บทเรียนจากอดีต เพื่อการอยู่รอดในอนาคต - DIE ANOTHER DAY

อัปเดตเมื่อ ส.ค. 19




รายการห่วงใย Insights "บทเรียนจากอดีต เพื่อการอยู่รอดในอนาคต - DIE ANOTHER DAY"

แขกรับเชิญ - คุณสุวภา เจริญยิ่ง อุปนายก สมาคมนักวางแผนการเงินไทย


ผู้ดำเนินรายการ - ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ CEO ADGES และ Content Director เพจห่วงใย Thai Business


เพราะโควิด-19 ยังอยู่กับเราไปอีกนาน มาติดตามว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กอย่าง SME จะมีสูตรสำเร็จในการพาธุรกิจให้รอดอย่างไร ซึ่งวันนี้ได้รับเกียรติจากคุณคุณสุวภา เจริญยิ่ง อุปนายก สมาคมนักวางแผนการเงินไทย ผู้เชี่ยวชาญตลาดทุน และได้ช่วยให้บริษัทที่พร้อมเสนอขายหุ้นให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) เพื่อจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกว่า 80 แห่ง ได้มาช่วยวิเคราะห์ถึงภาวะวิกฤตครั้งนี้มีความเหมือนหรือความต่างจากในอดีตอย่างไร ขณะที่บทเรียนในอดีตได้สอนอะไรกับเรา รวมถึงการเตรียมรับมือกับปัจจุบันที่จะต้องทำอย่างไร เพื่อให้ตัวเองและบริษัทเป็นผู้อยู่รอด หรือถึงจุดยอมถอยเพื่ออนาคตที่ดีกว่า


ทั้งหมดนี้ภายใต้การจำลองว่าเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญกับโควิด-19 ครั้งนี้เหมือนอยู่ในสถานการณ์เครื่องบินกำลังจะตกและใกล้แตะพื้นโลก ในหนังเรื่องเจมส์บอนด์ ตอน DIE ANOTHER DAY


วิกฤตครั้งนี้มีความเหมือนและความต่างอย่างไรกับวิกฤตในอดีตที่ผ่านมา


นึกถึง James Bond - Skyfall เพราะวันนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าฟ้าก็ร่วงลงมาได้ แต่ละคนไม่ได้มีความแตกต่างใดๆ โดยวิกฤตปี 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง เรื่องราวเกิดขึ้นและผลกระทบมากที่สุดคือ สถาบันการเงินเพราะมีหนี้มหาศาล แต่วิกฤตที่เกิดจากโควิด-19 รอบนี้ไม่ได้มีสัญญาณอย่างนั้น เพราะเวลานี้เมื่อปีที่แล้ว เรายังคิดว่าปีนี้เราจะรอดพ้นจากโควิด-19 แล้ว อย่างเก่งเรามองกันว่าวัคซีนจะมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วและเริ่มฉีดกัน 6 เดือนก็น่าจะหลุดพ้นจากโควิด-19 แต่ตอนนี้ตัวเลขติดเชื้อใกล้วันละ 10,000 รายและเพิ่มขึ้นทุกวัน และมาด้วยตัวเลขที่น่ากลัวมากๆ


สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับว่า เหตุการณ์ครั้งนี้มาเร็วและเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ได้มีคุ้นเคยมาก่อน หมายถึง ไม่มีใครรู้วิธีแก้ไขหรือวิธีรับมือกับโควิด-19 กันมาก่อน รวมทั้งยังมีการประเมินเวลาผิด เนื่องจากทุกครั้งที่วิกฤตเกิดขึ้นมา Business Life Cycle จะเฉลี่ยอยู่ที่ 7-12 ปีเสมอ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นส่วนใหญ่ สิ่งที่เป็น Pattern คือ ภายใน 3-4 ปีแรกจะเริ่มมีการฟื้นตัวกลับมา อย่างวิกฤตปี 2540 เมื่อปี 2543 หลายอย่างเริ่มฟื้นตัวกลับมา และจนปี 2545 ไทยก็ออกจาก IMF ก่อนกำหนดและถือเป็นปีที่กลับมาสูงสุดหลังจากเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งขึ้นมา


ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2540 เราถูกกระแทกพื้นแรงมาก ซึ่งตามมาด้วยของการลอยตัวค่าเงินบาทและการปิดสถาบันการเงินทั้งหมด 56 แห่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับโควิด-19 นี้ สิ่งที่แตกต่างคือ 1. สถาบันการเงินมีความแข็งแรงมาก สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ แบงก์ยังมีการให้สินเชื่อกับลูกค้ารายย่อยหรือ SME 2. ตลาดการเงินก็ยังถือว่าสมบูรณ์ จนหลายคนก็รู้สึกว่าตลาดหุ้นไม่ได้ลงแรงมากนัก ปีที่แล้วในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 ครั้งแรกตลาดหุ้นปรับลงไป 30 % ทันที แต่ดัชนีก็กลับมาได้ในระยะเวลาไม่ถึง 4 เดือนด้วยซ้ำ ขณะที่ปีนี้ดัชนีหุ้นก็มีปรับตัวกระแทกลงมาบ้างแต่ก็ยังสามารถยืนในระดับ 1,500 จุดได้ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่แข็งแรง และยังมีหุ้น IPO ใหม่ที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เกือบทุกเดือน โดยที่ทุกตัวก็ยังมี Performance ที่ใช้ได้ นั่นแแสดงว่าความมั่นใจในตลาดทุนยังมี กระแสเงินยังมี และตลาดเงินในสถาบันการเงินก็ยังไปต่อได้


แต่สิ่งที่หายไปคือ ตอนปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้งเกิดขึ้นเพียงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะฉะนั้นในภูมิภาคนี้เกิดการลดค่าเงิน แต่ภูมิภาคอื่นไม่ได้เป็นอะไร เราก็ใช้จังหวะนั้นในการสร้างสรรค์ให้เกิดธุรกิจการท่องเที่ยวเข้ามาในราคาที่ถูก รวมถึงเกิดการขายสินทรัพย์ในราคาถูกออกมา มีกลุ่มผู้ลงทุนต่างประเทศเอาเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เช่น กลุ่ม GE Capital มาซื้อสถาบันการเงินและกลายเป็นแบงก์ต่างชาติ

ขณะที่วันนี้ต่อให้สินทรัพย์เราลดราคาถูกๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีกำลังซื้อเข้ามา เพราะวิกฤตรอบนี้สิ่งที่แตกต่างคือ เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นทั่วโลก และอาจทำให้อุตสาหกรรมที่เคยแข็งแรงในอดีตของไทย อย่างธุรกิจท่องเที่ยวอาจกลับมาไม่เหมือนเดิม เนื่องจากทำให้คนคิดว่าอยู่บ้านก็ได้ อย่างมีศัพท์คำว่า"เที่ยวทิพย์" หรือผู้คนเดือดเนื้อร้อนใจก็ดู Streaming ต่างๆ อยู่บ้านได้ ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่ต้องไปช้อปปิ้งตามที่ต่างๆ หรือ on-site แต่ตอนนี้ช้อปปิ้งออนไลน์ได้ตลอดเวลา สิ่งที่ทำให้เห็นชัดเจนเลยคือ

  1. สภาพแวดล้อมของวิกฤตมีความแตกต่างอย่างชัดเจน

  2. พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงชัดเจน

  3. ธรรมชาติของธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลง ที่สมัยก่อนเศรษฐกิจไม่ดีก็หมายถึงน้ำลง แล้วกลับมาน้ำขึ้นเมื่อเศรษฐกิจดี แต่ตอนนี้หลายคนบอกว่าแม่น้ำได้เปลี่ยนสายไปแล้ว และเมื่อน้ำกลับมาก็อาจจะไม่ได้กลับมาไหลที่เดิมแล้ว หรือไม่ได้กลับมาไหลกลุ่มเดิมอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตแล้ว

  4. ต้นทุนทางการเงินที่แตกต่าง โดยยังสามารถ Create เรื่องต้นทุนทางการเงินที่แตกต่างได้เช่นกัน เช่น สมัยก่อนทำรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งต้องเสียเงินทำค่าโปรดักชั่น แต่วันนี้เราสามารถคุยกับผ่านโปรแกรมออนไลน์ได้ง่ายๆ โดยที่ต้นทุนเป็นศูนย์ หรือวิชาความรู้ต่างๆ ก็สามารถหาได้จากโลกออนไลน์ได้เยอะ โดยสถาบันการเรียนต่างประเทศชื่อดังต่างๆ ก็มี Class ให้เรียนฟรีออกมามากมาย รวมถึงยังมี Content ดี ที่สามารถหาดูได้เยอะแยะไปหมดในปัจจุบัน

“สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือ คนที่ปรับตัวเปลี่ยนแปลงและแก้ไขได้ จะได้ประโยชน์สูงสุดบนต้นทุนที่ถูกกว่าคนอื่นหลายร้อยเท่า และมีประเด็นต่างๆ ที่จะสามารถจับขึ้นมาเป็นประเด็นได้หลากหลายกว่าเมื่อก่อน”

เมื่อมีความแตกต่างแล้ว ความเหมือนก็มีเช่นกัน เพราะเมื่อไรที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น “คนจะระวังเรื่องการใช้จ่าย” และก็มีผลต่อคนที่จะใช้งบเพื่อการโปรโมทหรือโฆษณาสินค้า เพราะมีความไม่แน่ใจ และยังส่งผลต้องลดกำลังการผลิต ลดจำนวนผู้คน ลดแรงงาน โดยอีกระยะหนึ่งก็อาจเห็นการเขย่าเรื่องที่ต้องมีการเอาคนออก เปลี่ยนชั่วโมงการทำงาน หรือลดขนาดออฟฟิศลง แต่ก็เป็นสิ่งที่จะต้องเจอกันทั่วโลก


ข้อแนะนำเพื่อเป็น Check List การทำธุรกิจตอนนี้ เพราะ SME หรือธุรกิจบางกลุ่มถึงขนาดที่ไม่มีลูกค้าเลยจากผลโควิด-19


1) ธุรกิจตัวเอง ต้องดูว่าธุรกิจเราตอนนี้ถ้าไปข้างหน้าจะสามารถสู้กับคนอื่นไหวหรือไม่ ใช่ธุรกิจที่อยู่ในเทรนด์หรืออยู่ในกระแสหรือไม่ที่จะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ สมมุติเป็นร้านอาหาร คุณอยู่ในห้างแต่มาทำออนไลน์ ตอนนี้คนซื้อของออนไลน์จากคุณหรือไม่ ซึ่งร้านอาหารในห้างเป็นราคาที่ Price Point การมาขายออนไลน์ในราคาเดียวกับในห้างเป็นไปได้ยากมาก เพราะการที่คนมาจ่ายราคานั้น เขาต้องการมาเสพบรรยากาศและเสพการบริการของร้านคุณ แต่ถ้าคุณทำออนไลน์ต้องมาทำอีกราคาหนึ่ง


2) ตัวคุณเอง ขอยกตัวอย่าง คุณอัจฉรา บุรารักษ์ หรือ คุณปลา เจ้าของร้านอาหาร"กับข้าวกับปลา" ที่สามารถฝ่าวิกฤตร้านอาหารจนสามารถปรับมาเป็นการขายออน์ไลน์ได้อย่างมหัศจรรย์ และเปิดแบรนด์ที่ทำดิลิเวอร์รี่ และ ทำ Co-Brand เอง อย่าง "ฟ้าปลาทาน" เพราะเขามองว่าธุรกิจของเขายังเป็นสิ่งที่ใช่อยู่ แต่เขายอมเปลี่ยนวิธีการรและกระบวนการในการเข้าถึงลูกค้า อันนี้คือสิ่งที่น่าสนใจ เช่นเดียวกับ คุณธนพันธ์ วงศ์ชินศรี หรือต้น เจ้าของแบรนด์ "เพนกวิน อีท ชาบู" จากขายชาบูนั่งร้านไม่ได้ ก็ขายพร้อมหม้อทั้งแบบใบเล็กและใบใหญ่ พอมาปีนี้หม้อหมดและยังเจอวิกฤตอีกครั้งก็มาขายทุเรียน ขายไอติมทุเรียน แล้วก็กลับมาขายชาบูอีก แต่สิ่งที่ตามมานั่นคือ พวกเขากำลังทำอะไรอยู่? เช่นเดียวกัน

“ถ้าคิดว่าธุรกิจคุณยังอยู่ วันนี้ต้องอยู่ให้ได้ การอยู่ให้ได้ นั่นหมายถึง ยอดขายคือฟ้าประทาน สวรรค์ให้ แต่ต้นทุนคือสิ่งที่เราสามารถลิขิตเอง และต้นทุนที่เราลิขิตเองนั้นต้องอยู่ให้ได้ แล้วเราอยู่ได้จริงหรือไม่ โดยไม่โกหกตัวเอง”

เช่น เดือนหนึ่งเรามีค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนที่ 3 แสนบาท ต้องหาอะไรที่ Match กับต้นทุนว่าเราอยู่ได้หรือไม่กับต้นทุนระดับนี้ ถ้าอยู่ได้ก็อย่างน้อยประคับประคอง หายใจเบาๆ แต่ถ้าอยู่ไม่ได้เรามีเงินเก็บทั้งหมดเท่าไรเอาออกมาให้หมด แล้วดูว่าเราสามารถอยู่ได้ทั้งหมดกี่เดือน จากต้นทุน 3 แสนบาท ถ้าจะอยู่ให้ได้ 6 เดือน ต้องมีเงินในมือแล้ว 1.8 ล้านบาท หรือพร้อมที่จะใส่หน้าตักหรือไม่ หรือพร้อมไปคุยกับสถาบันการเงินหรือไม่ เพราะแบงก์อาชีพเขาเลยคือการปล่อยกู้ เพราะฉะนั้นเขามีความสามารถในการดูเรื่องราวของเรา มีความเข้าใจในธุรกิจเรื่องราวของเรา เขาเก่ง ซึ่งถ้าเราต้องการเงินก็เดินเข้าไปคุยกับเขาเลย ถ้าเขาไม่ปล่อยกู้เราแสดงว่านี่ขนาดมืออาชีพไม่กล้าปล่อยกู้เรา ก็ต้องถามเขาเลยว่าทำไมไม่ปล่อยกู้เรา เราติดตรงไหน ก็ให้เขาช่วยวิเคราะห์ให้เลย เราก็จะเห็นภาพตัวเองที่ชัดขึ้น


ดังนั้น อันดับแรกคือ ธุรกิจไหวหรือเปล่า ถ้าไหวถึงเดือนไหน ไหวถึงเวลาไหน และต้นทุนที่ต้องทำให้ธุรกิจไหวต้องใช้เงินเท่าไร เงินก้อนนี้คุยกับแบงก์ก่อนหรือไม่ ถ้าคุยกับแบงก์ก็จบ แต่ถ้าแบงก์ไม่จบ แต่คุณมั่นใจในธุรกิจตัวเอง เปิดกระเป๋าสตางค์และดูกระเป๋าตัวเองดูว่ามีเท่าไรที่พร้อมจะทุุมหน้าตัก

“วันนี้ถ้าคุณไม่ไหว กู้แบงก์ไม่ไหว ไปต่อไม่ไหว การหมอบไม่ใช่การยอมแพ้ แต่ถือว่าเป็นการรักษาทุกอย่าง หรือเป็นการรักษาพลังงานไว้ก่อน ดีกว่าเอาแรงทั้งหมดวิ่งตะบึงออกไป แล้วไม่รู้ว่าจะไปไหน เสียแรงเปิดร้านทุกวัน ซื้อของสดทุกวัน เป็นสต็อกสินค้าไปเพื่ออะไร ในเมื่อเป็นสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถขายได้ ถ้ารอบแรกรู้ว่าไม่ไหวก็หมอบ แต่ถ้าจะสู้ ก็ต้องรู้ว่าจะสู้กับอะไรอยู่ หน้าตักที่คุณไหวคือเท่าไร เพราะถ้าแบงก์ไม่ให้แล้วทุนเราเท่าไร หรือชักชวนเพื่อนฝูงได้หรือไม่มาใส่เงินร่วมกัน”

มองให้ชัดระยะ 3 - 6 เดือน หรือตั้งเป็นกรณีเลวร้ายสุดถ้าโควิด-19 ไม่หายไปไหน


ต้องมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เราต้องอยู่กับมันให้ได้ อย่างวันก่อนที่สัมภาษณ์ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ที่เคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเรื่องเด็กๆ หมูป่าที่ติดถ้ำ ท่านพูดว่า

“สิ่งที่คุณเจอเป็นวิกฤตหรือเปล่า เพราะถ้าคุณเจอวิกฤต คุณอย่าแก้ปัญหาด้วยเรื่องราวหรือวิธีการแบบปกติ มันต้องแก้ปัญหาแบบวิกฤต มันต้องคิดต่าง และอย่างสถานการณ์ตอนนี้ต้องคิดให้ต่างไปเลยว่า ถ้าโควิด-19 ไม่หาย เราจะสู้อย่างไร”

ตั้งแต่จะมีการให้วัคซีนเลย หรือจะสู้กับกำลังซื้ออย่างไร เช่น คนหนึ่งที่รู้จักเขาเริ่มจากการขายหน้ากากอนามัย ทำสเปรย์ฉีด และถึงวันนี้ถึงขั้นเปิดบริษัทรับทำความสะอาด บริการรับทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศเพราะคนอยู่บ้านกันมากขึ้น แล้วก็ใส่ชุด PPE ไปทำ นั่นคือการปรับตัวที่พยายามทำให้อยู่กับเรื่องราวที่เป็นบนความชำนาญของเรา แล้วสิ่งที่มาถึงวันนี้คือมีตัวเลขทางธุรกิจมหาศาล

“คิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือ ทุกคนต้องรู้จุดแข็งของตัวเอง ส่วนจุดอ่อนเป็นสิ่งที่ไม่ต้องเสียเวลาไปหาเพราะทุกคนย่อมมีทั้งนั้น แล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปค้นทำไมในเวลาอย่างนี้”

จะ DIE ANOTHER DAY แล้ว จะไปขับเครื่องบินไม่ทันแล้ว จะไปฝึกกระโดดร่มไม่ทันแล้ว หรือจะขอเกาะไปโดดร่มกับคนที่โดดร่มเป็น หรือเราจะประคองให้แบบร่อนลงดีมั้ยเพื่อสงวนพลังงาน แล้วพอจะกระแทกลงพื้นก็ค่อย Start Engine ใหม่จะได้มีแรงผงกหัวขึ้นไปก่อน แล้วค่อย Down Engineใหม่เพื่อที่จะไม่ให้เกิดแรงกระแทกที่เร็วและหนัก


หรือการที่เราอยู่กัน 2 คน เราจะมาเช่าร้านรวมกัน กลุ่มลูกค้าเดียวกัน ส่งของไปด้วยกัน เธอขายน้ำฉันขายข้าว หรือเอาใหม่ ฉันเป็นบริษัท Adviser หรือจะมาช่วยในเรื่องของการจัดการปัญหา เช่น ช่วยลูกค้าดูเรื่อง Run Cash Flow ดีหรือไม่ หรือดูแลเรื่องราวต่างๆ เพราะส่วนตัวยังคิดว่าทุกที่ยังมีงานให้ทำอยู่


แนวคิดที่ควรพิจารณาให้ดี เพราะทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส อย่าไปยึดติดกับอดีตที่เคยทำมา

ถ้าเป็นธุรกิจค้าขาย วันนี้สิ่งแรกคือกลับไปดูลูกค้าเรา เพราะถ้าเรายังมีลูกค้าอยู่แสดงว่าเรามีเพชรในมือแล้ว และวิเคราะห์ลูกค้าให้ชัดว่าเขาอยากได้อะไร การที่เขายังชอบเรา ซื้อของเราอยู่ แสดงว่ามันมีอะไรอยู่ เช่น สมัยก่อนมาซื้อก๋วยเตี๋ยวร้านนี้เพราะเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่ให้ลูกชิ้น 20 ลูก แต่ตอนนี้มาลดลูกชิ้นเหลือ 4 ลูก นั่นแสดงว่า คุณกำลังทำลายความสัมพันธ์มหาศาล และเป็นสิ่งที่คนชอบทำมากคือ เวลาเศรษฐกิจไม่ดีคือการลดคุณภาพของ หรือลดราคากับสิ่งที่เคยให้


สิ่งที่ต้องวิเคราะห์ลูกค้าคือ ลูกค้ามาหาคุณเพราะอะไร ยกตัวอย่าง มีร้านกาแฟแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในที่มีรถพลุกพล่าน แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ตอนนี้ไม่มีรถพลุกพล่านเหมือนเมื่อก่อน เขาจึงเริ่มให้พนักงานขับบริการส่งกาแฟแบบรถพุ่มพวงไปตามบ้านในระยะรอบร้านกาแฟ 3 กม. เพราะคนไม่ออกจากบ้าน ขณะเดียวกันก็เพิ่มขนาดความจุของขวดที่ใส่กาแฟ จากเดิมอาจจะเป็นขวดเล็กๆ ก็เพิ่มขนาดขวดเป็นแกลลอนเพื่อสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นกินได้นาน สามารถกินพื้นที่ตู้เย็นในบ้านลูกค้าได้ซึ่งขนาด 7-11 ก็ยังมีการบริการส่งถึงบ้าน

“การทำธุรกิจคือ การทำให้ความต้องการลูกค้าและสินค้าของเรามาเจอกัน เรามีหน้าที่ Match2 อย่างนี้ ซึ่งคนที่สามารถ Match 2 อย่างให้เจอกัน นั่นคือคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว”

ข้อคิดสำหรับคนที่กำลังมีงานทำอยู่ และสำหรับคนที่กลัวว่าจะตกงาน


ต้องบอกว่าทุกคนที่มีงานทำวันนี้ต้องขอแสดงความยินดีด้วย และควรยึดงานนั้นให้แม่นและหนัก แต่ก็ต้องถามกลับว่า คำว่าให้หนักนั้นคือ ความมั่นคงในงานของคุณตอนนี้

“สิ่งหนึ่งคือการทำงานให้หนักและก็ทำงานให้เกิน เพราะถ้าเราทำเกินเงินเดือนหรือทำเกินสิ่งที่เขาคาดหวัง ซึ่งก็สามารถใช้กับ SME ได้ด้วย เช่น ถ้าเราให้เกินไปกับลูกค้า แถมนั่นนี้นิดหน่อย มันคือสิ่งที่ทำให้เราสามารถได้ใจและยืนระยะได้ เพราะฉะนั้นทำเกินดีกว่าทำขาด”

สิ่งที่หลายคนมี Mindset ว่าจ้างเท่านี้ฉันก็ทำเท่านี้ ออกเวลาเลิกงานพอดี หรือการที่ตอนนี้ลดทำงานเหลือ 3 วัน ก็ไม่ทำงานเลยได้มั้ย 3 วันนี้ แต่ถ้าคิดว่าการที่เขาลดเหลือเวลาทำงาน 3 วันแต่เรายังทำเกินให้เขาอีก หรือช่วยทำให้บริษัทดีขึ้นได้ ช่วยคิดช่วยวางแผน ตรงนั้นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดมากกว่า


คำแนะนำหรือการเอาตัวรอดของ SME ในการประคองธุรกิจระยะ 3 - 6 เดือน ก่อนที่วัคซีนจะมา


เหมือนที่เคยพูดมาตลอด อะไรที่เงินซื้อได้ ก็สามารถสละได้หมด ตั้งแต่ รถ บ้าน แก้วแหวนเงินทอง นาฬิกา ปากกา อะไรที่เงินซื้อได้ ถ้าสละวันนี้พอมีเงินกลับมาก็สามารถกลับมาซื้อได้ แต่สิ่งที่มักเจอในวิกฤตคือ ชอบสละในสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น ความสัมพันธ์ ความรัก ครอบครัว ทะเลาะเบาะแว้งไปหมด ที่เป็นในเรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจ