• ADMIN Careforthaibiz

"พลังแห่งความดี"


รายการสนทนาธรรม หัวข้อ "พลังแห่งความดี"

วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน 2564 เวลา 18.00 น. ทาง Club House


แขกรับเชิญ คุณชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์ และท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


คุณชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์ ประธานบริหารโรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น ได้มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องพลังแห่งความดี เมื่อต้องเจอกับสถานการณ์โควิด-19 ก็ยังคงสานต่อพลังแห่งความดีต่อไป


การบริหารงานโรงแรมยุคโควิด-19


ถือว่าสาหัสมากกับวิกฤตนี้ โดยเฉพาะโรงแรมโฆษะอาจจะสาหัสกว่าโรงแรมอื่น เพราะมีนโยบายอยู่กับลูกน้องกันแบบครอบครัวที่ไม่มีการปลดพนักงานพนักงานเลยตั้งแต่โควิด-19 รอบแรก แม้เข้าสู่รอบสามก็ยิ่งสาหัสเพราะไม่มีกระแสเงินสดเข้ามามาก แต่โรงแรมก็ยังคงนโยบายนี้อยู่


ย้อนไปที่โควิด-19 เกิดใหม่โดยที่ยังไม่มีใครรู้จักเขามากพอ แต่พอเริ่มรุนแรงมากขึ้นก็ต้องหยุดการเคลื่อนย้ายคน ปิดโรงแรมไป 2 เดือน ตามคำสั่งของจังหวัด ทำให้ไม่มีทั้งรายได้จากห้องพักและจัดเลี้ยงประชุมหรือสัมมนาต่างๆ แต่ลูกน้องหลายคนต้องดูแลครอบครัว จึงคิดหาวิธีหารายได้เสริมขึ้นมา สรุปออกมาเป็นทำไก่ย่างสมุนไพร เพราะช่วงก่อนวิกฤตเกิดได้รับหน้าที่ประธานประชารัฐวิสาหกิจเพื่อสังคม ช่วยเกษตรกรให้มีรายได้เสริมอย่างยั่งยืน หรือประมาณกว่า 100 ครอบครัว โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 และได้นำนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยขอนแก่นมาช่วย ทำให้ได้ไก่พันธุ์พิเศษที่มีกรดยูริคต่ำ ทำให้ขนาดคนเป็นโรคเก๋ายังสามารถทานได้ และไขมันก็น้อยกว่าไก่ทั่วไปกว่า 50 % โดยย่างให้เสร็จแล้วซีลเป็นสูญญากาศแช่แข็ง พร้อมน้ำจิ้มสูตรเด็ดของโรงแรมมาขาย และก็ได้รับการตอบรับดีจากลูกค้าที่เป็นร้านอาหาร


แต่เมื่อร้านอาหารถูกปิดทำให้ออเดอร์ไก่ย่างถูกยกเลิก แต่ยอดที่ทำจะหยุดทันทีไม่ได้ เนื่องจากมีการวางแผนให้เกษตรกรเลี้ยงไก่ตั้งแต่เป็นลูกเจี๊ยบ โรงแรมเลยต้องรับซื้อแทนลูกค้าชุดนั้น และนำมาขายที่กรุงเทพแทน ช่วงโควิด-19 รอบสอง ขอให้บริษัทใหญ่ที่มีกำลังช่วยซื้อแจกพนักงานบ้างเป็นของฝากให้กับลูกค้าเป็นล็อต แต่รอบสามสาหัส เลยต้องพยายามคิดและเพิ่มเมนูใหม่เข้ามา และเป็นเป็นเมนูที่มีสะโพก หน่อง อก ที่มาพร้อมเกรวี่เห็ดหอม ถึงวันนี้ก็พยายามสู้จนกว่าจะตัดไฟ ตอนนี้ยังติดค่าไฟอยู่ 2 ล้าน แต่ก็พยายามให้เกิดค่าใช้จ่ายให้ลีนที่สุดเพื่อเลี้ยงพนักงานอยู่


แม้ธุรกิจเผชิญปัญหาโควิด-19 แต่ก็ไม่ทิ้งเรื่องส่วนรวม


เพราะมองว่าสิ่งที่ได้มรดกที่มีที่สุดจากคุณพ่อเพราะเมื่อปี ค.ศ.2000 คุณพ่อป่วยเป็นมะเร็งที่กล่องเสียงผ่าตัดพูดไม่ได้ แต่ท่านได้เขียนโน๊ตใส่กระดาษตรง Coffee shop โรงแรมให้ไว้ทั้งหมด 3 ข้อ คือ


“1.ต้องจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

2.ถ้าเราพอมีต้องแบ่งปันให้กับสังคมหรือส่วนรวม

3.ให้ดูแลลูกน้องของเราให้ดี


ซึ่งทั้ง 3 ข้อคือสิ่งที่พ่อได้รับมรดกจากคุณพ่อและถือเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด และยึดมั่นในการปฏิบัติมาโดยตลอด ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่โรงแรมยึดมั่นมาตลอด นั่นคือ “มุ่งมั่นสะสมความดี ตอบแทนบุญคุณแผ่นดินและพ่อหลวง” อีกทั้งยังถือเป็นงานอดิเรกของครอบครัวด้วย”


แม้ช่วงโควิด-19 ทุกคนจะลำบาก แต่ในความลำบากก็มีเรื่องงดงามหลายเรื่อง เพราะยังได้เห็นน้ำใจของคนไทยและกัลยาณมิตรทั้งหลาย จากที่เป็นช่วงที่ขาดโลหิตทั่วประเทศ โดยในช่วงเดือนเมษายน 2564 ซึ่งปกติโรงแรมจะมีห้องรับบริจาคโลหิตของสภากาชาดไทยอยู่แล้ว จนตอนนี้มีการบริจาคที่สะสมมากกว่า 26 ล้านซีซี หรือมากกว่า 60,000 ถุง ในภาวะที่เลือกขาดแคลนแล้ว จ.ขอนแก่น ต้องดูแลเรื่องโลหิตทั้งหมด 18 จังหวัด หรือ 80 กว่าโรงพยาบาลของภาคอีสานตอนบน


ซึ่งวันที่ 20 เมษายน 2564 มีข้อมูลว่าทางสภากาชาดไทยต้องการเลือดกว่า 3,000 ถุง แต่เลือดมีเพียงแค่ 1,000 ถุง จึงตัดสินใจเปิดห้องประชุมให้พนักงาน หรือโทรสอบถามจากจิตอาสาที่เคยมาบริจาคเลือดประจำซึ่งได้เบอร์ติดต่อจากสภากาชาดไทยแล้ว เชิญชวนให้มาบริจาคเลือดกัน ขณะที่สภากาชาดไทยส่วนกลางที่กรุงเทพเอง ก็ไม่สามารถเป็นส่วนกลางในการรับบริโภคโลหิตได้ ทำให้เปลี่ยนวิธีไปนัดบริจาคและรับเลือดตามคอนโดมิเนียมต่างๆ ที่ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการของ บมจ. โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ และ บมจ. ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ที่ยังช่วยประสานงานสภากาชาดไทยส่วนกลางแล้วยังชวนพนักงานและลูกบ้านมาร่วมบริจาค


การปลูกฝังแนวคิดพลังแห่งความดีให้กับลูก


แม่ชีศันสนีย์


น้องแพรวคือลูกคนโตของคุณชาย (ชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์) เป็นเด็กจิตประภัสสรคนแรกอยู่ในครรภ์แม่ 7 เดือน โดยกว่า 20 ปีที่แล้ว ได้พาคุณชาย มาหาคุณยาย เนื่องจากเป็นลูกศิษย์อยู่แล้ว เห็นเขาโตมามีจิตใจและความเมตตาสูง ตั้งแต่อยู่อนุบาล 1 เตรียมอนุบาลเรียนที่ขอนแก่น ปกติคนขอนแก่นจะทราบเวลาเกิดภัยพิบัติทั่วประเทศ โรงแรมโฆษะจะเป็นศูนย์รวมส่งของไปช่วยบริจาคให้ 24 ชม. และก็จะเห็นแพรวไปช่วยแยกของของตั้งแต่เด็กๆ และได้เห็นลูกทั้ง 3 คน ของครอบครัวนี้ไปช่วยกันจัดยา


เรียนรู้พลังความดีจากคุณพ่อและโครงการจากเสถียรธรรมสถาน


น้องแพรว


การทำความดีตั้งแต่เด็กต้องขอบคุณคุณพ่อและคุณยายจ๋าที่เมตตาแพรวมาตั้งแต่เด็ก โดยได้รับการปลูกฝังและการสะสมความดีมาตั้งแต่เล็ก ได้ผูกพันกับที่เสถียรธรรมสถาน ได้กราบ ได้บวชเรียนพุทธสาวิกา ถือศีล 10 ช่วงตอนอยู่ ป.1 เตรียมขึ้น ป.2 ไป ได้เรียนรู้งานที่คุณพ่อคุณแม่ไปช่วยคุณยายและคอยหล่อหลอมพวกเราว่าให้แบ่งปันให้มีน้ำใจช่วยเหลือช่วยมนุษย์ เพราะเราอยู่ตรงนี้ก็ถือว่าเราโชคดีกว่าคนอื่นๆ แล้ว และอยากทำให้ทุกคนได้มีความสุขและเห็นคุณค่าในตัวของเขาเองเหมือนพวกเรา


จากที่แพรวได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ ISV Club (International Spiritual Volunteer Club) ทำให้ได้พัฒนาศักยภาพของตัวเอง ได้สะสมประสบการณ์การรับใช้เป็นอาสาสมัครที่มีคุณค่า ได้ใช้ศักยภาพและโอกาสที่จะรับใช้แขกต่างชาติ และมีโอกาสไปเนปาล 2 ปีที่แล้วไปในโครงการที่วัดไทยลุมพินีผ่าต้อตาให้กับวัดไทยในลุมพินี รู้สึกดีใจที่ได้ไปกับน้องๆ ทีมงานและคุณยายได้ไปเจอกับแพทย์อาสา พี่ๆอาสา และคุณหมอพยาบาลที่มีศักยภาพที่ได้ทำหน้าที่นั้นๆ ถือเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากๆ

และคุณค่าที่ได้จากการไปเนปาล ที่พูดได้เลยว่าเป็นทริปที่เปลี่ยนชีวิตของแพรว


เพราะวันหนึ่งหนูกับน้องๆ จะต้องช่วยแต่งตัวให้กับผู้ป่วยที่จะมาผ่าต้อด้วยการใส่เสื้อผ้าคลุมรองเท้าคลุมหมวก แต่เคสนี้พิเศษตรงที่เป็นน้องที่มีอาการอัลไซเมอร์และต้องผ่าต้อตาทั้ง 2 ข้าง และน้องมีอาการกลัวมากๆ จนร้องไห้โวยวายเสียดัง คุณครูและแพรวก็ต้องช่วยกันทำทุกอย่างที่ต้องปลอบน้องเพื่อให้น้องสงบลงให้ได้โดยทำทุกวิธีทั้งสวดมนต์ให้น้องกินซูกัส เพราะอยากให้น้องสบายและปลอดภัย ซึ่งรู้สึกสงสารและทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีค่ามากขนาดไหน เพราะน้องๆ เขายังต้องสู้ชีวิต จนผ่านไปชั่วโมงกว่าก็น้องเริ่มสงบ พอส่งน้องเข้าห้องผ่าตัด พอน้องออกมาแล้วน้องก็ยังร้องไห้และกลัวอยู่ก็ได้ปลอบน้องว่า น้องทำสำเร็จแล้ว และหนูก็ได้เห็นหน้าพ่อแม่ของน้องที่รออยู่รู้สึกปลื้มปริ่มน้ำตาไหลเลย เพราะเหมือนว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขายิ้มได้ และเขาก็ขอบคุณ แม้เราจะคุยกันคนละภาษากันก็ตาม แต่นั่นกลายเป็นประสบการณ์ที่ดีของเรามากเลย และทำให้รู้สึกว่าคุณค่าของชีวิตเราคืออะไร และทำให้มีแรงบันดาลใจว่า จะช่วยทำความดีต่อไป เพื่อให้เพื่อนมนุษย์มีความสุขให้ได้


แม่ชีศันสนีย์


ความจริงมีเหตุปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องเรื่องของความดี ที่ฟังแล้วก็ปลื้มปริ่ม เพราะความจริงพ่อแม่ของแพรวมีความตั้งใจในการมีลูกมากขนาดไหน ปัจจุบันมีลูกหลานที่ติดตามคุณยายอยู่หลายคน ขนาดที่คุณยายไม่ค่อยได้ทำอะไรให้เด็กๆ ก็ยังรักและกตัญญู อยากให้เด็กๆ กลับไปดูตอนพ่อแม่เขาพยายามมีเราขึ้นมา


ช่วงแรกที่คุณออมภรรยาของคุณชาย พาคุณชายมาแนะนำกับคุณยายว่าเป็นผู้ชายที่จะเลือกใช้ชีวิต และก็กลายเป็นผู้ชายคนแรกๆ ที่มาปักกลดธุดงค์ในเสถียรธรรมสถาน เนื่องจากเราเป็นสำนักผู้หญิง ซึ่งในฐานะของสุภาพบุรุษคนหนึ่งที่ได้เห็นพวกเราทำงาน และออมก็เป็นลูกศิษย์ที่สอนหลักในการใช้ชีวิตด้วยอานาปานสติและภาวนามา


สิ่งที่ปรากฎขึ้นตอนนั้นคือ คุณชายเป็นนักธุรกิจแต่ก็มีความเอื้อเฟื้อในการทำธุรกิจมาก โดยการนำโฟมที่มีการปูแล้วสามารถเอาปูนซีเมนต์วางทำเป็นเพื่อให้รถแล่นได้เลย เนื่องจากเป็นช่วงที่เสถียรธรรมสถานจะได้รับพระบรมสารีริกธาตุทั่วโลกมาประดิษฐานที่ไทย ทำให้ต้องสร้างหอที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุภายใน 1 เดือน ซึ่งคุณชายได้มาช่วยสร้างให้เสร็จในระยะเวลาอันรวดเร็ว


พอสร้างเสร็จสามีและภรรยาที่น่ารักบอกคุณยายว่า ตั้งใจอยากเป็นพ่อแม่คน ก็เลยบอกว่าเขาว่าให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้วกัน และให้เด็กเลือกที่จะมาเกิดเป็นลูกเรา และให้เขาไปอธิษฐานที่หอพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งนั่นก็คงเป็นส่วนหนึ่ง ด้านหนึ่งการสร้างครั้งนั้นก็เป็นเพราะภาคีเครือข่ายที่เอานวัตกรรมมารับใช้นวัตธรรม และทำให้เห็นว่าโฟมก้อนใหญ่ที่ลงไปในการก่อสร้างเต็มไปด้วยความรักด้วยการอธิษฐานจิต แม้กระทั่งตอนปฏิบัติธรรมที่คุณชายนอนนอกห้อง ขณะที่พวกเราก็ปฏิบัติธรรมกันอยู่ข้างใน จนมีน้องแพรวมาอยู่โครงการจิตประภัสสรตั้งแต่อยู่ในครรภ์คนแรก เพราะเป็นคุณพ่อที่เข้ามาช่วยทำถนนและมาช่วยเปลี่ยนวิถีด้วย คุณออมก็ฉลาดที่พาคุณชายเข้ามาและเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อที่จะได้มีลูกที่ดี


พอมีลูกคนที่ 1, 2 และ 3 จนมีโรงแรมโฆษะเกิดขึ้น และกลายเป็นจุดศูนย์กลางที่สำคัญของคุณยายในภาคอีสานเลย ที่ทำให้รู้จัก Mindfulness Family เพราะเราทำเรื่องจิตประภัสสรกับทุกโรงพยาบาลและได้ใช้โรงแรมโฆษะเป็นที่จัดอบรมโครงการจิตประภัสสร ขณะที่ทุกครั้งที่มีการจัดโครงการนี้ขึ้นมาที่กรุงเทพก็จะมีการถ่ายทอดไปยังที่พื้นที่โรงแรมโฆษะเพื่อที่จะให้ครอบครัวอื่นจะได้มีเด็กดีมาเกิดด้วยเช่นกัน ทำให้ได้ค้นพบว่าการที่ครอบครัวหนึ่งรักลูกตัวเองแล้วยังรักเด็กๆ ในรุ่นลูกตัวเองด้วย ก็จะมีความดีที่ต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นบทบาทของนักธุรกิจ ผู้นำองค์กร คุณพ่อ ผู้นำครอบครัว และยังพร้อมเป็นผู้นำ Mindfulness Family ที่ทำมาตลอดกว่า 20 ปี และเป็นสิ่งที่ทำเชื่อว่า แม้ในสถานการณ์ของคนดีที่เจอโควิด-19 และอาจต้องอดทนอดกลั้นมากขึ้น เราก้ยังต้องเป็นคนที่ “สุขง่าย ใช้น้อย” ต้องเป็นคนที่สุขเมื่อสร้างและต้องยืนหยัดในความดีที่จะสุขเมื่อให้


ผลแห่งความดีมันมีอยู่ตลอดเวลา

“ผลแห่งการทำความดีมันมีอยู่ตลอดเวลา ทำดีมันดี เด็กๆ ก็ได้เรียนรู้จากพ่อแม่ว่าการเป็นคนที่ซื่อสัตย์มันดี เขาซื่อสัตย์ เขารักกัน เขาช่วยกันทำผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจากโรงแรมไปช่วยในสถานที่ต่างๆ และถ้ามีคนมาสนับสนุนสิ่งที่ก็จะได้รับการช่วยเหลือต่อไป ไม่ใช่มองเป็นกำไรของตัวเอง ซึ่งกำไรของความสุขที่ได้จากการทำความดีมันมีทั้งลงทุนด้วยตนเองและมีผลไปถึงส่วนใหญ่ของสังคม เหมือนเป็นการทำความดีที่เป็นการทำแบบปัจเจกบุคคลและผลของมันกลายเป็นแบบมหภาคไป”

คนที่ทำความดีแล้วไม่ท้อถอย แล้วยังดีแม้ในสถานการณ์ที่ร้าย คนดีก็ยังเปลี่ยนร้ายกลายดี ยังสามารถที่จะยืนหยัด ยังไม่เลว แล้วก็ยังดีต่อไป เป็นสิ่งที่ปัจจุบันน่าจะพูดประเด็นเหล่านี้ให้ชัดเจน

“ตอนนี้สังคมไทยกลับสนับสนุนความดัง ความที่ถูกสร้างขึ้นมา แต่เป็นความไม่ยั่งยืน การสร้างภาพเป็นวิธีคิดบางอย่างที่อยากจะเป็นคนดี แต่ด้วยกำลังหรือความอดทนของเราไม่แข็งกล้าพอ ก็เลยเป็นความดีที่ไม่ยั่งยืน”

ลองดูพลังของความดีที่ยั่งยืน ได้ผ่านมา 2 ทศวรรษ สังคมของเด็กๆ ISV น่ารักและเห็นแล้วก็อดชื่นใจไม่ได้ เพราะเห็นพ่อแม่พยายามจะแก้ไขปัญหาของตัวเองแล้วพยายามจะแก้ไขปัญหาร่วมกัน จนเด็กๆ มีที่พักพิง มีคอมมูนิตี้และมีโลกอีกใบหนึ่งซึ่งเป็นโลกที่เด็กๆ ก็สร้างและปั้นขึ้นมาเองในวันของเขา เขาปั้นใจของเขาได้


ทุกครั้งที่มีการทำดีคุณชายจะขอไปทำดีด้วย หรือมีงานไหนที่ต้องใช้ผู้ชายช่วยก็จะได้รับการช่วยเหลือจากคุณชายเสมอ สิ่งเหล่านี้มาจากสำนึกและมาจากการเสียสละ


“ความดีคือความเสียสละที่อยู่ในตัวอยู่แล้ว ที่จะต้องอดทนต่อเสียงรอบข้าง ไม่ว่าคนจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ เราจะไม่ยอมเปลี่ยนบทบาทของเรา อันนี้ไม่ได้เป็นการสร้างภาพแต่เป็นการสร้างความจริงให้ปรากฎและเป็นความจริงที่ยั่งยืน และเป็นความจริงที่เด็กๆ จะต้องมีรากฐานจากสิ่งที่ตัวเองได้มรดกจากบรรพบุรุษที่ส่งต่อมา”

ความดีที่ยั่งยืนยังมีอยู่ พลังของความดียังมีอยู่และจะยังมีมากต่อไปในยุคที่กำลังเปลี่ยนแปลงเร็ว ยิ่งมีเทคโนโลยีมากเท่าไร ยิ่งทำให้คนเข้าใจในทุกสถานการณ์ที่ยากลำบากในพลังของการทำความดี หรือในเชิงวิทยาศาสตร์ยิ่งจะทำให้คนตั้งมั่นในความดี


จุดเริ่มต้นการสร้างจิตสำนึกการสร้างความดี


แม่ชีศันสนีย์


เราไม่ต้องถามว่าทำไมสังคมเป็นแบบนี้ เพราะเรากำลังให้คุณค่ากับความเป็นตัวตนของมนุษยชาติโดยผ่านเครื่องมือสื่อสารมากขึ้น อะไรก็ตามที่ใช้เครื่องมือสื่อสารที่มากไปเรื่องใดเรื่องหนึ่งและเรื่องนั้นก็จะได้ Spotlight พอทันทีที่มีแสงเรื่องนี้มันมีความหลงใหลและมีความเป็นมายา แต่มันยังไม่ได้เป็นความจริง


“ความดีที่มันผ่านมายา มันจะเป็นความดีที่ไม่ยั่งยืน”

อาจเป็นเพราะสังคมไทยเราอาจหิวความเป็นผู้ที่โดดเด่น หรือรู้สึกทำอะไรที่ไม่ดีแต่เรากลายเป็นที่ยอมรับ เราก็ไปเชื่อว่าคนอื่นยอมรับเรา เพราะเรามองไปที่คนอื่นมองว่าเราดี ไม่ได้เชื่อว่าเราดีได้เพราะเราดี และถ้ายิ่งดีแล้วเราปล่อยดี แม้คนอื่นจะไม่เชื่อถือในสิ่งที่เราทำแต่เราก็จะยังทำ แต่คนที่สร้างภาพถ้าคนอื่นเขาไม่เห็นว่าทำดีเขาจะหมดแรง เขาต้องทำความดีให้คนอื่นยอมรับว่าเขาดี หรือเขาจะเป็นคนเลวแต่ถ้าคนอื่นยอมรับว่าเขาดี เขาก็เป็นอะไรก็ได้ที่ขอให้เขาเป็นคนดัง

“คนดังกับคนดีคนละเรื่อง คนดังอาจจะไม่ดีก็ได้ แต่คนดีอาจจะไม่ดังก็ได้ ”

การเป็นคนดังอาจจะไม่ได้เป็นคนดี การเป็นคนดีก็ไม่ดังก็ได้ เรื่องนี้ต้องแนะให้เด็กๆ เข้าใจ แล้วก็ต้องให้เด็กฝึกเองด้วย สอนด้วยภาษาพูดคุยอย่างเดียวไม่ได้ ลองถามเด็กในบ้านดูได้ว่าอะไรที่เขาทำแล้วเขาสบายใจ ความสบายใจเรียกว่าความดีหรือเปล่า เช่น การที่ช่วยแม่ล้างจานก็รู้สึกสบายใจ เป็นจิตสำนึกโดยที่ไม่ได้เอาเรื่องของรางวัลที่พ่อแม่จะให้มือถือเครื่องใหม่ถึงได้ไปล้างจาน อันนี้พ่อแม่ต้องสอนให้ดี เพราะถ้าพ่อแม่พลาดเรื่องนี้ กลายเป็นว่าความดีจะต้องกลายเป็นเรื่องที่มีรางวัลโดยคนอื่นให้ แต่สำหรับคุณยายความดีคือความดี ที่เป็นรางวัลที่ความดีได้ให้เราไม่ใช่คนอื่นให้เรา และเป็นความดีที่เราได้ให้รางวัลตัวเราเอง


แรงขับเคลื่อนที่ได้ทำความดีมาตลอด


คุณชาติชาย


ต้องย้อนไปตั้งแต่สมัยที่คุณปู่มาจากจีนแล้วเข้ามาสร้างโรงเรียนจีนเมื่อ 90 ปีที่แล้ว จนมาถึงรุ่นคุณพ่อและคุณอา จนมาถึงผม สิ่งสำคัญมองว่าคือการทำดีที่ต่อเนื่องมากกว่า สิ่งที่เราทำกันต่อเนื่องมาตลอดหลายรุ่น ปัจจุบันเรียกกันว่า CSR ซึ่งความจริงคำแหล่านี้เพิ่งเข้ามาเพื่อ 18 ปีที่ผ่านมา แต่ครอบครัวเราเรียกว่าคือ การสะสมความดีมาเรื่อยๆ


เห็นด้วยกับคุณยายว่า ถ้าเราทำความดีด้วยใจจริงที่จะช่วยเหลือหรือแบ่งปัน ไม่ได้เป็นการสร้างภาพ จากตอนที่ ดร.สุเมธ มาปาฐกถาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงก็ทำให้เขียนบทความสั้นๆ ขึ้นมาว่า “อยากเชิญชวนคนไทยมาสะสมความดีเป็นงานอดิเรกของครอบครัวกันเถอะ” ด้วยหลักคิดเช่นเดียวกับการมีงานอดิเรก เช่น การสะสมของหายาก สะสมแสตมป์ เหรียญ ภาพศิลปะ นาฬิกา หนังสือ แผ่นเสียง พระเครื่อง ก็เป็นงานที่สนุก ได้ความรู้ แต่สังเกตว่าการได้มาครอบครองของเหล่านั้นก็ต้องใช้เงินมากพอสมควร ส่วนมูลค่าจะเพิ่มขึ้นตามกาลเวลาหรือความหายาก


“แต่การสะสมความดีไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมาย แล้วก็หาไม่ยาก เพียงแต่เราทำได้เองด้วย ไม่ต้องรอเปิดจองหรือเปิดประมูลไปแก่งแย่งกัน ไม่ต้องกลัวของปลอม ส่วนมูลค่าก็จะไปเพิ่มให้แก่ตัวผู้สะสมเอง ยิ่งสะสมความดียิ่งมากก็ยิ่งทำให้คนนั้นมีคุณค่ามากขึ้น หรือมีคุณค่าต่อองค์กรหรือคุณค่าต่อวงศ์ตระกูล จนกระทั่งมีคุณค่าต่อแผ่นดิน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และที่เป็นประโยชน์มากที่สุดที่ผู้สะสมจะได้รับคือ ความสุขใจและเป็นบุญกุศล”

สะสมความดีเป็นงานอดิเรกของครอบครัวกันเถอะ โดยอาจจะเริ่มจากที่ให้เด็กทำบันทึกความดีของสมาชิกครอบครัว ทำเป็นกล่องและเด็กๆ ทำเป็นการ์ดแล้วหย่อนใส่กล่อง


“ที่สำคัญของการทำความดีจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญอยู่ที่การทำต่อเนื่อง ทำสม่ำเสมอและทำจากใจจริงสำคัญกว่า และประเทศไทยยังต้องการอาสาสมัครที่มาช่วยกันทำความดีอีกมาก และการทำความดีอาจจะมีอุปสรรคทำให้เสียใจบ้าง แต่ก็อย่าท้อ ทำไป”

แม่ชีศันสนีย์


เวลานั่งฟังคนหนึ่งพูดถึงความสนุกสนานของความดี ไม่ใช่ว่าเขาอวดดีแต่เขามีดีที่จะอวด เคยได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบันและท่านเคยให้กำลังใจมาว่า ผู้หญิงก็สามารถบรรลุธรรมได้ ท่านก็เหมือนคงรู้อะไรอยู่บ้าง แต่ท่านบอกว่า เรามีดี เราก็บอกให้เขารู้ เพราะความดีมันเป็นเรื่องที่คนมุทิตาจิตได้ เหมือนที่เราทำความดีแล้วเราบอกให้คนอื่นได้รับรู้เพื่อให้เกิดมุทิตาจิต แต่ถ้าคนทำดีแล้วอาจไปอยู่ในกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ในขณะที่สังคมใหญ่อยู่ในผิดศีลผิดธรรม เราต้องทำอย่างไร จึงเป็นคำถามของเราที่อยากให้ท่านได้ตอบ และท่านตอบว่าก็ไม่ต้องตอบเลย


“เราทำดีไม่ได้อวดดี แต่เรามีดีที่จะบอก หรือมีดีที่จะอวด แต่เราไม่ใช่อวดดี 2 คำนี้ก็เหมือนกับสิ่งที่เราบอกว่าคนดีอาจจะไม่ใช่คนดัง คนดังอาจจะไม่ใช่คนดี เป็นคำประมาณเดียวกัน แต่เราต้องพิจารณาคำเหล่านี้ให้เป็น ทำดีแล้วมีความสุขและมีดีที่จะบอกให้คนอื่น เป็นมุทิตาจิตให้เป็นมหากุศลต่อไปได้ แต่เราไม่ใช่อวดดี”

ดังนั้นคนทำดีจะต้องถ่อมตัวมาก และมีปัญญามากต่อการแก้ปัญหาไม่สะทกสะท้านต่อปัญหา ไม่ใช่แค่อดทนต่อกิเลสของตัวเองเท่านั้น แต่ต้องมีความกล้าหาญที่จะนำหรือฝ่าฟัน ที่จะทำต่อไป เหมือนมีดีที่จะบอกว่ามาช่วยกันทำความดี สิ่งเหล่านี้ต้องฝึกกันมาตั้งแต่พ่อแม่และในครอบครัว ที่กล้าจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง แล้วให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ว่าความถูกต้องจะมีคนชมและสรรเสริญ หรือไม่สรรเสริญหรือบางคนอาจจะถูกนินทาก็อย่ากลัว จนฝ่าฟันสิ่งที่มันถูกต้องนี้ออกไปให้มันกว้างใหญ่เท่าทีคนรุ่นเราทำได้ และตัวเราเองก็ต้องรู้จักปริมาณในการบริโภค อย่าทำดีเพื่อกอบโกยหรือแสวงหาผลประโยชน์ อย่างน้อยประโยชน์มันได้อยู่แล้ว แต่อย่าประโยชน์เกินความจำเป็น


ยามป่วยก็ทำให้ได้เคารพหัวใจตัวเอง


ตั้งแต่พักร่างกายวันที่ 2 มิถุนายน ก็มีเวลาใคร่ครวญกับตัวเอง และถามตัวเองว่าที่เราทำมาตลอดนี่เรายังเสียดายอะไรอยู่หรือไม่ ถ้าเราพูดได้ว่าไม่เสียดายอาจจะพูดก็ได้ว่าเป็นความดีที่เราได้เคารพหัวใจของเราอย่างเต็มที่แล้ว เมื่อเช้าก็ปรารภกับคำพูดนี้ว่าไม่รู้สึกเสียดายกับอะไรที่ทำอยู่ในชีวิตแล้ว ถ้ายังมีโอกาสก็จะยังทำต่อไป ถ้าเผื่อไม่มีโอกาสก็จะไม่เสียดายแล้ว


ถ้าเรากล้าที่จะพูดว่าความดีทำให้เราเข้มแข็งจนถึงขนาดตอบตัวเองได้ชัด คุณยายคิดว่าตรงนั้นก็ชัดแล้ว โดยที่ไม่ต้องแคร์กับสังคมที่ต้องมากด Like กด Share กับความดีที่ต้องทำกัน แต่ถ้าเราสื่อสารได้ทำความดีที่มีประโยชน์ที่เกื้อกูล ยังสามารถฉุดช่วยหรือขนคนพ้นจากความทุกข์ยากได้ อันนี้ต่างหากคือที่เราควรจะมาแชร์กันออกไป ซึ่งทำให้เห็นว่าการเจ็บป่วยมีข้อดีมากเพราะทำให้เราได้ตั้งคำถาม เพราะมันป่วยที่กาย แต่ใจไม่ได้ป่วย ก็เลยทำให้ตั้งคำถามและตอบตัวเองได้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา


ดร.ณัฐวุฒิ


คุณยายกำลังอ่านหนังสือ “คุณคือพลาซีโบ: ทำความคิดให้ออกฤทธิ์กับสุขภาพ (YOU ARE THE PLACEBO: Making Your Mind Matter)” ที่มีสาระสำคัญให้เห็นว่า ทั้งความคิดและความเชื่อของเรามีอิทธิพลต่อชะตาชีวิตของเรา


แม่ชีศันสนีย์


ตอนไปอยู่ที่หุบเขาโพธิสัตว์ เพื่อเตรียมไปทำอโรมาเธอราปีกับเด็กๆ ปกาเกอะญอ โดยเตรียมไร่กุหลาบไว้สำหรับทำผลิตภัณฑ์ให้เด็กๆ ได้มีโอกาสเรียนรู้ และความสุขที่ได้ทำกับเด็กๆ ก็ใช้พลังเยอะ แต่ก็ปกติไม่ได้มีอาการอะไรทางร่างกายเลยว่าในร่างกายมีอะไรที่ระเบิดออกมาทางร่างกายที่ปกติ จนกระทั่งอยู่ในภาวะเกิดความเจ็บปวดเลยสังเกตว่าตัวเองต้องมาอยู่ใกล้หมอมากขึ้น


ในระหว่างที่อยู่ในหุบเขา คุณประเวชสายท่านพุทธทาสภิกขุก็ป่วยด้วย ส่งหนังสือชื่อ “คุณคือพลาซีโบ: ทำความคิดให้ออกฤทธิ์กับสุขภาพ (YOU ARE THE PLACEBO: Making Your Mind Matter)” แต่ยังไม่ได้อ่านจนมาอ่านตอนอยู่โรงพยาบาลและก็ต้องวางลงเมื่อเด็กๆ ทำเซอร์ไพรส์สวดมนต์ให้ ก็วางหนังสือและก็ฟังเด็กๆ สวดมนต์ ก็เลยสังเกตร่างกายมันมีข้อคิดในการอ่านหนังสือเล่มในคือใจ ซึ่งก็สอดคล้องตามหลักวิทยาศาสตร์ที่มีการวัดคลื่นสมองของเรา ในเวลาที่เรามีจิตที่บริสุทธิ์มันสงบมากกว่าความสงบจากบริเวณภายนอก คือไม่ใช้กายสงบกายวิเวก แต่มาจากจิตวิเวก

ขณะที่เรื่องจิตก็เป็นสิ่งที่ปฏิบัติอยู่แล้วเรื่องนี้ก็ทำอยู่ มันคล้ายกันตรงที่ เวลาที่่จิตเรามีความบริสุทธิ์ในปัจจุบันขณะ อาจใช้เกณฑ์ ลมหายใจแห่งสติ ก็อาจทำให้เรามีพลังอยู่ในปัจจุบันขณะ เราจะไม่ตกอยู่ในอดีต หรือกังวลกับอนาคต แต่มนุษย์หลายคนที่อยู่ในโลกปัจจุบันจะป่วยหรือไม่ แต่จะถูกถ่วงทับกับโลกอดีตหรือโลกอนาคต แต่สำหรับฝึกการปฏิบัติของพวกเรา ปัจจุบันขณะของพวกเราคือ อิสระที่พ้นจากการถูกถ่วงทับไว้ด้วยอดีต คืออดีตเป็นเหตุและปัจจุบันเป็นผล และปัจจุบันจะเป็นเหตุและอนาคตจะเป็นผล เราไม่ห่วงอดีตและเราก็ไม่ห่วงอนาคต แต่เราเห็นว่า


“ปัจจุบันขณะมันเป็นทั้งเหตุและผล เป็น Here and Now ที่สมบูรณ์ที่สุดเพราะเป็นทั้งเหตุและผล”

พอได้อ่านข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ก็เอามารวมกับสิ่งที่คุณยายทำคือ เมื่อร่างกายคนเรามีบางช่วงซึ่งกำลังจะบอกอะไรบางอย่างที่มนุษย์โดยปกติจะเรื่องที่กายนำจิต เช่น ทำงานมาก็มาเครียดที่จิต คิดมากก็มีผลต่อร่างกาย ก็จะเห็นการเหวี่ยงไปมา เป็นสรุปของเราว่า เราเป็นคนที่ใช้พลังเยอะและมีพลังมาก และมักจะทำงานอย่างมีความสุขมาก ดังนั้นเวลาที่ทำงานมากก็จะมีความสุข แต่บางอย่างในร่างกายที่เป็นโรคทำให้มีความรู้สึกตรงจุดนั้น และเพราะมีความสุขมากก็ไม่ได้โฟกัสไปตรงการเจ็บป่วยที่ตรงนั้น แต่ก็ดูแลมันลูบหัวมันหรือบางทีก็อาจจะกระชากมันแรงไปหน่อยมันก็เลยมีภาวะที่ระเบิดออกมา แต่ตอนนี้กลับไปภาวะที่กลับไปสู่ความอ่อนโยน ความสมดุล และกลับไปสู่ความปกติ


ดังนั้น การฝึกจิตจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากและเด็กๆ ทุกคนควรฝึก เพราะเราสามารถบริหารจิตเราได้ และสามารถบริหารได้ทุกวันและได้มากกว่าการบริหารกายด้วยซ้ำ การบริหารกายยังต้องมีการเคลื่อนไหว แต่การบริหารจิต จิตต้องตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบันขณะและเวลาที่คนมาวัดคลื่นสมองในขณะที่เรากำลังบริหารจิตอยู่ จะบอกเป็นคลื่นเลย


สรุปเลยว่า ถ้าคุณยายมีร่างกายที่กลับไปอ่อนโยน อย่าทำงานมากเกิน แต่ใช้ความอ่อนโยน ที่จะให้กายอยู่กับจิตและจิตของเราอยู่กับงาน ยังคิดว่ายังทรงพลังในการทำงานอยู่ อาจถึงเวลาที่ไม่ต้องกินยาเลยก็ได้ ร่างกายคุณยายไม่ได้มีปัญหาแผลที่เป็น แต่ยาที่กินมีผลต่อการไปกดประสาทบางอย่างที่ทำให้ไขกระดูกสันหลังผลิตเม็ดเลือดได้น้อย ดังนั้นอาจจะถึงเวลาที่ไม่ต้องกินยา แล้วใช้ปรับสมดุลของร่างกาย ที่ทำให้ยาไปทำร้ายร่างกายในส่วนอื่นๆ


สิ่งสำคัญกับการเป็นผู้บริหารที่ได้เรียนรู้ตลอดกว่า 1 ปีที่เกิดโควิด-19


รอบแรกเป็นกรณีศึกษาที่ทำความดีสะสมมาเรื่อยๆ จะต้องมีความจำเป็นขายไก่ย่างโพสต์ใน Facebook ทั้งที่ผ่านมาไม่เคยรบกวนใคร ถือมีการตอบรับและได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี เพราะที่ผ่านมาเราได้ทำอะไรดีๆ มาเรื่อยๆ ทำให้คนถึงมาช่วยเราพอสมควร เพราะเราเชื่อว่า


“การทำความดีเป็นวัคซีนใหญ่หรือภูมิคุ้มกันที่จะช่วยปกป้องคุ้มครองลูกๆ และครอบครัวเรา”

และได้ใช้สิ่งที่พุทธศาสนาสอน วันนี้ได้นำหนังสือ ปาฐกถาธรรมที่โรงแรม จัดธรรมมะเยียวยาสังคมแบบเดือนเว้นเดือนก่อนที่จะเกิดโควิด-19 มาโดยตลอด 8 ปี เมื่อเดือนสิงหาคม 2552 ที่ได้เชิญคุณยายปาฐกถาธรรมเรื่องสุขหรรษา มีสิ่งที่เราควรปฏิบัติ จะเอาบทความนี้ขึ้น Website ของเสถียรธรรมสถาน เราพยายามสู้ และพวกเราก็ต้องมีการแบ่งปันและช่วยเหลือกัน ชั่วโมงนี้สำคัญมากที่ใครพอมีศักยภาพด้านไหนก็ควรช่วยเหลือเกื้อกูลกันแบ่งปันกัน และก็ต้องคิดว่าเราต้องชนะสงครามนี้ไปด้วยกันด้วยความดี เราต้องมีลมหายใจแห่งสติ เพราะจะอารักขาจิตของเรา และใช้ชีวิตอย่างรู้ตื่นและเบิกบาน ก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มเข้าสู่สภาพปกติ ขอให้อดทนเจริญสติและปฏิบัติธรรมกันเพื่อให้เกิดปัญญาที่จะแก้ไขต่างๆ และที่สำคัญคือ ต้องไม่โกรธ ถ้ารู้สึกเครียดก็ให้จ๊ะเอ๋และบายบายมันไป


โควิด-19 ยิ่งทำให้ต้องฝึกจิตให้บริสุทธิ์


แม่ชีศันสนีย์


ปัจจุบันเป็นสถานการณ์ที่ทำให้ต้องคิดอย่างแยบคายมากขึ้นในกรณีที่เราต้องเตรียมแผน และมีพลังจิตที่ต้องบริสุทธิ์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานกาณ์โควิดที่เราต้องมีจิตที่บริสุทธิ์มากขึ้นกว่านี้ เพราะความจริงที่เกิดขึ้นของโรคก็มาจากความหยาบคาย ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ จากความคิดของมนุษย์ ในสถานการณ์จริงเราไม่ได้สู้กับคนอื่น แต่เรากำลังสูู้กับความคิดของเราที่จะไม่ให้แย่ลงไป แม้แต่เพียงขณะจิตเดียว


ความโกรธและความเกลียดก็เป็นพิษ ความขี้เกียจ ความลังเลสงสัย สิ่งเหล่านี้เป็นนิวรณ์เป็นอุปสรรค ความฟุ้งซ่าน ลังเลสงสัยผัดวันประกันพรุ่ง เราเป็นไม่ได้เลยในช่วงโควิด-19 แม้คุณยายนอนโรงพยาบาลก็ทำงานโดยทำงานทางจิต เพราะจิตที่ถูกฝึกทำให้บริสุทธิ์ก่อนไปคิดมันเป็นเรื่องสำคัญมาก พอคำว่าเดี๋ยวก่อนเดี๋ยวค่อยทำ แต่ความเป็นจริงถือเป็นช่วงที่น่าภาวนาได้ดีที่สุด และเพราะการภาวนาของทุกคนอาจทำให้สถานการณ์ของโรคดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้าเรามีคน 20 ล้านคนในประเทศที่ไม่สนใจเรื่องการสร้างภาพหรือข่าวสารที่รกรุงรัง แต่มาร่วมกันฝึกปฏิบัติและคิดอย่างแยบคาย เราก็จะกอบกู้สถานการณ์ของโลกได้และจะเป็นประโยชน์มาก


เมื่อโควิดมาหลายเรื่องมีการเติบโตขึ้น การปฏิบัติเติบโต สายสัมพันธ์ในครอบครัวก็เติบโต ถ้าไม่เอาเรื่องความสะดวกสบายเป็นหลักหลายคนกลับมามีชีวิตที่มีความดีเล็กๆ น้อยๆ ให้กันและกันในบ้าน


“การที่เราต้องเป็นนักสู้ให้เพื่อเศรษฐกิจกลับมา มันจะมีพลังมากขึ้นเมื่อจิตใจของเราพร้อมในงานนั้นด้วย อย่าสู้อย่าเครียด อย่าสู้อย่างไร้พลัง แต่จงฝึกสร้างพลังในตัวเองและเตรียมพลังในการสู่อย่างดี ขันติไม่ใช่หมายถึงต้องอดทนเป็นระยะเวลานาน แต่มันเป็นขณะต่อขณะ อดกลั้นก่อนที่กิเลสจะเกิดขึ้นก่อนจิต ทำความโกรธให้สงบลงก่อนที่จะสื่อสาร”

ถ้ากลับมาเน้นเรื่องปฏิบัติแบบปัจเจกตัวเราเอง หรือกับคนที่เรารักมากขึ้น บ้านเรามีความผาสุกแน่นอน แม้เกิดโควิดแต่เรากู้ Mindfulness Family กลับมาก่อน จะทำให้กู้ออฟฟิศ ชุมชม สังคม โลกก็จะกู้ได้ แต่สิ่งสำคัญสุดคือต้องกู้ใจของเรากลับมาเป็นหลักก่อน พยายามภาวนาในสิ่งที่พยายามย้ำ ทำบ่อยๆ ทำทุกวัน พอนึกว่าลืมก็ต้องกลับมาทำพอทำบ่อยๆ และกลับมาทำให้เป็นอัตโนมัติ


*******************