องๆ ทีมงานและคุณยายได้ไปเจอกับแพทย์อาสา พี่ๆอาสา และคุณหมอพยาบาลที่มีศักยภาพที่ได้ทำหน้าที่นั้นๆ ถือเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากๆ

และคุณค่าที่ได้จากการไปเนปาล ที่พูดได้เลยว่าเป็นทริปที่เปลี่ยนชีวิตของแพรว


เพราะวันหนึ่งหนูกับน้องๆ จะต้องช่วยแต่งตัวให้กับผู้ป่วยที่จะมาผ่าต้อด้วยการใส่เสื้อผ้าคลุมรองเท้าคลุมหมวก แต่เคสนี้พิเศษตรงที่เป็นน้องที่มีอาการอัลไซเมอร์และต้องผ่าต้อตาทั้ง 2 ข้าง และน้องมีอาการกลัวมากๆ จนร้องไห้โวยวายเสียดัง คุณครูและแพรวก็ต้องช่วยกันทำทุกอย่างที่ต้องปลอบน้องเพื่อให้น้องสงบลงให้ได้โดยทำทุกวิธีทั้งสวดมนต์ให้น้องกินซูกัส เพราะอยากให้น้องสบายและปลอดภัย ซึ่งรู้สึกสงสารและทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีค่ามากขนาดไหน เพราะน้องๆ เขายังต้องสู้ชีวิต จนผ่านไปชั่วโมงกว่าก็น้องเริ่มสงบ พอส่งน้องเข้าห้องผ่าตัด พอน้องออกมาแล้วน้องก็ยังร้องไห้และกลัวอยู่ก็ได้ปลอบน้องว่า น้องทำสำเร็จแล้ว และหนูก็ได้เห็นหน้าพ่อแม่ของน้องที่รออยู่รู้สึกปลื้มปริ่มน้ำตาไหลเลย เพราะเหมือนว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขายิ้มได้ และเขาก็ขอบคุณ แม้เราจะคุยกันคนละภาษากันก็ตาม แต่นั่นกลายเป็นประสบการณ์ที่ดีของเรามากเลย และทำให้รู้สึกว่าคุณค่าของชีวิตเราคืออะไร และทำให้มีแรงบันดาลใจว่า จะช่วยทำความดีต่อไป เพื่อให้เพื่อนมนุษย์มีความสุขให้ได้


แม่ชีศันสนีย์


ความจริงมีเหตุปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องเรื่องของความดี ที่ฟังแล้วก็ปลื้มปริ่ม เพราะความจริงพ่อแม่ของแพรวมีความตั้งใจในการมีลูกมากขนาดไหน ปัจจุบันมีลูกหลานที่ติดตามคุณยายอยู่หลายคน ขนาดที่คุณยายไม่ค่อยได้ทำอะไรให้เด็กๆ ก็ยังรักและกตัญญู อยากให้เด็กๆ กลับไปดูตอนพ่อแม่เขาพยายามมีเราขึ้นมา


ช่วงแรกที่คุณออมภรรยาของคุณชาย พาคุณชายมาแนะนำกับคุณยายว่าเป็นผู้ชายที่จะเลือกใช้ชีวิต และก็กลายเป็นผู้ชายคนแรกๆ ที่มาปักกลดธุดงค์ในเสถียรธรรมสถาน เนื่องจากเราเป็นสำนักผู้หญิง ซึ่งในฐานะของสุภาพบุรุษคนหนึ่งที่ได้เห็นพวกเราทำงาน และออมก็เป็นลูกศิษย์ที่สอนหลักในการใช้ชีวิตด้วยอานาปานสติและภาวนามา


สิ่งที่ปรากฎขึ้นตอนนั้นคือ คุณชายเป็นนักธุรกิจแต่ก็มีความเอื้อเฟื้อในการทำธุรกิจมาก โดยการนำโฟมที่มีการปูแล้วสามารถเอาปูนซีเมนต์วางทำเป็นเพื่อให้รถแล่นได้เลย เนื่องจากเป็นช่วงที่เสถียรธรรมสถานจะได้รับพระบรมสารีริกธาตุทั่วโลกมาประดิษฐานที่ไทย ทำให้ต้องสร้างหอที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุภายใน 1 เดือน ซึ่งคุณชายได้มาช่วยสร้างให้เสร็จในระยะเวลาอันรวดเร็ว


พอสร้างเสร็จสามีและภรรยาที่น่ารักบอกคุณยายว่า ตั้งใจอยากเป็นพ่อแม่คน ก็เลยบอกว่าเขาว่าให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้วกัน และให้เด็กเลือกที่จะมาเกิดเป็นลูกเรา และให้เขาไปอธิษฐานที่หอพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งนั่นก็คงเป็นส่วนหนึ่ง ด้านหนึ่งการสร้างครั้งนั้นก็เป็นเพราะภาคีเครือข่ายที่เอานวัตกรรมมารับใช้นวัตธรรม และทำให้เห็นว่าโฟมก้อนใหญ่ที่ลงไปในการก่อสร้างเต็มไปด้วยความรักด้วยการอธิษฐานจิต แม้กระทั่งตอนปฏิบัติธรรมที่คุณชายนอนนอกห้อง ขณะที่พวกเราก็ปฏิบัติธรรมกันอยู่ข้างใน จนมีน้องแพรวมาอยู่โครงการจิตประภัสสรตั้งแต่อยู่ในครรภ์คนแรก เพราะเป็นคุณพ่อที่เข้ามาช่วยทำถนนและมาช่วยเปลี่ยนวิถีด้วย คุณออมก็ฉลาดที่พาคุณชายเข้ามาและเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อที่จะได้มีลูกที่ดี


พอมีลูกคนที่ 1, 2 และ 3 จนมีโรงแรมโฆษะเกิดขึ้น และกลายเป็นจุดศูนย์กลางที่สำคัญของคุณยายในภาคอีสานเลย ที่ทำให้รู้จัก Mindfulness Family เพราะเราทำเรื่องจิตประภัสสรกับทุกโรงพยาบาลและได้ใช้โรงแรมโฆษะเป็นที่จัดอบรมโครงการจิตประภัสสร ขณะที่ทุกครั้งที่มีการจัดโครงการนี้ขึ้นมาที่กรุงเทพก็จะมีการถ่ายทอดไปยังที่พื้นที่โรงแรมโฆษะเพื่อที่จะให้ครอบครัวอื่นจะได้มีเด็กดีมาเกิดด้วยเช่นกัน ทำให้ได้ค้นพบว่าการที่ครอบครัวหนึ่งรักลูกตัวเองแล้วยังรักเด็กๆ ในรุ่นลูกตัวเองด้วย ก็จะมีความดีที่ต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นบทบาทของนักธุรกิจ ผู้นำองค์กร คุณพ่อ ผู้นำครอบครัว และยังพร้อมเป็นผู้นำ Mindfulness Family ที่ทำมาตลอดกว่า 20 ปี และเป็นสิ่งที่ทำเชื่อว่า แม้ในสถานการณ์ของคนดีที่เจอโควิด-19 และอาจต้องอดทนอดกลั้นมากขึ้น เราก้ยังต้องเป็นคนที่ “สุขง่าย ใช้น้อย” ต้องเป็นคนที่สุขเมื่อสร้างและต้องยืนหยัดในความดีที่จะสุขเมื่อให้


ผลแห่งความดีมันมีอยู่ตลอดเวลา

“ผลแห่งการทำความดีมันมีอยู่ตลอดเวลา ทำดีมันดี เด็กๆ ก็ได้เรียนรู้จากพ่อแม่ว่าการเป็นคนที่ซื่อสัตย์มันดี เขาซื่อสัตย์ เขารักกัน เขาช่วยกันทำผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจากโรงแรมไปช่วยในสถานที่ต่างๆ และถ้ามีคนมาสนับสนุนสิ่งที่ก็จะได้รับการช่วยเหลือต่อไป ไม่ใช่มองเป็นกำไรของตัวเอง ซึ่งกำไรของความสุขที่ได้จากการทำความดีมันมีทั้งลงทุนด้วยตนเองและมีผลไปถึงส่วนใหญ่ของสังคม เหมือนเป็นการทำความดีที่เป็นการทำแบบปัจเจกบุคคลและผลของมันกลายเป็นแบบมหภาคไป”

คนที่ทำความดีแล้วไม่ท้อถอย แล้วยังดีแม้ในสถานการณ์ที่ร้าย คนดีก็ยังเปลี่ยนร้ายกลายดี ยังสามารถที่จะยืนหยัด ยังไม่เลว แล้วก็ยังดีต่อไป เป็นสิ่งที่ปัจจุบันน่าจะพูดประเด็นเหล่านี้ให้ชัดเจน

“ตอนนี้สังคมไทยกลับสนับสนุนความดัง ความที่ถูกสร้างขึ้นมา แต่เป็นความไม่ยั่งยืน การสร้างภาพเป็นวิธีคิดบางอย่างที่อยากจะเป็นคนดี แต่ด้วยกำลังหรือความอดทนของเราไม่แข็งกล้าพอ ก็เลยเป็นความดีที่ไม่ยั่งยืน”

ลองดูพลังของความดีที่ยั่งยืน ได้ผ่านมา 2 ทศวรรษ สังคมของเด็กๆ ISV น่ารักและเห็นแล้วก็อดชื่นใจไม่ได้ เพราะเห็นพ่อแม่พยายามจะแก้ไขปัญหาของตัวเองแล้วพยายามจะแก้ไขปัญหาร่วมกัน จนเด็กๆ มีที่พักพิง มีคอมมูนิตี้และมีโลกอีกใบหนึ่งซึ่งเป็นโลกที่เด็กๆ ก็สร้างและปั้นขึ้นมาเองในวันของเขา เขาปั้นใจของเขาได้


ทุกครั้งที่มีการทำดีคุณชายจะขอไปทำดีด้วย หรือมีงานไหนที่ต้องใช้ผู้ชายช่วยก็จะได้รับการช่วยเหลือจากคุณชายเสมอ สิ่งเหล่านี้มาจากสำนึกและมาจากการเสียสละ


“ความดีคือความเสียสละที่อยู่ในตัวอยู่แล้ว ที่จะต้องอดทนต่อเสียงรอบข้าง ไม่ว่าคนจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ เราจะไม่ยอมเปลี่ยนบทบาทของเรา อันนี้ไม่ได้เป็นการสร้างภาพแต่เป็นการสร้างความจริงให้ปรากฎและเป็นความจริงที่ยั่งยืน และเป็นความจริงที่เด็กๆ จะต้องมีรากฐานจากสิ่งที่ตัวเองได้มรดกจากบรรพบุรุษที่ส่งต่อมา”