• ห่วงใย Thai Biz

ปัญญาทางธรรม กับผู้นำทางโลก



รายการสนทนาธรรม หัวข้อ “ปัญญาทางธรรม กับผู้นำทางโลก”

วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564 เวลา 18.00 น. ทาง Club House


แขกรับเชิญ - คุณชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ และ ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ และ คุณปรารถนา มงคลกุล


คุณชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ ถือเป็นผู้หญิงทำงานที่เป็นมืออาชีพคนหนึ่ง อยู่วงการเทคโนโลยีเป็นส่วนใหญ่ หลังจากนั้นเป็นผู้บริหารที่บริษัทโลจิสติกส์ต่างประเทศอย่าง ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ DHL กว่า 10 ปี ได้เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรและทำให้กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากนั้นรับบทบาทเป็น CEO ของ บมจ.แม็คกรุ๊ป หรือแม็คยีนส์ แล้วก็เป็น Coach รวมถึงการได้เป็นกรรมการที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่ใครต่างบอกว่าเวลาได้ทำงานกับเธอแล้ว เหมือนได้ Coaching ทีมงานไปด้วยโดยที่ไม่รู้ตัว จนสามารถแก้ปัญหาของการท่าเรือ ถือเป็นผู้หญิงมืออาชีพที่เก่งที่สุดในประเทศไทยคนหนึ่ง


หลักการในการทำงานแม้จะเป็นผู้หญิง


คุณชนัญญารักษ์


เมื่อเรามองว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ถือว่าเป็น Agenda ของโลกในเรื่องของการขับเคลื่อนองค์กร สิ่งนั้นคือเรื่อง"คน" หรือ "People Challenge" โดยมุมมองส่วนส่วนตัว เชื่อว่าทุกคนเกิดมาเพื่อประสบความสำเร็จ แปลว่า เมื่อคุณเชื่อว่าทุกคนมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ ต้องมาคิดแล้วว่าถ้าเราเป็นผู้นำเราจะมาสร้างแรงบันดาลใจอย่างไร ที่จะปลดล็อคทำให้คนๆ นั้นประสบความสำเร็จจริง บริบทของวันนี้ที่จะคุยจึงเน้นเรื่อง “ใจ” เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อเป็นผู้นำ จะต้องทำงานกันอย่างไร แตกต่างอย่างไรในการสร้างคนขององค์กร เพราะการสร้างคน จะทำให้เราสร้างธุรกิจ

“You build your people, your people you build your business”

นี่คือปรัชญา หรือ Philosophy หลักเลย เพราะเชื่อว่าทุกคนมีสิทธิ์ประสบความสำเร็จ

“เมื่อเชื่อว่าทุกคนมีโอกาสประสบความสำเร็จ แม้จะมีทักษะ ประสบการณ์ มีความคิดที่บวกหรือลบแตกต่างกัน จิตใจ พื้นฐานครอบครัวต่างกัน แต่เมื่อต้องมารวมตัวกันแล้วสร้างธุรกิจให้เป็นเป้าหมายหนึ่ง จะต้องเดินไปอย่างไร ส่วนตัวนั้น Trust และ Respect กับคนที่ต้องทำงานด้วย”

เมื่อโควิด-19 อยู่กับเรามานาน ความเข้าใจถึงจิตใจคนจึงสำคัญ


คุณศุภจี


การซื้อใจให้คนในองค์กรในช่วงที่มีวิกฤต เน้นในเรื่องการสื่อสารว่าเรากำลังเผชิญกับอะไรอย่างชัดเจน 3 เรื่อง 1.ต้องชัดเจน 2.ต้องจริงใจ ที่จะบอกในข้อเท็จจริงไม่ว่าจะเป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย 3.ต้องสื่อสารอย่างจริงใจ เพราะการที่จะทำให้ทุกคนในองค์กรเดินไปข้างหน้าในทิศทางเดียวกันท่ามกลางที่เกิดวิกฤตขึ้นนั้น ก็ต้องสามารถที่จะจูงใจเขาให้ได้ด้วย

“เน้นการสื่อสารเป็นหลัก แล้วก็ต้องเน้นเรื่องการเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย เพราะต้องเข้าใจถึงสถานการณ์ของทีมงานเราด้วย อย่ามองจากมุมจากการเป็นผู้บริหารเพียงอย่างเดียว คงต้องใส่หัวใจของคนทำงานด้วยว่าเขากำลังเผชิญเหตุการณ์อะไรอยู่ เพื่อที่จะได้เข้าใจ เข้าถึง และสามารถจูงใจให้เขาเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงได้”

การบริหารงานบริษัทไทยกับบริษัทต่างชาติมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอย่างไร


คุณชนัญญารักษ์


ส่วนตัวจะเริ่มมองจากธรรมชาติของคน

"เพราะธรรมชาติของทุกคนคืออยากมีความสุข อยากเติบโต อยากเจริญ และอยากได้รับการชื่นชม ซึ่งจะทำให้เราสุขใจ ไม่มีมนุษย์คนไหนที่อยากจะเจอความเดือดร้อน หรือเจอเรื่องทุกข์ใจ"

องค์กรฝรั่งหรือไทยก็คือ “คน”เหมือนกัน ซึ่งแน่นอนมีเรื่องของ“จิตใจ”


ที่ฝรั่งเขาแตกต่างกับเราคือ เขามีความชัดเจน เมื่อเราตกลงกันว่าอะไรคือ ข้อ 1 ที่เป็น priority ก็จะชัดเจนในสิ่งนั้น เช่น เราตกลงกันว่าอะไรคือวัตถุประสงค์หลัก (Purpose) นั่นคือสิ่งที่ต้องที่ให้ความสำคัญลำดับแรก (Priority) เช่น ธุรกิจ หรือ ลูกค้า แล้วใครเป็นคนรับผิดชอบ เราจะแสดงความคิดที่เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย และจะสามารถพูดความแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน นั่นแปลว่า เราไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือนกัน สามารถมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ สิ่งที่แตกต่างกันคือ ความคิด แล้วความคิดนั้นไม่มีใครถูกหรือผิด แต่ความคิดนั้นจะเข้ากับ Purpose และ Priority แล้วเกิดความติดขัดอย่างไรหรือไม่ โดยที่เราจะไม่ยึดติดกับสิ่งที่เราต้องการส่วนตัว แต่เราจะมองภาพใหญ่ที่ได้ตกลงกันว่า เราจะทำเรื่องนี้


เช่น DHL ตกลงกันว่าทุกปีว่าแต่ละปีเราจะต้องมีการเติบโตเท่าไรเพราะต้องการมีกำไร แต่ข้อหนึ่งคือ ต้องมั่นใจว่าพนักงานต้องมีขวัญและกำลังใจ และลูกค้าต้องรู้สึกมีความสุขกับการบริการของ DHL ซึ่งถ้าทำทั้งสองอย่างนี้ได้ดี ก็เป็นเหตุผลที่บริษัทควรมีผลกำไร ฝรั่งจะให้ความสำคัญ Priority และเมื่อที่เราต้องเถียงกันเราก็จะกลับมาดูกันที่ Purpose โดยไม่ถือว่าใครใหญ่กว่าใคร เรามองว่าความคิดเห็นของทุกคนสำคัญเท่ากัน เราเชื่อใจต่อกันและฟังทุกคอมเม้นท์ แม้ว่าคอมเมนท์นั้นจะไม่ใช่ความคิดที่เห็นตรงกันก็ตาม แต่อันนี้คนไทยจะมีความ Sensitive นิดหน่อย แต่ถ้าเราได้ลองอธิบาย เขาก็จะเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าหรือลูกน้อง เขาก็จะฟัง แล้วต่างก็จะเดินหน้าไปยังเป้าหมายที่ตั้งไว้


ความคิดมีสิทธิ์แตกต่าง ความคิดคือจิตที่ปรุงแต่งมาแล้ว เพราะเรามีประสบการณ์ไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างมีความคิด อย่างตัวเองเป็นแม่เมื่อคุยกับลูก เราก็จะคิดว่าเด็กต้อง Respect ผู้ใหญ่ ตัวเราจะมองว่าเราเป็นแม่ ทำไมจะทำไม่ได้ จะเป็นเช่นนี้จะเริ่มยากแล้วเพราะจะทำให้เด็กเริ่มรู้สึกอึดอัด รู้สึกไม่สบายใจ ไม่อยากพูด อย่างที่กล่าวว่าความแตกต่างของคนไทยคือมีความเกรงใจ แต่มี seniority หรือ การนับถือผู้ใหญ่ แต่ถ้าเราไม่ยึดติด ไม่ถือมั่นว่าเราเป็นแม่ เราเป็น CEO ไม่ยึดติดกับ seniority หรือบทบาทที่ตัวเองเป็น จิตใจเราจะไม่ทุกข์ ถ้าเราต้องเจอปรากฎการณ์ในชีวิต แล้วเราต้องตัดสินใจในบางเรื่อง

“ทุกคนจะเจอปรากฎการณ์ในชีวิต จะบวก จะลบ จะพบกับคนคิดบวก หรือคิดลบกับเรา น้อยใจ หรืออาจจะคิดแตกต่างจากเรา ความคิดเกิดจากประสบการณ์ ความคิดมีสิทธิ์แตกต่าง ความคิดมีทั้งบวกและลบ ความคิดเป็นอนิจจัง เดี๋ยวสักพักก็ลืม เพราะมันไม่เที่ยง แต่ถ้าเราไม่หยุด แล้วจับกระแสความคิดที่กระทบกับจิตไม่ทัน จะทำให้เราเกิดอารมณ์ เกิดกิเลส เกิดโทสะ เกิดโมหะ เกิดการกระแทกกัน”

นี่คือสิ่งที่เจอเมื่อได้บริหารและทำงานกับทีมงานมาเยอะและประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทอินเตอร์ หรือบริษัทแม็คกรุ๊ป

“สิ่งที่ใช้คุยกับทีม คือ เราต้อง Respect เขา ยอมรับความต่าง แล้ว Trust ไว้วางใจ นี่คือความหมายที่ทั้งเหมือนและแตกต่างในตัวเดียวกัน”

สุขทุกข์เป็นปัญหาสากล มาแล้วก็ไป หมั่นฝึกจิตเป็นพื้นฐาน


แม่ชีศันสนีย์


ถ้าพูดเรื่องใจคือความสุขความทุกข์ เพราะทุกคนไม่ชอบความอึดอัด ความคับข้องใจ ความบีบคั้น ความไม่ถูกใจ แต่ทางธรรมนั้น มองว่าความอึดอัด ไม่เป็นดังใจ ก็เป็นแค่ปรากฏการณ์ที่มาแล้วก็ไปเท่านั้น แล้วถ้าเป็นสิ่งที่มันถูกใจ เราก็มักจะรู้สึกว่า นี่คือสิ่งที่ประสบความสำเร็จแล้ว แต่ความจริงๆ คือ ความพอใจก็แค่มาแล้วก็ไปเหมือนกัน แต่ถ้ามองเรื่อง “ใจ” นั้น ต้องมองเข้าไปให้ลึกถึงสิ่งที่เป็นปรากฎการณ์ ซึ่งมาจากการปรุงแต่ง จากความไม่รู้ จนเป็นความเชื่อ ก็จะเป็นการเชื่ออย่างไม่รู้ และก็เกิดความเชื่อแบบผิดๆ ขึ้นมา เป็นการเชื่อที่มีอวิชชาครอบงำ


แต่ถ้าความเชื่อนั้นอยู่ภายใต้พื้นฐานของการฝึกจิต ที่มีพื้นฐานของจิตที่มีความมั่นคงและมีความเสถียรพอที่จะเห็นความบริสุทธิ์ที่เราต้องปกครองคน หรือที่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขอะไรบางอย่างบนโลกนี้ เราต้องแน่ใจว่าก่อนที่จะพัฒนาไปสู่ความคิด ต้องพัฒนามาจากจิตด้วย

“จิตที่ถูกฝึกไว้เพื่อให้คิดอย่างไม่ปรุงแต่ง จนไม่นำมาสู่ความอึดอัดคับข้อง ความไม่เป็นดั่งใจหรือความเป็นทุกข์ คือมาจากธรรมชาติตัวเดียวกันนั้น คือ ความทุกข์ขัง หรือความทนอยู่ไม่ได้”

พอฝึกไปบ่อยๆ ความที่ทนอยู่ได้และทนอยู่ไม่ได้ปรากฏขึ้นกับชีวิต ในองค์กร สังคม ครอบครัว หรือตัวเราเอง บางทีเราก็คุยวนไปวนมา จากจิตที่เป็นด้วยไม่รู้ก็ถูกปรุงแต่งไปเรื่อยๆ ได้ โดยมีเรื่องหนึ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสะท้อนสิ่งที่พระองค์ทรงคิดออกมาเรื่องหนึ่ง ลองพิจารณาตามได้อย่าเพิ่งเชื่อ

การที่พระองค์ได้เห็นการฝึกฝนอย่างดีแล้วของพระองค์เมื่อใกล้วันวิสาขบูชา พระองค์ได้ฝึกในการฝึกจิต จนเห็นจิตบนความบริสุทธิ์ตั้งมั่น เห็นความคิดใหม่ที่เห็นทุกข์ดับ คือพระองค์จะเห็นทุกข์ แล้วก็เห็นทุกข์ดับ นั่นคือการพ้นทุกข์ โดยที่พระองค์ไม่ได้พูดคำว่าสุขออกมาเลย ฝรั่งอาจไม่เข้าใจว่าทำไมคำสอนมีแต่สอนเรื่องทุกข์ ซึ่งความจริงที่พระองค์สอนไว้อย่างชัดเจนว่า ทุกข์คือปรากฎการณ์ที่ทนอยู่ไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อเราทุกข์ เราทนอยู่ไม่ได้ เมื่อสุขก็เช่นกัน ที่เราก็ทนอยู่ไม่ได้ พอเราฟังสิ่งนี้เราคิดพิจารณาตาม เราก็จะเห็นตามว่าพระองค์ได้ท้าทายถึงขั้นนี้ เหมือนพระองค์เป็นผู้บริหารจิตของตัวเองได้ ซึ่งเป็นพุทธกิจ และเป็นพุทธกิจ เป็นองค์กร เป็นสังฆะ หรือคนกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มหนึ่ง อาจจะมีความยั่งยืนของพุทธกิจนี้มากว่า 2,500 ปีแล้ว และไปได้อีก 5,000 ปี นั่นคือถ้าพระองค์บรรลุธรรมได้ ซึ่งใครๆ ก็ทำได้

“สิ่งนี้ที่ผู้บริหารต้องเอามาบอกกับตัวเราเองว่า ถ้าเราคิดได้อย่างนี้ ถ้าเราสร้างแรงบันดาลใจพื้นฐานของการฝึกจิต คนที่ฝึกจิตไว้ดีแล้ว ก็จะคิดได้อย่างนี้ แต่ไม่ได้คิดด้วยความคาดหวัง หรือไม่ใช่การศึกษาภายนอก แต่มาจากการฝึกข้างใน นี่คือปัญญาทางธรรม เพื่อให้เข้าใจว่าสุขทุกข์เป็นปัญหาสากล ความพอใจหรือไม่พอใจแค่มาแล้วไป ถ้ามีสติถอนความพอใจและความไม่พอใจได้เร็วเท่าไร ก็จะมีจิตที่มีความตั้งมั่น ควรกับการทำงานต่อไปมากขึ้น นการสร้างพื้นฐานของความคิดโดยที่จิตไม่ขุ่นมัว เพราะความคิดที่แตกต่างของคนที่มาจากประสบการณ์พื้นฐานของการทำงาน การศึกษา การเลี้ยงดูจากครอบครัวที่ต่างกัน มันไม่ต้องเกิดการแก่งแย่งชิงดีกัน มนุษย์ทั้งผองเป็นพี่น้องกัน สุขทุกข์เป็นสากล มาแล้วก็ไป”

สิ่งเหล่านี้ท้าทายเรามาก ถ้าพระองค์ทำได้ มนุษย์ทุกคนทำได้

“ถ้าเป็นมนุษย์ที่ฝึกไว้ ในกรณีที่พอมีสติปัญญาอยู่บ้าง ก็จะเริ่มรู้ว่าใครๆ ที่อยู่ในรอบๆ ตัวเราก็ทำได้หรืออยู่ในองค์กรในตำแหน่งไหน หรือความคิดจะต่างอย่างไร เราก็จะสามารถประมวลความแตกต่างออกมาเป็นความสำเร็จของการดำรงชีวิตอยู่อย่างคนที่พ้นทุกข์ไปด้วยกัน นั่นคือกำไรของภาคธุรกิจจริงๆ”

คุณชนัญญารักษ์


เรื่องจิตใจตั้งแต่ที่พระพุทธองค์ผ่านมาจนกระทั่งได้ตรัสรู้เราก็พูดถึงปรากฎการณ์ชีวิต ซึ่งทุกคนจะมีความแตกต่างกัน สุขทุกข์อยู่ที่กายและก็ใจ มีอยู่แค่นี้ จนปัจจุบันเราอายุ 50 กว่าปี ทุกข์ทางกายไม่ค่อยมีแล้ว อยู่ดีกินดีจนจะเป็นโรคป่วยมากกว่า ทุกข์ทางกายพอจัดการได้ด้วยทรัพย์สินเงินทอง แต่พอเป็นเรื่องทุกข์ทางใจของผู้บริหาร ของลูกน้อง ของนักลงทุน หรือผู้ถือหุ้น จากหลักสูตรสากลของฝรั่งบอกไว้ว่า ส่วนใหญ่ 10% ที่เกิดขึ้นในปรากฎการณ์ของชีวิตนั้น ขึ้นอยู่กับ 90 % ที่เราตอบสนองกับชีวิตแบบไหน ตอบสนองตามความคิด จิตหรือความรู้สึกทัน คุณก็จะผ่านสุดเส้นที่เรียกว่าสุดทางของธรรมมะได้ เส้นทางของทุกข์ เส้นทางของสุข แต่เราไปให้สุด และเรารู้ว่าเราสบายใจกับอะไร เราทุกข์กับอะไร หรือสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ถ้าคิดว่าเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เราทุกข์หรือสุขแล้วถ้าเราต้องตัดสินใจ ควรทำแบบไหนที่เรายังเคารพซึ่งกันและกัน


อยากจะแชร์ประสบการณ์อย่างเวลาเจอลูกน้อง เจอสิ่งที่เห็นแตกต่าง หรือการเห็นแตกต่างกับลูก เช่น ลูกชายที่ชอบตัดผมทรงเกาหลี แต่ประสบการณ์เราบอกว่าเรารับกับทรงผมนี้ไม่ได้ แต่นี่คือความคิดของเรา แต่พอมาเป็นแม่วันนี้ ความคิดเราตอนนี้จะติดๆ ดับๆ แต่ถ้าความคิดเราไม่คิดติดลบกับเขา เราคงถามเขาว่าทำไมถึงชอบทรงผมนี้ แล้วทำไมทรงนี้สบายใจ แต่อดีตเราจัดการเลยว่า ทรงนี้ไม่ได้ แม่ต้องการทรงผมทรงนี้ ซึ่งนั่นจะทำให้เราไม่ได้ยินเสียงเขา ความจริงคือลูกต้องการให้เราได้ยินเสียงว่าเขามีตัวตน เขาออกความคิดเห็นได้หรือแชร์ในสิ่งที่เขามองแล้วต่างได้ สิ่งนี้สำคัญ

"ขึ้นอยู่กับเรา React และ Respond แบบไหน แล้วเราผ่านได้อย่างมีประสบการณ์ มนุษย์ปุถุชนทั่วไปไม่จะเป็นลูกจ้าง หัวหน้า หรือเจ้าของกิจการ เขามีปรากฎการณ์ชีวิต ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกหาทางออกแบบไหน"

ถ้ามีการคุยกันแล้วเข้าใจ มุมมองจบคือจบไม่ได้มีอะไรเป็นส่วนตัว แต่เป็นการเพื่อเป้าหมายใหญ่ เพื่อธุรกิจ ไม่ได้มองเพื่อเอาแต่ใจตัวเอง หรือต้องการตามใจ หรืออย่างใจเราตัวนี้เป็นการวัดยาก

“เราต้องให้เกียรติ เคารพในสิ่งที่เห็นต่าง ให้เขามีตัวตน ได้แสดงความคิดเห็น แล้วเราชัดเจนตรงนั้น การอยู่ร่วมกันก็จะอยู่ด้วยกันได้ มนุษย์มักจะเกิดปรากฏการณ์เยอะ แล้วถ้าเราใช้กายกับใจอย่างมีสติ เราก็บรรลุและมีความสุขได้ในทุกสถานการณ์ในชีวิตไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ไหนในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบ เพราะเราเข้าใจว่าคือสิ่งภายนอก คือสิ่งปรุงแต่ง อีก 5-7 วัน ก็ลืมแล้ว เมื่อถอยกลับมาดู หรือ 1 ปีกลับมาดู ก็อาจจะขำ จะหัวเราะกับสิ่งที่เกิดขึ้น”

ความคิดเป็นอนิจจังเป็นอนัตตา แต่มันเกิดจากชีวิตเรา 50 กว่าปีที่เคยเชื่อและสะสมแบบนี้ ก็เลยส่งไปที่ลูกเรา ซึ่งเขาเกิดมาแบบผ้าขาวๆ เขาไม่รู้เรื่อง แต่เขาเริ่มมีตัวตนเขาในโลกดิจิทัล และโลกออนไลน์ ดังนั้นเราอย่ายึดมั่น อย่าถือมั่น อย่าถือตัวตนเรามาเป็นหลัก เรามองและขับเคลื่อนเป้าหมายหลักดีกว่า อันนี้ที่ DHL ใช้เรื่องของใจ และมองเป้าหมายเป็นหลักและเป้าหมายใหญ่ นี่คือการขับเคลื่อนองค์กร สิ่งนี้ฝรั่งก็ใช้ ที่ DHL ก็ใช้เรื่อง Head, Hearts & Gut โดยใช้เรื่องใจของ Leadership เป็นหลัก โดยไม่มองที่เฉพาะเป้าหมายและผลกำไร ซึ่งการทำเช่นนี้ต้องใช้เวลา และผู้นำต้องเข้าที่ DHL ใช้เวลากับเรื่องนี้ทั้งหมด 5 ปี ขณะที่ธุรกิจยังสมบูรณ์แบบทุกอย่าง จนวันนี้แพลตฟอร์มนี้อยู่ ทางผู้ใหญ่ก็ชมว่าเราได้ Build an Incredible People Platform และก็สำเร็จมาถึงวันนี้ พอได้ฟังเราก็รู้สึกปลื้มที่เขารับรู้ ชื่นชม และเวลาเราทำผิดเราก็ขอโทษ


ฝรั่งเขาใช้หลัก 3 A นั่นคือ รู้จัก 1) Acknowledge คือ เห็นตามความเป็นจริง 2) Appreciate ชื่นชมเมื่อชื่นชมได้ เพราะถือเป็นการให้กำลงใจ และ 3) Apologize ถ้าเราผิดเราก็รู้จักขอโทษ ดังนั้น กับลูกตัวเองก็ขอโทษลูกเช่นกัน เช่น ในกรณีที่เราไม่ชอบทรงผมเกาหลีของลูก เพราะเขาถามเราว่าเขาผิดตรงไหนที่ทำให้แม่ไม่สบายใจ เนื่องจากก็เป็นหัวเขา บ่าเขาเอง สุดท้ายเขาถามประโยคนี้ขึ้นมา ทำให้เรา Reflect สะท้อนอะไรบางอย่างได้ ทำให้เราเป็นผู้ฟังที่ดีขึ้นมาได้ และเริ่มเห็นอกเห็นใจ นี่คือกายกับใจกับความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับปรากฎการณ์ในชีวิต ซึ่งวันนี้เรื่องของวุฒิภาวะผู้นำนั้นจะมาพร้อมกันกับประสบการณ์ในอุตสาหกรรมของธุรกิจและเรื่องจิตใจในการบริหารจัดการ ถ้าเราเข้าใจ เข้าถึง ตรงนี้ เราจะได้ผลงานเสมอ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนหรืออุตสาหกรรมไหน


การบริหารแบบไทยสไตล์ครอบครัวสู่เวทีโลกได้


คุณปรารถนา


อย่างกรณี KING POWER ที่สนับสนุนกับทีมฟุตบอลลสเตอร์ซิตี้จนได้แชมป์เอฟเอคัพครั้งแรก ซึ่งอาจจะเป็นวัฒนธรรมอีกแบบหนึ่งของไทย เพราะตอนที่ซื้อทีมมาคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา ให้ลูกชายคือคุณอัยยวัฒน์ มาบริหาร ซึ่งเริ่มต้นคือเห็นวัฒนธรรมองค์กรที่ทีมงานไม่ได้ให้ใจกับเลสเตอร์ เพราะต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง หมดเวลาทำงาน งานเสร็จก็กลับบ้านไป แต่เพราะเขาเห็นคุณค่าของคนเหล่านี้โดยไม่เชื่อว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่ไม่ได้รักองค์กร เขาจึงลองให้พนักงานทุกคนในทีมเขียนลิสต์มาว่า ถ้าจะทำให้ทีมดีขึ้นจะต้องทำอะไรบ้าง บางคนเขียนมาเป็น 10 หน้าเลย แสดงให้เห็นว่า พวกนี้มีใจหมด แต่เป็นเพราะไม่มีใครเคยถามหรือเห็นหัวเขา จนปีใหม่ปีหนึ่งคริสมาสใช้เงิน 40,000 ปอนด์ไปเลี้ยง ด้วยสไตล์คนไทยจะไปเป็นกลุ่ม แต่ฝรั่งจะแยกกันไป

คุณอัยยวัฒน์ พาทีมไปผับด้วยกันหมด ทุกคนบอกว่า 2 ล้านบาทเลยนะ แต่คุณอัยยวัฒน์บอกว่าเดี๋ยวผมเลี้ยงเอง ซึ่งทำให้ได้ใจทีมทั้งหมด จนถึงทุกวันนี้เขาได้ที่หนึ่งจากทีมที่ตกเคยชั้นไปมาก ทำใหเได้ใจคนทั้งโลกมาก และน่าจะเป็นทีมเดียวที่กัปตันทีมไปจูงประธานสโมสร ซึ่งคือคุณอัยยวัฒน์มามอบถ้วยให้ และก่อนรับถ้วยก็ไหว้ลูกน้องตัวเองเพราะอายุน้อยกว่ากัปตัน ทั้งหมดนี้มีทั้ง Trust, Respect และ Teamwork แล้วก็ได้ใจลูกน้องไปอีก

คุณชนัญญารักษ์


คุณอัยยวัฒน์ถือเป็นคนที่มี Passion เพราะชอบและรักฟุตบอลมาก แล้วความจริงไม่อยากจะเป็นคนมาบริหาร KING POWER เลย แต่คุณอัยยวัฒน์ก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจ วันหนึ่งก็มองว่าการที่ได้เอฟเอคัพได้ถือว่ายิ่งใหญ่มาก การที่เขาได้ใจนักเตะ เพราะเขาฟังทุกคนจากสิ่งที่ให้แต่ละคนไปเขียนมา อันนี้คือหลักการของผู้บริหารเลยว่า สิ่งที่ลูกน้องต้องการคืออะไร แล้วไปรวบรวมมา และมาดูว่าจะมีจุดไหนที่เราจะเข้าไปมีส่วนเพื่อที่จะมาสร้างความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน Empathy ขึ้นมาได้ สร้าง Respect เพื่อทำให้เกิดผลกับเป้าหมายใหญ่ได้ นี่คือส่วนหนึ่งของการเป็น Leadership เพราะเขาไม่สามารถมีเวลาคุยเป็นรายคนได้ แต่ให้ทุกคนเขียนและรวบรวมมา แปลว่าเป็นผู้นำและผู้รับฟังที่ดี และรู้ว่าถ้าจะชนะอีกครั้งต้องชนะใจทีมให้ได้ โดยที่ไม่ต้องไปหวังเอาชนะภายนอก หรือ win out there ต้องชนะจากภายในก่อน หรือ Win from Within เพราะถ้าคุณชนะจากภายใน ชนะใจตัวเอง ชนะใจทีม อย่างไรศึกข้างนอกก็ต้องเอาชนะและโตได้แน่ การจะทำให้ทีมโตปีละ 10-20% ทำได้ เพราะมูลค่าตลาดใหญ่มาก แต่การที่จะพาทีมไปชนะเอฟเอคัพได้นี่ต้องชนะใจทีมให้ได้


เพราะฉะนั้น ส่วนตัวมองว่าในองค์กรฝรั่ง ถ้าเทียบกันแล้ว มองว่า To win out there ,You got a win from within และการที่จะ Win from Within นั้นก็คือ นี่คือความเป็นผู้นำ ทีม และศักยภาพของการสร้าง และต้องเข้าใจโจทย์ธุรกิจ เข้าใจความรู้ เข้าใจอุตสาหกรรม แล้วก็มีทีมที่คอยสนับสนุน มี CEO ดี มีผู้นำที่ดี ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือ Stakeholders ทั้งหมดก็สามารถรอผลกำไรได้เลย รวมทั้ง มี Passion มี Commitment มีความเชื่อมั่น Conviction และความตั้งใจสูง และเขา Sensitive แคร์ และร้องไห้ง่าย แต่ร้องเสร็จแล้วก็เคลียร์


เหมือนเราทั่วไปที่อย่างเวลาดูละคร ดูเรื่อง Sensitive ก็ร้องให้ง่ายเหมือนกัน แต่ร้องแล้วก็เคลียร์และเข้าใจว่าเมื่อมีอะไรที่มากระทบจิตเรา ถ้าจะไม่ให้กระทบ ก็ต้องมาดูว่าที่กระทบเพราะอะไร ทำไมเราจึงรู้สึกเสียใจหรือน้อยใจ พอเราเข้าใจเราก็เคลียร์เส้นทางชีวิตว่าจะ Respond อย่างไร และจะเดินไปต่อแบบไหน

“ชีวิตจะวนเวียนอยู่แค่นี้ ถ้าเราเข้าใจแก่นของธรรมมะ เรื่องกาย ใจ เข้าใจความคิดปรุงแต่ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เราจะไม่ยึดติดกับมัน เราจะผ่านทุกปรากฎการณ์ของชีวิตได้อย่างมีความสุข หรือที่เรียกว่า “ไปให้สุดแล้วหยุดที่ธรรม” ในใจ เราต้องผ่านไปให้สุดโดยไม่ต้องกดไว้ ซึ่งบางอย่างที่เรากดไว้เพราะเรารู้สึกว่าเราต้องอยู่เช่นนั้นเพื่อบางย่าง เรากลัวว่าจะเสียหน้า เพราะนี่คือความคิดปรุงแต่งจิตและทำให้จิตเราคิดบวกหรือลบ แล้วก็แสดงออกเป็นการกระทำออกมา”

แต้ถ้าเราชัดเจน แล้วเข้าใจว่าเป็นสัจธรรมมีทั้งดีและไม่ดี สัจจะที่เห็นตามสภาพตัวตนที่เกิดขึ้นจริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งนั้นดีต่อธุรกิจ ดีต่อคน หรือจิตใจเราหรือไม่ ถ้าดีกับทุกอย่าง แต่ทำไมไม่ดีกับจิตใจเรา ส่วนใหญ่เป็นเพราะประสบการณ์กับความคิดที่เราปรุงแต่ง และอีกอย่างที่เราไม่รู้ที่เราเรียกว่า “กรรมเก่า” ที่ติดตัวเรามาแต่ชาติปางก่อน เป็นทุกข์ที่ติดตัวเรามาอันนี้ไม่มีใครรู้ใครเห็น แต่เราต้องยอมรับว่าเราเกิดมานั้น เรามีสัญญากรรม เรามีความจำเดิมๆ ที่เกิดมาเป็นเรา

“ฝากไว้ว่าไปให้สุดแล้วหยุดที่ธรรม เพราะเราต้องผ่านความทุกข์นั้น แล้วทำใจให้เข้าใจ เข้าถึงแล้วเดินต่อไปโดยที่ไม่ยึดติดยึดถือและยึดมั่น หรือมาเสียดายซ้ายขวา ถ้าไม่ได้ก็ไม่ต้องทวงถาม ถ้าเราต้องทวงถามบางอย่างที่เราควรจะได้ ก็แปลว่ามันไม่ใช่ความจริง ถ้าไม่ได้ก็ต้องยอมรับความคิดนั้นได้ เราก็ต้องเดินชีวิตไปข้างหน้าต่อไป ซึ่งบางทีก็อาจจะมีสิ่งอื่นเข้ามาทดแทนที่ดีกว่า อย่ายึดมั่นถือมั่นหรือยึดติดกับตัวเอง”

การชนะจากภายใน เมื่ออัตตาเราเล็กลง ก็จะเปิดใจให้คนอื่นมากขึ้น


แม่ชีศันสนีย์


การรับฟังเป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้เราทุกข์น้อย เพราะการจะพ้นทุกข์ก็ต้องตามใจตัวเอง แต่ถ้าการฟังทำให้ทุกข์น้อย คนไม่ฟังก็ดูจะเป็นคนที่มืดไป อย่างเรื่องของคุณอัยยวัฒน์ก็เมื่อพูดถึงก็น่าเป็นที่สังเกตว่า เมื่อเอาวัฒนธรรมของความเป็นครอบครัวไปใช้ในสโมสร ไปช่วยสโมสรได้ไม่ใช่เป็นเพียงเขาคือผู้ชนะ แต่เขาทำให้คนในสโมสรมีความอบอุ่นเหมือนครอบครัว เพราะนอกจากคนในสโมสรแล้ว ก็ยังพาคนในครอบครัวของสมาชิกในสโมสรไปเลี้ยงด้วย อันนี้น่าสนใจ เวลามีความสุขก็สุขด้วยกัน ทำให้ช่องว่างระหว่างคนในครอบครัวที่อาจต่างวัยกัน เพราะสุขทุกข์ไม่มีวัย ก็เลยทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเรื่องของความคิดด้วย นักกีฬาที่เป็นวัยรุ่นก็อาจทำให้เข้าใจเรื่องของการแชร์ Respect ด้วย ดังนั้น คนหนึ่งคนก็เลยมีสปิริตที่จะทำให้เกิดการแข่งขันเป็นทีม เกิดความเข้าใจ

“การฟังที่ไม่ใช่เพียงแค่การฟัง แต่เป็นการฟังเพื่อให้ทุกข์น้อยลง ถ้าฟังเพื่อจับผิด ฟังเพื่อเอาชนะ ฟังเพื่อแสดงความริษยา หรือฟังเพื่อแสดงความชื่นชมยินดี หรือถอดถอนอคติและความยึดมั่นถือมั่น หรือให้ใจของเราเปิดได้กว้างขึ้นเพื่อที่จะชื่นชมได้ง่ายขึ้น การชื่นชมยินดีก็จะทำให้ไม่มีที่ว่างของการที่จะไปริษยา หรือนำไปสู่การเปรียบเทียบ ชนะหรือแพ้อะไรกับใคร การฟังต้องลงไปถามว่าเพื่ออะไร ฟังเพื่อขยายใจของเราให้กว้างขึ้นหรือให้ยอมรับได้มากขึ้น”

อย่างคุณชนัญญารักษ์ยอมรับทรงผมเกาหลีของลูกได้มากขึ้น แสดงว่าตัวตนของแม่เริ่มเล็กลง เราก็จะเห็นพื้นที่ของลูกได้มากขึ้น


คุณศุภจี


เมื่อพูดถึง Passion-Purpose-People คือสิ่งที่ใช้ในการทำธุรกิจ แต่จริงๆ แล้วในการทำธุรกิจ ถ้าเราตั้งเป้าเพียงเพราะเพื่อผลกำไรหรือผลประโยชน์ของบริษัท ก็จะมองแคบ แต่ถ้าเราสามารถมองเป้าประสงค์ได้ว่าเราต้องการจะทำอะไรเพื่อใคร แล้วเราใช้เป้าประสงค์นั้น (Purpose) เป็นจุดตั้งแล้วก็เดินไปข้างหน้าด้วยใจที่มุ่งมั่น มีแก่นจริงๆ แล้วก็มองบริบทคนรอบข้างและคนที่อยู่ในองค์กรและอยู่นอกองค์กรของเราด้วย เหมือนที่คุณแม่ศันสนีย์พูดว่า

“ถ้าเรามองเรื่องของเราให้น้อยหน่อย แล้วมองเรื่องคนอื่นให้เยอะขึ้น เราก็จะกว้างขึ้น เราก็จะไปได้ถึงเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้มากขึ้น”

ความท้าทายกับสิ่งรอบตัวเมื่อผู้หญิงขึ้นมาเป็นผู้บริหารองค์กร


คุณชนัญญารักษ์


ส่วนตัวคิดว่า The world is not you only แปลว่า โลกนี้ไม่ได้คุมด้วยเรา แล้วเราก็ต้องทำให้พื้นที่ตัวเราให้เล็กลง เราไม่ได้มีความสำคัญมากขนาดนั้น แต่บางครั้งเราอยู่ในโลกที่รอบข้างที่ฟุ้งเรา ตัวเองอาจจะโชคดีที่อยู่ในครอบครัวที่สามีรัก ลูกและสมาชิกครอบครัว Healthy ทุกคนแทบจะมีความรู้สึกว่า ถ้าวันไหนแม่อารมณ์ไม่ดีบ้านนี้แทบจะแย่ไปเลย เพราะฉะนั้นเขาจะทำให้เราถูกปรุงแต่ง


จนวันนี้ต้องถามลูกและบอกกลับว่า The world it about you เพราะความสุขของเราคือความสุขของเขา ไม่ใช่โลกทั้งหมดคือแม่ วันนี้เราต้องพูดกับเขาว่า โลกทั้งหมดของเขา สิ่งที่เขาต้องการหรือต้องการแสดงออก อะไรคือความสุข เขาตอบว่า เขาเริ่มมองและคิดบวก และเขาก็เริ่มเห็นว่าการที่เขามองบวกเป็นสิ่งที่เยาวชนรุ่นใหม่เขาต้องการพื้นที่ เขาต้องการตัวตน เขาบอกว่าit’s not about the money it’s about the love. Show me the love not show me the money or the power. เขาต้องการ Love และ Respect, Show me the autonomy. Show me that I can do and make the difference.

เขาเป็นสิ่งสะท้อนของโลกของคนสมัยใหม่ ตังเองจึงมองว่าถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนความคิดและการทำงาน เพราะต่อไปนี้เราไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาลอีกต่อไป

“แม้ปัจจุบันสามีและลูกจะรักเราหรือลูกน้องจะยอมเราทุกเรื่อง แต่ตัวเราเองก็ต้องทำให้ตัวเราเล็กลง ไม่เอาแต่ใจตัวเองแล้วไม่ทำแบบไร้เหตุผล เราก็ต้องโชว์ความรัก โชว์ Respect โชว์ Autonomy ไม่เผด็จการ หรือ Authoritarian ไม่กำหนดหรือบังคับเขา หรือ Dictate ต้องแคร์เขาให้มาก และคอยถามคำถาม รู้สึกอย่างไรถ้าทำแบบนี้อยากให้แม่ทำอะไร รู้สึกแฮปปี้หรือไม่ กับลูกน้องก็เหมือนกัน เพราะเขาก็ต้องการเวทีในการแสดงออก ว่าเขามีความน่าเชื่อถือ (Credibility) หรืออยากเราเรามีความคาดหวังจากเขาได้ (Expectation) ตรงนี้สำคัญมากกับคนรุ่นใหม่ที่เราต้องใส่พลังบวก พลังที่ทำให้เขามีพลังศรัทธาในตัวเอง หรือมีความเชื่อมั่น”

ที่สำคัญคือ Be true to yourself ว่าแน่ใจว่า นี่คือความสุขของคุณหรือสิ่งที่คุณต้องการ แล้วนี่คือสิ่งที่คุณตัดสินใจหรือที่ชอบ โดยที่เราอย่าไปตัดสินใจแทนหรือเอาไปใส่หัวเขา ต้องทันที อันนั้น แปลว่า เราเห็นว่าตัวเราสำคัญ

“โลกวันนี้เปลี่ยนไปแล้วไม่ว่าจะเจเนเรชั่นไหน เขาต้องการเห็นและต้องการที่จะอยู่ด้วยแล้วจะมีความสุขทั้งกายและใจ ถ้าไม่อย่างนั้นอยู่แล้วจะอยู่ด้วยอย่างไม่มีความสุข เพราะทุกคนจะไม่บอกความจริง ก็จะจบกันไป และก็จะลาออกไป ลูกก็จะไม่เล่าเรื่องจริง สิ่งนี้สำคัญ เพราะโลกนี้ไม่ใช่ของคุณ ไม่ใช่ของแม่ ไม่ใช่ของ CEO แต่เป็นของทุกคนที่จะไปเป้าประสงค์เดียวกัน”

คุณศุภจี

“ปัญหาและอุปสรรคใหญ่ของผู้หญิงคือ ตัวเราเอง เพราะเราอาจตั้งกรอบตัวเราเองว่า เราทำได้แค่นี้ เราคงทำไม่ได้จากความกังวลรอบๆ ซึ่งความจริงแล้ว ทุกคนสามารถก้าวหน้าและไปถึงเป้าหมายได้ ถ้าเราไม่ปิดกั้นตัวเราเอง เพราะฉะนั้นกำแพงที่เราสร้างเราไว้มันไม่มีจริง มันอยู่ที่ตัวเรา”

เมื่อทำงาน การที่เราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายไม่ได้ต่างกัน มันขึ้นกับความเป็นตัวตนของเรามากกว่า และเข้าใจว่าตัวเราเองมีข้อดีและข้อด้อยอะไร แล้วงานที่เราทำต้องการความแข็งแรงทางด้านไหน เราควรต้องมีการพัฒนาในเรื่องอะไร เมื่อรู้แล้วว่าตรงไหนที่เราอ่อนด้อย เราก็ต้องฝึกฝน หรือหาความรู้เพิ่มเติม หรือเราหาความรู้เพิ่มเติมไม่ได้ เราก็ต้องหาพันธมิตรหรือเพื่อนร่วมงาน

อย่างตอนที่ทำงาน IBM เราไม่ได้จบวิศวกรรมหรือด้านเทคโนโลยีเลย แต่ต้องมาบริหารคนที่เป็นวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญมากมาย เราก็ไม่จำเป็นต้องพยายามบอกว่าเราดีกว่าเขาในเรื่องนั้น เราอยู่ในแบบที่ต่างเคารพซึ่งกันและกัน และเรารู้ว่าเรายังไม่ได้มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีมากนัก เมื่อเวลาที่เจอปัญหาที่ต้องแก้ไขทางด้านนี้ เราก็ให้เพื่อนร่วมงานหรือพนักงานได้มีโอกาสให้เขาได้แสดงความสามารถในเรื่องนั้น ในขณะเดียวกันเราทราบว่าข้อดีของเรามีอะไร เราก็เอาข้อดีนั้นเข้าไปเสริมเขาได้ ก็เป็นการผสมผสานกัน ไม่อยากให้เราต้องกังวลว่าอันนั้นเราทำไม่ได้ เพราะความจริงแล้วจะไม่มีข้อจำกัดใดๆ ถ้าเรามีความมุ่งมั่น ตั้งใจ มีความพยายาม และมีวินัย เราก็สามารถไปถึงจุดๆ นั้นได้

เช่นเดียวกันตัวเองก็ลูก เราเองมีบทบาทและหน้าที่การทำงาน และเราต่างยังมีบทบาทหน้าที่ที่ต้องดูนอกจากการทำงานคือ บทบาทเป็นแม่ เป็นภรรยา และเป็นลูกที่ต้องดูแลพ่อแม่

“สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญนั่นคือ “การวางแผน” ว่าถ้าเราทำทุกอย่างแบบที่ต้องทำทุกอย่างพร้อมกันทั้งหมด ซึ่งความจริงเราไม่สามารถทำบทบาททุกอย่างในเวลาเดียวกันได้หมด แต่ถ้ามีการวางแผนล่วงหน้าที่ดี และมีวินัยเพียงพอในการบริหารจัดการแผนนั้นได้ และตอนนั้นต้องมีสติคอยกำกับด้วยว่า ในขณะนั้นเรากำลังทำบทบาทและหน้าที่อะไร”

เช่น ขณะที่เราอยู่กับลูกเราก็ต้องทำหน้าที่แม่ ในที่ทำงานก็ต้องทำหน้าที่ในบทบาทนั้นไป ไม่ใช่สลับทางกัน

“ดังนั้น การวางแผน เข้าใจบทบาท มีสติ มีวินัย และเมื่อรับปากอะไรแล้วก็ต้องทำให้ได้ ก็จะสามารถบริหารจัดการได้”

มีคำสัมภาษณ์ของผู้บริหารต่างชาติเป็นผู้หญิงชั้นนำของโลกคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า Woman can’t have it all. ผู้หญิงไม่สามารถทำทุกอย่างได้ แต่เราอ่านแล้วกลับรู้สึกว่า ถ้าเราสามารถบริหารจัดการวางแผนที่ดีได้ แล้วเขารู้บทบาทหน้าที่ของเขา มีวินัยในการบริหารจัดการความคาดหวังกับคนรอบข้าง ความจริงผู้หญิงก็สามารถทำได้เหมือนกันผู้ชาย เพราะการทำงานไม่มีการแยกเพศ ถึงจุดหนึ่งขึ้นอยู่กับความมีตัวตน ความมุ่งมั่นและความพยายามของเรามากกว่า


แม่ชีศันสนีย์


โลกไม่ใช่ของเรา ดังนั้น เราผู้หญิงต้องกรุณาจริงๆ คนที่จะเป็นแม่ได้ต้องมีความกรุณามาก เมื่อใดที่เราเห็นพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์ที่ไม่ปฏิเสธการช่วยเหลือ แล้วมองเห็นถึงปัญญาที่จะขจัดความกลัวและความกรุณาอย่างลึกซึ้ง แล้วไม่ย่อท้อต่อความยาก มีกุศโลบายมีการวางแผน การเข้าถึง และมีกรุณาอย่างไม่กลัว มีผู้หญิงที่มีตัวตนเล็กๆ งานจะใหญ่ หัวใจของแม่ทุกคนคือผู้รับใช้ แต่ไม่ได้รับใช้อย่างชนิดที่มีแต่ลูกฉัน รับใช้ลูกฉัน แต่ความจริงยังมีความกรุณาต่อบุคคลอื่นด้วย

อย่างเด็กๆ ชาวปกาเกอะญอ ที่ได้เจอ ได้พูดกับพ่อแม่เขาที่ได้มีโอกาสได้ฟังหัวใจเขาแม้จะไม่สามารถสื่อสารกันได้ โดยมีครูที่ดูแลเด็กๆ ทำให้พบว่า จริงๆ การเป็นพ่อแม่จริงๆ ไม่ต้องพูดมาก แต่เราแค่ฟังเขาอย่างมีกรุณา แล้วเขาก็จะกลายเป็นคนที่พูดได้ในบางเรื่องที่เรานึกไม่ถึง เด็กๆ ก็กำลังสอนให้คุณยายรู้ว่า ใน 1 ที่ผ่านมา เราไม่ใช่คนเก่งอะไร เราไม่ได้พลิกหุบเขาอะไร แต่วันนี้เราได้เรียนรู้จากเด็กชนเผ่าอยู่เลย เป็นชาติพันธุ์หนึ่ง ซึ่งพระโพธิสัตว์ท่านก็ก่อกำเนิดบนแผ่นดินในขุนเขา เช่นเดียวกับพื้นที่ที่ชนเผ่าชาติพันธุ์ ก็อยู่ตรงนั้นของเขา ซึ่งถ้าเรามองถึงความกรุณานั้น มันจะไม่มีเพศ ไม่มีชนชั้น ไม่มีวรรณะ

สิ่งที่น่าสนใจในเปเปอร์ที่คุณปรารถนาสงมาอันหนึ่ง ทำให้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้ไม่แบ่งคนเป็นเจเนเรชั่นแล้ว แต่จะบอกว่าเป็นไลฟ์สไตล์ว่าประมาณไหน หรืออยู่กลุ่มไหน โดยมีความแตกต่างหลากหลายของวัยและเพศ

“ความเป็นผู้หญิงก็จะนึกถึงความเป็นกรุณา แต่ไม่ได้หมายถึงที่เป็นผู้หญิงตัวเองคนเดียว แต่เป็นผู้หญิงที่มีกรุณาต่อมนุษยชาติ อย่างนี้หรือเปล่าที่เรียกว่า “หัวใจแม่” ที่ไม่มีลูกออกมาเป็นลูกผู้หญิงหรือผู้ชาย แล้วได้ฟังหัวใจตัวเองและหัวใจมนุษยชาติที่ฟังอย่างเคารพในความแตกต่าง ไม่มองใครเป็นคนด้อยโอกาส โดยทุกคนมีโอกาสในการเข้าถึงที่แตกต่าง”

คนรวยอาจเข้าถึงเรื่องความสะดวกสบายมากกว่าคนที่อาจพอใจในวิถีของเขา เช่น ชาวปกาเกอะญอเขาก็พอใจกับการอบู่กับธรรมชาติที่สวยงาม เวลาเราจะพูดถึงผู้หญิงจะไม่พูดแบบเฟมินิสต์ แต่จะพูดถึงหัวใจของแม่ เพราะว่าถ้าไม่มีหัวใจที่มีกรุณาของแม่ ก็ไม่มีลูกเรา ไม่มีโลกเรา โลกใบนี้ไม่ใช่ของเรา แต่โลกคือเรา

หุบเขาโพธิสัตว์ไม่พูดว่าเป็นมรดกของชั้น แต่มันคือมรดกของโลก ที่นี่คือบ้านของเรา เราพยายามทำลายข้อจำกัดบางอย่างที่จะทำให้เราทุกข์ออกไปเรื่อยๆ ทำลายสิ่งที่เป็นความไม่รู้เท่าทันความเป็นจริงออกไปเรื่อยๆ ตอนนี้คุณยายพยายามเรียนรู้กับเด็กชนเผ่าที่เขามีความใส บริสุทธิ์ เรียนรู้ทุกเช้าเย็น ทำให้รู้ว่าเขาสามารลึกซึ้งมากกว่าเราด้วยซ้ำในบางเรื่อง เช่น เขาสามารถทำอะไรบางอย่างที่ไปให้สุดได้ โดยที่ตอนแรกเขาเริ่มสตาร์ทจากความกลัวเพราะเขาไม่รู้เป้าหมาย เขาไม่รู้ว่าเขายอมรับความผิดพลาดเขาได้ เขาไม่เคยรู้ว่าคุณยายยอมรับความผิดพลาดของเขาได้


การที่เรามีหัวใจความเป็นแม่หรือหัวใจของผู้รับใช้ จนเด็กๆ ค่อยๆ แง้มตัวเองออกมา บางทีเราช็อกไปเลย เช่น เขารู้สึกตื่นเต้นหรือเปล่าที่จะได้เจอใคร เขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นที่ใครจะไปอยู่ในใจเขามั้ย หรือการที่เห็นพ่อแม่มาดีใจหรือมั้ย เขาบอกว่าไม่ใช่เรื่องตื่นเต้น แต่เขามีความชัดเจนตรงที่เขาจะร่าเริงเมื่อมีพ่อแม่อยู่บนตัวเขา และเมื่อเขาปฏิบัติตัวต่อคนอื่น เขาจะไม่รังแกและเบียดเบีนคนอื่น บางทีคำถามเราถามเขาก็ไม่ถึงพวกเขาด้วยซ้ำ พอหัวใจของเขาได้เปิดเผยออกมาเมื่อมีการทำงานเป็นทีมหรือเป็นหมู่ออกมา เราถึงจะได้รู้ว่า เขาคือครูของเรา แล้วเราก็อย่าทำลายความบริสุทธิ์ที่ถูกสร้างไม่ได้ด้วยเงินและการศึกษาจากข้างนอก แต่มันถูกยอมรับได้จากหัวใจขณะนั้น

“อันนี้คือหัวใจของแม่ที่ต้องยอมรับความเป็นจริงของลูกที่เขาจะต้องมีพื้นที่ได้รับการ Respect จากแม่และคนอื่น แล้วเขาก็จะได้ Respect คนอื่น ครั้งนี้ก็ถือว่าเราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆจากเหตุการณ์โควิด-19 ได้เรียนรู้จากหลุมห