ค้นหา

ปรับพฤติกรรมยอมรับ COVID ฉบับพ่อแม่และมนุษย์ Office - นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์



Exclusive Talk

วันศุกร์ที่ 5 มิ.ย. เวลา 15.00-16.30 น.

หัวข้อ “ปรับพฤติกรรมยอมรับ COVID ฉบับพ่อแม่และมนุษย์ Office”

แขกรับเชิญ- นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

ดำเนินรายการโดย-

ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ CEO ADGES และ Content Director เพจห่วงใย Thai

Business

คุณอังคณา อุทัยแสงชัย รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนาแลนด์

จำกัด


สถานการณ์โควิด-19 ในเมืองไทยถือว่าเริ่มดีขึ้น และประชาชนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตแบบที่เคยเป็นอยู่ แต่ก็มีประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลและเห็นว่าต้องมีการพิจารณาเป็นอย่างดีคือ การกลับมาเปิดเทอมอีกครั้งของโรงเรียน แม้ 2-3 เดือนที่ผ่านมาโรงเรียนนานาชาติให้เด็กๆ ปรับการเรียนเป็นแบบออนไลน์ แต่การเปิดเทอมใหญ่ระบบการศึกษาปกติ ถือเป็นสิ่งที่นักเรียน ผู้ปกครอง ครู และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องในโรงเรียน ต้องมีมาตรการ กฎ กติกา ที่ชัดเจนเพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายปรับตัว มีความเข้าใจที่ตรงกัน เพื่อสามารถอยู่ร่วมกันในภาวะที่โควิดฯ จะยังอยู่เราไปอีกนาน โดยครั้งนี้มี นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีข้อแนะนำมาบอกกล่าวกัน


ที่ผ่านมาคนไทยให้ความร่วมมือดูแลตัวเองจากโควิด-19 ดีมาก แต่หลังปลดล็อกล็อต 2 เริ่มผ่อนคลาย


ความร่วมมือจากคนไทยเรื่องโควิดฯ สามารถแบ่งเป็นช่วงๆ ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่เริ่มมีผู้ป่วยรายแรกและทำให้เริ่มรับข่าวสารกันมากขึ้น เดือน ก.พ. เริ่มมีคนไทยป่วยในประเทศมากขึ้น และมีคนเดินทางจากต่างประเทศ หรือนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยก็เริ่มมีการป่วยมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือเดือน มี.ค. เพราะเริ่มมีการระบาดและมีผู้ป่วยโควิดฯ เป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ จนประกาศปิดสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น ธุรกิจ ร้านค้า จนไปสู่การประกาศภาวะฉุกเฉิน และการประกาศเคอร์ฟิว ซึ่งเป็นระยะที่ทางหน่วยงานสาธารณสุขได้เริ่มขอความร่วมมือกับประชาชนอย่างจริงจัง ตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมา รวมทั้งฝ่ายรัฐบาลและหน่วยงานประจำตังหวัดต่างๆ


จนกระทั่งกลางเดือน มี.ค.-เดือน เม.ย. ซึ่งถือเป็นช่วงที่คนไทยให้ความร่วมมือกับมาตรการป้องกันโควิดฯ ดีมาก โดยเฉพาะช่วงใกล้เทสกาลสงกรานต์ที่คนเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการระยะที่ 1 เริ่มจะเห็นประชาชนพยายามกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม แต่พอเริ่มผ่อนคลายระยะที่ 2 คนเริ่มกลับมาใช้สาธารณะมากขึ้น และเริ่มไม่ระมัดระวังตัวเอง บางคนเริ่มไม่ใส่หน้ากากผ้า บางคนใส่แค่เฟรซชิลล์ออกมา ซึ่งเริ่มไม่มีหย่อนการดูแลตัวเองไปเรื่อยๆ


จากการเก็บข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า ตั้งแต่เริ่มมีการทำงานที่บ้าน (Work from home) ช่วงแรกได้รับความร่วมมือในเรื่องการใส่หน้ากากอนามัยดีมากถึง 95 %  แต่พอมีมาตรการผ่อนคลายเพราะเป็นมาตรการในเชิงขอความร่วมมือคนเริ่มออกมาทำงานที่บ้านมากขึ้น ซึ่งเข้าใจว่าทุกอาชีพไม่สามารถทำงานที่บ้านได้ แต่ถ้าอาชีพไหนมีความพร้อมหรือสะดวกก็อยากให้มีการทำงานที่บ้านกันต่อไป เพราะตอนนี้เปอร์เซ็นต์ใส่หน้ากาอนามัยเริ่มถอยไปเรื่อยๆ


ผู้ปกครองต้องเตรียมตัวฝึกลูกให้เตรียมตัวพร้อมก่อนเปิดเทอมส่งลูกไปโรงเรียน


การเตรียมตัวเปิดเทอมของนักเรียนครั้งนี้มีหลายประเด็นที่ทุกคนต้องช่วยกันแล้วปรับตัว เพราะโรงเรียนมีหลายรูปแบบ ทั้งโรงเรียนในเมืองที่มีจำนวนนักเรียนมากประมาณ 1,000 คน หรือโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่านี้ อีกทั้งแต่ละจังหวัดก็จะได้รับผลกระทบจากโควิดฯ ที่แตกต่างกัน เช่น บางจังหวัดมี 10 จังหวัดที่ไม่มีผู้ป่วยเลย บางจังหวัดมีผู้ป่วยเพียง 1-2 คน จากช่วงที่ปิดประเทศแล้วเดินทางกลับภูมิลำเนาพร้อมกับอาการป่วย


ทั้งนี้ โรงเรียน ขนาดเล็กที่อยู่ห่างไกล สามารถเปิดเรียนได้โดยมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับโรงเรียนที่อยู่ในเมืองที่มีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะเด็กจะมีการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนค่อนข้างมาก ดังนั้น โรงเรียนขนาดใหญ่จึงต้องให้ความสำคัญในการมีการเตรียมเด็ก ผู้ปกครอง ครู เจ้าหน้าที่ในโรงเรียน และคนที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับคนในโรงเรียน


สิ่งที่ทางกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงสาธารณสุขต้องทำงานด้วยกันหนักมาก แต่ต้องนำเอาองค์ประกอบต่างๆ มาพิจารณาเพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยและการที่เด็กจะได้เรียนแตกต่างกัน เพราะไม่อยากให้เปิดเทอมแล้วเจอเหตุการณ์เหมือนที่ฝรั่งเศสหรือเกาหลีใต้เพราะมีการระบาดโควิดฯ ที่โรงเรียน ดังนั้น ไม่สามารถมองมิติเดียวกันได้เพราะโรงเรียนมีหลายแบบ แต่เวลาที่พูดกันส่วนใหญ่จะหมายถึงโรงเรียนที่มีความเสี่ยงสูงที่มีจำนวนนักเรียนมากว่าจะมีการจัดการอย่างไร รวมทั้งลักษณะของครอบครัวแต่ละบ้านจะมีความพร้อมในการเรียนทางไกลแตกต่างกัน เช่น โรงเรียนเอกชนก็จะมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมากกว่า


“สิ่งที่ต้องพิจารณาคือพื้นที่เสี่ยง ลักษณะ และขนาดของโรงเรียน รวมถึงวิธีการเตรียมการว่า ยังมีทางอื่นหรือไม่ที่ทำให้เด็กได้เรียนโดยที่มีความเสี่ยงที่ต่ำที่สุด โดยจะต้องมีการคิดรวมกันจนนำมาเป็นแบบแผนการปฏิบัติที่ชัดเจน”


ก่อนเปิดเทอมต้องเตรียมพร้อมสร้างความเข้าใจกับ 4 กลุ่มหลัก โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีการความแออัดของจำนวนนักเรียน


ตั้งแต่การเตรียมเรื่องระบบการสอนให้เรียบร้อยจนไปถึงการเตรียมการของระบบป้องกันโควิดฯ ในโรงเรียนซึ่งเกี่ยวข้องกับคนอยู่ 4 กลุ่มหลัก คือ 1.ครูและเจ้าหน้าที่ในโรงเรียน 2.ผู้ปกครอง 3.นักเรียน  และ 4.กลุ่มคนที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับเด็กนักเรียนในโรงเรียน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่สำคัญที่สุด เช่น โรงอาหารที่ให้แม่ค้าข้างนอกเข้ามาขายอาหาร หรือรถรับส่งนักเรียน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ต้องมีการพูดจาทำความเข้าใจกันหนักพอสมควร เพื่อให้เข้าใจในกติกาตรงกัน


วิธีการออกแบบรูปแบบการเรียนการสอนที่ให้เกิดการปฏิสัมพันธ์น้อยที่สุด


1.อยากให้เด็กมาเรียนโรงเรียนที่เกิดความแออัดน้อยที่สุด โดยสามารถทำได้จากการเรียนทางไกล แต่ความพร้อมโรงเรียนแต่ละแห่งย่อมมีความแตกต่างกันที่จะมีการสอนออนไลน์หรือทางไกลได้ รวมถึงความพร้อมของครอบครัว ทางเลือกที่สำคัญและอยากให้เกิดขึ้นคือ ให้เด็กสามารถเรียนทางไกลให้ได้มากที่สุด แต่ปัจจัยที่จะสนับสนุนเรื่องนี้ได้ ต้องมาจากโครงสร้างทางการศึกษาที่ต้องให้สามารถเข้าถึงดิจิทัลเทคโนโลยีของคนไทย ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ต้องเริ่มให้ความสำคัญและเริ่มปรับพื้นฐานตรงนี้ให้ดีและเร็ว เราถึงจะมีประสิทธิภาพการสอนที่ดีที่ได้สูงสุด

2.ความพร้อมของครอบครัวที่จะสนับสนุนถ้าต้องมีระบบเรียนทางไกล แต่ความเป็นจริงคือผู้ปกครองต้องออกไปทำงาน ทำให้ไม่มีใครดูแลเด็กที่บ้าน และต้องมีการวางแผนว่าต้องมีคนใดคนหนึ่งที่สามารถทำงานที่บ้านได้ หรือพร้อมลาหยุดอยู่กับลูก

3.ความพร้อมของประเทศและโครงการสร้างพื้นฐานของประเทศในการให้เรียนทางไกล

4.ความพร้อมของเครื่องมือและอุปกรณ์ของเด็กนักเรียน

สำหรับส่วนนักเรียนที่ไม่สามารถเรียนทางไกลได้ ก็ควรมีการเหลื่อมเวลาในการเรียนการสอน พร้อมกับทำให้พื้นที่สาธารณะของโรงเรียนมีความหนาแน่นลดลง ซึ่งควรทำให้เกิดตามหลักการชัดเจนเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน


อยู่โรงเรียนนักเรียนควรใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา เฟรซชิลด์ไม่สามารถป้องกันได้


การใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาไม่มีอันตราย ถ้าเป็นการใช้หน้ากากผ้า ควรเตรียมหน้ากากผ้าติดตัวไปให้เปลี่ยนอีก 1-2 ชิ้นต่อวัน การใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาสสำหรับเด็กประถมระดับโตขึ้นไปยังเป็นไปได้ แต่สิ่งที่น่าห่วงคือเด็กเล็ก ขณะที่เฟรซชิลด์ไม่สามารถนำมาใช้ทดแทนหน้ากากอนามัยได้ ไม่ว่าจะเป็นในแง่เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคทั้งจากตัวเอง หรือเพื่อป้องกันการรับเชื้อโรค


“ประโยชน์ของเฟรซชิลด์เต็มที่คือ การป้องกันละอองฝอยกระเด็นเข้าตาเท่านั้นและโอกาสที่ละอองฝอยนั้นจะกระเด็นเข้าตาก็ไม่ได้สูงมาก อีกทั้งเฟรซชิลด์ก็ไม่สามารถช่วยป้องกันการแพร่เชื้อโรคทางเดินหายใจได้ สรุปคือ เฟรซชิลด์ไม่ได้ช่วยการป้องกันที่ดีเท่าหน้ากากอนามัย”  


กระบวนการออกแบบการเรียนการสอนของโรงเรียนจึงเป็นเรื่องสำคัญ


1.การรักษาระยะห่างทางสังคมหรือรักษาระยะห่างทางบุคคล งานวิจัยจากต่างประเทศบอกระยะห่างโควิดฯ ควรอยู่ที่ 6 ฟุต หรือ 1.8 เมตร เลยกำหนดระยะห่างที่เหมาะสมคือ 2 เมตร แต่กรณีที่เด็กสามารถใส่หน้ากากอนามัยได้ทั้งวันการตั้งโต๊ะเรียน 1.5 เมตร ยังพอได้

2.กระบวนการเรียนการสอนที่ต้องให้มีการปะทะสังสรรค์ใกล้ชิดกันให้น้อยที่สุด เด็กโตสามารถทำได้ แต่เด็กเล็กอาจจะน่ากังวล ปกติการแพร่เชื้อการปิด ตา จมูก ปาก เท่ากับเป็นการปิดทางเข้าหลัก เพราะปกติเวลาเด็กเล็กเอาหน้ากากอนามัยออกอาจจะมีการเอามือปาดจมูกหรือขยี้ตา วิธีเดียวที่จะแก้ได้คือ ต้องรักษาความสะอาดมือ สอนเรื่องสุขอนามัยห้ามเอามือขยี้ตาเด็ดขาดตราบใดที่มือไม่สะอาด

“จากที่เคยไปสำรวจคลาสปกติที่เด็กเรียนรวมกัน 45-50 คน พอจัดโต๊ะแบบนั่งศอกนักเรียนนั่งเรียนได้แค่ 20 คน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะให้เด็กมาเรียนพร้อมกันทั้งหมดในห้องเดียวกัน จึงต้องมีการแบ่งการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กเข้าใจการเว้นระยะห่างกันระหว่างบุคคล และการเรียนรู้การเข้าสังคมในวิธีที่ไม่ปกติ ซึ่งต้องยอมรับว่าอีกด้านหนึ่งของการเกิดโควิดฯ กลายมาช่วยกระตุ้นให้เกิดขึ้นการเปลี่ยนแปลง เช่น การต้องคิดการเรียนการสอนในรูปแบบต่างๆ เพราะโรงเรียนต้องปิดแต่เด็กต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ และเด็กก็ควรมีการเรียนรู้ทักษะชีวิตที่ต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่สามารถใกล้ชิดกันแบบเดิม”


กระบวนการการจัดระบบควบคุมโรคโควิดฯ ในโรงเรียน


การบริการจัดการควบคุมโรคโควิดฯ ก่อนจะมีการเปิดเรียนเป็นเรื่องสำคัญที่โรงเรียนจะต้องมีความพร้อมหลายด้าน ประกอบด้วย 5 ปัจจัยหลักสำคัญ


1.ต้องทำความเข้าใจกับคน 4 กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียน ด้วยการต้องทำกฎ กติกา มารยาทเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนเพื่อเข้าใจตรงกันในสิ่งที่โรงเรียนจะทำ โดยให้มีการชี้แจงทุกเรื่องไว้ เช่น ขอความร่วมมือตั้งแต่แรกถ้าเด็ก ครู เจ้าหน้าที่ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโรงเรียนมีไข้ไม่ต้องมาโรงเรียนตั้งแต่แรก หรือถ้าครูเจอว่ามีเด็กไม่สบาย ครูไม่ใช่หมอดังนั้นการตรวจจับความผิดปกติของเด็กไม่เท่าหมอ เพราะฉะนั้นถ้าครูวัดไข้และเด็กมีไข้จะด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่ที่การวัดหลายครั้งอุณหภูมิจะมีความแตกต่างกันแต่ละครั้งที่วัดจะต้องไม่ทะเลาะกัน และต้องเคารพกติกาว่าทำไมเด็กเข้าโรงเรียนไม่ได้ หรือถ้าครูตามให้ผู้ปกครองมารับเด็กกลับทั้งที่ผู้ปกครองอยู่ที่ทำงานก็ต้องทำตามกติกาที่ตกลงไว้ 

“การเขียนต้องชี้แจงทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องการเฝ้าระวัง การดูแลเด็กในโรงเรียน ตั้งแต่เด็กเดินเข้าโรงเรียนจนเดินออกจากโรงเรียน ไม่ต้องยาวมาก แต่ให้มีความชัดเจนและครอบคลุมไว้ ว่าเราจะเดินตามกติกาข้อนี้”


2.โรงเรียนต้องมีการจัดการเซ็ทระบบการเฝ้าระวังและการคัดกรอง เพื่อดูว่ามีความผิดปกติของคนที่เป็นหวัดในโรงเรียนว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จดตั้งแต่เด็ก ครู เจ้าหน้าที่ถ้ามีไข้ ไม่สนใจว่าเป็นโควิด-19 หรือไม่ แค่ขอเพียงเป็นไข้หวัด และไล่ดูแต่ละวันว่ามีคนเป็นไข้หวัดมากน้อยขนาดไหน ด้วยลักษณะมากน้อยแค่ไหน ไข้หรือไอ น้ำมูกไหลขอให้พักอยู่กับบ้าน รวมทั้งคนที่มีการตรวจผลโควิด-19 ก็ขอให้ช่วยแจ้งผลการตรวจให้กับโรงเรียนด้วย


การเฝ้าระวังยังหมายถึงการคัดกรองเด็กก่อนเข้าโรงเรียนด้วย ว่ามีอาการไข้หรือไอด้วยหรือเปล่า โดยปกติผู้ใหญ่ที่มีอาการโควิด-19 จะแสดงอาการไข้ประมาณ 80 % และประมาณ 70-80% มีอาการไอ ขณะที่เด็กอายุน้อยๆ ยิ่งมีการแสดงอาการออกมาน้อย เด็กจะแสดงอาการไข้เพียง 40 % และอาการไอไม่ถึง 50 % เท่ากับว่ามีเด็กอีกประมาณครึ่งหนึ่งที่อาจมีอาการป่วยแต่สามารถไปเดินเข้าไปเรียนได้ตามปกติเพราะยังไม่มีไข้ ดังนั้นการคัดกรองแค่เพียงการวัดไข้อย่างเดียวอาจทำให้มีโอกาสที่เด็กจะไปแพร่เชื้อที่โรงเรียนได้ จึงจำเป็นควรสังเกตอาการไอประกอบด้วย นี่คือเหตุผลที่เมื่อเด็กไปโรงเรียนแล้วทำไมถึงต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา และถ้าเกิดเจอมีการแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อนต้องมีการแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที


3.การเฝ้าระวังการคัดกรองการรักษาความสะอาดพื้นที่ส่วนกลางของโรงเรียนให้สะอาดอยู่เสมอ เพราะคำถามส่วนใหญ่คือต้องทำความสะอาดพื้นด้วยสารเคมีหรือไม่นั้น อาจไม่มีความจำเป็นเท่าการที่ทำความสะอาดตรงส่วนที่มีการสัมผัสกันบ่อยๆ เช่น เอาแอลกอฮอล์ลหรือสารเคมีฆ่าเชื้อไปเช็ดในจุดที่เด็กมักเอามือไปสัมผัสบ่อยๆ เช่น ราวบันได ประตูเข้าออกที่เด็กต้องเปิดประตูห้องเรียนที่เป็นห้องแอร์ หรืออุปกรณ์ที่มีการใช้ร่วมกันอย่างคอมพิวเตอร์ มีวิธีการป้องกันอยู่ 2 อย่าง ทำความสะอาด แป้นคอมพิวเตอร์ และต้องมีการกำชับเด็กว่าในชั่วโมงการเรียนต้องไม่มีการเอามือขึ้นมาโดนบริเวณใบหน้าเด็ดขาด และต้องเอาแอลกอฮอล์อยู่ใกล้ที่ทำให้เด็กได้ไปใช้หรือล้างมือได้บ่อยๆ

4.จัดพื้นที่ให้สามารถล้างมือหรือมีจุดเจลแอลกอฮอล์ลอย่างทั่วถึง เช่น ในห้องน้ำควรมีสบู่ กระดาษเช็ดมือ กับเครื่องที่ทำให้มือแห้งได้เร็ว ไม่ใช้ผ้าเช็ดมือร่วมกันเพราะถ้าเด็กหากมีเชื้อโควิดฯ ล้างมือไม่สะอาดแล้มาเช็ดมือก็จะทำให้เชื้อมาติดอยู่กับผ้าได้ ขณะที่ในห้องเรียนควรมีเจลแอลกอฮอล์ลอย่างทั่วถึง


5.ถ้าเจอเด็กป่วยที่โรงเรียน คำตอบที่กระทรวงสาธารณสุขกับกระทรวงศึกษากำลังหารือในรายละเอียดกัน ระหว่างให้โรงเรียนติดต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้เลยหรือติดต่อผู้ปกครองนำส่งโรงพยาบาลด้วยตัวเองคือ รอให้ผู้ปกครองมารับเพื่อพาเด็กไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล แต่กุมารแพทย์อาจมองว่าผู้ปกครองอาจพาจะไปคลินิกซึ่งโอกาสที่จะพบว่ามีความเสี่ยงเป็นโควิดฯ ก็จะไม่สูง


และถ้าเด็กไม่ได้มีอาการป่วยหนัก เพลียมากที่ต้องนอน คำแนะนำคือ ต้องให้เด็กรอนอกห้องพยาบาลโดยนั่งตรงที่ล่มที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและห่างจากคนอื่นในรัศมีที่สมควร  ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก เพราะอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นว่าทำไมไม่ให้รอห้องพยาบาล เพราะความจริงห้องพยาบาลยังต้องสำรองไว้สำหรับรักษาคนที่ป่วยโรคอื่นอยู่


มาตรการดังกล่าวเป็นการปรับมาใช้จากรอบที่เกิดไข้หวัดใหญ่ 2009 แต่ความแตกต่างคือเด็กที่เป็นไข้หวัดใหญ่ยังมีการแสดงออกของอาการ การคัดกรองถือเป็นเรื่องที่มีประสิทธิผล แต่พอเป็นโควิดฯ การคัดกรองจะได้เพียงแค่ครึ่งเดียว ดังนั้นต้องเข้าใจว่าเด็กไปโรงเรียนในสถานการณ์ที่ยังมีการแพร่ระบาดอยู่ ก็อาจมีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดแบบเงียบๆ ได้ โดยเด็กที่มีอาการน้อยมากก็สามารถแพร่เชื้อให้เด็กที่มีอาการน้อยมากเช่นกัน


“จุดที่กลัวคือ ไม่ได้กลัวที่มีการแพร่ระบาดในกลุ่มนักเรียน แต่กลัวการแพร่ระบาดจากกลุ่มนักเรียนไปนอกกลุ่มนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ผู้สูงอายุ และแพร่ไปยังชุมชนในที่สุด โดยเฉพาะผู้สูงอายูที่มักจะมีความใกล้ชิดกับเด็ก เพราะเด็กมีโอกาสเสียจากโควิดฯ ต่ำมาก ซึ่งผิดกับผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีความเสี่ยงเสียชีวิตมากกว่า”


ชุดตรวจโควิดฯ ตรวจแล้ววันนี้ไม่ได้การันตีว่าพรุ่งนี้ผลจะออกมาไม่เป็นโควิดฯ


ชุดตรวจโควิดฯ แบบว่องไว ตามมาตรฐานการตรวจสอบแบบหาสารพันธุกรรมแบบเรียลไทม์ที่สามารถเจอสารพันธุกรรมของเชื้อใช้เวลาตรวจ 3-5 ชั่วโมง มีอยู่ 2 ประเภทคือ ตรวจหาภูมิคุ้มกัน (Antibody) ของเชื้อ และตรวจหาโปรตีนของเชื้อซึ่งส่วนใหญ่ใช้แบบนี้ แต่ปัจจุบันตอนนี้ยังไม่มีชุดตรวจโควิดตัวไหนเลยที่ดีพอด้วยการแบบว่องไวที่มี 5-10 นาทีทราบผล และราคาที่ถูก ส่วนใหญ่ราคาเฉลี่ยมากกว่า 200-300 บาท ที่สำคัญคือ ผลตรวจที่ออกมาจะให้ผลเฉพาะวันนี้ โดยที่ไม่ได้การันตีว่าพรุ่งนี้จะไม่ออกมาเป็นผลบวก


“ชุดตรวจจะต้องโป๊ะเช๊ะพอดีกับวันที่ตรวจและเริ่มมีสิ่งที่ต้องการกำลังตรวจหา นี่คือสาเหตุที่ทำให้ระบุว่าการตรวจชุดตรวจแล้วไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการคัดกรอง และการคัดกรองผู้ใหญ่จะใช้ได้ในการแสดงออกของอาการไข้หรืออาการไอ แต่บางทีก็เป็นอาการที่มีอาการคั่นเนื้อคั่นตัว ปวดเมื่อยตัว อาการพวกนี้จะรู้เฉพาะตัว การวัดไข้ก็ไม่ได้ 100 % สำหรับคนที่มีไข้ต่ำ ดังนั้น การคัดกรองในโรงเรียนต้องสร้างความเข้าใจทุกคนในโรงเรียนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และให้เข้าใจเหตุผลว่าทำเพื่อส่วนรวม เช่น ถ้าเด็กบอกปวดเมื่อยตามตัวก็ยังไม่ควรให้ไปโรงเรียน”

ทำความเข้าใจในกฎกติกามารยาทว่าทุกคนลงเรือลำเดียวกัน


สิ่งที่ผู้ปกครองควรคำนึงถึงคือ ดูแลพื้นที่ให้เฝ้าระวังตัวเองและลูกให้ดี และไม่ไปจัดการหรือจับผิดคนอื่น แต่ควรแสดงความไว้เนื้อเชื่อใจสำหรับคนอื่นแทน และมีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกัน ซึ่งมีโอกาสที่ผู้ปกครองบางรายอาจจะเผลอเรอที่ตอนเช้าอาจจะไม่ได้เห็นว่าลูกมีอาการไม่สบาย เช้าเด็กยังสบายดี แต่มีไข้ตอนเที่ยง แต่ถ้าโรงเรียนไวพอจะรู้เด็กมีไข้ตอนเที่ยง หรือจะมารู้ตอนเย็นหลังผู้ปกครองมาเจอ กรณีนี้การแก้ปัญหาไม่ใช่ชี้นิ้วใส่กัน แต่ทุกคนควรมาช่วยกันว่า มีว่าใครบ้างที่ต้องมีการจัดการอย่างไร เพราะเหมือนทุกคนได้ลงเรือลำเดียวกันแล้ว


วิธีการดูแลพื้นที่ต่างๆ ในโรงเรียน


โรงอาหาร ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบคือ ลดเหลื่อมเวลากันในช่วงรับประทานอาหาร หรือถ้าแบ่งเด็กมาโรงเรียนสัปดาห์ละ 2 วัน ก็ถือว่าลดจำนวนเด็กที่มาแล้วส่วนหนึ่งแต่ก็ยังต้องรักษาระยะห่างไว้ แต่ถ้าที่นั่งยังแน่นจริงก็ต้องหาจุดรับประทานอาหารที่นั่งกินเพิ่มขึ้น และจัดที่นั่งให้เหมาะสม


ห้องสมุด อาจไม่ได้เสี่ยงสูง แม้เชื้อจะอยู่บนกระดาษได้ 24 ชม. แต่เชื้อไม่สามารถลอยจากหนังสือ สามารถดูแลเด็กในเรื่องการทำความสะอาดเรื่องมือได้ เช่น จับหนังสือเสร็จแล้วให้ล้างมือให้สะอาด ไม่เอามือขยี้ตาหรือบนใบหน้า แต่ปัญหาของห้องสมุดน่าจะเป็นเรื่องของความแออัดผู้มาใช้ห้องสมุดมากกว่า แม้จะเป็นโรงเรียนต่างจังหวัดห้องเรียนอาจไม่ติดแอร์ แต่ส่วนใหญ่ห้องสมุดมักจะติดแอร์และเด็กชอบไปตากแอร์ที่ห้องสมุด จึงต้องให้ความสำคัญในการรักษาจำนวนผู้ใช้ห้องสมุดให้มีความเหมาะสม


สระว่ายน้ำ การติดเชื้อในสระว่ายน้ำไม่ได้สูงมากหากมีการไอลงไปในน้ำแล้วไปติดปากกับเด็กอีกคนโอกาสไม่ได้สูงมาก และถ้าสามารถรักษามาตรฐานระดับคลอรีนหรือสระเกลือไว้ได้ก็ยังมีความสามารถที่จะฆ่าเชื้อได้อยู่ ปัญหาใหญ่ คือ การติดเชื้อจะเกิดจากมีความใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากกว่า และการเอาเด็กลงไปในสระมากน้อยขนาดไหนมากกว่า เช่น ส่วนใหญ่เด็กต้องไปแออัดในฝั่งที่ตื้นมากกว่า ดังนั้น การคุมมาตรฐานคือการจำกัดปริมาณให้เด็กลงสระในแต่ละรอบหรือแต่ละครั้งไม่ให้แออัดมากกว่า 


วิชาพละ ความเห็นส่วนตัวถือเป็นวิชาที่ยังไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนกันที่โรงเรียน แต่เรื่องนี้ก็อาจทำให้เป็นประเด็นได้ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับการเซ็ทติ้งแต่ละโรงเรียน แต่ระหว่างที่เล่นไม่ควรใส่หน้ากากอนามัย ถ้าโรงยิม สนามบาสใหญ่พอเรียกกันได้ 10-20 คนต่อคลาส แต่ถ้าต้องเลือกให้เด็กมาเรียนที่โรงเรียน 1-2 วัน การเลือกวิชาเรียนเพื่อให้เด็กมาเรียนที่โรงเรียน จึงควรเลือกในรายละเอียดอย่างพิถีพิถัน       

             

ยังไม่แนะนำใช้นวัตกรรมใหม่ที่ใช้แสงยูวีช่วยในการฆ่าโควิด (ยูวีแลม)


ยูวีสำหรับฆ่าเชื้อสำหรับห้องขนาดใหญ่ไม่อยากแนะนำ  เพราะโอกาสในการฆ่าเชื้อไม่ได้สูงมาก อีกทั้งแสงยูวีซียังมีความเป็นอันตราย  แต่หากเอามาใช้สำหรับกล่องตู้เล็กๆ ให้ทีมวิจัย ไว้ฆ่าเชื้อหน้ากาก N95 ยังโอเค แต่เอามาติดในห้องอาจจะฆ่าเชื้อไม่ได้ เพราะ 1.ความเข้มข้นของรังสียูวีจะแปรผลตามระยะทางกำลังสอง การติดที่หลังคาแล้วหวังจะฆ่าเชื้อส่วนอื่นๆ ยังไม่ได้มีประโยชน์ และ 2.ถ้าเผลอเปิดทิ้งไว้แล้วมีคนเดินเข้าไปในห้องก็จะอันตรายมากกว่า       


แนวทางการปฏิบัติในองค์กรห่างจากโควิด-19


การจัดออฟฟิศเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะส่วนใหญ่อยู่ในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศ ซึ่งมีผลการสอบสวนโรคผลการติดเชื้อบนรถปรับอากาศ พบว่า เชื้อสามารถปลิวได้มากกว่า 2 เมตร หรือกว่า 4 เมตรครึ่ง ในห้องปรับอากาศที่เครื่องค่อนข้างแรง หรือพัดลมแรงเชื้อปลิวได้ไกล ขณะที่พาทิชั่นที่กั้นระหว่างโต๊ะทำงาน ควรมีลักษณะที่สูงและกว้างพอกั้นได้ให้เลยเขตทั้งโต๊ะและตรงส่วนเก้าอี้ที่นั่ง


“ความแออัดของพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญสูงสุด อย่าให้คนนั่งใกล้กัน ในพื้นที่ที่มีการเปิดแอร์ตลอดเวลาโดยที่ไม่มีอากาศระบายตลอดเวลา ระยะห่าง 2 เมตรไม่น่าจะเพียงพอ”


การทำงานที่บ้าน (Work from Home) มีแง่ดีหลายด้าน


ในต่างประเทศโดยเฉพาะที่ยุโรปกับสหรัฐถือเป็นเทรนด์ที่สำคัญมากขึ้นเรื่อย ซึ่งผลิตภาพ (Productivity) จากทำงานที่บ้านได้ผลงานที่สูงกว่าคนที่ทำงานออฟฟิศ และทำให้ประหยัดทั้งจากพนักงานที่เป็นคนทำงานเองและบริษัท ที่ถือว่าลดทั้งต้นทุนและช่วยทำให้งานมีผลิตผลการทำงานที่ดีกว่า แต่เมืองไทยยังไม่มีการขยับเรื่องนี้ในระยะยาวทั้งที่โควิดฯ เป็นเรื่องที่ช่วยมาเร่งให้คนกรุงเทพหรือคนเมืองสามารถทำงานจากที่บ้านได้ ที่อาจทำให้คุณภาพชีวิตดีกว่านี้ขึ้นเยอะ ไม่ต้องเสียเวลารถติดและสุขภาพจิตไม่ดี และที่ผ่านมาคนที่ไม่ออกกำลังกายจะอ้างเรื่องนี้ว่าอยู่ในรถกว่า 3 ชม. นอกจากนั้น ประเทศชาติก็ได้อานิสงส์เรื่องนี้ เพราะจากตัวเลขการใช้น้ำมัน เดือนมี.ค. และเดือน เม.ย. สภาพอากาศมลพิษทางฝุ่น อากาศ ดีขึ้นอย่างมาก ความแออัดบนขนส่งโยสารสาธารณะก็ลดลง รถโดยสาร ชั่วโมงเร่งด่วนต้องเตรียม ลิฟท์ 


“ที่ต่างประเทศมีผลวิจัยออกมายอมรับเรื่องทำงานจากที่บ้านให้ผลดีกับเจ้าของธุรกิจและพนักงานแล้ว และคนยิ่งเก่งมีฝีมือดีมักจะทำงานจากบ้าน ทางบริษัทก็ต้องยอมคนกลุ่มนี้ทำงานจากบ้านได้ เช่น ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีต่างๆ ก็ยังทำงานที่บ้าน แต่งานภาคการบริการอาจต้องอาศัยการปรับดิจิทัลทรานฟอร์มเมชั่นของภาครัฐและเอกชน อะไรที่ไทยยังทำไม่ได้ตอนนี้ หวังว่าเรื่องวิธีการทำงานปัจจุบันในยุควิดฯ น่าจะมีความขับเคลื่อนและพยายามยกระดับดิจิทัลไทยให้ดี”


ความคืบหน้าการวิจัยวัคซีน


ปกติการคิดค้นวัคซีนขึ้นมาใหม่มี3 ตอน  คือ 1.วิจัยห้องปฏิบัติการเริ่มวิจัยวัคซีนตัวไหนใช้ได้ 2.เริ่มทดลองในสัตว์เล็ก-ใหญ่ และ 3.วิจัยในคน ซึ่งตอนนี้มีสถาบันวิจัยมากกว่า 50 แห่งทั่วโลกกำลังศึกษาวิจัยวัคซีนโควิดฯ และมีไม่น้อยกว่า 30 แห่งที่เริ่มวิจัยในมนุษย์ ซึ่งปกติแบ่งเป็น 3 ระยะคือ


1.ศึกษาเรื่องความปลอดภัย ความสามารถในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

2.คล้ายๆ กันแต่ศึกษาในจำนวนที่มากกว่า

3.วัคซีนสามารถป้องกันโรคได้จริงหรือเปล่า เพราะการมีภูมิคุ้มกันไม่ได้แปลว่าจะป้องกันโรคได้ จึงแบ่งคนเป็น 2 กลุ่มในการศึกษาคือ กลุ่มที่ฉีดวัคซีน กับที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน แล้วดูว่า 2 กลุ่มนี้ใครติดวัคซีนมากกว่ากัน แต่ระยะที่ 3 เป็นระยะที่ใช้งบประมาณและจำนวนคนที่มากที่สุด เพราะต้องใช้ระยะเวลาในการติดตามผลค่อนข้างยาวนาน ขณะที่ก็ไม่อยากให้อาสาสมัครติดเชื้อ แต่ก็ยากให้ตัวชี้ว่าใครติดเชื้อจำนวนที่มากกว่ากัน กว่าจะสรุปว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อดีพอ 


“ตอนนี้การวิจัยของวัคซีนส่วนใหญ่อยู่ในขั้นตอนของระยะที่ 1 มีไม่กี่บริษัทที่ไประยะที่ 2 ซึ่ง 2 ระยะนี้สามารถทำในไทย ถ้าเข้าสู่ระยะที่ 3 จะต้องเป็นข่าวใหญ่โต ของไทยที่จุฬาเริ่มวิจัยในสัตว์ทดลอง และเริ่มมีคุยกับโรงงานที่ผลิตวัคซีนในการวิจัยในมนุษย์ หากผลการทดลองในสัตว์ได้ผลโดยไม่มีผลข้างเคียงใด และถ้าเริ่มระยะที่ 3  จริง ไทยต้องไปเป็นพันธมิตรกับประเทศอื่น เนื่องจากตอนนี้ในประเทศไทยมีคนไข้ที่เป็นโควิดฯ น้อย การวิจัยจะได้ผลเร็ว ต้องไปทำในประเทศที่มีการระบาดรุนแรง”

องค์การอนามัยโลกมองกลางปี 2564  วัคซีนจะเริ่มมีการผลิตออกมา ขณะที่สถาบันวิจัยของรัฐที่สหรัฐมองเป็นมุมบวกว่าจะเริ่มเห็นวัคซีนนี้ผลิตได้ต้นปี 2564 โดยระหว่างนี้สิ่งสำคัญที่สุดระหว่างที่เรายังต้องเผชิญกับโควิดฯ ไปอีกนาน และอยู่กับโรคนี้อย่างยั่งยืนคือ ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ทุกคนต้องช่วยกัน


บันทึกเทปรายการ

วันศุกร์ที่ 5 มิ.ย. เวลา 15.00-16.30 น.

หัวข้อ “ปรับพฤติกรรมยอมรับ COVID ฉบับพ่อแม่และมนุษย์ Office”

แขกรับเชิญ- นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

ดำเนินรายการโดย-

ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ CEO ADGES และ Content Director เพจห่วงใย Thai

Business

คุณอังคณา อุทัยแสงชัย รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนาแลนด์

จำกัด



รูปประกอบการดำเนินรายการ




เรื่อง: ADGES

ผู้เขียน: บงกชรัตน์ สร้อยทอง

ดู 82 ครั้ง

© 2020 by ADGES