ธรรมะคือหน้าที่

อัปเดตเมื่อ ส.ค. 11



สนทนาธรรมกับท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ ดร. วิรไท สันติประภพ

อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม 2564 เวลา 18.00 น. ทาง Club House


ดำเนินรายการโดย ดร. ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


ดร. วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นคนหนึ่งที่มีการศึกษาธรรมะ และปฏิบัติธรรมมานานตามครอบครัวตั้งแต่เด็ก และเริ่มศึกษามากขึ้นเมื่อครั้งต้องไปเรียนต่อระดับปริญญาเอก จนสามารถนำธรรมะมาปรับใช้ในการทำงานเสมือน “ธรรมะคือหน้าที่” ในทุกบทบาทที่ได้ทำไป


สิ่งที่กำลังทำปัจจุบันหลังครบวาระผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ธปท.


ดร. วิรไท


ทำอยู่หลายอย่างแต่ก็มีเวลาบริหารจัดการชีวิตได้มากขึ้น โดย 3-4 ด้าน เป็นงานเกี่ยวกับมูลนิธิ องค์กรเพื่อสังคม ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยช่วยมาอยู่ก่อนที่จะไปอยู่ที่แบงก์ชาติ โดย 3 มูลนิธิคือ มูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง และมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส และมีงานที่ช่วยบริษัทบางแห่งเป็นกรรมการบริษัทอยู่ รวมถึงงานแวดวงการศึกษาอยู่บ้าง ทั้งหมดนี้ยุ่งแต่ก็ยังสามารถบริหารจัดการเวลาและชีวิตตัวเองได้ดีกว่าเดิม

อะไรคือความเชื่อในบทบาทของการทำงานมาตลอด


ดร. วิรไท


ปกติเป็นคนที่จะทำงานอะไรก็จะทำให้ดีที่สุด เพราะคิดว่าทุกโอกาสเป็นโอกาสที่มีความหมาย ถ้าตัดสินใจจะทำอะไรแล้วก็จะทำให้เต็มที่ เพราะคิดว่างานหลายอย่างที่ทำเป็นสิ่งที่มีผลกับทั้งตัวเองและทั้งคนอื่น

“ถ้าคิดว่างานของเราเป็นงานที่มีความหมาย เป็นประโยชน์ ก็จะมีพลังในการทำงานออกมา เหมือนมีฉันทะในการทำ ผมไม่ได้รับงานทุกอย่าง มีคนชวนไปทำงานเยอะ แต่จะเลือกทำงานที่คิดว่าตัวเองมีความสามารถและมีฉันทะในการที่จะทำ ก็เลยทำให้คนที่เห็นรู้สึกว่าเวลาที่จะทำอะไรก็เป็นคนที่จริงจัง”

ธรรมะคือหน้าที่


แม่ชีศันสนีย์


ทำให้นึกถึงอาจารย์พุทธทาส เราก็เป็นศิษย์ของท่านที่จะคุ้นมากกับเรื่องการทำหน้าที่ การปฏิบัติธรรมที่ไม่ได้ทำให้ธรรมะห่างออกไปจากวิถีชีวิตโดยปกติของเรา ไม่ว่าจะเป็น การทำให้ธรรมะศักดิ์สิทธิ์โดยการทำงานให้จิตของเราตรวจสอบได้ 2 ทาง คือ ถ้าเราทำงานไหนแล้วจิตไม่ขุ่นมัว ธรรมะจะศักดิ์สิทธิ์ถ้าจิตไม่ขุ่นมัว ถ้าเห็นว่าทำงานอะไรเริ่มต้นด้วย ซึ่ง ดร. วิรไทบอกว่าทำงานด้วย “ฉันทะ” ถือเป็นองค์คุณที่สำคัญมากในอิทธิบาท 4

“ถ้าเรามีฉันทะในงานก็น่าจะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เราจะไม่ทำงานด้วยตัณหา แต่เราทำงานด้วยปัญญา เพราะฉันทะอยู่ในฝ่ายของปัญญา ถ้าความอยากจะเป็นการทำงานด้วยแรงผลักดัน หรือแรงของความทะเยอทะยาน ด้วยอะไรก็ได้ที่เราอยากจะพิสูจน์ เราแสดงศักยภาพตามในสิ่งที่เราปรารถนาเราก็จะทำได้ แต่ถ้าทำงานด้วยฉันทะจะเป็นการทำในลักษณะที่เป็นเซ็ท จะมีความเพียร ความตั้งใจมั่น เป็นนักทดลอง มันให้กำลังด้านในไปด้วย”

เมื่อเราบอกว่าธรรมะคือการทำหน้าที่เหมือนเราปฏิบัติธรรม ธรรมก็จะคุ้มครองเรา คนที่ใช้การงานเป็นฐานของการภาวนาทำหน้าที่ของมนุษยชาติ ทำหน้าที่ของปัญญาตั้งแต่ระดับโลกียะ คือ ปัญญาในการจัดการการแก้ปัญหาด้วยฉันทะ ไม่ใช่ตัณหาเข้าไปในงาน ต้องเรียกว่ามัน Success ไม่ใช่แค่การทำงานที่บ้าน แต่เป็นการทำงานจากบ้านด้านใน และนี่ก็ทำงานด้วยวิธีการฝึกหัดขัดเกลาให้เกลี้ยงเกลาากกิเลส และผลงานที่ได้ก็สำเร็จทั้งข้างนอกและข้างใน


เพราะข้างในถ้าไม่ขุ่นมัวจะมีพลังของการเคลื่อนที่สุจริตกว่า และในความสุจริตถ้ากายกรรมสุจริต วจีกรรมสุจริต ซึ่งมาจากมโนกรรมสุจริตที่มาจากการปฏิบัติดี ปฏิบัติสุจริต ถ้ากรรมทั้ง 3 สุจริต ผลออกมาก็จะสุจริต ซึ่งก็ไม่เบียดเบียน พื้นฐานการทำงานแบบนี้จะทำให้ตัวเราเองก็จะเห็นความศักดิ์สิทธิ์ในจิตของเรา สังคมภายนอกของโลกก็เปลี่ยนไป ศักยภาพของมนุษย์มีทั้งระดับโลกียะและโลกุตระ


การนำธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวันจนเป็นธรรมะคือหน้าที่


ดร. วิรไท


อาจจะโชคดีที่เติบโตมาในครอบครัวที่คุณยายสนใจเรื่องศาสนา และมีคุณน้าหลายท่านที่สนใจเรื่องการปฏิบัติภาวนา เรื่องการปฏิบัติภาวนากับการประกอบศาสนพิธีจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในครอบครัว ถือเป็นเรื่องที่โชคดีมากๆ และได้กราบครูบาอาจารย์และฟังธรรมมาตั้งแต่เด็ก


แต่จุดที่เริ่มสนใจธรรมะหรือประโยชน์ของพุทธธรรมจริงๆ ตอนที่มีทุกข์ไปเรียนปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา สมัยก่อนแทบจะตัดขาดจากทางบ้านมีเพียงเขียนจดหมายสีฟ้า เพราะการโทรศัพท์โทรทางไกลค่าโทรจะแพงมาก อีเมล์เพิ่งจะเริ่มมีใช้ตอนที่ใกล้จะเรียนจบปริญญาเอก ซึ่งกว่า 30 ปีที่ผ่านมาโลกเปลี่ยนไปมาก ตอนนั้นจึงทำให้อยู่กับตัวเองเยอะมากภายใต้แรงกดดันหลายอย่าง ทั้งการแข่งขัน ทั้งความไม่มั่นใจว่าจะเรียนจบได้เมื่อไร หรือความไม่แน่ใจเรื่องวิทยานิพนธ์ รวมทั้งการอยู่คนเดียวสภาพอากาศที่ทรมาน จึงเป็นเวลาที่ได้อ่านหนังสือธรรมะเยอะมาก เพราะได้รับหนังสือธรรมะจากครอบครัวมาเรื่อยๆ

“พอได้อ่านหนังสือธรรมะมาก เริ่มเห็นว่าชีวิตมีทางออก ขึ้นอยู่กับวิธีคิดของเราอย่างไรให้ตรงธรรม ถ้าสามารถปรับวิธีคิดของเราได้ ทุกข์หลายอย่างก็จะหายไป และทุกข์ก็จะบรรเทาลง”

จนกระทั่งกลับมาทำงาน ก็พยายามจะหาโอกาสจะฟังธรรม แต่ช่วงแรกๆ จะรู้สึกว่าภาวนาหรือการทำเรื่องสมาธิช่วยทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น เลยมองว่าเรื่องของโลกเป็นเรื่องใหญ่ที่อยากจะทำงานให้มีประสิทธิภาพ อยากเป็นคนที่บริหารจัดการเวลาเก่ง ทำงานได้อย่างรวดเร็วมีความแหลมคมในงานที่ทำ เหมือนเอาสมาธิมาเสริมเพื่อให้การทำงานทางโลกมีประสิทธิภาพมากขึ้น


จนกระทั่งมีโอกาสเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมกับ อ. สุรศักดิ์ ที่วัดมเหยงคณ์ และได้มีโอกาสถามสิ่งที่ติดอยู่ในเรื่องการปฏิบัติหลายอย่าง แล้วท่านก็ทักมาคำหนึ่งว่า อ้าว แล้วที่โยมมาปฏิบัติ ไม่ได้มาเพื่อการพ้นทุกข์หรอกหรือ ถือเป็นคำที่มีความหมายมาก ทำให้มุมมองที่เรามีที่อยากจะทำให้การปฏิบัติภาวนาทำให้เรามีความสามารถในการทำงานทางโลก มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เราไม่ได้มองประโยชน์ที่ใหญ่กว่าของพุทธธรรม นั่นคือการปฏิบัติภาวนาที่จะนำไปสู่การที่ทำให้เรามีทุกข์น้อยลงและทำให้เราพ้นทุกข์ได้ ก็ทำให้ศึกษาเรื่องพุทธศาสนาในเชิงลึกมากขึ้น โดยเฉพาะการทำงานของกายกับใจ และการทำงานของจิต


ทำให้กลับมาถึงคำถาม “ธรรมะคือหน้าที่” มาตระหนักว่า จริงๆ แล้วเรามีหน้าที่ที่จะต้องเข้าใจธรรมะที่สำคัญ คือเรื่องของชีวิต ชีวิตหนีไม่พ้น มีอยู่ 2 อย่างคือ กายกับใจ ทำอย่างไรให้ชีวิตเป็นชีวิตที่ตรงธรรมมากขึ้น เป็นชีวิตที่สามารถเข้าใจเรื่องของการทำงานของกายและเรื่องของจิต ที่สำคัญคือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิตเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเราโตมาจากความรู้เรื่องของกาย เรียนสุขศึกษามาตั้งแต่เด็กๆ แต่เราเรียนรู้เรื่องใจน้อยมาก ทั้งๆ ที่ใจที่เป็นองค์ประกอบครึ่งหนึ่งของชีวิต และความจริงอาจจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากกว่ากายด้วยซ้ำ ที่คุณยายจ๋าบอกว่าเรื่องมโนธรรมเป็นใหญ่ เพราะถ้าสามารถจัดการเรื่องใจได้ กายก็จะมีผลที่ดีตามมา

“อันแรกที่มองธรรมะคือหน้าที่ คือจะทำอย่างไรให้กายกับใจเป็นการใช้ชีวิตที่ตรงธรรมมากขึ้น และอีกด้านหนึ่งที่คิดว่าสำคัญเพราะมีโอกาสในการทำงานในภาคนโยบายที่มีผลต่อชีวิตคนอื่น เช่น การทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นหน้าที่ที่ตรงธรรมไม่ใช่การทำหน้าที่ของเราเองเท่านั้น แต่จะต้องเป็นการทำงานที่มีผลกับคนอื่นให้ตรงธรรมมากขึ้นด้วยเช่นกัน”

การใช้ชีวิตให้ตรงธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญ เราพูดกันในหอจดหมายเหตุพุทธทาส เราจะทำอย่างไรทำให้เกิดนโยบายที่จะให้เป็นธรรมะนิยมให้ได้ เพราะจะทำให้หลายอย่างตรงธรรมให้ได้และไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น


การทำธรรมนิยมสู่ระดับนโยบาย


แม่ชีศันสนีย์


สนใจที่จะทำให้เรื่องธรรมะไปอยู่ในระดับนโยบาย หรือเป็น“ธรรมนิยม” ที่จะทำให้พวกเรามองเห็นสิ่งที่เรามอง และพยายามมาทุกยุคทุกสมัยและก็เป็นความพยายามที่ไม่ใช่เรื่องระดับปัจเจก แต่จะต้องเริ่มต้นในระดับปัจเจกกันก่อน ทุกคนต้องใช้การงานเป็นฐานของการฝึกเพื่อจะได้เห็นว่าธรรมะศักดิ์สิทธิ์ เพราะถ้าตัวเราเองยังไม่เห็นว่าธรรมะศักดิ์สิทธิ์เราคงไม่ผลักดันอะไรที่เราเองก็ยังไม่เห็นผล เช่นครูบาอาจารย์ที่ท่านทำมาในสมัยที่เรายังมีโอกาสได้ร่วมงานกับท่าน อย่างคุณแม่ก็ยังมีโอกาสได้เจอท่านพุทธทาสยังแข็งแรงจนท่านละสังขารแล้ว เราก็ยังรู้สึกว่าครูบาอาจารย์ที่ทำหน้าที่เป็นสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็จะทำให้พวกเราเห็นว่ามันยากอย่างไร มันจะสำเร็จตรงไหน มันก็คือการมีปัจจุบันขณะ ในขณะที่เราได้เป็นนักทดลองแล้วเราก็ศรัทธาต่อสิ่งที่เราได้ทดลองว่าคนรุ่นเก่ารุ่นใหม่มันต้องศรัทธาตัวเองอย่างนี้

ถ้าเรามีเด็กเจเนเรชั่น เช่น อัลฟ่า เขาไม่ได้เห็นว่าตัวเขาต้องออกไปปฏิบัตินอกจากชีวิตประจำวันของเขาเลย นอกจากวิถีชีวิต เราอาจไม่เซอร์ไพรส์แล้ว เพราะเราอาจเห็นการปฏิบัตินั้นในวิถีชีวิตของเรา

“ถ้าเรามองการปฏิบัติหรือการทำงาน “โลก” กับ “ธรรม” มันแยกออกจากกัน มันจะยุ่ง”

ซึ่งคุณแม่มองไปตามในบทบาทที่เราไม่ใช่ผู้บริหารในองค์กรใหญ่ หรือสังคมต้องมีโครงสร้างของรัฐบาลหรือการเงิน หน้าที่ของพวกเราที่เข้าในฐานะของคนบวชเรียนคือการทำให้ชีวิตมีอิสระจากทุกข์ ชาวบ้านก็เหมือนกัน ทำงานก็ต้องมีเป้าหมายเช่นกัน ทำงานไปทุกข์ไปก็ตกนรก งานของชาวบ้านคือเป็นอิสระจากทุกข์ ไม่ใช่ทุกข์แค่ทางกาย แต่เป็นทุกข์ทางใจ


อย่างโควิด-19 ทำไมเราจะดีใจเมื่อตอนตรวจแล้วเราไม่เจอ แต่ตอนที่เราเจอเราเสียใจ ทำไมเราไม่ตั้งคำถามกระโดดข้ามไปเลยว่า เราจะอยู่กับสิ่งนี้อย่างไร อย่างไม่ทุกข์ ก็จะเป็นวัคซีนของสังคมทั่วไปเลยว่าใครจะมาก่อนเบื้องหน้าเบื้องหลังของการมาของวัคซีนเป็นอย่างไร ธรรมะทำให้เราเดินตรง ก็เลยทำให้เราไม่ต้องไปเดินอ้อม ก็เลยทำให้พวกเรามีการเดินสั้น เดินลัด แต่จริงๆ คือการเดินตรง เราอยู่บนมรรคา เรามีปัญญามีศีลสมาธิ มีมรรคจิตมรรคภาวนา เราก็เดินตรงไปโลกธรรมก็ทำให้เราอยู่ด้วยกัน อยู่กับโลกเราก็เข้าใจโลก ไม่เปื้อนโลก เราละได้วางได้ในบางเรื่อง สังคมก็จะเป็นในลักษณะธรรมนิยมที่นำไปสู่การปฏิบัติได้เลย

“ปฏิจจสมุปบาทที่ท่านพุทธทาสได้ศึกษา เราถึงได้สะดุ้งเพราะทำให้เห็นว่ามีธรรมะที่จับต้องได้ สามารถพิสูจน์ได้ว่าการปฏิบัติไม่จำเป็นต้องแยกออกจากวิถีชีวิตปัจจุบัน ธรรมะคือการทำหน้าที่อยู่ตรงนี้ สำคัญสุดคือทำให้เราตามจิตรู้จิตต่อ จนกระทั่งเรามีหิริและโอตัปปะแข็งแรง ละอายและเกรงกลัวที่จะปล่อยให้จิตของเราไปฟุ้งซ่านอยู่กับอดีตหรือวางแผนกับอนาคตมากเกินไป”

ทุกครั้งที่เราวางแผนโดยที่เราไม่ได้เตรียมจิต เราจะวางด้วยความคาดหวัง ขุ่นมัว ฟุ้งซ่าน แต่ถ้าเราวางแผนด้วยจิตที่เป็นสัมมาสมาธิ คือบริสุทธิ์ตั้งมั่นควรกับการงานได้เมื่อไร เราจะเห็นได้ว่าปัจจุบันขณะเราจะมั่นคง มาจากพื้นฐานของคำว่าบริสุทธิ์ ตั้งมั่นควรกับการงาน ควรแก่การคิด พูด ทำ ก็เป็นงานของมนุษยชาติในปัจจุบันของเรา สุดท้ายเราก็จะพบว่าธรรมะศักดิ์สิทธิ์อยู่ตรงนี้เอง ไม่ใช่อยู่ที่พิธีกรรม แต่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ความตั้งใจมั่นที่จะทำให้สำเร็จ ไม่ใช่เป็นความทะเยอทะยานหรือเป็นความเฉื่อย แต่คือการรู้หน้าที่และไปให้สุดของการรู้หน้าที่นี้


ถ้าเราบอกว่าพรรษานี้เรามาอธิษฐานพรรษากันเพราะเรามีดวงตาเห็นธรรม ถ้าโจทย์บอกว่าเราจะมีดวงตาเห็นธรรมที่หมายถึง สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเราเห็นเป็นธรรมดา และสิ่งหนึ่งดับขึ้นเป็นธรรมดา เราก็ทุ่มเททำตรงนี้ หรือทุกบริบท บทบาทในสิ่งสมมุติที่เรากำลังเป็น นักบวชหรือไม่ใช่นักบวช คนรุ่นใหม่รุ่นเก่า ธรรมะมันศักดิ์สิทธิ์์ในทุกยุคทุกสมัย นี่คือธรรมะนิยมที่อยากเห็น ไม่ใช่สิ่งที่ใครสร้างเป็นกรอบนั้นแล้วเราก็วิ่งไปตามกรอบนั้น แต่เราเห็นบริบทของการทำหน้าที่ทุกลมหายใจเข้าออก เจริญอานาปาสติทำให้มาก สติปัฏฐาน 4 ก็สมบูรณ์ โพธิปักขิยธรรม 37 ก็อยู่ที่ตรงนี้ มาเป็นชุดเลย จนกระทั่ง มรรค 8 นี้ก็เป็นธรรมที่โน้มเอียงไปสู่การบรรลุธรรม การเข้าถึงนิพพาน ถ้าการพูดถึงนิพพานเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ไม่พูดก็ได้ แต่ทำให้สงบเย็นก็เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นอย่าไปทะเลาะกันเรื่องเปลือก


ถ้าเราเป็นผู้บริหารตัวเราในระดับปัจเจก แล้วเรามีธรรมะเป็นวิถีชีวิตของเรา มันก็จะเกิดสังคมที่เป็นธรรมนิยมได้เลย ที่ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง ทั้งของคุณแม่หรือรัฐบาลไหนก็ได้ ยุคไหนก็ได้ เพราะทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองโดยสำนึก เพราะมีหิริและโอตัปปะที่เราจะละอกุศลเลย จริงๆ ชีวิตเราอยู่คนเดียวไม่ได้ วันนี้เรามองเห็นแล้วสะดุดใจ วันที่เราไปสัมภาษณ์คนแก่ที่กำลังเครียดกับโควิด เราก็หาทางออกให้ท่านไม่ได้ เรากำลังมองว่าต้องให้ใครมาตอบโจทย์เรื่องเหล่านี้ให้เรา ตอนนี้กำลังตั้งคำถามไปกับการทำงานของสื่อเลย ถ้าจะพูดกันจริงๆ


เมื่อ 2 วันก่อน ที่เราจะต้องช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ พยาบาลที่ Burnout หรือเหนื่อยล้า เขายอมรับแล้วว่าเขากำลังจะหมดไฟ จะเข้าไปสู่การหมดแรง เริ่มซึม สังคมด่านหน้ากับโควิด-19 เราเป็นอย่างนี้ เราจะบอกว่าธรรมะคือการทำหน้าที่อย่างไร จึงทำคลิปออกไปแล้วส่งกลับไปที่อธิบดีกรมสุขภาพจิต เรื่องที่จะทำอย่างไรที่บุคลากรทางการแพทย์ และพยาบาล Burnout สิ่งนี้ทำให้เรารู้สึกว่า เราก็จะป้องงกันตัวเอง อยู่ใน Guard ที่ดีแล้วไม่ออกไปไหน เราไม่เป็น แต่สถิติของการเป็นมันพุ่งพรวดพลาดมาก เพราะความไม่รู้ ความตระหนกตกใจ เป็นต้น แต่สุดท้ายธรรมะจะออกมาช่วยอะไร ที่เป็นรูปธรรมที่ไม่ได้หนี ไม่ต่างคนต่างไปปฏิบัติแล้ว แต่ต่างคนต่างอยู่ และจะอยู่อย่างไรที่ไม่ตายทั้งเป็น แต่การประชุมออกมาแล้วว่าให้ช่วยบุคลากรกำลัง Burnout และกลุ่มที่ทำงานเพื่อหมอพยาบาลนั้นยังนึกถึงประชาชนและบอกว่าขอให้ช่วยประชาชนที่กำลัง Burnout ด้วย