ปัญญาทางธรรม กับผู้นำทางโลก



รายการสนทนาธรรม หัวข้อ “ปัญญาทางธรรม กับผู้นำทางโลก”

วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564 เวลา 18.00 น. ทาง Club House


แขกรับเชิญ - คุณชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ และ ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ และ คุณปรารถนา มงคลกุล


คุณชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ ถือเป็นผู้หญิงทำงานที่เป็นมืออาชีพคนหนึ่ง อยู่วงการเทคโนโลยีเป็นส่วนใหญ่ หลังจากนั้นเป็นผู้บริหารที่บริษัทโลจิสติกส์ต่างประเทศอย่าง ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ DHL กว่า 10 ปี ได้เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรและทำให้กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากนั้นรับบทบาทเป็น CEO ของ บมจ.แม็คกรุ๊ป หรือแม็คยีนส์ แล้วก็เป็น Coach รวมถึงการได้เป็นกรรมการที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่ใครต่างบอกว่าเวลาได้ทำงานกับเธอแล้ว เหมือนได้ Coaching ทีมงานไปด้วยโดยที่ไม่รู้ตัว จนสามารถแก้ปัญหาของการท่าเรือ ถือเป็นผู้หญิงมืออาชีพที่เก่งที่สุดในประเทศไทยคนหนึ่ง


หลักการในการทำงานแม้จะเป็นผู้หญิง


คุณชนัญญารักษ์


เมื่อเรามองว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ถือว่าเป็น Agenda ของโลกในเรื่องของการขับเคลื่อนองค์กร สิ่งนั้นคือเรื่อง"คน" หรือ "People Challenge" โดยมุมมองส่วนส่วนตัว เชื่อว่าทุกคนเกิดมาเพื่อประสบความสำเร็จ แปลว่า เมื่อคุณเชื่อว่าทุกคนมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ ต้องมาคิดแล้วว่าถ้าเราเป็นผู้นำเราจะมาสร้างแรงบันดาลใจอย่างไร ที่จะปลดล็อคทำให้คนๆ นั้นประสบความสำเร็จจริง บริบทของวันนี้ที่จะคุยจึงเน้นเรื่อง “ใจ” เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อเป็นผู้นำ จะต้องทำงานกันอย่างไร แตกต่างอย่างไรในการสร้างคนขององค์กร เพราะการสร้างคน จะทำให้เราสร้างธุรกิจ

“You build your people, your people you build your business”

นี่คือปรัชญา หรือ Philosophy หลักเลย เพราะเชื่อว่าทุกคนมีสิทธิ์ประสบความสำเร็จ

“เมื่อเชื่อว่าทุกคนมีโอกาสประสบความสำเร็จ แม้จะมีทักษะ ประสบการณ์ มีความคิดที่บวกหรือลบแตกต่างกัน จิตใจ พื้นฐานครอบครัวต่างกัน แต่เมื่อต้องมารวมตัวกันแล้วสร้างธุรกิจให้เป็นเป้าหมายหนึ่ง จะต้องเดินไปอย่างไร ส่วนตัวนั้น Trust และ Respect กับคนที่ต้องทำงานด้วย”

เมื่อโควิด-19 อยู่กับเรามานาน ความเข้าใจถึงจิตใจคนจึงสำคัญ


คุณศุภจี


การซื้อใจให้คนในองค์กรในช่วงที่มีวิกฤต เน้นในเรื่องการสื่อสารว่าเรากำลังเผชิญกับอะไรอย่างชัดเจน 3 เรื่อง 1.ต้องชัดเจน 2.ต้องจริงใจ ที่จะบอกในข้อเท็จจริงไม่ว่าจะเป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย 3.ต้องสื่อสารอย่างจริงใจ เพราะการที่จะทำให้ทุกคนในองค์กรเดินไปข้างหน้าในทิศทางเดียวกันท่ามกลางที่เกิดวิกฤตขึ้นนั้น ก็ต้องสามารถที่จะจูงใจเขาให้ได้ด้วย

“เน้นการสื่อสารเป็นหลัก แล้วก็ต้องเน้นเรื่องการเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย เพราะต้องเข้าใจถึงสถานการณ์ของทีมงานเราด้วย อย่ามองจากมุมจากการเป็นผู้บริหารเพียงอย่างเดียว คงต้องใส่หัวใจของคนทำงานด้วยว่าเขากำลังเผชิญเหตุการณ์อะไรอยู่ เพื่อที่จะได้เข้าใจ เข้าถึง และสามารถจูงใจให้เขาเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงได้”

การบริหารงานบริษัทไทยกับบริษัทต่างชาติมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอย่างไร


คุณชนัญญารักษ์


ส่วนตัวจะเริ่มมองจากธรรมชาติของคน

"เพราะธรรมชาติของทุกคนคืออยากมีความสุข อยากเติบโต อยากเจริญ และอยากได้รับการชื่นชม ซึ่งจะทำให้เราสุขใจ ไม่มีมนุษย์คนไหนที่อยากจะเจอความเดือดร้อน หรือเจอเรื่องทุกข์ใจ"

องค์กรฝรั่งหรือไทยก็คือ “คน”เหมือนกัน ซึ่งแน่นอนมีเรื่องของ“จิตใจ”


ที่ฝรั่งเขาแตกต่างกับเราคือ เขามีความชัดเจน เมื่อเราตกลงกันว่าอะไรคือ ข้อ 1 ที่เป็น priority ก็จะชัดเจนในสิ่งนั้น เช่น เราตกลงกันว่าอะไรคือวัตถุประสงค์หลัก (Purpose) นั่นคือสิ่งที่ต้องที่ให้ความสำคัญลำดับแรก (Priority) เช่น ธุรกิจ หรือ ลูกค้า แล้วใครเป็นคนรับผิดชอบ เราจะแสดงความคิดที่เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย และจะสามารถพูดความแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน นั่นแปลว่า เราไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือนกัน สามารถมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ สิ่งที่แตกต่างกันคือ ความคิด แล้วความคิดนั้นไม่มีใครถูกหรือผิด แต่ความคิดนั้นจะเข้ากับ Purpose และ Priority แล้วเกิดความติดขัดอย่างไรหรือไม่ โดยที่เราจะไม่ยึดติดกับสิ่งที่เราต้องการส่วนตัว แต่เราจะมองภาพใหญ่ที่ได้ตกลงกันว่า เราจะทำเรื่องนี้


เช่น DHL ตกลงกันว่าทุกปีว่าแต่ละปีเราจะต้องมีการเติบโตเท่าไรเพราะต้องการมีกำไร แต่ข้อหนึ่งคือ ต้องมั่นใจว่าพนักงานต้องมีขวัญและกำลังใจ และลูกค้าต้องรู้สึกมีความสุขกับการบริการของ DHL ซึ่งถ้าทำทั้งสองอย่างนี้ได้ดี ก็เป็นเหตุผลที่บริษัทควรมีผลกำไร ฝรั่งจะให้ความสำคัญ Priority และเมื่อที่เราต้องเถียงกันเราก็จะกลับมาดูกันที่ Purpose โดยไม่ถือว่าใครใหญ่กว่าใคร เรามองว่าความคิดเห็นของทุกคนสำคัญเท่ากัน เราเชื่อใจต่อกันและฟังทุกคอมเม้นท์ แม้ว่าคอมเมนท์นั้นจะไม่ใช่ความคิดที่เห็นตรงกันก็ตาม แต่อันนี้คนไทยจะมีความ Sensitive นิดหน่อย แต่ถ้าเราได้ลองอธิบาย เขาก็จะเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าหรือลูกน้อง เขาก็จะฟัง แล้วต่างก็จะเดินหน้าไปยังเป้าหมายที่ตั้งไว้


ความคิดมีสิทธิ์แตกต่าง ความคิดคือจิตที่ปรุงแต่งมาแล้ว เพราะเรามีประสบการณ์ไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างมีความคิด อย่างตัวเองเป็นแม่เมื่อคุยกับลูก เราก็จะคิดว่าเด็กต้อง Respect ผู้ใหญ่ ตัวเราจะมองว่าเราเป็นแม่ ทำไมจะทำไม่ได้ จะเป็นเช่นนี้จะเริ่มยากแล้วเพราะจะทำให้เด็กเริ่มรู้สึกอึดอัด รู้สึกไม่สบายใจ ไม่อยากพูด อย่างที่กล่าวว่าความแตกต่างของคนไทยคือมีความเกรงใจ แต่มี seniority หรือ การนับถือผู้ใหญ่ แต่ถ้าเราไม่ยึดติด ไม่ถือมั่นว่าเราเป็นแม่ เราเป็น CEO ไม่ยึดติดกับ seniority หรือบทบาทที่ตัวเองเป็น จิตใจเราจะไม่ทุกข์ ถ้าเราต้องเจอปรากฎการณ์ในชีวิต แล้วเราต้องตัดสินใจในบางเรื่อง

“ทุกคนจะเจอปรากฎการณ์ในชีวิต จะบวก จะลบ จะพบกับคนคิดบวก หรือคิดลบกับเรา น้อยใจ หรืออาจจะคิดแตกต่างจากเรา ความคิดเกิดจากประสบการณ์ ความคิดมีสิทธิ์แตกต่าง ความคิดมีทั้งบวกและลบ ความคิดเป็นอนิจจัง เดี๋ยวสักพักก็ลืม เพราะมันไม่เที่ยง แต่ถ้าเราไม่หยุด แล้วจับกระแสความคิดที่กระทบกับจิตไม่ทัน จะทำให้เราเกิดอารมณ์ เกิดกิเลส เกิดโทสะ เกิดโมหะ เกิดการกระแทกกัน”

นี่คือสิ่งที่เจอเมื่อได้บริหารและทำงานกับทีมงานมาเยอะและประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทอินเตอร์ หรือบริษัทแม็คกรุ๊ป

“สิ่งที่ใช้คุยกับทีม คือ เราต้อง Respect เขา ยอมรับความต่าง แล้ว Trust ไว้วางใจ นี่คือความหมายที่ทั้งเหมือนและแตกต่างในตัวเดียวกัน”

สุขทุกข์เป็นปัญหาสากล มาแล้วก็ไป หมั่นฝึกจิตเป็นพื้นฐาน


แม่ชีศันสนีย์


ถ้าพูดเรื่องใจคือความสุขความทุกข์ เพราะทุกคนไม่ชอบความอึดอัด ความคับข้องใจ ความบีบคั้น ความไม่ถูกใจ แต่ทางธรรมนั้น มองว่าความอึดอัด ไม่เป็นดังใจ ก็เป็นแค่ปรากฏการณ์ที่มาแล้วก็ไปเท่านั้น แล้วถ้าเป็นสิ่งที่มันถูกใจ เราก็มักจะรู้สึกว่า นี่คือสิ่งที่ประสบความสำเร็จแล้ว แต่ความจริงๆ คือ ความพอใจก็แค่มาแล้วก็ไปเหมือนกัน แต่ถ้ามองเรื่อง “ใจ” นั้น ต้องมองเข้าไปให้ลึกถึงสิ่งที่เป็นปรากฎการณ์ ซึ่งมาจากการปรุงแต่ง จากความไม่รู้ จนเป็นความเชื่อ ก็จะเป็นการเชื่ออย่างไม่รู้ และก็เกิดความเชื่อแบบผิดๆ ขึ้นมา เป็นการเชื่อที่มีอวิชชาครอบงำ


แต่ถ้าความเชื่อนั้นอยู่ภายใต้พื้นฐานของการฝึกจิต ที่มีพื้นฐานของจิตที่มีความมั่นคงและมีความเสถียรพอที่จะเห็นความบริสุทธิ์ที่เราต้องปกครองคน หรือที่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขอะไรบางอย่างบนโลกนี้ เราต้องแน่ใจว่าก่อนที่จะพัฒนาไปสู่ความคิด ต้องพัฒนามาจากจิตด้วย

“จิตที่ถูกฝึกไว้เพื่อให้คิดอย่างไม่ปรุงแต่ง จนไม่นำมาสู่ความอึดอัดคับข้อง ความไม่เป็นดั่งใจหรือความเป็นทุกข์ คือมาจากธรรมชาติตัวเดียวกันนั้น คือ ความทุกข์ขัง หรือความทนอยู่ไม่ได้”

พอฝึกไปบ่อยๆ ความที่ทนอยู่ได้และทนอยู่ไม่ได้ปรากฏขึ้นกับชีวิต ในองค์กร สังคม ครอบครัว หรือตัวเราเอง บางทีเราก็คุยวนไปวนมา จากจิตที่เป็นด้วยไม่รู้ก็ถูกปรุงแต่งไปเรื่อยๆ ได้ โดยมีเรื่องหนึ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสะท้อนสิ่งที่พระองค์ทรงคิดออกมาเรื่องหนึ่ง ลองพิจารณาตามได้อย่าเพิ่งเชื่อ

การที่พระองค์ได้เห็นการฝึกฝนอย่างดีแล้วของพระองค์เมื่อใกล้วันวิสาขบูชา พระองค์ได้ฝึกในการฝึกจิต จนเห็นจิตบนความบริสุทธิ์ตั้งมั่น เห็นความคิดใหม่ที่เห็นทุกข์ดับ คือพระองค์จะเห็นทุกข์ แล้วก็เห็นทุกข์ดับ นั่นคือการพ้นทุกข์ โดยที่พระองค์ไม่ได้พูดคำว่าสุขออกมาเลย ฝรั่งอาจไม่เข้าใจว่าทำไมคำสอนมีแต่สอนเรื่องทุกข์ ซึ่งความจริงที่พระองค์สอนไว้อย่างชัดเจนว่า ทุกข์คือปรากฎการณ์ที่ทนอยู่ไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อเราทุกข์ เราทนอยู่ไม่ได้ เมื่อสุขก็เช่นกัน ที่เราก็ทนอยู่ไม่ได้ พอเราฟังสิ่งนี้เราคิดพิจารณาตาม เราก็จะเห็นตามว่าพระองค์ได้ท้าทายถึงขั้นนี้ เหมือนพระองค์เป็นผู้บริหารจิตของตัวเองได้ ซึ่งเป็นพุทธกิจ และเป็นพุทธกิจ เป็นองค์กร เป็นสังฆะ หรือคนกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มหนึ่ง อาจจะมีความยั่งยืนของพุทธกิจนี้มากว่า 2,500 ปีแล้ว และไปได้อีก 5,000 ปี นั่นคือถ้าพระองค์บรรลุธรรมได้ ซึ่งใครๆ ก็ทำได้

“สิ่งนี้ที่ผู้บริหารต้องเอามาบอกกับตัวเราเองว่า ถ้าเราคิดได้อย่างนี้ ถ้าเราสร้างแรงบันดาลใจพื้นฐานของการฝึกจิต คนที่ฝึกจิตไว้ดีแล้ว ก็จะคิดได้อย่างนี้ แต่ไม่ได้คิดด้วยความคาดหวัง หรือไม่ใช่การศึกษาภายนอก แต่มาจากการฝึกข้างใน นี่คือปัญญาทางธรรม เพื่อให้เข้าใจว่าสุขทุกข์เป็นปัญหาสากล ความพอใจหรือไม่พอใจแค่มาแล้วไป ถ้ามีสติถอนความพอใจและความไม่พอใจได้เร็วเท่าไร ก็จะมีจิตที่มีความตั้งมั่น ควรกับการทำงานต่อไปมากขึ้น นการสร้างพื้นฐานของความคิดโดยที่จิตไม่ขุ่นมัว เพราะความคิดที่แตกต่างของคนที่มาจากประสบการณ์พื้นฐานของการทำงาน การศึกษา การเลี้ยงดูจากครอบครัวที่ต่างกัน มันไม่ต้องเกิดการแก่งแย่งชิงดีกัน มนุษย์ทั้งผองเป็นพี่น้องกัน สุขทุกข์เป็นสากล มาแล้วก็ไป”

สิ่งเหล่านี้ท้าทายเรามาก ถ้าพระองค์ทำได้ มนุษย์ทุกคนทำได้

“ถ้าเป็นมนุษย์ที่ฝึกไว้ ในกรณีที่พอมีสติปัญญาอยู่บ้าง ก็จะเริ่มรู้ว่าใครๆ ที่อยู่ในรอบๆ ตัวเราก็ทำได้หรืออยู่ในองค์กรในตำแหน่งไหน หรือความคิดจะต่างอย่างไร เราก็จะสามารถประมวลความแตกต่างออกมาเป็นความสำเร็จของการดำรงชีวิตอยู่อย่างคนที่พ้นทุกข์ไปด้วยกัน นั่นคือกำไรของภาคธุรกิจจริงๆ”

คุณชนัญญารักษ์


เรื่องจิตใจตั้งแต่ที่พระพุทธองค์ผ่านมาจนกระทั่งได้ตรัสรู้เราก็พูดถึงปรากฎการณ์ชีวิต ซึ่งทุกคนจะมีความแตกต่างกัน สุขทุกข์อยู่ที่กายและก็ใจ มีอยู่แค่นี้ จนปัจจุบันเราอายุ 50 กว่าปี ทุกข์ทางกายไม่ค่อยมีแล้ว อยู่ดีกินดีจนจะเป็นโรคป่วยมากกว่า ทุกข์ทางกายพอจัดการได้ด้วยทรัพย์สินเงินทอง แต่พอเป็นเรื่องทุกข์ทางใจของผู้บริหาร ของลูกน้อง ของนักลงทุน หรือผู้ถือหุ้น จากหลักสูตรสากลของฝรั่งบอกไว้ว่า ส่วนใหญ่ 10% ที่เกิดขึ้นในปรากฎการณ์ของชีวิตนั้น ขึ้นอยู่กับ 90 % ที่เราตอบสนองกับชีวิตแบบไหน ตอบสนองตามความคิด จิตหรือความรู้สึกทัน คุณก็จะผ่านสุดเส้นที่เรียกว่าสุดทางของธรรมมะได้ เส้นทางของทุกข์ เส้นทางของสุข แต่เราไปให้สุด และเรารู้ว่าเราสบายใจกับอะไร เราทุกข์กับอะไร หรือสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ถ้าคิดว่าเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เราทุกข์หรือสุขแล้วถ้าเราต้องตัดสินใจ ควรทำแบบไหนที่เรายังเคารพซึ่งกันและกัน


อยากจะแชร์ประสบการณ์อย่างเวลาเจอลูกน้อง เจอสิ่งที่เห็นแตกต่าง หรือการเห็นแตกต่างกับลูก เช่น ลูกชายที่ชอบตัดผมทรงเกาหลี แต่ประสบการณ์เราบอกว่าเรารับกับทรงผมนี้ไม่ได้ แต่นี่คือความคิดของเรา แต่พอมาเป็นแม่วันนี้ ความคิดเราตอนนี้จะติดๆ ดับๆ แต่ถ้าความคิดเราไม่คิดติดลบกับเขา เราคงถามเขาว่าทำไมถึงชอบทรงผมนี้ แล้วทำไมทรงนี้สบายใจ แต่อดีตเราจัดการเลยว่า ทรงนี้ไม่ได้ แม่ต้องการทรงผมทรงนี้ ซึ่งนั่นจะทำให้เราไม่ได้ยินเสียงเขา ความจริงคือลูกต้องการให้เราได้ยินเสียงว่าเขามีตัวตน เขาออกความคิดเห็นได้หรือแชร์ในสิ่งที่เขามองแล้วต่างได้ สิ่งนี้สำคัญ

"ขึ้นอยู่กับเรา React และ Respond แบบไหน แล้วเราผ่านได้อย่างมีประสบการณ์ มนุษย์ปุถุชนทั่วไปไม่จะเป็นลูกจ้าง หัวหน้า หรือเจ้าของกิจการ เขามีปรากฎการณ์ชีวิต ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกหาทางออกแบบไหน"

ถ้ามีการคุยกันแล้วเข้าใจ มุมมองจบคือจบไม่ได้มีอะไรเป็นส่วนตัว แต่เป็นการเพื่อเป้าหมายใหญ่ เพื่อธุรกิจ ไม่ได้มองเพื่อเอาแต่ใจตัวเอง หรือต้องการตามใจ หรืออย่างใจเราตัวนี้เป็นการวัดยาก

“เราต้องให้เกียรติ เคารพในสิ่งที่เห็นต่าง ให้เขามีตัวตน ได้แสดงความคิดเห็น แล้วเราชัดเจนตรงนั้น การอยู่ร่วมกันก็จะอยู่ด้วยกันได้ มนุษย์มักจะเกิดปรากฏการณ์เยอะ แล้วถ้าเราใช้กายกับใจอย่างมีสติ เราก็บรรลุและมีความสุขได้ในทุกสถานการณ์ในชีวิตไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ไหนในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบ เพราะเราเข้าใจว่าคือสิ่งภายนอก คือสิ่งปรุงแต่ง อีก 5-7 วัน ก็ลืมแล้ว เมื่อถอยกลับมาดู หรือ 1 ปีกลับมาดู ก็อาจจะขำ จะหัวเราะกับสิ่งที่เกิดขึ้น”

ความคิดเป็นอนิจจังเป็นอนัตตา แต่มันเกิดจากชีวิตเรา 50 กว่าปีที่เคยเชื่อและสะสมแบบนี้ ก็เลยส่งไปที่ลูกเรา ซึ่งเขาเกิดมาแบบผ้าขาวๆ เขาไม่รู้เรื่อง แต่เขาเริ่มมีตัวตนเขาในโลกดิจิทัล และโลกออนไลน์ ดังนั้นเราอย่ายึดมั่น อย่าถือมั่น อย่าถือตัวตนเรามาเป็นหลัก เรามองและขับเคลื่อนเป้าหมายหลักดีกว่า อันนี้ที่ DHL ใช้เรื่องของใจ และมองเป้าหมายเป็นหลักและเป้าหมายใหญ่ นี่คือการขับเคลื่อนองค์กร สิ่งนี้ฝรั่งก็ใช้ ที่ DHL ก็ใช้เรื่อง Head, Hearts & Gut โดยใช้เรื่องใจของ Leadership เป็นหลัก โดยไม่มองที่เฉพาะเป้าหมายและผลกำไร ซึ่งการทำเช่นนี้ต้องใช้เวลา และผู้นำต้องเข้าที่ DHL ใช้เวลากับเรื่องนี้ทั้งหมด 5 ปี ขณะที่ธุรกิจยังสมบูรณ์แบบทุกอย่าง จนวันนี้แพลตฟอร์มนี้อยู่ ทางผู้ใหญ่ก็ชมว่าเราได