• ห่วงใย Thai Biz

ปัญญากับการเมตตาตนเอง - คุณนิษณี ส่งวัฒนา

อัพเดตเมื่อ: เม.ย. 21



ห่วงใย Inspired

วันเสาร์ที่ 10 เมษายน 2564 เวลา 20.00-21.00 น.

หัวข้อ "ปัญญากับการเมตตาตนเอง"


แขกรับเชิญ - คุณนิษณี ส่งวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท เอฟเอ็น แฟคเตอรี่ เอ๊าท์เลท จำกัด (มหาชน)

ผู้ดำเนินรายการ - ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ Content Director - ห่วงใย Thai Business และ Founder & CEO – ADGES


ทุกคนย่อมเจอปัญหา และถ้ามองแบบทางโลกจะพบว่ามีทางออกไม่กี่อย่าง แต่ขณะเดียวกันก็มีอีกหนึ่งทางออกนั่นคือ “ธรรมะ” ซึ่งสามารถเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนความคิดของคนเราได้ ซึ่งทางออกนี้ได้ผ่านการทดสอบและปฏิบัติมาแล้วจาก “นิษณี ส่งวัฒนา” ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท เอฟเอ็น แฟคเตอรี่ เอ๊าท์เลท จำกัด (มหาชน)

จุดเริ่มต้นสนใจธรรมะ


เริ่มมาตั้งแต่เด็กที่เริ่มจากการสวดมนต์ตามที่คุณพ่อชวน แต่ก่อนที่จะไปเรียนปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกาคุณพ่อได้พูดอย่างหนึ่งว่า อยากให้เราขอ 1 อย่างก่อนที่จะไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา นั่นคือ อยากให้มาปฏิบัติธรรมกับแม่ชีศันสนีย์ หรือที่ทุกคนต่างเรียกท่านกันว่าคุณยายจ๋า เป็นเวลา 3 วัน เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เพื่อค้นหาตัวเองก่อนที่จะไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา


แต่เริ่มมีความสนใจมากขึ้นเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา เพราะธรรมะน่าจะเป็นเรื่องที่ต้องค้น คุณพ่อเลยคิดว่าธรรมะเป็นเรื่องที่ Challenge นิดได้ แล้วสามารถค้นหาตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องมีคนมาบอกว่า เราเป็นคนอย่างไร เพราะถึงใครมาบอกเราเป็นคนอย่างไรก็จะไม่มีวันเชื่อเขา ซึ่งคุณพ่อมีโอกาสได้คุยกับคุณยายจ๋าเลยศรัทธาในวิธีเรื่องธรรมะที่ยากๆ และคุณยายจ๋าสามารถนำมาสื่อสารและแปลให้เข้าใจง่าย ซึ่งน่าจะตรงจริตกับเราในการค้นหาตัวเอง


จุดเริ่มต้นของปัญหาที่อยู่ในใจ


ถ้าย้อนไปเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรี ถือว่าเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเองและเชื่อในตัวเองมาก ใครจะคัดค้านอย่างไรก็จะไม่ฟังใครเลย เพราะรู้สึกมีเป้าหมายที่จะทำ ปกติที่บ้านจะส่งไปเรียนปริญญาโททีละคน เพราะต้องการให้มาฝึกทำงานกับที่บ้านก่อน พี่สาวได้ไปเรียนต่อที่จีน แต่พอเราจบช้ากว่าน้องชาย ก็ต้องให้น้องชายไปเรียนต่อโทก่อน ซึ่งพอจบมาได้ไปทำงานแต่เรารู้สึกว่าไม่อิสระ ไม่ใช่สิ่งที่เราคิด และไม่ใช่ชีวิตเราเลย ก็จะไปเรียน คุณพ่อถามทำไมต้องไปสหรัฐอเมริกา เราก็ยังยืนยันว่าต้องไปที่นั่น เขาบอกเลยว่า ไม่ส่งเรียนแต่ถ้าไปที่อื่นจะส่งเรียน ก็เลยบอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวไปเองได้

แม้ตอนนั้นไม่ได้มีเงินเก็บมากเพราะเพิ่งจบมหาวิทยาลัย และเงินเดือนที่ตอนทำงานที่พ่อให้เดือนละ 18,000 บาท ก็ถือว่าได้มากแล้วสมัยนั้น ก็ได้เพียงแค่ค่าสมัครเรียนปริญญาโท มีเงินที่เก็บจากแต๊ะเอียก็ได้เพียงค่าตั๋วเครื่องบิน แต่ค่าเทอมยังไม่มี พี่สาวไปคุยกับพ่อให้ ก็ได้มา 300,000 บาท ซึ่งเท่ากับมีพอสำหรับเป็นค่าเทอมแรก ค่าบิน และค่ากิน 1 เดือน เท่านั้น เลยคิดว่าไปตายเอาดาบหน้าด้วยการค่อยไปทำงานที่นั่น แล้วก็หาเงินเรียนเองด้วยการเป็นพนักงานเสิร์ฟ ซึ่งเหนื่อยมาก


อยากไปเรียนสหรัฐอเมริกาเพราะไม่อยากทำงาน


เหตุผลที่ไปมีอย่างเดียวเลย เพราะไม่อยากทำงาน แต่ต้องอ้างไปเรียน เพราะจริงๆ อยากไปค้นหาตัวเอง อยากไปท่องเที่ยว อยากจะไปอยู่คนเดียว หรือการได้ทำตามใจตัวเองดู เพราะตอนเรียนปริญญาตรีก็อยู่หอ รู้สึกอิสระ การอยู่ไกลจากที่บ้านรู้สึกว่าจะทำให้พ่อแม่เสียใจไม่ได้ ก็จะตั้งใจเรียน แต่พออยู่กับพ่อแม่เหมือนมีฟูกนิ่มๆ รองรับ จะทำอะไรเขาก็จะดูแลทั้งเรื่องกินอยู่ แต่พอเราใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกเราโตขึ้น และก็เป็นสิ่งที่เราชอบแบบนั้นด้วย

“ทุกครั้งที่อ่อนแอหรือจะต้องกลับบ้าน คิดว่าคนรอซ้ำเติมเราแน่ เพราะเขาไม่เชื่อใจเราว่าจะสำเร็จได้ คิดอย่างเดียวว่า ถึงอย่างไรก็ต้องเอาใบปริญญามาวางไว้ที่หน้าบ้านให้ได้ ฉันทำสำเร็จจะเกรดอะไรไม่รู้ แต่ต้องทำให้ได้ เพราะนี่คือการท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตเลย ที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone แล้วไปเจออะไรที่ยาก ซึ่งการเอาชนะตัวเองเป็นเรื่องที่ยาก”

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตที่สหรัฐอเมริกา


ได้เรียนรู้หลายอย่าง โดยเฉพาะการเอาชนะตัวเองเป็นเรื่องที่ยากที่สุดตั้งแต่ทำมา เมื่อเราเอาชนะตัวเองได้เหมือนเราก็ได้โตขึ้นอีกระดับ รวมถึงการที่ต้องไปอยู่ร่วมกับคนอื่น หรือไปทำงานกับคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่เรา เพราะการที่เราทำงานกับที่บ้าน ตำแหน่งเราจะสูงกว่าคนอื่น แล้วทุกคนจะเกรงใจเพราะเป็นลูกเจ้าของ เมื่อได้ไปเป็นลูกจ้างจริงๆ ที่ทุกคนเป็นนายเราจริงๆ ความรู้สึกกดดันตรงนั้นทำให้เราต้องเอาชนะ ต้องทำให้ได้ เพราะจะมีคนคอยซ้ำเราตลอด เราจึงรู้สึกว่าต้องอยู่ให้ได้ 2 ปีการใช้ชีวิตที่สหรัฐอเมริกาไม่ได้ไปเที่ยวเลย แต่ทำให้เห็นอะไรเยอะมากในโลกที่ไม่ใช่ของเรา

“การออกจาก Comfort Zone ที่สหรัฐอเมริกา อะไรที่เราไม่เคยเจอก็นำกลับมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ พอถึงวันที่ต้องเจอโควิด-19 ทำให้เราเข้มแข็งมากเลย เราไม่รู้สึกห่อเหี่ยวหรือกลัว คิดอย่างเดียวว่าเราจะต้องผ่านมันไปให้ได้ เพราะหนักกว่านี้เคยเจอมาแล้ว แต่ก็ต้องเข้าใจว่ามันคนละเวที วันนั้นเราตัวคนเดียว แต่วันนี้มีลูกน้องอีกกว่า 500 ชีวิตที่ต้องพาเขาข้ามวิกฤตนี้ไปให้ได้ ”

การตั้งสัจจะครั้งแรก “ฉันจะเป็นคนดี”


กลับมาจากสหรัฐอเมริกาได้ตั้งสัจจะกับตัวเองเลยว่า “ฉันจะต้องเป็นคนดี” บอกกับตัวเองเลยว่า จะไม่ดื้อไม่ซนไม่เที่ยว เพราะสมัยเรียนเที่ยวตี 4 ทุกวัน ตอนเรียนปริญญาโทก็มีเที่ยวบ้าง แต่พอกลับไทยไม่เลย เพราะรู้สึกว่าเราทำมาพอแล้ว พ่อแม่รอเราอยู่ พอกลับมาพ่อบอกเลยว่า อย่าเพิ่งกลับมาทำงานที่บ้าน ไปหางานทำที่อื่นก่อน เพราะที่สหรัฐอเมริกากับที่ไทยไม่เหมือนกัน


มีโอกาสไปทำงานโจนส์ แลง ลาซาลล์ บริษัทข้ามชาติเกี่ยวกับการบริหารการจัดการด้านอสังหาริมทรัพย์มา 2 ปี แล้วก็แต่งงานเมื่ออายุ 29 ปี แต่ชีวิตครอบครัวไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด เพราะด้วยความเอาแต่ใจตัวเอง ไม่โทษใคร เพราะเราคิดและคาดหวังว่า เขาต้องดูแลเราและลูกแบบนี้ แต่ความจริงไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนี้ มันจะเป็นแบบไหนก็ได้ที่เป็นธรรมชาติที่ควรจะเป็น แต่ความคาดหวังของเราทำให้เราบอกว่าเขาผิดตลอดเวลาและเราถูกตลอดเวลา ทำให้บอกว่าฉันไม่จำเป็นต้องอยู่กับเธอ เพราะดูแลตัวเองมา 30 ปีได้


การตั้งสัจจะครั้งที่สอง “ฉันจะต้องพ้นทุกข์”


เมื่อมีแต่ถูกผิดในชีวิตคู่ โดยไม่พยายามทำความเข้าใจมันเลยตลอด 3 ปี มันทรมาน ทุกข์ขนาดนี้จึงถามน้องสะใภ้ว่าทำอย่างไรให้พ้นทุกข์ เพราะไม่อยากทุกข์แล้ว เขาแนะนำธรรมะช่วยเราได้ จึงเริ่มอ่านหนังสือเกี่ยวกับคนเขียนถึงธรรมะ เพราะตั้งสัจจะกับตัวเองครั้งที่สองว่า “ฉันจะต้องพ้นทุกข์ให้ได้” ประกอบกับตอนนั้น FN กำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็ย้ายความรู้สึกตอนนั้นมุ่งกับการทำงาน คือหนีความทุกข์เรื่องครอบครัว มาทำงานเพื่อหนี หรือเรียกว่าหาทางลืมทุกข์มากกว่าพ้นทุกข์

เมื่อ 5-7 ปี เมื่อบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วก็ต้องพยายามรักษาผลประกอบการ และก็ถึงเวลาที่จะต้องหาทางพ้นทุกข์จริงๆ ก่อนหน้านี้ทะเลาะกับครอบครัวมาตลอด แต่มีเหตุการณ์ที่ทะเลาะกับคุณพ่อในที่ทำงานกันหนักมากที่ถึงขั้นทุบโต๊ะกันในที่ประชุมเลย เพราะเราก็คิดว่าความคิดของเราถูก พ่อไม่ได้อยู่ในส่วนของฝ่ายปฏิบัติการเขาจะเข้าใจได้อย่างไร เราเชื่อว่าเราเก่งและดีที่สุด พอเสนอโปรเจ็กต์ไปทำไมไม่ใช่


และในที่สุดได้ตัดสินใจลาออก ทิ้งทุกสิ่ง มีลูกน้องอีก 400-500 คน ถ้าพ่อคิดว่าพ่อเก่ง คิดว่าจะเอาฝ่ายปฏิบัติการอยู่พ่อกลับมาทำ เราไม่ทำแล้ว ซึ่งพ่อแค่พูดว่า “ดี” ตอนนั้นเป็นการใช้อารมณ์กันทั้งคู่ จนพ่อพูดออกมาว่า “เราก็ไม่ได้เหมาะกับ FN” แต่พ่อบอกลืมคำนี้ แต่คำๆ นั้นทำให้เราคิดว่า 10 กว่าปีที่เราทำงานมาให้ตลอดมีแต่ถามว่า “ทำไมๆ” แล้วบอกกับอดีตสามีที่เรายังดูแลลูกด้วยกันและบอกเขาว่า “ฝากลูกด้วย แล้วเดี๋ยวมา” เพราะคิดทีไรเหมือนมีมีดกรีดแทงแล้วค้างอยู่อย่างนั้น แล้วรู้สึกทรมานสุดๆ ตัดสินใจเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ เขาถามว่าจะไปไหน บอกเขาว่าไม่รู้แต่คิดว่าจะไปหาธรรมะ อาจจะไปปฏิบัติธรรม ตอนนั้นขอไปก่อน เพราะรู้แล้วว่าไม่สามารถอยู่เผชิญหน้าได้และร้องไห้ทุกวัน


การตั้งสัจจะครั้งที่3 “ฉันจะภาวนา”


เพื่อนแนะนำพาไปกราบครูบาที่เชียงใหม่ วัดถ้ำผาปล่อง วัดหลวงปู่สิม ที่ระหว่างเดินขึ้นบันไดจะมีคำสอนของหลวงปู่สิมติดอยู่ตลอดทาง อะไรที่ยากหรือเป็นปริศนาธรรมไม่เข้าใจ แต่ทุกก้าวที่เดินขึ้น เราดูเท้าเราทุกก้าว “ฉันอยู่ตรงนี้ แต่ทำไมใจฉันไม่ได้อยู่ตรงนี้” แล้วก็ร้องไห้ เราก็อยู่ตรงนี้กับปัจจุบัน แต่จิตใจเราไม่ได้อยู่ตรงนี้ แล้วก็บอกหลวงปู่ว่า “ขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ แล้วจะมาเดินขึ้นเขาหลวงปู่ทุกวันจนกว่าหนูจะเห็นปัจจุบัน”


จากนั้นก็มาเดินขึ้นเขาทุกวัน จนถึงวันที่ 3 มาถามตัวเองว่ามาเดินทำไม เดินก็ไม่เห็น จะอยู่ทำไม และก็รู้สึกว่าไม่ใช่ทางออกและคำตอบของเรา คำตอบมันค้างคาใจอยู่ ต้องไปเอาคำตอบนั้นออกจากใจเราต่างหาก จึงตัดสินใจกลับบ้าน ระหว่างขับรถกลับจากเชียงใหม่ ฟังธรรมะจากหลวงปู่และไม่ได้ร้องไห้เหมือนตอนวันที่มา มีสติและเริ่มดีขึ้น หลวงปู่สอนเรื่องสติ รู้สึกว่า การปฏิบัติธรรมซึ่งตอนนั้นไม่เข้าใจเรื่องการภาวนา การปฏิบัติที่อยู่กับตัวเอง หายใจเข้าพุท หายใจออกโท มันคือเรื่องที่ต้องทำ ยกมือไหว้ และทำให้ตั้งสัจจะเป็นครั้งที่ 3 ว่า “ถ้าหนูยังไม่ตาย จะไม่มีวันทิ้งการปฏิบัติ จะทำทุกวัน มากน้อยก็จะทำ ถ้ายังมีลมหายใจอยู่”


พอกลับบ้านพ่อก็เรียกไปคุย แต่ก็บอกว่าเราจะไม่กลับไปทำงานแล้ว โดยให้เหตุผลไปว่า “ไม่พร้อม ไม่อยากทำ แล้วก็ไม่อยากทะเลาะกับใคร ไม่อยากไม่รักพ่อ แม่ พี่สาว น้องชาย อยากมีครอบครัวที่ดี ถ้าจะต้องเลือกครอบครัวกับงานขอเลือกครอบครัว” ซึ่งเขารู้สึกผิดหวังกับเราเพราะเขาเห็นทำงานได้ดี แต่เราเลือกที่จะไม่ทำ เขาก็พยายามหาสิ่งใหม่มาทำงานอยู่ตลอดเวลา


หากนับเวลารวมตั้งแต่ตอนไปเชียงใหม่ 2 อาทิตย์ และอีก 1 เดือนที่กลับมาอยู่ที่บ้าน ก็ยังร้องไห้อยู่ทุกวัน เพราะเสียใจในคำพูดของพ่ออยู่ ไม่มีใจจะทำอะไร เหมือนมีมีดปักอยู่ เพราะเราไม่ปล่อยมัน อ่านหนังสือธรรมะและเป็นอย่างเดียวที่ทำให้เราลืมเรื่องนั้น จนวันหนึ่งลืมตาขึ้นมา รู้สึกว่านี้มันห้องเรา เราอยู่ในห้อง ที่ผ่านมาอยู่กับอดีตตลอดเวลา แต่วันนั้นลืมตามาอยู่ในห้อง เราไม่ได้อยู่ในอดีต ตัวกับใจเราอยู่กับปัจจุบันแล้ว นี้ตู้เสื้อผ้า เตียง ลุกขึ้นมาอาบน้ำ พอแล้วไม่ไหว คนที่เสียใจไม่ใช่แค่เรา แต่ทุกคนรอบข้าง แล้วออกไปนอกบ้านรับลูก แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มปฏิบัติธรรมจริงจัง นั่งสมาธิ ดูตัวเองทุกวัน ศึกษาขันธ์ 5 และใช้เวลา 6 เดือนที่ไม่ไปไหนเลย ดีขึ้น แต่ยังเศร้าอยู่ พ่อปล่อยไปเลยบอกว่าอยากจะมาทำงานก็ค่อยมาทำ


จนกระทั่งเห็นพี่ปรารถนา มงคลกุล มาปฏิบัติธรรม แล้วหน้าพี่สดใสมาก รู้สึกว่าอยากเป็นแบบนี้บ้าง เลยติดต่อพี่เขาและบอกว่า ถ้าพี่จะไปเสถียรธรรมสถานหรือหุบเขาโพธิสัตว์เมื่อไรจะขอไปปฎิบัติด้วย จนได้ไปเจอคุณยายจ๋า ตอนแรกไม่ได้คิดอะไรไปสวดมนต์ เช้ารุ่งขึ้นไปช่วยคุณยายทำรายการ หลายคนบอกว่าหน้าตาเราไม่สดชื่น ก็เลยบอกว่านอนไม่หลับเปลี่ยนที่ แต่ความจริงสิ่งที่คนอื่นเห็นคือ หลายคนบอกว่าหน้าตาเราทุกข์มาก จนเดินไปในหุบเขาและร้องไห้ออกมา เลยรู้สึกว่าต้องแบ่งปันทุกข์แล้ว เก็บไว้คนเดียวไม่ไหว ซึ่งปกติเวลาทุกข์จะไม่ค่อยแบ่งปันใคร เพราะรู้สึกว่าเขาคงไม่อยากฟังเรื่องของเรา หรือการไปหาเพื่อนต้องเจอสิ่งดีๆ ไปแล้วเล่าความทุกข์ให้เพื่อนฟัง


จนได้ได้ยินคำหนึ่ง จำไม่ได้ว่าใครพูด “ทุกข์แล้วก็แบ่งปันได้ ไม่จำเป็นต้องเก็บทุกข์ไว้คนเดียว” และพี่ปรารถนาบอกเราว่า “ต้องรู้จักรักตัวเองและเมตตาตัวเอง” คุณพ่อก็เคยพูด และนั่นคือคำถามที่ถามตัวเองมาตลอดว่าความหมายมันคืออะไร เดินจนทั่วหุบเขามันไม่มีอะไรเลย แต่เราร้องไห้ของเราเอง จนรู้ว่าตัวเองกำลังลงไปเล่นกับสิ่งนั้น ทั้งๆ ที่คุณยายพูดและบอกกับเราแล้วแต่ไม่ได้ยินและไม่เข้าใจ โดยรายการตอนเย็นวันนั้นคุณยายตั้งใจจัดขึ้นมาให้เรา และทุกคนเดินหาเราทั่ว แต่หาไม่เจอเพราะเรามัวร้องไห้ เดินหน้าตาบวม จนเจอคุณยายแล้วก็กราบคุณยายแล้วบอกว่า “หนูเข้าใจแล้วค่ะ หนูลงไปเล่นเอง” คุณยายตอบว่า “เก่งมากลูก” แล้วคุณยายก็กอด


ครั้งนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้ธรรมะจากใจจริง แล้วเอาความอิ่มเอมนั้นกลับบ้าน ก่อนหน้านั้นเป็นโรคนอนไม่หลับ ไม่เคยนอนเลย หลับได้ 3 สนิท 3 วัน แล้วก็กลับมาทำงาน


สิ่งที่ได้จากเมื่อไปหุบเขาโพธิสัตว์


ครั้งนั้นเราไม่ได้ทิ้งอะไร เพียงแค่เปิดใจกว้าง และฟังทุกๆ เรื่องที่ทุกๆ คนบอกเรา และพยายามหาในสิ่งที่เขากำลังจะบอกเรามากกว่า เราไม่ได้ทิ้งความทุกข์ ความทุกข์ยังอยู่กับเราเพราะเรายังตัดตรงนั้นไม่ได้ แล้วก็วนเวียนอยู่ เพราะรู้แค่ว่าเราลงไปเล่นกับสิ่งนั้น แล้วก็พยายามจะมากราบคุณยายบ่อยๆ เพราะรู้ว่าการมาอยู่ใกล้ครูบาอาจารย์จะมีพลังที่เราได้รับ


จนปีใหม่พาเด็กๆ ไปกราบคุณยายแล้วบอกถามคุณยายว่า คุณยายเจ้าขา ถ้าหนูจะบวชคุณยายจะบวชให้หนูหรือไม่เจ้าคะ ซึ่งความจริงมีความฝันว่าอยากบวชชีมาตั้งแต่เด็กๆ ตั้งแต่ 18 ปี แต่พ่อบอกว่าอย่าเพิ่งพูด รอให้ถึงวันนั้นก่อนแล้วค่อยพูด แล้วก็พูดกับพ่อว่าถ้าเราบวชพ่อจะดีใจไหม ซึ่งคุณยายบอกว่าพร้อมเมื่อไรก็มา แต่ลูกไม่ยอมให้บวช เพราะเขารู้สึกว่าไม่มีผมไม่สวย


จนทราบว่าพี่ปรารถนากำลังจะบวชเหมือนกันก็เลยขอไปบวชพร้อมพี่เขา เริ่มคุยกับลูกทุกวัน และพาลูกไปคุยกับคุณยาย เตรียมคำถามไปว่า บวชแล้วมันดีอย่างไร พอดีไปตอนที่แม่ชีบางท่านกำลังจะศึก จนได้คำตอบว่า มันเย็น มันสงบ เขาฟัง พอจบคุณยายหนูแล้วว่า บวชแล้วมันดีอย่างไร หนูอยากเห็นแม่เย็นมั้ยลูก เด็กๆ ตอบว่า “อยาก” แล้วแม่มาอยู่ที่นี่เห็นแม่เย็นหรือไม่ เขาก็ตอบว่า “เย็น” แล้วอยากมีแม่เย็นหรือแม่ไม่เย็น เขาก็บอกว่า “อยากมีแม่เย็น” เขาถามว่าถ้าจะมาอยู่ที่นี่ด้วยได้หรือไม่ คุณยายถามว่าถ้ามากินข้าวถ้วยเล็กๆ นอนในที่เล็กๆ ได้หรือไม่ สวดมนต์ได้หรือไม่ จนคุณยายก็ถามใหม่ว่า จะให้คุณแม่บวชได้หรือยัง จนลูกทั้งสองคนคุยกันว่าให้บวช เพราะลูกอยากให้แม่ได้ทำตามฝัน คนพี่เขาจะมีความอ่อนโยน แล้วก็ไปบอกน้องว่าให้แม่บวชเถอะเพราะเป็นความสุขแม่ เมื่อลูกอนุญาตแล้ว


การตั้งสัจจะครั้งที่ 4 “ฉันจะถอดถอนอัตตา”


หลังจากนั้นไปบอกพ่อว่าจะบวช แต่เขาบอกว่าเขาจะไปสมุยในวันที่เราบวช ถามเขาว่า ทำไมไม่มางานบวชเรา เพราะไม่รู้ว่าจะบวชอีกกี่ครั้ง ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกหรือครั้งสุดท้ายหรือเปล่าไม่รู้ ทำไมไม่มางานบวชเรา ตอนน้องยังไป เขาบอกว่าเขาจองไว้นานแล้ว ซึ่งก็บอกเขาไปว่าพ่อต้องมาตัดผมเรา เราอยากขอขมาพ่อ เขาบอกว่าก็มาทำก่อนได้ เราเลยพูดทิ้งท้ายไว้ว่า “ถ้าพ่อรักหนูพ่อก็มา แต่ถ้าไม่รักก็ไม่ต้องมา”

ถือเป็นการพูดที่แรงมาก แต่พอไปเล่าให้คุณยายฟัง ซึ่งคุณยายบอกว่า พ่อเขาไปเที่ยวถือว่าดีแล้วเขามีความสุขแล้ว เราบวชทำไมไม่ให้คุณพ่อไปมีความสุขล่ะ สุดท้ายแล้วก็รู้อยู่ในใจว่าคุณพ่อต้องมาแน่นอน และคุณพ่อก็บินไปกลับสมุยถึง 4 รอบเพื่อมางานบวชเรา ซึ่งทุกคนดีใจมาก เข้าไปกอดคุณพ่อ คุณพ่อร้องไห้น้ำตาซึมตลอดเวลา ไปตัดผมพี่ปรารถนาและไปขอบคุณพี่ “ขอบคุณมากนะที่ทำให้ …..” แต่แล้วก็พูดไม่ได้ 2 รอบ วันที่ไปเยี่ยมเราที่หุบเขาก็พูดไม่ได้


แต่คุณพ่อก็ได้เข้าไปคุยกับคุณยายว่า การบวชครั้งนี้ทำให้กำแพงที่มีระหว่างเรากับคุณพ่อมันหายไป เพราะเขาไม่เคยรู้เลยว่า เรารู้สึก Suffer การเป็นลูกคนกลางขนาดไหน เราเป็นคนตระกูลคนจีน พี่สาวเราเป็นคนรับคนแรก และน้องชายคือที่สุดของคนจีน เราต้องใส่เสื้อผ้าต่อจากพี่สาวทุกตัว เราไม่เคยมีเสื้อผ้าใหม่ น้องชายใส่ไม่ได้อยู่แล้ว แล้วเราก็รู้สึกว่าใครๆ ก็ไม่รักเรา เพราะเราจำแต่เรื่องที่ทุกคนบอกจนฝังใจว่า พ่อทำให้แต่พี่สาว แม่ทำให้แต่น้องชาย และไม่มีใครทำให้เราเลย


จนคุณพ่อพาเราเปลี่ยนไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์เพื่อทำให้เราดีกว่าคนอื่นเพื่อที่จะบอกว่าฉันรักเธอมาก ฉันไม่เคยทอดทิ้งเธอ แล้วพ่อเล่าเรื่องนี้ให้คุณยายฟัง คุณยายมาเล่าให้เราฟังต่อ แล้วเขาก็ดีใจมากที่เห็นเราไม่มีความทุกข์ มีความสุข พ่อนั่งคุยกับคุณยาย เขาเห็นหน้าเรามีความสุขตลอดเวลา คุณพ่อดีใจมากถึงขนาดที่กำแพงเหล่านั้นได้ทลายออกไป

“เราอยากให้ทุกคนเป็นอย่างที่เราเป็น สรุปเพราะที่ผ่านมาเรามีอัตตา เราต้องเป็นคนถอดอัตตาของตัวเราเอง นี่คือเหตุทำให้เราได้ขึ้นถ้ำ ตั้งสัจจะอธิษฐานว่า จะถอดถอนอัตราในตัวเราให้ได้ สัจจะที่ 4 ทั้งหมดเป็นเพราะเรา ที่เราเชื่อแบบนี้แปลว่าถูก แล้วเราก็เชื่อแบบมีอัตตามาโดยตลอด แม้กระทั่งการเลี้ยงลูกว่าต้องทำตามใจเราเพราะเดี๋ยวเขาจะมาว่าพ่อแม่ได้ ”

การถอนอัตตาไม่ใช่เรื่องง่าย พอมีเราก็หยุด ก็พยายามทำอยู่เรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ก็มีก็ค่อยๆ ถอน มันยังไม่หมด ทำให้รู้สึกดีขึ้น จากโกรธมากก็เป็นโกรธน้อย มันไม่ได้ทำให้หายโกรธ บางเรื่องหายไป 60-80 % บางเรื่อง 20-30 % อย่างน้อยมันลด หรือปล่อยวางมากขึ้น เพราะรู้แล้วว่านี่คือความต้องการของเรา และคุณยายก็สอนว่า

“เราต้องยิ่งถอดถอนอัตตามากขึ้น ความเห็นแก่ตัวของเรานั่นแหละมันคืออัตตา เราลดความเห็นแก่ตัวเราได้มากเท่าไร อัตตาหรือตัวตนเราก็จะยิ่งน้อยลง ”

การตั้งสัจจะครั้งที่ 5 “ฉันจะอยู่กับปัจจุบัน”


คุณยายสอนเรื่องถอดถอนอัตตา ก่อนบวชเราได้ตั้งสัจจะอธิษฐานอันที่ 5 ไว้ว่า หนูจะอยู่กับปัจจุบัน เหตุที่บวชชีไม่ได้เพราะจากผู้ชายคนนั้น แต่มีความกลัวเรื่องลูกสูงมาก เพราะก่อนหน้านั้นกลัวตายมาก กลัวว่าไม่มีใครเลี้ยงลูก แล้วกลัวว่าลูกจะอยู่อย่างไร คุณยายบอกว่าถูกต้องแล้วที่มาบวชชี เพราะมาซ้อมตายก่อน อย่าไปกลัวเพราะทุกคนก็จะต้องตาย แต่สักพักก็เริ่มลังเลว่าจะบวชดีหรือเปล่า และบอกตัวเองว่าจะไม่บวชแล้ว เพราะคิดว่าลูกฉันจะอยู่กับใคร ทำให้ตั้งใจไปบอกคุณยายวันรุ่งขึ้นแล้วว่าจะไม่บวชแล้ว พอตื่นขึ้นมาคำคุณยายเข้ามาเลยว่า “เราต้องซ้อมตายจะได้เลิกกลัว” เท่านั้นแหละไม่เปลี่ยนใจแล้ว เพราะถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปตายทุกวัน ไม่ต้องรอตาย


ตั้งใจบวชแล้วก็ไม่เปลี่ยนใจ


ความสุขเป็นที่ทีอยู่แล้วเพียงแต่เรามองไม่เห็น บวชก็ดีใจมีความสุขกับการโกนผม ขอขมากรรมล้างเท้าคุณพ่อคุณแม่ คุณพ่อก็ดีใจ บุญกุศลที่ทำมาขออุทิศให้กับสามีเก่า อะไรที่เคยทำผิดร่วมกับเขา แล้วก็บอกลูกว่าเราบวชให้เขา ลูกก็เข้าใจ แต่ขณะที่กำลังเดินทางไปหุบเขาโพธิสัตว์ก็มีเรื่องที่แว่บเข้าหัวมาอีก เลยบอกพี่สาวกับน้องชายว่า ดูแลลูกฉันดีๆ นะ อย่าให้ใครเอาลูกฉันไป ยังห่วงอยู่ นั่งคิดไปต้องซ้อมตาย ถ้าเราตายตอนนั้นเราก็ต้องเป็นไปอย่างที่เราเป็น


แต่เมื่อตั้งสัจจะครั้งที่ 5 ว่าจะอยู่กับปัจจุบัน ที่จะไม่ไปอยู่กับอดีตหรืออนาคต วันที่บวชคุณยายให้แสดงธรรมคนละ 2 นาที แล้วการแสดงธรรมของเราคิดว่าตอนนั้นจะพูดเรื่องอะไรดีสุดท้ายบอกว่า

“เราไม่มีธรรมอะไรที่จะแสดง แต่เพียงแค่อยากจะบอกว่า อดีตมันผ่านไปแล้ว อนาคตมันยังมาไม่ถึง ปัจจุบันขณะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด”

7 วันที่บวชชีและได้เปลี่ยนแปลงชีวิต


บวชป็นแม่ชี 7 วัน คุณยายให้ไปทำงานกับคนอื่น ไม่ต้องมาดูแลคุณยายกับพี่ปรารถนา อยากจะไปทำอะไรก็ไปทำไป แต่ 5 โมงเย็นก็กลับมาเพื่อมาทำรายการ เราได้นำสิ่งที่เรามีความรู้เรื่องดิจิทัลก็มาทำเรื่องธรรมะนิเทศ เราทำได้หมดไม่ต้องคิดอะไรมาก และเห็นความเป็นอัตตาน้อยลง เรากล้ากราบทุกคน สมัยก่อนเราจะคิดว่าคนนี้เพิ่งบวช เหมือนมีการสร้างลำดับชั้นการกราบ เดี๋ยวนี้เราไม่คิดอย่างนั้น เพราะก่อนบวชคุณยายสอนไว้แล้วว่า “ยิ่งเราอยู่ในชุดชี ไม่ได้แสดงว่าเรามีศีลมากกว่าคนอื่น แต่เราต้องยิ่งถอย ไม่ได้มาหลงระเริงกับคนที่จะกราบไหว้เรา” คุณยายจะเตือนเรื่องนี้เสมอ


เราต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน และลดตัวตนของกันและกัน ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นนักบวชใหม่ หรือเราโตมากกว่าแม่ชีบางท่าน แม้แต่แม่ชีที่เด็กกว่าเราก็จะกราบ พอกราบครั้งแรกมันโล่งมากเลย มันไม่ใช่เรา ฉันทำได้ ฉันไม่มีอัตตา ฉันกล้ากราบทุกคน สมัยก่อนพื้นสกปรกก็ไม่กล้าลงไปนั่งกลัวชุดสกปรกเปื้อน เดี๋ยวนี้ชุดแม่ชีขาวๆ ก็ซักได้ จะเป็นอะไรไป มีวันหนึ่งไปทำงานแล้วชุดเปื้อน แม่ชีบอกว่าก็มันเปื้อนไปแล้ว ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ซึ่งก็จริงจะไปกลัวอะไร ความกลัวก็ลดลงไปเรื่อยเพราะอัตตาลดลง และเรากล้าหยิบรองเท้าให้คนอื่นให้ทุกคน ก่อนหน้านี้เราคิดว่ามันสกปรก เราไม่อยากหยิบให้ใคร มันอี๋ แต่ตอนนี้ไม่ได้รู้สึกเปื้อน สกปรก หรือรังเกียจ

“7 วันมันเปลี่ยนชีวิตไปเลย สิ่งที่ได้เลย นั่นคือ การที่เราเห็นคนอื่นทำ และสิ่งที่ได้จริงๆ คือ การที่เราเมตตาตัวเอง”

บุญคุณนี้ไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรที่คุณยายทำให้เราได้เห็นว่า เราได้เมตตาตัวเอง แล้วก็ถามคุณยายไปว่า ถ้าเราเมตตาตัวเองเรื่อยๆ เราจะบรรลุธรรมหรือไม่ คุณยายบอกว่า ไม่ เพราะต้องใช้ปัญญาด้วย

“ต้องเมตตาแล้วก็ต้องมีปัญญาด้วย ถึงจะบรรลุธรรม”

สิ่งที่ได้คือ ลดอัตตาด้วยเองและการเมตตาตัวเองเป็น ดีใจมาก ที่เราทำได้ เพราะเราไม่ได้ปรุงแต่งต่อ ซึ่งบางครั้งเรามีการปรุงแต่งต่อโดยที่ไม่รู้ตัว ตอนนี้เราโกรธเขาที่ทำผิด แต่ไม่ได้โกรธเพราะเขาไม่ได้ทำให้ถูกใจเรา และจบตรงที่เราได้ดุเขาแล้ว


บุญคุณครั้งนี้ที่คุณยายมอบให้เรามามันเยอะมากจนไม่รู้ว่าจะตอบแทนคุณยายได้อย่างไร สิ่งที่เราคิดคือตอนนี้ อะไรที่คุณยาย แม่ชีทั้งหลาย หรือที่เสถียรธรรมสถานต้องการ ถ้ามีโอกาสก็อยากจะกลับไปกตัญญู กลับไปทำให้ กลับไปดูแล แล้วก็ตอบแทนบุญคุณ กับ

“สิ่งที่คุณยายให้เรามา ไม่ว่าจะเป็น คำสอน คำพูด ต่างๆ นานา มันทำให้เราเปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่คนเดิมแล้วแต่ไม่ได้แปลว่าต้องเห็นเราแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เรากำลังเดินทาง คนมักจะเข้าใจเราผิดเวลาบวชเสร็จแล้วว่า เราจะต้องไม่เป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างนี้ แต่เราเป็นแบบนี้มา 40 ปี มันจะค่อยๆ เปลี่ยน เราก็จะค่อยๆ เดินทางไปเรื่อยๆ แต่ก็จะไม่หยุดเดินทางที่จะไปถึงวันที่เราได้ตั้งสัจจะเอาไว้”

การบวชชีเหมือนได้เกิดใหม่


การเดินทางก้าวแรกของเราคือการบวชชี นี่คือชีวิตใหม่ เราได้เกิดใหม่แล้ว เราเป็นคนใหม่แต่ไม่ได้หมายความว่า จะไม่ได้มีเราคนเดิมอยู่แต่มันจะค่อยๆ ถึงวันนั้นไม่รู้หรอกว่าจะถึงเมื่อไรอีกกี่สิบชาติเราก็ไม่รู้ แต่เราไม่คิดที่จะหยุดเดินทาง แล้วทุกครั้งที่ได้ฟังธรรมะคุณยาย เรารู้สึกว่าเราไม่ได้อยากเกิดใหม่ เพราะไม่รู้ว่าชาติหน้าจะได้กลับมามีโอกาสเกิดมาเป็นคน ชาติหน้าจะมีโอกาสได้มานั่งฟังคุณยายหรือไม่ ดังนั้นชาตินี้ต้องทำ และจะไม่ประมาท จะไม่เผลอเพลิน จะไม่ยอมจำนนกับบททดสอบใดๆ ทั้งสิ้น ต่อให้มันเข้ามาหรือจะยากแค่ไหน จะหลงอยู่ในทุกข์นั้นเท่าไร แต่เราก็หยุดหลงได้น้อยลง วันนี้เราอาจจะคิดเองไม่ได้ ยังต้องพึ่งพาครูบาอาจารย์ในการบอกเรา แต่วันหนึ่งเราก็ต้องช่วยเหลือตัวเองได้ นี่คือสิ่งที่ได้มาตอนไปบวชมา 7 วัน


บวชชีไม่ได้เป็นคือการติดสุข แต่คือการสละเพื่อจะไปอยู่อีกโลกหนึ่งเพื่อให้เราได้ปฏิบัติอย่างเข้มข้น จริงๆ การบวชเหมือนเป็นโลกจำลองที่เราได้ไปทดสอบตัวเอง และคุณยายก็จะมีกุศลโลบายในการสอนมาก เช่น การไปนั่งทำงาน ไม่ได้ใช้แรงงานพวกเรา แต่การทำงานมันคือการภาวนาแบบหนึ่ง เราทำงานเราก็ภาวนาได้ นี่คือเราได้เรียนรู้ เจอกับเรากระทบกระเทือนในสังขะ มันทำให้เรารู้ว่า เราออกมาเราก็ต้องเจอกันในแบบนี้ เราได้เรียนรู้ในโลกจำลองของคุณยาย แล้ววันนี้ได้ออกมาใช้ชีวิตจริงแต่เราก็กลับไปฝึกต่อ แล้วก็กลับมาใช้ไปอย่างนี้ เพราะนี่แค่การเริ่มต้น เพิ่งเกิด เหมือนเราเพิ่งได้ชิม มันยังไม่รู้รสเลย ต้องมาเรียนรู้ในสนามจริง เหมือนเรียนปริญญาตรี ลองมาใช้ในชีวิตจริง แล้วก็กลับมาเรียนต่อ เรารู้สึกแบบนี้เสมอว่า การกลับไปคือการได้ไปเรียนเพิ่ม แล้วออกมาใช้ในชีวิตจริง


อนาคตกับการปฏิบัติธรรม


ตั้งใจไว้แล้วว่าถ้าลูกพร้อม การงานพร้อม ก็จะกลับไปอยู่กับพระธรรมตลอดชีวิต มันไม่มีอะไรแล้วที่จะต้องห่วง เพราะการที่ได้ศึกษาหรือการได้รับใช้พระธรรมคือสิ่งที่เราควรต้องทำ แล้วทุกคนควรจะต้องทำ เพราะว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะพ้นทุกข์ได้ นอกจากธรรมะ แล้วจะเกิดมาให้เสียใจเจอกับเรื่องทุกข์ทรมานเรื่องที่ไม่อยากเจออีกทำไม ถ้าเราจะหนีเรื่องพวกนี้ได้เราจะต้องบรรลุธรรมให้ได้ นี่คือสิ่งที่จะตั้งสัจจะที่เราจะต้องทำแล้วก็เดินทางต่อไป สาระของชีวิต เป็นชาวพุทธมีร่างกายเป็นมนุษย์ได้เจอครูบาอาจารย์คำสอนอยู่ตรงหน้า หาฟังได้ง่าย อยู่ที่เราว่าเราจะเริ่มหรือเปล่า ดีใจที่ดูรายการแล้วเห็นแฟนคลับคุณยาย อยากจะบวชอยากมาศึกษาธรรมะ ดีใจที่ธรรมะจะเจริญก้าวหน้า ไม่อยากเห็นคนพุทธถอยหลัง เพราะเดี๋ยวนี้มีเรื่องที่ไม่ถูกใจเยอะ


ห่วงใย Inspired

วันเสาร์ที่ 10 เมษายน 2564 เวลา 20.00-21.00 น.

หัวข้อ "ปัญญากับการเมตตาตนเอง"

แขกรับเชิญ - คุณนิษณี ส่งวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท เอฟเอ็น แฟคเตอรี่ เอ๊าท์เลท จำกัด (มหาชน)

ผู้ดำเนินรายการ - ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ Content Director - ห่วงใย Thai Business และ Founder & CEO – ADGES



ดู 125 ครั้ง0 ความคิดเห็น