ปัญญากับการเมตตาตนเอง - คุณนิษณี ส่งวัฒนา

อัปเดตเมื่อ เม.ย. 21



ห่วงใย Inspired

วันเสาร์ที่ 10 เมษายน 2564 เวลา 20.00-21.00 น.

หัวข้อ "ปัญญากับการเมตตาตนเอง"


แขกรับเชิญ - คุณนิษณี ส่งวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท เอฟเอ็น แฟคเตอรี่ เอ๊าท์เลท จำกัด (มหาชน)

ผู้ดำเนินรายการ - ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ Content Director - ห่วงใย Thai Business และ Founder & CEO – ADGES


ทุกคนย่อมเจอปัญหา และถ้ามองแบบทางโลกจะพบว่ามีทางออกไม่กี่อย่าง แต่ขณะเดียวกันก็มีอีกหนึ่งทางออกนั่นคือ “ธรรมะ” ซึ่งสามารถเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนความคิดของคนเราได้ ซึ่งทางออกนี้ได้ผ่านการทดสอบและปฏิบัติมาแล้วจาก “นิษณี ส่งวัฒนา” ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท เอฟเอ็น แฟคเตอรี่ เอ๊าท์เลท จำกัด (มหาชน)

จุดเริ่มต้นสนใจธรรมะ


เริ่มมาตั้งแต่เด็กที่เริ่มจากการสวดมนต์ตามที่คุณพ่อชวน แต่ก่อนที่จะไปเรียนปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกาคุณพ่อได้พูดอย่างหนึ่งว่า อยากให้เราขอ 1 อย่างก่อนที่จะไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา นั่นคือ อยากให้มาปฏิบัติธรรมกับแม่ชีศันสนีย์ หรือที่ทุกคนต่างเรียกท่านกันว่าคุณยายจ๋า เป็นเวลา 3 วัน เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เพื่อค้นหาตัวเองก่อนที่จะไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา


แต่เริ่มมีความสนใจมากขึ้นเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา เพราะธรรมะน่าจะเป็นเรื่องที่ต้องค้น คุณพ่อเลยคิดว่าธรรมะเป็นเรื่องที่ Challenge นิดได้ แล้วสามารถค้นหาตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องมีคนมาบอกว่า เราเป็นคนอย่างไร เพราะถึงใครมาบอกเราเป็นคนอย่างไรก็จะไม่มีวันเชื่อเขา ซึ่งคุณพ่อมีโอกาสได้คุยกับคุณยายจ๋าเลยศรัทธาในวิธีเรื่องธรรมะที่ยากๆ และคุณยายจ๋าสามารถนำมาสื่อสารและแปลให้เข้าใจง่าย ซึ่งน่าจะตรงจริตกับเราในการค้นหาตัวเอง


จุดเริ่มต้นของปัญหาที่อยู่ในใจ


ถ้าย้อนไปเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรี ถือว่าเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเองและเชื่อในตัวเองมาก ใครจะคัดค้านอย่างไรก็จะไม่ฟังใครเลย เพราะรู้สึกมีเป้าหมายที่จะทำ ปกติที่บ้านจะส่งไปเรียนปริญญาโททีละคน เพราะต้องการให้มาฝึกทำงานกับที่บ้านก่อน พี่สาวได้ไปเรียนต่อที่จีน แต่พอเราจบช้ากว่าน้องชาย ก็ต้องให้น้องชายไปเรียนต่อโทก่อน ซึ่งพอจบมาได้ไปทำงานแต่เรารู้สึกว่าไม่อิสระ ไม่ใช่สิ่งที่เราคิด และไม่ใช่ชีวิตเราเลย ก็จะไปเรียน คุณพ่อถามทำไมต้องไปสหรัฐอเมริกา เราก็ยังยืนยันว่าต้องไปที่นั่น เขาบอกเลยว่า ไม่ส่งเรียนแต่ถ้าไปที่อื่นจะส่งเรียน ก็เลยบอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวไปเองได้

แม้ตอนนั้นไม่ได้มีเงินเก็บมากเพราะเพิ่งจบมหาวิทยาลัย และเงินเดือนที่ตอนทำงานที่พ่อให้เดือนละ 18,000 บาท ก็ถือว่าได้มากแล้วสมัยนั้น ก็ได้เพียงแค่ค่าสมัครเรียนปริญญาโท มีเงินที่เก็บจากแต๊ะเอียก็ได้เพียงค่าตั๋วเครื่องบิน แต่ค่าเทอมยังไม่มี พี่สาวไปคุยกับพ่อให้ ก็ได้มา 300,000 บาท ซึ่งเท่ากับมีพอสำหรับเป็นค่าเทอมแรก ค่าบิน และค่ากิน 1 เดือน เท่านั้น เลยคิดว่าไปตายเอาดาบหน้าด้วยการค่อยไปทำงานที่นั่น แล้วก็หาเงินเรียนเองด้วยการเป็นพนักงานเสิร์ฟ ซึ่งเหนื่อยมาก


อยากไปเรียนสหรัฐอเมริกาเพราะไม่อยากทำงาน


เหตุผลที่ไปมีอย่างเดียวเลย เพราะไม่อยากทำงาน แต่ต้องอ้างไปเรียน เพราะจริงๆ อยากไปค้นหาตัวเอง อยากไปท่องเที่ยว อยากจะไปอยู่คนเดียว หรือการได้ทำตามใจตัวเองดู เพราะตอนเรียนปริญญาตรีก็อยู่หอ รู้สึกอิสระ การอยู่ไกลจากที่บ้านรู้สึกว่าจะทำให้พ่อแม่เสียใจไม่ได้ ก็จะตั้งใจเรียน แต่พออยู่กับพ่อแม่เหมือนมีฟูกนิ่มๆ รองรับ จะทำอะไรเขาก็จะดูแลทั้งเรื่องกินอยู่ แต่พอเราใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกเราโตขึ้น และก็เป็นสิ่งที่เราชอบแบบนั้นด้วย

“ทุกครั้งที่อ่อนแอหรือจะต้องกลับบ้าน คิดว่าคนรอซ้ำเติมเราแน่ เพราะเขาไม่เชื่อใจเราว่าจะสำเร็จได้ คิดอย่างเดียวว่า ถึงอย่างไรก็ต้องเอาใบปริญญามาวางไว้ที่หน้าบ้านให้ได้ ฉันทำสำเร็จจะเกรดอะไรไม่รู้ แต่ต้องทำให้ได้ เพราะนี่คือการท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตเลย ที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone แล้วไปเจออะไรที่ยาก ซึ่งการเอาชนะตัวเองเป็นเรื่องที่ยาก”

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตที่สหรัฐอเมริกา


ได้เรียนรู้หลายอย่าง โดยเฉพาะการเอาชนะตัวเองเป็นเรื่องที่ยากที่สุดตั้งแต่ทำมา เมื่อเราเอาชนะตัวเองได้เหมือนเราก็ได้โตขึ้นอีกระดับ รวมถึงการที่ต้องไปอยู่ร่วมกับคนอื่น หรือไปทำงานกับคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่เรา เพราะการที่เราทำงานกับที่บ้าน ตำแหน่งเราจะสูงกว่าคนอื่น แล้วทุกคนจะเกรงใจเพราะเป็นลูกเจ้าของ เมื่อได้ไปเป็นลูกจ้างจริงๆ ที่ทุกคนเป็นนายเราจริงๆ ความรู้สึกกดดันตรงนั้นทำให้เราต้องเอาชนะ ต้องทำให้ได้ เพราะจะมีคนคอยซ้ำเราตลอด เราจึงรู้สึกว่าต้องอยู่ให้ได้ 2 ปีการใช้ชีวิตที่สหรัฐอเมริกาไม่ได้ไปเที่ยวเลย แต่ทำให้เห็นอะไรเยอะมากในโลกที่ไม่ใช่ของเรา

“การออกจาก Comfort Zone ที่สหรัฐอเมริกา อะไรที่เราไม่เคยเจอก็นำกลับมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ พอถึงวันที่ต้องเจอโควิด-19 ทำให้เราเข้มแข็งมากเลย เราไม่รู้สึกห่อเหี่ยวหรือกลัว คิดอย่างเดียวว่าเราจะต้องผ่านมันไปให้ได้ เพราะหนักกว่านี้เคยเจอมาแล้ว แต่ก็ต้องเข้าใจว่ามันคนละเวที วันนั้นเราตัวคนเดียว แต่วันนี้มีลูกน้องอีกกว่า 500 ชีวิตที่ต้องพาเขาข้ามวิกฤตนี้ไปให้ได้ ”

การตั้งสัจจะครั้งแรก “ฉันจะเป็นคนดี”


กลับมาจากสหรัฐอเมริกาได้ตั้งสัจจะกับตัวเองเลยว่า “ฉันจะต้องเป็นคนดี” บอกกับตัวเองเลยว่า จะไม่ดื้อไม่ซนไม่เที่ยว เพราะสมัยเรียนเที่ยวตี 4 ทุกวัน ตอนเรียนปริญญาโทก็มีเที่ยวบ้าง แต่พอกลับไทยไม่เลย เพราะรู้สึกว่าเราทำมาพอแล้ว พ่อแม่รอเราอยู่ พอกลับมาพ่อบอกเลยว่า อย่าเพิ่งกลับมาทำงานที่บ้าน ไปหางานทำที่อื่นก่อน เพราะที่สหรัฐอเมริกากับที่ไทยไม่เหมือนกัน


มีโอกาสไปทำงานโจนส์ แลง ลาซาลล์ บริษัทข้ามชาติเกี่ยวกับการบริหารการจัดการด้านอสังหาริมทรัพย์มา 2 ปี แล้วก็แต่งงานเมื่ออายุ 29 ปี แต่ชีวิตครอบครัวไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด เพราะด้วยความเอาแต่ใจตัวเอง ไม่โทษใคร เพราะเราคิดและคาดหวังว่า เขาต้องดูแลเราและลูกแบบนี้ แต่ความจริงไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนี้ มันจะเป็นแบบไหนก็ได้ที่เป็นธรรมชาติที่ควรจะเป็น แต่ความคาดหวังของเราทำให้เราบอกว่าเขาผิดตลอดเวลาและเราถูกตลอดเวลา ทำให้บอกว่าฉันไม่จำเป็นต้องอยู่กับเธอ เพราะดูแลตัวเองมา 30 ปีได้


การตั้งสัจจะครั้งที่สอง “ฉันจะต้องพ้นทุกข์”


เมื่อมีแต่ถูกผิดในชีวิตคู่ โดยไม่พยายามทำความเข้าใจมันเลยตลอด 3 ปี มันทรมาน ทุกข์ขนาดนี้จึงถามน้องสะใภ้ว่าทำอย่างไรให้พ้นทุกข์ เพราะไม่อยากทุกข์แล้ว เขาแนะนำธรรมะช่วยเราได้ จึงเริ่มอ่านหนังสือเกี่ยวกับคนเขียนถึงธรรมะ เพราะตั้งสัจจะกับตัวเองครั้งที่สองว่า “ฉันจะต้องพ้นทุกข์ให้ได้” ประกอบกับตอนนั้น FN กำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็ย้ายความรู้สึกตอนนั้นมุ่งกับการทำงาน คือหนีความทุกข์เรื่องครอบครัว มาทำงานเพื่อหนี หรือเรียกว่าหาทางลืมทุกข์มากกว่าพ้นทุกข์

เมื่อ 5-7 ปี เมื่อบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วก็ต้องพยายามรักษาผลประกอบการ และก็ถึงเวลาที่จะต้องหาทางพ้นทุกข์จริงๆ ก่อนหน้านี้ทะเลาะกับครอบครัวมาตลอด แต่มีเหตุการณ์ที่ทะเลาะกับคุณพ่อในที่ทำงานกันหนักมากที่ถึงขั้นทุบโต๊ะกันในที่ประชุมเลย เพราะเราก็คิดว่าความคิดของเราถูก พ่อไม่ได้อยู่ในส่วนของฝ่ายปฏิบัติการเขาจะเข้าใจได้อย่างไร เราเชื่อว่าเราเก่งและดีที่สุด พอเสนอโปรเจ็กต์ไปทำไมไม่ใช่


และในที่สุดได้ตัดสินใจลาออก ทิ้งทุกสิ่ง มีลูกน้องอีก 400-500 คน ถ้าพ่อคิดว่าพ่อเก่ง คิดว่าจะเอาฝ่ายปฏิบัติการอยู่พ่อกลับมาทำ เราไม่ทำแล้ว ซึ่งพ่อแค่พูดว่า “ดี” ตอนนั้นเป็นการใช้อารมณ์กันทั้งคู่ จนพ่อพูดออกมาว่า “เราก็ไม่ได้เหมาะกับ FN” แต่พ่อบอกลืมคำนี้ แต่คำๆ นั้นทำให้เราคิดว่า 10 กว่าปีที่เราทำงานมาให้ตลอดมีแต่ถามว่า “ทำไมๆ” แล้วบอกกับอดีตสามีที่เรายังดูแลลูกด้วยกันและบอกเขาว่า “ฝากลูกด้วย แล้วเดี๋ยวมา” เพราะคิดทีไรเหมือนมีมีดกรีดแทงแล้วค้างอยู่อย่างนั้น แล้วรู้สึกทรมานสุดๆ ตัดสินใจเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ เขาถามว่าจะไปไหน บอกเขาว่าไม่รู้แต่คิดว่าจะไปหาธรรมะ อาจจะไปปฏิบัติธรรม ตอนนั้นขอไปก่อน เพราะรู้แล้วว่าไม่สามารถอยู่เผชิญหน้าได้และร้องไห้ทุกวัน


การตั้งสัจจะครั้งที่3 “ฉันจะภาวนา”


เพื่อนแนะนำพาไปกราบครูบาที่เชียงใหม่ วัดถ้ำผาปล่อง วัดหลวงปู่สิม ที่ระหว่างเดินขึ้นบันไดจะมีคำสอนของหลวงปู่สิมติดอยู่ตลอดทาง อะไรที่ยากหรือเป็นปริศนาธรรมไม่เข้าใจ แต่ทุกก้าวที่เดินขึ้น เราดูเท้าเราทุกก้าว “ฉันอยู่ตรงนี้ แต่ทำไมใจฉันไม่ได้อยู่ตรงนี้” แล้วก็ร้องไห้ เราก็อยู่ตรงนี้กับปัจจุบัน แต่จิตใจเราไม่ได้อยู่ตรงนี้ แล้วก็บอกหลวงปู่ว่า “ขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ แล้วจะมาเดินขึ้นเขาหลวงปู่ทุกวันจนกว่าหนูจะเห็นปัจจุบัน”


จากนั้นก็มาเดินขึ้นเขาทุกวัน จนถึงวันที่ 3 มาถามตัวเองว่ามาเดินทำไม เดินก็ไม่เห็น จะอยู่ทำไม และก็รู้สึกว่าไม่ใช่ทางออกและคำตอบของเรา คำตอบมันค้างคาใจอยู่ ต้องไปเอาคำตอบนั้นออกจากใจเราต่างหาก จึงตัดสินใจกลับบ้าน ระหว่างขับรถกลับจากเชียงใหม่ ฟังธรรมะจากหลวงปู่และไม่ได้ร้องไห้เหมือนตอนวันที่มา มีสติและเริ่มดีขึ้น หลวงปู่สอนเรื่องสติ รู้สึกว่า การปฏิบัติธรรมซึ่งตอนนั้นไม่เข้าใจเรื่องการภาวนา การปฏิบัติที่อยู่กับตัวเอง หายใจเข้าพุท หายใจออกโท มันคือเรื่องที่ต้องทำ ยกมือไหว้ และทำให้ตั้งสัจจะเป็นครั้งที่ 3 ว่า “ถ้าหนูยังไม่ตาย จะไม่มีวันทิ้งการปฏิบัติ จะทำทุกวัน มากน้อยก็จะทำ ถ้ายังมีลมหายใจอยู่”


พอกลับบ้านพ่อก็เรียกไปคุย แต่ก็บอกว่าเราจะไม่กลับไปทำงานแล้ว โดยให้เหตุผลไปว่า “ไม่พร้อม ไม่อยากทำ แล้วก็ไม่อยากทะเลาะกับใคร ไม่อยากไม่รักพ่อ แม่ พี่สาว น้องชาย อยากมีครอบครัวที่ดี ถ้าจะต้องเลือกครอบครัวกับงานขอเลือกครอบครัว” ซึ่งเขารู้สึกผิดหวังกับเราเพราะเขาเห็นทำงานได้ดี แต่เราเลือกที่จะไม่ทำ เขาก็พยายามหาสิ่งใหม่มาทำงานอยู่ตลอดเวลา


หากนับเวลารวมตั้งแต่ตอนไปเชียงใหม่ 2 อาทิตย์ และอีก 1 เดือนที่กลับมาอยู่ที่บ้าน ก็ยังร้องไห้อยู่ทุกวัน เพราะเสียใจในคำพูดของพ่ออยู่ ไม่มีใจจะทำอะไร เหมือนมีมีดปักอยู่ เพราะเราไม่ปล่อยมัน อ่านหนังสือธรรมะและเป็นอย่างเดียวที่ทำให้เราลืมเรื่องนั้น จนวันหนึ่งลืมตาขึ้นมา รู้สึกว่านี้มันห้องเรา เราอยู่ในห้อง ที่ผ่านมาอยู่กับอดีตตลอดเวลา แต่วันนั้นลืมตามาอยู่ในห้อง เราไม่ได้อยู่ในอดีต ตัวกับใจเราอยู่กับปัจจุบันแล้ว นี้ตู้เสื้อผ้า เตียง ลุกขึ้นมาอาบน้ำ พอแล้วไม่ไหว คนที่เสียใจไม่ใช่แค่เรา แต่ทุกคนรอบข้าง แล้วออกไปนอกบ้านรับลูก แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มปฏิบัติธรรมจริงจัง นั่งสมาธิ ดูตัวเองทุกวัน ศึกษาขันธ์ 5 และใช้เวลา 6 เดือนที่ไม่ไปไหนเลย ดีขึ้น แต่ยังเศร้าอยู่ พ่อปล่อยไปเลยบอกว่าอยากจะมาทำงานก็ค่อยมาทำ


จนกระทั่งเห็นพี่ปรารถนา มงคลกุล มาปฏิบัติธรรม แล้วหน้าพี่สดใสมาก รู้สึกว่าอยากเป็นแบบนี้บ้าง เลยติดต่อพี่เขาและบอกว่า ถ้าพี่จะไปเสถียรธรรมสถานหรือหุบเขาโพธิสัตว์เมื่อไรจะขอไปปฎิบัติด้วย จนได้ไปเจอคุณยายจ๋า ตอนแรกไม่ได้คิดอะไรไปสวดมนต์ เช้ารุ่งขึ้นไปช่วยคุณยายทำรายการ หลายคนบอกว่าหน้าตาเราไม่สดชื่น ก็เลยบอกว่านอนไม่หลับเปลี่ยนที่ แต่ความจริงสิ่งที่คนอื่นเห็นคือ หลายคนบอกว่าหน้าตาเราทุกข์มาก จนเดินไปในหุบเขาและร้องไห้ออกมา เลยรู้สึกว่าต้องแบ่งปันทุกข์แล้ว เก็บไว้คนเดียวไม่ไหว ซึ่งปกติเวลาทุกข์จะไม่ค่อยแบ่งปันใคร เพราะรู้สึกว่าเขาคงไม่อยากฟังเรื่องของเรา หรือการไปหาเพื่อนต้องเจอสิ่งดีๆ ไปแล้วเล่าความทุกข์ให้เพื่อนฟัง


จนได้ได้ยินคำหนึ่ง จำไม่ได้ว่าใครพูด “ทุกข์แล้วก็แบ่งปันได้ ไม่จำเป็นต้องเก็บทุกข์ไว้คนเดียว” และพี่ปรารถนาบอกเราว่า “ต้องรู้จักรักตัวเองและเมตตาตัวเอง” คุณพ่อก็เคยพูด และนั่นคือคำถามที่ถามตัวเองมาตลอดว่าความหมายมันคืออะไร เดินจนทั่วหุบเขามันไม่มีอะไรเลย แต่เราร้องไห้ของเราเอง จนรู้ว่าตัวเองกำลังลงไปเล่นกับสิ่งนั้น ทั้งๆ ที่คุณยายพูดและบอกกับเราแล้วแต่ไม่ได้ยินและไม่เข้าใจ โดยรายการตอนเย็นวันนั้นคุณยายตั้งใจจัดขึ้นมาให้เรา และทุกคนเดินหาเราทั่ว แต่หาไม่เจอเพราะเรามัวร้องไห้ เดินหน้าตาบวม จนเจอคุณยายแล้วก็กราบคุณยายแล้วบอกว่า “หนูเข้าใจแล้วค่ะ หนูลงไปเล่นเอง” คุณยายตอบว่า “เก่งมากลูก” แล้วคุณยายก็กอด


ครั้งนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้ธรรมะจากใจจริง แล้วเอาความอิ่มเอมนั้นกลับบ้าน ก่อนหน้านั้นเป็นโรคนอนไม่หลับ ไม่เคยนอนเลย หลับได้ 3 สนิท 3 วัน แล้วก็กลับมาทำงาน


สิ่งที่ได้จากเมื่อไปหุบเขาโพธิสัตว์


ครั้งนั้นเราไม่ได้ทิ้งอะไร เพียงแค่เปิดใจกว้าง และฟังทุกๆ เรื่องที่ทุกๆ คนบอกเรา และพยายามหาในสิ่งที่เขากำลังจะบอกเรามากกว่า เราไม่ได้ทิ้งความทุกข์ ความทุกข์ยังอยู่กับเราเพราะเรายังตัดตรงนั้นไม่ได้ แล้วก็วนเวียนอยู่ เพราะรู้แค่ว่าเราลงไปเล่นกับสิ่งนั้น แล้วก็พยายามจะมากราบคุณยายบ่อยๆ เพราะรู้ว่าการมาอยู่ใกล้ครูบาอาจารย์จะมีพลังที่เราได้รับ


จนปีใหม่พาเด็กๆ ไปกราบคุณยายแล้วบอกถามคุณยายว่า คุณยายเจ้าขา ถ้าหนูจะบวชคุณยายจะบวชให้หนูหรือไม่เจ้าคะ ซึ่งความจริงมีความฝันว่าอยากบวชชีมาตั้งแต่เด็กๆ ตั้งแต่ 18 ปี แต่พ่อบอกว่าอย่าเพิ่งพูด รอให้ถึงวันนั้นก่อนแล้วค่อยพูด แล้วก็พูดกับพ่อว่าถ้าเราบวชพ่อจะดีใจไหม ซึ่งคุณยายบอกว่าพร้อมเมื่อไรก็มา แต่ลูกไม่ยอมให้บวช เพราะเขารู้สึกว่าไม่มีผมไม่สวย


จนทราบว่าพี่ปรารถนากำลังจะบวชเหมือนกันก็เลยขอไปบวชพร้อมพี่เขา เริ่มคุยกับลูกทุกวัน และพาลูกไปคุยกับคุณยาย เตรียมคำถามไปว่า บวชแล้วมันดีอย่างไร พอดีไปตอนที่แม่ชีบางท่านกำลังจะศึก จนได้คำตอบว่า มันเย็น มันสงบ เขาฟัง พอจบคุณยายหนูแล้วว่า บวชแล้วมันดีอย่างไร หนูอยากเห็นแม่เย็นมั้ยลูก เด็กๆ ตอบว่า “อยาก” แล้วแม่มาอยู่ที่นี่เห็นแม่เย็นหรือไม่ เขาก็ตอบว่า “เย็น” แล้วอยากมีแม่เย็นหรือแม่ไม่เย็น เขาก็บอกว่า “อยากมีแม่เย็น” เขาถามว่าถ้าจะมาอยู่ที่นี่ด้วยได้หรือไม่ คุณยายถามว่าถ้ามากินข้าวถ้วยเล็กๆ นอนในที่เล็กๆ ได้หรือไม่ สวดมนต์ได้หรือไม่ จนคุณยายก็ถามใหม่ว่า จะให้คุณแม่บวชได้หรือยัง จนลูกทั้งสองคนคุยกันว่าให้บวช เพราะลูกอยากให้แม่ได้ทำตามฝัน คนพี่เขาจะมีความอ่อนโยน แล้วก็ไปบอกน้องว่าให้แม่บวชเถอะเพราะเป็นความสุขแม่ เมื่อลูกอนุญาตแล้ว


การตั้งสัจจะครั้งที่ 4 “ฉันจะถอดถอนอัตตา”


หลังจากนั้นไ