ธรรมะกับนักกฎหมาย



สนทนาธรรมกับท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ คุณเพียงพนอ บุญกล่ำ

รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สำนักกฎหมาย บมจ.ปตท. นักกฎหมายชั้นนำของประเทศไทย ในเรื่องของการบริหารความสำเร็จ การรับมือกับความสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และบทบาทของนักกฎหมายในการช่วยคนอื่นในภาวะวิกฤติ covid-19


ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


คุณเพียงพนอ บุญกล่ำ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สำนักกฎหมาย บมจ.ปตท. ถือเป็นนักกฎหมายท่านหนึ่งที่ปัจจุบันได้ทำหน้าที่หลายบทบาทมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นนักฎหมายที่มาช่วยเหลือสังคม และยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งเพจห่วงใย Thai Business ที่ยังเป็นการลงมือทำช่วยเหลือสังคม โดยนำประสบการณ์จากการเป็นนักกฎหมายมาให้คำแนะนำและถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ พร้อมให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงระหว่างธรรมะกับนักกฎหมายที่สามารถทำให้เกิดขึ้นเห็นเป็นรูปธรรมได้จริงๆ จากการเป็นนักกฎหมาย โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิด-19


ย้อนอดีตแรงบันดาลใจมาเรียนนิติศาสตร์


คุณเพียงพนอ


เพราะเป็นคนชอบอ่านหนังสือต่างๆ อ่านนิตยสารขวัญเรือน นิยายเรื่องรักเล่ห์ ทำให้อยากไปทำงานหน่วยงานระหว่างประเทศ สหประชาชาติ มีทั้งอยากเรียนคณะอักษรศาสตร์ รัฐศาสตร์การฑูต ศิลปศาสตร์ และช่วงเรียนมัธยมศึกษาก็ได้อ่านหนังสือห้องสมุดเยอะมา พอต้องเลือก 6 คณะเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ตั้งใจจะเลือกอักษรศาสตร์ และรัฐศาสตร์การฑูต แต่วันสุดท้ายทำโพยหาย แล้วได้ไปเจอรุ่นพี่ให้คำแนะนำเขาถามว่าเราอยากเป็นอะไร สุดท้ายเลือก 2 คณะคือรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ และพอได้มาเรียนชอบนิติศาสตร์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


บริบทธรรมะกับนักกฎหมาย


คุณเพียงพนอ


พอโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่เราจะเห็นทุกเรื่องมีปัญหาและจะพบว่าในปัญหามีทางออกอย่างไร ซึ่งนักกฎหมายจะช่วยอย่างมากในเรื่องของเหตุและผล เข้าใจที่มาที่ไปของเรื่อง หลายคนอาจรู้สึกนักกฎหมายจะเป็นคนที่ชอบเอาชนะ เวลาเป็นทนายจะมีการโต้แย้งเจรจา บางทีคนอาจจะมองว่ามุ่งที่จะเอาชนะ แต่ตอนนี้โลกมันเปลี่ยนแปลงไป นักกฎหมายจะทำอะไรที่หลายอย่างมากขึ้น โดยไม่ต้องขัดหรือต้องฝืนสิ่งที่เราเป็น จริงๆ นักกฎหมายก็ไม่ต่างจากหมอที่เรามีหน้าที่แก้ปัญหาหรือรักษา หรือดีที่สุดตรวจร่างกายแล้วบอกได้ว่าเขาป่วยเป็นอะไรเพื่อที่จะได้รักษาแต่เนิ่นๆ ก็จะเป็นเรื่องที่ช่วยคนไข้ได้เยอะมาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่คนอื่นมีความยากลำบาก อะไรที่เราสามารถช่วยได้ ซึ่งความจริงในบทบาทของการเป็นนักกฎหมายคนอื่นค่อนข้างจะฟังความเห็นเราพอสมควร


ตัวอย่างงานของเราตอนนี้รู้แล้วคู่ค้าหรือลูกค้ามีความลำบากที่สัญญามีโอกาสถูกค่าปรับที่เบี้ยปรับสูง แต่เรารู้ว่าเขามีปัญหาเขาจ่ายไม่ได้เพราะเจอปัญหาทางธุรกิจ ขอผ่อนชำระ ตรงนี้ก็เป็นที่มาถ้านักกฎหมายจะเอาชนะอย่างเดียวโดยที่เราไม่ดู ในที่สุดเราก็จะเสียคู่ค้าและลูกค้าที่ดีไป ซึ่งจริงไม่ได้มีประโยชน์ ที่เราจะรอดอยู่คนเดียวแต่คนอื่นลำบาก นักกฎหมายสามารถช่วยได้เยอะ ฟังดูแล้วอาจดูเหมือนมันขัดแย้งกัน เพราะเราเคยพูดกันว่าสัญญาก็ต้องเป็นสัญญา แต่ตอนนี้ไม่ต้องเป็นตามสัญญาก็ได้ เรามาช่วยเจรจาว่าจะช่วยกันอย่างไรให้เขารอด แล้วเราที่แข็งแรงกว่าก็ไปช่วยประคับประคอง ซึ่งในบทบาทนักกฎหมาย อันนี้ก็ถือเป็นบทบาทที่เราช่วยได้ เช่น การให้ความรู้ การแบ่งปัน ก็มีนักกฎหมายหลายคนที่ไปช่วยทำ ได้รู้จักบริจาคหรือเสียสละบ้างเพื่อให้คนอื่นรอด


แม่ชีศันสนีย์


ส่วนตัวไม่ถนัดเรื่องกฎหมายแค่รู้ว่าคุณธรรมของนักกฎหมายก็คงจะต้องซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ซึ่งก็เป็นคุณธรรมของมนุษย์ที่เรียกว่าต้องเป็นผู้ที่สามารถใช้กฎหมายเพื่อช่วยคนอื่น และรักษาความถูกต้อง แล้วก็แบ่งเบาความไม่รู้ของผู้ที่ไม่รู้กฎหมายแล้วมักเป็นเหยื่อในสถานการณ์โควิด หรือสังคมกำลังสูญเสียนักกฎหมายก็ดูเป็นที่พึ่งหรือทางออก เราควรมองประโยชน์นักกฎหมาย ขณะที่นักกฎหมายก็มีท่าทีที่มีปัญญามาฉุดช่วยคนอย่างไรได้บ้าง เพราะความสามารถของทุกคนในแต่ละบทบาทไม่เท่ากัน และในฐานะของผู้ไม่รู้เหตุปัจจัยหนึ่ง ผู้รู้คนนั้นต้องลงมาสนับสนุนหรือลงมาช่วย เพื่อให้เกิดปัญญาร่วมกัน

อย่างนี้คิดว่านักกฎหมายไม่ใช่เพียงแค่รักษากฎหมาย แต่เป็นนักกฎหมายที่มีการใช้ปัญญาของความซื่อสัตย์ ยุติธรรมและรับผิดชอบต่อสังคมออกมา ซึ่งกรณีของโควิด-19 ก็คงมีหลายคนที่ต้องการที่พึ่งที่มีปัญญาของนักกฎหมายทีเดียว


กฎของธรรมชาติ


แม่ชีศันสนีย์

“กฎธรรมชาติคือกฎของการกระทำ กฎธรรมชาติไม่ได้ต่างไปจากกฎอื่นๆ แต่ใครจะเคารพกฎธรรมชาติหรือกฎอื่นๆ อย่างมีสำนึก ซึ่งในทุกกฎจะต้องมีสำนึกของความรับผิดชอบในหน้าที่นั้นๆ เพราะกฎของธรรมชาติคือกฎอิทัปปัจจยตาคือเรื่องที่ต้องอาศัยของเหตุปัจจัย อะไรที่เริ่มต้นด้วยเหตุของปัจจัย ผลก็พ้นทุกข์ แต่ถ้าเป็นเหตุปัจจัยที่เริ่มต้นด้วยอวิชชาผลก็ทุกข์”

ฉะนั้น คนจำนวนมากโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เขาไม่ได้คำนึงถึงกฎของธรรมชาติ บางทีบางคนอาจไม่ได้นึกทางกฎหมายเลย เพราะทำตามใจตัวเอง แต่พอมันมีผลแล้วมันจะรู้สึกทุรนทุราย เจ็บปวด ถ้าขาดสำนึกให้รู้เรื่องกฎของธรรมชาติแต่ไม่เคารพกฎของธรรมชาติก็ยาก กฎหมายก็เหมือนกัน เรามีกฎหมายมากมายแต่เราไม่เคารพและไม่ปฏิบัติในหนทางที่ถูกต้อง แล้วก็เอากฎหมายมาชนะ แพ้ มาต่อสู้อย่างไม่เคารพกฎของธรรมชาติอีก ก็กลายเป็นเรื่องที่นัวเนียอีกเยอะ

“ดังนั้น กฎของการกระทำนี่แหละคือกฎของธรรมชาติ ฉะนั้นถ้าเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง ผลก็ต้องถูกต้อง แต่ถ้าเราทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องผลก็ไม่ถูกต้อง ดังนั้นควรฝึกจริตเข้าไว้ กฎหมายมีไว้สำหรับกำราบคนหน้าด้าน แต่กฎธรรมชาติมีไว้สำหรับให้คนเกรงกลัวต่อความไม่ถูกต้อง ซึ่งก็เป็นความเห็นแก่ตัวหรือเป็นบาปอย่างหนึ่ง”

คุณเพียงพนอ


สิ่งที่คุณแม่พูดเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องเวลาต้องบรรยายเรื่องคุณธรรม จริยธรรมนักกฎหมายให้กับพนักงานหรือคนอื่นๆ ชอบเรื่องอวิชชา โดยก็ตัวเองจะยกตัวอย่างอวิชชามาได้หลายรูปแบบ ไม่ได้แปลว่าเราไม่ได้มีความรู้ความสามารถ แต่เราบิดเบือนการใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง เห็นแก่ทรัพย์สินเงินทอง หรืออวิชชาของการเอาชนะ การไม่ศึกษาไม่เรียนรู้ เหมือนกับถ้าเราความรู้ไม่พอ หรือหากจะเทียบกับหมอ

เราก็ไม่ควรไปรักษาคนไข้ เรื่องอวิชชาก็ทำให้รู้ว่าธรรมะกับนักกฎหมายไม่ได้ทิ้งกันมาก แต่เราถูกทำให้เชื่อว่า อย่างไรก็ใช้ถ้อยคำการตีความเป็นหลัก ทั้งที่จริงเวลาเขียนกฎหมายขึ้นมามันมีเหตุและผลของกฎหมายนั้นว่าจะคุ้มครองใครเพื่ออะไร และไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อมาเอากันตาย แต่พบว่าอวิชชาที่เกิดขึ้นมาจากเรื่องอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวกับความเป็นนักกฎหมาย


แม่ชีศันสนีย์


อวิชชาติดตัวมาตั้งแต่สร้างอุปนิสัยตามส่ง อวิชชาเป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะว่าเป็นเรื่องที่มนุษย์จะเริ่มต้นอย่างมีอวิชชาก็ได้หรือจะไม่มีอวิชชาก็ได้ ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้จริงๆ แล้ว เราเลือกทางรอดของเราคือเลือกให้สุจริตที่สุด เพื่อที่จะไม่ต้องมาตีความกันผิดๆ การใช้ชีวิตแบบที่เป็นผู้รู้จริงๆ ที่ตัวเองถนัดหรือได้เรียนรู้มาออกไปรับใช้ผู้คน


เราไม่ค่อยเข้าใจเรื่องกฎหมายแต่รู้ว่าเวลาที่นั่งฟังนักกฎหมายว่าถ้าจะอย่างนี้จะมีผลอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เราเลือกได้ ถ้าคนที่เลือกเกิดไม่มีสำนึกหรือมีหิริและโอตัปปะก็สามารถใช้กฎหมายไปสนับสนุนในความไม่ถูกต้อง หรือเป็นการเอาเปรียบคนอื่นได้


คุณเพียงพนอ


ใช่เลยค่ะ จะเป็นแบบนั้น ซึ่งที่จริงถ้าเราใช้กฎหมายกันที่เหตุที่ผลมากกว่าที่เราจะใช้กันอ่านกฎหมายด้วยถ้อยคำตามตัวอักษร จริงๆ ตัวอักษรก็มีที่มาว่าเขาเขียนมาเพื่ออะไร แต่กลายเป็นว่านักกฎหมายก็จะไม่บอกว่าเหตุผลสัญญาข้อนี้ถึงเขียนแบบนี้ ทำไมข้อนี้ต้องตีความแบบนี้ เมื่อปัญหาเกิดขึ้นเวลาที่สังคมมีความขัดแย้งเกิดขึ้นมา ก็ทำให้บางทีเกิดอคติ ด้วยความรักและความเกลียดและตีความแบบนั้นได้อีก

ซึ่งมีหลายสาเหตุด้วยกัน


แม่ชีศันสนีย์


ถ้านักกฎหมายไม่มีความซื่อสัตย์หรือความยุติธรรมอยู่ในใจ การตีความกฎหมายตามอคติรัก เกลียดชัง กลัว หรือความลำเอียง ก็จะเกิดขึ้นได้ แล้วเราจะต้องเป็นอย่างไรเมื่อเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย


คุณเพียงพนอ


ช่วงนี้นักกฎหมายก็คุยกันเรื่องนี้มาก เพราะดูเหมือนประเทศไทยเราอยู่ในวังวนอะไรบางอย่าง มีการพูดคุยกันเยอะ แทนที่เราจะช่วยแก้ปัญหา แต่กลายเป็นสร้างปัญหาเพิ่ม ซึ่งอาจจะไม่ได้ช่วยที่ตัวกฎหมาย แต่อยู่ที่คนใช้ แต่ระยะยาวมีปัญหาในเชิงโครงสร้าง ซึ่งก็ต้องใช้ระยะเวลาอีกสักระยะหนึ่งในการแก้ไขเรื่องนี้


แม่ชีศันสนีย์


อันนี้ต้องยอมรับว่าเรามาไกลเกินกว่าที่จะไปแก้ปัญหาตรงนั้น การป้องกันให้มีการใช้กฎหมายที่ถูกต้องให้มีสัจจะ ยุติธรรม ไม่ลำเอียง ชอบ ชัง เราจะเริ่มต้นที่ตรงไหน หรือต้องตั้งแต่การเลี้ยงดู และการศึกษา


เริ่มปรับหลักสูตรปรัชญาและจริยธรรมนักกฎหมาย


คุณเพียงพนอ


น่าจะทุกด้าน ตั้งแต่ครอบครัว หรือย้อนกลับมาที่สถาบันการศึกษาสอนกฎหมาย

“สมัยก่อนไม่ได้มีวิชาเรื่องเกี่ยวกับจริยธรรมนักกฎหมาย แต่จากปัญหาที่เกิดขึ้น ปัจจุบันมหาวิทยาลัยได้รวมกันแล้วมีการปรับหลักสูตรแล้วเสริมสร้างวิชาในเรื่องปรัชญาของจริยธรรมลงไป เพราะเรามาไกลมาก แต่ถ้าเราไม่แก้วันนี้ อนาคตเราจะมองไม่เห็นความหวัง”

แม่ชีศันสนีย์


เราต้องเคารพชีวิตที่ต้องไม่ทำให้คนอื่นเจ็บปวดด้วย ต้องเป็นวินัยจริงๆ ที่เกิดมาต้องไม่ทำให้ชีวิตคนอื่นต้องทุกข์เพราะความไร้ความสำนึกของเรา ซึ่งต้องอันนี้ต้องสร้างจิตสำนึกให้เกิดขึ้น จนกระทั่งสามารถเป็นปกติของการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ว่าที่โก้ที่สุดคือ

“การมีชีวิตอย่างไรที่ภาคภูมิใจของตัวเอง นั่นคือ ต้องเคารพสิทธิของผู้อื่น พร้อมๆ กับความเคารพสิทธิของตัวเอง แล้วการเคารพสิทธิของตัวเอง มันทำให้เกิดความตั้งใจที่จะไม่ให้ผิดกฎหมาย และก็เคารพการดำรงอยู่ที่จะไม่ทำให้ใครต้องเจ็บปวดเพราะเรา อันนี้ก็คือการปฏิบัติธรรม”

จิตวิญญาณของการเป็นนักกฎหมาย


คุณเพียงพนอ

“สิ่งที่ตัวเองพยายามจะยืดหยัดมาตลอด นั่นคือ เราสามารถเป็นทั้งคนดีและคนเก่งในคนเดียวกันได้ ซึ่งคนมักจะสงสัยและมองว่ามันต้องเลือก แต่สำหรับเราไม่ต้องเลือก เพราะจริงๆ ความดีเราต้องทำแน่ๆ และความเก่งก็เป็นเรื่องของการพัฒนาตัวเราเอง แต่เชื่อว่าเราสามารถเป็นทั้งคนดีและคนเก่งด้วยได้ในคนเดียวกัน”

บทบาทการทำงานของผู้หญิง


คุณเพียงพนอ

“หลักในการทำงาน คือ Put my heart into it. หมายถึงเราต้องให้ใจและทำกับมันให้เต็มที่ เต็มศักยภาพ เต็มความสามารถ ซึ่งคือสิ่งที่คุณพ่อสอนมา เพราะเราอาจไม่สามารถควบคุมผลของมันได้”

เมื่อเราทำมันเต็มศักยภาพและเต็มความสามารถแล้ว และก่อนจะมาถึงตรงนี้ ก็ได้การทุ่มเท เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองเสมอ โดยไม่เคยมองเรื่องข้อจำกัดทางด้านเพศ แต่โดยธรรมชาติบางอย่างสร้างเรา

ไม่เหมือนกัน โดยผู้หญิงมีความละเอียด อ่อนโยน แต่เราก็สามารถใช้ความเป็นผู้หญิงให้เป็นประโยชน์ได้ แต่ไม่ได้มองเป็นข้อจำกัดที่ทำงานแบบไหนไม่ได้ และขณะเดียวกันก็ไม่ได้เรียกร้องว่าเราเป็นผู้หญิง และจะแสดงศักยภาพความเป็นผู้หญิงให้ดู


แม่ชีศันสนีย์


สตรีในความหมายคุณแม่ คือ สตรีไม่ใช่เรื่องเพศ สตรีคือสติ ใครมีสติ ก็เป็นสตรีที่สมบูรณ์แบบสูงถ้าเป็นผู้หญิง หรือว่าผู้ชายที่มีสติ ก็จะเป็นผู้ที่ไม่ละเมิดข้อตกลง ก็จะเป็นมนุษยธรรมที่ขึ้นกับสำนึก อยู่ที่เราจะยกเรื่องธรรมะบทไหนเข้ามาเกี่ยวข้อง อิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ซึ่งก็มีองค์คุณที่ทำให้เราทำของยากให้ง่ายได้ และสิ่งที่คนไม่ค่อยรู้กันคือ อิทธิบาท 4 เมื่อเราเจริญได้มากแล้ว เราจะเป็นคนที่มีอายุยืน มีผู้ถามกับผู้มีพระภาคเจ้า ต้องปฏิบัติอย่างไรต้องอายุยืน ฉันทะ คือความรักความพอใจที่จะมีชีวิตอย่างร่าเริงเป็นความรักที่ไม่ใช่ตัณหา แต่เป็นความรักที่มีปัญญา พอมีฉันทะแล้ว มันก็เพียรโดยอัตโนมัติ เพียรที่ทำให้ปิดประตูนรก เพียรที่จะไม่ทำให้เราใฝ่ต่ำ เพียรทำในสิ่งที่ทำได้ยาก ในเรื่องของกุศล และรักษากุศลนั้นให้ยั่งยืน


ความตั้งใจมั่นของคนที่มีจิตตะ มันจะตรงไปตรงมาเลย เพราะฉันทะจะละอกุศลได้แล้ว แล้วเพียรที่จะทำแต่กุศลตั้งใจมั่นไม่หวั่นไหว ด้วยอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง แต่จะมีความตั้งใจมั่นที่จะใช้ชีวิตของเราเพื่อประโยชน์ต่อตัวเราและมหาชนด้วย การใคร่ครวญทำ การทดลอง การสืบค้นจะทำซ้ำๆ นั่นคือ วิมังสา เหมือนแล็บที่ทำจนเรามั่นใจ ถ้าเราศรัทธาพอที่จะตั้งใจมั่นให้สำเร็จ ความเพียรก็จะเกิดขึ้นด้วยความรักและความพอใจ ความมุ่งมั่นก็เกิดขึ้น อันนี้เป็นสิ่งที่จะทำให้อิทธิบาท 4 ที่จะทำให้ของยากสำเร็จได้ แถมก็ผ่องใส มิตรภาพก็ดี

“ถ้าเป็นนักกฎหมายก็อาจหมายถึงเป็นคนที่เคารพกฎหมายที่ใช้กฎหมายช่วยคนที่ไม่ทำให้ตายทั้งเป็น แล้วก็เป็นคุณธรรมที่จะทำให้เราแยกแยะได้ เราจะตีความของกฎหมายเพื่ออะไร เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือเพื่อลดตัวตน เพื่อที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นคลี่คลายขึ้น แสดงความมิตรภาพที่ยุติธรรมตรงไปตรงมาโดยการรู้กฎหมายที่มีปัญญา”

ถอดบทเรียนหลังเผชิญความสูญเสีย


คุณเพียงพนอ


เพิ่งเสียคุณแม่ที่อายุ 84 ปีเมื่อปลายเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา โดยหลับไปเฉยๆ ไม่ได้มีความเจ็บปวด แต่การสูญเสียคนที่เรารักเป็นความเสียใจเศร้าโศก ชวนมาแชร์กัน เราเผชิญความสูญเสียอย่างไร จริงๆ ชีวิตเราคือการเรียนรู้ และสามารถเผชิญกับมันได้เรื่อยๆ โดยตอนที่คุณพ่อเสียเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเป็น

แดดดี้เกิร์ล ดังนั้นความสูญเสียครั้งแรกและเป็นครั้งใหญ่ของทุกคน อาการจึงหนักพอสมควร แต่จากการที่คุณพ่อไม่สบาย เป็นมะเร็งระยะที่ 4 ตอนที่ฟังจากคุณหมอ และถ้าไม่ทำอะไรจะอยู่ได้ 3 เดือน ฟังแล้วรู้สึกเหมือนโลกถล่มและเป็นความรู้สึกที่ต้องรับให้ได้ แต่จากประสบการณ์ครั้งนั้นที่มีการรักษาด้วยคีโม ซึ่งก็มหัศจรรย์ที่คุณพ่อสามารถอยู่ได้มาอีก 5 ปี จนเห็นได้ไปงานรับปริญญาน้องเรียนจบที่ออสเตรเลีย


ช่วงนั้นทำให้เราได้เรียนรู้หลายเรื่องจากการอ่านหนังสือ รวมถึงหนังสือธรรมะ เรียนรู้เรื่องอาหาร เรื่อง

ชีวจิต สามารถชักชวนคุณพ่อที่ปกติชอบทานเนื้อมาทานปลาผัก ที่สำคัญคือได้ศึกษาได้เข้าใจสัจธรรม แม้วันที่คุณพ่อจะเสีย ได้คุยกับคุณหมอถึงหลักไตรลักษณ์ พอฟังแล้วก็เกิดสติขึ้น เรียกว่าคือการเรียนรู้แต่ก็เสียใจมาก เพราะรู้สึกว่าขาดแรงบันดาลใจช่วงเวลาสั้นๆ ช่วงหนึ่ง จนมาถามตัวเองว่า คุณพ่อเขาอยากจะเห็นเราเป็นอย่างไรนะ น่าจะอยากเห็นเราเป็นคนเข้มแข็ง เพราะคุณแม่ก็ยังอยู่และยังเป็นหลักให้ลูกๆ จึงไม่มีเหตุผลที่จะพยายามเสียตัวตนของเรา อย่างไม่อยากทำงานอีกแล้ว นี่ถือเป็นการได้เรียนรู้จากการสูญเสีย


พอคุณแม่เสีย น่าจะถึงเวลา เพราะเป็นการจากไปโดยไม่เจ็บปวด ทำให้เราสามารถรับมือกับการสูญเสียได้ยิ่งขึ้น และไม่ว่าจะผ่านเวลาไปนานแค่ไหนก็ทำให้รู้ว่าท่านก็ยังอยู่ในใจเราเสมอ และทุกครั้งที่พูดที่คิดถึง ก็มีเสียดาย อยากให้เขาอยู่ได้มีความสุข ได้เห็นลูกหลาน แล้วก็เข้าใจว่ามันเป็นกฎธรรมชาติ และคิดว่าเราโชคดีขนาดไหนแล้ว ที่พ่อแม่เป็นไปตามหลัก เกิดแก่ เจ็บตาย และมีช่วงเวลาที่ให้เราดูแล แข็งแรง และเติบโตที่จะเข้าใจโลก ช่วยทำให้บรรเทาอาการ สามารถไม่ทุกข์ทรมาน และค่อยๆ ทบทวนไปว่าคนที่จากเราไปเขาอยากเห็นราเป็นอย่างไร และมองว่าที่สำคัญ ช่วงคนที่เรารักมีชีวิตอยู่ เราปฏิบัติกับเขาอย่างไร จากประสบการณ์คือต้องไม่ให้มีความรู้สึกผิด รู้ว่าเรายังไม่ได้ทำอะไร โดยคิดว่าเราปฏิบัติกับเขาไม่ได้ เสียใจว่าเราน่าจะทำแบบนั้นแบบนี้ ตรงนั้นจะเป็นความทรมาน แต่เราค่อนข้างโชคดี ที่ตอนที่ท่านอยู่ก็เราก็สามารถทำอะไรได้เต็มที่และไม่มีอะไรที่ต้องห่วง


แม่ชีศันสนีย์


คุณแม่ไปอาการสงบ และไปด้วยการนอนหลับถือเป็นผลบุญที่ท่านได้ทำไว้ แสดงว่ากรรมนิมิตและสตินิมิตของท่านไปอย่างดี และการท่านอยู่ในใจของเรา เพราะจริงๆ แล้วกายและเซลล์ของเราก็ได้จากท่าน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะทำอะไรในเวลาที่เหลือจากนี้ ในความกุศล ไม่ว่าจะทำอะไรเท่ากับก็ได้อุทิศกุศลและเจตนาให้กับท่านด้วยการที่ท่านจะไปอยู่ในภพภูมิไหน หรือสุขคติที่ไหน สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงของเรา ที่ยังมีท่านอยู่ในกุศลและเจตนาอย่างที่เป็นอนุสาวรีย์ที่เป็นชีวิตของท่าน คุณเพียงพนอจับประเด็นได้ว่า

“การเกิดตายเป็นแพ็กเกจ การที่เกิดมา หนึ่งคนตายแต่อีกคนคนก็เติบโตงอกงามเพราะเป็นปัญญาหรือเป็นอนุสาวรีย์ที่มีชีวิตอยู่ของคนๆ นั้น หรือพ่อแม่ของเรา เรื่องเหล่านี้จะทำให้เรากลับมาบอกตัวเองและคนรุ่นหลัง ถ้าเราอยากทำอะไรที่ทำให้พ่อแม่มีความสุขก็ทำเลย เพราะวันหนึ่งเราอาจจะไม่ได้ลากัน”

บางกรณีที่เคยเห็นจากการทำงานเพื่อเยียวยาผู้ป่วยระยะสุดท้าย จากไปอย่างไม่ได้ร่ำลาแต่จากกันไปอย่างสงบเพราะเขาไม่อยากให้เราเสียใจ แล้วเขาก็อยากไปอย่างสงบด้วย ดีกว่าที่จะไปแบบที่มีพวกเราเขย่าขาเขย่าแขน ฉะนั้นการไปแต่ละคนอยู่ที่เขาจะเลือกไปและไปอย่างสงบ ไปอย่างพร้อมที่จะก้าวคืนไม่ฝืนไว้ การที่เห็นแม่หลับไปอย่างสบายก็จะทำให้เราใช้ชีวิตที่เหลือของเราอย่างเตรียมตัว และสักวันหนึ่งเราก็จะต้องกล้าไปอย่างก้าวคืนไม่ฝืนไว้และอาจหาญที่จะคืนลมหายใจสุดท้ายอย่างมีกุศลและเจตนา


แล้วเราจะพบว่าคนที่มีการฝึกและปฏิบัติจะมีการไปอย่างนี้เสมอ เพราะว่าเขาเตรียมตัวเตรียมใจ เตรียมสภาวะที่กล้า การทำสังขคติคือการทำอย่างต่อเนื่อง จะเกิดดับอย่างต่อเนื่อง แต่พวกเราเรียนบ้างไม่เรียนบ้างไม่ซีเรียส แต่ให้เรียนรู้ว่าเราเกิดตายทุกขณะ เราเกิดใหม่ได้ทุกขณะ ความเป็นจริง เราจะเห็นความเป็นทุกขังอนัตตาในทุกขณะ เราเองจะลดความเห็นแก่ตัวความอหังการแล้วก็ถ่อมตัวจนไม่มีอะไรเปรียบเทียบอีกแล้ว จะไม่มีคำพูดที่ว่าถ้ารู้อย่างนี้อีกแล้ว ฉันจะทำแบบนี้ เพราะได้ทำหมดแล้ว นี่คือตัวอย่างคนหนุ่มสาว จะได้มีเวลาที่จะทำโดยที่อยู่อย่างไม่ตายทั้งเป็น อยู่ในปัจจุบันกรรรมที่ประเสริฐที่สุด ทำให้ให้เราใช้ชีวิตที่ยังเหลืออยู่ ในขณะที่เราจับภาพที่เห็นคุณค่าชีวิตแล้วเราก็จะใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย ตายก็ยังมีคุณค่าอยู่เสมอ เพราะทุกคนปฏิเสธไม่ได้กับความตายหรือความจากพราก


คุณเพียงพนอ


พ่อเสีย 71 ปี ตอนนั้นก็มีโศกเศร้าและอาวรณ์อยู่บ้างที่คุณพ่อเขาเลือกแบบนั้น แต่ก็มีเพื่อนบ้างคน ก็สูญเสียคนที่เขารักแบบเร็วไป ไม่ได้คาดคิดมาก่อน จะมีแนวทางอย่างไรบ้าง ซึ่งเรารู้สึกตัวเองโชคดี เราเห็นครบ แต่บางคนจากกะทันหันรวดเร็วไม่ได้คาดคิด


แม่ชีศันสนีย์


ทุกคนมีเรื่องเกิดตายเป็นแพ็กเกจมาแล้ว บางคนอายุไม่ยาว แต่เขาก็มีความสุขในที่สั้นแล้ว เขาก็สมบูรณ์แบบไม่ยาว แต่บางคนอายุยาวแต่ไม่มีความสุข การที่มีอายุยาวหรืออายุสั้นจะวัดกันที่ใครมีชีวิตที่สมบูรณ์ หรือเข้าถึงความสงบสุขสงบเย็นอย่างเป็นสุข อย่างที่เราต่อรองไม่ได้เรื่องนี้อยู่แล้ว แม่มีอายุได้ถึงเท่านี้ เราก็ต่อรองไม่ได้ แต่เราก็ทำให้มันดีที่สุดในแต่ละขณะจะดีกว่า หลายคนได้สูญเสียก่อนเวลาอันควร


สิ่งที่พระผู้มีภาคเจ้าได้บอกเรื่องที่อายุยาวอายุสั้น มีผู้หญิงสติฟั่นเฟือนคนหนึ่งจากที่ไม่เคยสูญเสียเลย แต่ลูกตายตอนคลอด กลับบ้านไปบ้านถล่ม แต่ผู้หญิงคนนี้มีกรรมดีมาก เพราะในขณะที่สติขาด แต่ได้พบคำพูดของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ดึงให้ผู้หญิงคนนี้มีสติกลับมาได้ว่า “น้องหญิงจงกลับมามีสติเถอะ” ดังนั้นคำว่า “สติ” เป็นกุญแจดอกแรกเลยที่ดึงให้ผู้หญิงที่สูญเสียสิ่งที่รักไปในเวลาอันไม่สมควร พอขอบวชตอนจบเฉลยตรงนี้ว่า ตอนขอบวชก็ยังต้องศึกษา เพราะจิตมันควรกับการงาน ได้เอาน้ำมาล้างเท้า เห็นน้ำไหลขันที่ 1 สั้นๆ ก็พิจารณาได้ว่าชีวิตคนเรามันสั้น พอน้ำล้างเท้าขันที่ 2 ก็ไหลได้อีกนิดหนึ่งก็พิจารณาว่า บางคนก็มีโอกาสขึ้นอีกหนิดหนึ่ง แต่ขันที่ 3 พอล้างเท้าน้ำไหลยาว ก็ทำให้รู้บางคนก็มีโอกาสที่ยาว ซึ่งจะเห็นว่าคนมีสติเขาจะพิจารณาการจากพรากด้วยสติที่สงบ ซึ่งในกรณีนี้เราก็ฝึกไว้ดีแล้ว แต่เรายังทำใจไม่ได้ มีโอกาสใคร่ครวญก็ต้องกลับไปอันแรกเลยที่พยายามใช้ชีวิตที่เหลือไปอย่างที่มีกุศลให้มากที่สุด เพื่อที่จะอุทิศกุศลไปยังคนที่ตายจาก แม้สิ่งที่รักจะตายจาก แต่กุศลที่ได้รับยังอยู่ แม้เราจะไม่ได้อยู่กันแต่ตายแล้ว แต่สิ่งที่ได้รับไปเรายังทำกุศล ยังพอดึงให้ตัวเรากลับมาได้

“คนเราไม่มีทางที่จะต่อว่ากับกฎของธรรมชาติได้เลย เพียงแต่ว่าใครจะใช้กฎของธรรมชาติทำให้ตัวเองเติบโตอยู่ในแบบกุศลและยังส่งผลความกตัญญู มีกุศลและเจตนาไปยังผู้ที่เราเห็นว่าเขาไปแล้ว อันนั้นเรียกว่าความผูกพัน ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข แม้เขาไม่อยู่แล้ว แต่ความรักก็ยังอยู่สิ่งที่เรียกว่ากุศล ลองทบทวนใคร่ครวญ”

มีหลายเทคนิคที่พระพุทธเจ้าให้เราใคร่ครวญ ไม่ว่าจะเป็นการล้างเท้าที่สังเกตจากน้ำที่ไหลไม่เท่ากัน การมีสตรีนางนี้สูญเสียด้านนี้ หรือจะสังเกตจากประทีป พอได้จุดประทีปมีบางดวงที่ดับเร็วมาก ทั้งที่ยังมีไส้เทียนและน้ำมันอยู่ แต่ตัวแปรที่ทำให้ประทีปดับนั่นคือลมที่พัดกระโชก บางดวงก็สู้ ดูเหมือนจะดับไปแล้ว แต่ก็กลับมาติดอีก อันนี้ก็เป็นกรรมของแต่ละคน หรือบางดวงก็ดับไปหมด แม้ไส้เทียนหรือน้ำมันจะมีก็ตาม เพราะดับไปตามวาระ

“เวลาเราพูดถึงความตายเราประมาทไม่ได้ แต่การมีชีวิตอยู่อย่างตายทั้งเป็น ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เราจะอยู่อย่างนั้น การมีชีวิตอยู่อย่างที่ไม่ตายทั้งเป็น เป็นงานที่เราต้องทำทุกวัน และหลายคนอาจได้บทเรียน หรือบางคนอาจจะพลาดมาที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัจจุบันขณะอย่างมีกันและกันจริงๆ แต่พอมีเรื่องจากพรากเกิดขึ้นจึงทำให้ความสำคัญกับปัจจุบันกรรม เพราะคนตายก็เป็นครู การที่หนึ่งคนตายทำให้หลายคนโต”

มุมนักกฎหมายที่อยากฉุดช่วยสังคม


คุณเพียงพนอ


ในมุมที่เราใช้ความรู้ความสามารถในฐานะนักกฎหมายก่อน จริงๆ นอกจากรายการเพจห่วงใย Thai Business ถือว่าเราได้รับฟีตแบคที่ดีหลายคนบอกว่ามีประโยชน์มาก วันก่อนมีโอกาสได้คุยกับรักษาการดีดีการบินไทย มาฟังหัวข้อการฟื้นฟูกิจการบอกว่ามีประโยชน์มาก อันนี้คือตัวอย่าง เพราะจริงๆ แล้วในสถานการณ์นี้ เมื่อก่อนเราจะไม่ได้ยินว่านักกฎหมายจะมาแบ่งปันความรู้หรือมาเล่า แบบไม่มีการกั๊ก โดยไม่ต้องกลัวใครมาก๊อปปี้เลียนแบบ แต่โควิด-19 ทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา และยังมีสำนักงานกฎหมายหลายแห่ง มีคณะนิติศาสตร์และหลายสถาบันที่ทำ ชมรมนักกฎหมายก่อสร้าง สภาทนาย ศาล ที่เห็นความเดือดร้อนของคน และอยากให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะเรื่องของหนี้สิน อันนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่เราใช้ความรู้ที่นอกเหนือจากงานปกติของเรา แต่สิ่งที่เป็นงานปกติของเรา อย่างที่ ปตท. มีสัญญามาให้เราดูเสมอ เพื่อขอลดกำหนดการชำระ ลดดอกเบี้ยค่าปรับก็ช่วยให้คำแนะนำกัน เพราะถือเป็นความเข้าอกเข้าใจ หรือ Empathy ในการทำหน้าที่ เขาให้มองว่าเราเป็นเสียงสำคัญถ้าเราให้ความเห็น แสดงว่าทำได้นะตามกฎหมาย ไม่ใช่เพียงเราแค่คิดว่าสัญญามันเขียนแบบนี้เท่านั้น


เราอาจอยู่ในฐานะที่ดีมากกว่าหลายคน ดังนั้นอะไรที่เราสามารถออยู่ในฐานะที่เสียสละได้มากกว่าเงินหรือเสียสละทรัพย์ก็อาจจะมาทบทวนดู เพราะปัจจุบันเราทำงานที่บ้านเราความจริงใช้อะไรไม่เท่าไรหรอก เราจะเห็นได้ว่ามีอะไรที่เราไม่จำเป็นต้องใช้เยอะ จึงสรุปได้ว่า


นักกฎหมายสามารถช่วยสังคมได้คือ 1.ใช้ความรู้ความสามารถประสบการณ์ของตัวเองในการแบ่งปันได้ เพราะยิ่งแบ่งปันเราก็จะยิ่งได้ และ 2.นอกจากงานพิเศษสิ่งที่เราทำเพิ่มเติม เรายังมีส่วนที่สามารถทำหน้าที่ของเราได้อยู่แล้ว อันนี้เราพูดในนักกฎหมายที่ประจำอยู่ในบริษัท แต่ความจริงยังมีอัยการ ผู้พิพากษาหรือผู้เกี่ยวข้องอีกหลายคน ยังสามารถใช้ความรู้ประสบการณ์ที่มีเพื่อช่วยเหลือคนที่อยู่ในฐานะที่ไม่มีโอกาส

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักกฎหมายที่อยู่ในธนาคาร ทุกคนสามารถรวมตัวรวมใจทำทั้งหน้าที่ของตัวเอง และทำเพื่อภาพรวมของสังคม เพื่อช่วยประคองสังคมกันไป ไม่ใช่เดินหน้ายึดทรัพย์สินลูกหนี้ ทุกคนเขาก็จะฟังเราอยู่แล้ว เพราะไม่มีใครที่อยากจะทำผิดกฎหมาย ไม่มีใครอยากจะเสี่ยง แต่ถ้านักกฎหมายมีความกล้าหาญและนึกถึงใจเขาใจเรานิดหนึ่ง คิดว่าจะเป็นคีย์ที่สำคัญสามารถช่วยวิกฤตในสภาวะแบบนี้ไปได้”

แม่ชีศันสนีย์


แสดงว่านักกฎหมายกำลังปฏิบัติธรรม นักกฎหมายก็ต้องรู้ว่าเราต้องไปด้วยกัน แล้วต้องรู้ว่าเราต้องผ่อนปรน เปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี ผ่อนหนักเป็นเบา ให้เวลา ให้สายป่านกับคนได้ยาวขึ้นอีกหน่อย เขาจะได้ไม่ทำร้ายตัวเอง ด้วยสถานการณ์โควิด-19 น่ากลัวตอนนี้ตรงที่หลายคนซึมเศร้า เพราะว่าเหมือนมันหมดอะไรบางอย่างที่เขาเคยมี แล้วเขาไม่เคยอยู่กับความไม่มีมาก่อน หลายคนแข็งแรงอยู่กับความท้าทายและต่อสู้ได้ แต่บางคนห่อเหี่ยวเหมือนสนิมผุไปทุกวัน ยังเปรียบเทียบอยู่กับอดีตที่เคยสุกใส พอเทียบกับปัจจุบันมันมืดทึบ ซึ่งอันนี้ ถ้าคนในสังคมหรือนักกฎหมายไม่ใส่ใจ ไม่ให้สายป่านที่ยาวขึ้น หรือไม่ได้ใช้ความรู้ของเราให้เขาหายใจลึกๆ คิดว่าพวกเราก็อาจจะกลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัวเกินไป หรือเอาเปรียบเกินไป

“การยืดเวลาให้กับคนทำให้เห็นคุณธรรม เป็นการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เห็นด้วยกับสิ่งที่ทำที่จะทำให้คนได้จังหวะการหายใจสักเฮือกหนึ่งก็ยังดี แล้วค่อยๆ หาทางออกแล้วไปด้วยกันอย่างมีสติ ทำให้เราเดินไปด้วยกันอย่างมีสำนึกความรับผิดชอบ และมีสิ่งที่พอให้เวลากับคนที่จะมีรอยยิ้มอีกสักครั้งหนึ่ง ในภาษาของการปฏิบัติคือการมีหัวใจของการฉุดช่วย ซึ่งถ้าสังคมยังมีหัวใจอย่างนี้หรือยังมีหัวใจโพธิสัตว์ในยุคนี้ นอกจากจะสงบเย็นแล้วก็อาจจะเกิดข้อดีที่เป็นประโยชน์ตามมาอีกเยอะแยะ”

ที่หุบโพธิสัตว์เราปลูกป่าปลูกชีวิตปลูกหัวใจโพธิสัตว์ หลังจากทำที่เสถียรธรรสถาน 1 กว่า 33 ปี ช่วงแรกหลายคนก็คิดว่าเราทำรีสอร์ท แต่ความจริงเราปลูกป่าในเมือง ความหมายของเราคือเราจะเป็นหยดน้ำเล็กๆ ในความเร้าร้อนของเมือง แต่หุบเขาโพธิสัตว์ เดิมมันเป็นทั้งหุบไม่มีน้ำไม่มีต้นไม้ใหญ่เกือย 2 ปีเราตัดสินใจปลูก เพราะเราเคารพธรรมชาติ ซึ่งที่นี่มีไว้เพื่อการบรรลุธรรม


คนที่มีความรู้ความเข้าใจมีองค์ความรู้เป็นนักกฎหมายที่สามารถฉุดช่วยคน ช่วยที่ดีที่สุดคือการช่วยด้วยปัญญา การช่วยให้เข้าถึงธรรม ซึ่งการบริจาคที่ดีที่สุดคือการให้ธรรมะ ธรรมะจะชนะการให้ทั้งปวง แล้วเราต้องทำให้รูปธรรมได้ต้องอยู่ร่วมกับมันให้ได้ไปถึงเจเนเรชั่นอัลฟา เพราะถ้าเราบอกธรรมะคืออะไรแล้วบอกว่าคือศาสนาเด็กก็้ร้องอี้แล้ว แต่ถ้าตอบว่า ธรรมะคือการมีชีวิตที่สุข สงบเย็น เป็นประโยชน์ได้ เขาก็จะเข้าใจ แล้วเราก็จะพยายามทำให้ตรงนี้เป็นมรดกธรรมเป็นมรดกโลก


คุณเพียงพนอ


ที่เสถียร 1 วัชรพล นึกออกเลยครั้งแรกก็คิดว่าเป็นรีสอร์ท


แม่ชีศันสนีย์


ตอนนี้ที่วัชรพล กำลังเปิดช่วยคนซึมเศร้า เรารู้สึกว่าโจทย์แรก ให้เขาได้ไปนั่งคุยใต้ต้นไม้ ไปคุยกับหัวใจตนเอง มีอาหารอุ่นๆ อร่อยๆ ดีกว่าไปนั่งในผ้าม่านสีดำมืด เสถียรฯ 1 ไม่ได้เปิดชวนให้คนมาปฏิบัติ แต่ชวนให้คนมามีชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะให้ได้เลย ส่วนเสถียรฯ 2 จะมีกิจวัตรที่ทำให้คนสนุก มาปลูกผัก ฯลฯ ตอนนี้เราส่งเสบียงให้ชาวบ้านหรือผู้เดือดร้อน จากที่สมัยก่อนเราบิณฑบาตจากเขา เพราะสังคมเปลี่ยนบทบาทกันได้ แต่ไม่ว่าเราจะรับหรือเราจะให้ต้องเป็นจิตที่ปราณีต จิตที่ให้อลังการคือจิตที่บริสุทธิ์ตั้งมั่น จิตอย่างนี้ควรแก่การงาน ที่นี่ทำงานด้วยจิตเคารพต่อธรรมชาติ เราก็โตท่ามกลางที่โควิด-19 มา โดยที่เราไม่ปฏิเสธ เรายอมรับแต่เราไม่ยอมจำนน อะไรที่ยากคือสิ่งที่เราต้องทำและเราก็พบกว่าทำแล้วไม่มีตัวฉัน มันได้ลดความอหังการ ขอบคุณในโอกาสที่ได้ทำที่รับใช้ อันนี้กจะเป็นรากที่ลึก ได้สร้าง และลงลึกไปเรื่องคน ที่นี่ใช้เวลาปีครึ่งไม่เร็วไม่ช้า แต่สิ่งที่ปลูกได้ยาก คือปลูกหัวใจของผู้รับใช้ หรือปลูกหัวใจของพระโพธิสัตว์


ธรรมะกับนักฎหมาย


คุณเพียงพนอ


เมื่อตอบคำถามการบริหารความสำเร็จแบบเราเป็นอย่างไร อยากจะขอก๊อปปี้คุณยายมา เพราะสิ่งที่เราจะถามตัวเองอยู่เสมอว่าคืออะไร

“คนทั่วไปอาจจะมองเรื่องตำแหน่ง หน้าที่การงาน และเงินคือความสำเร็จ แต่สำหรับเราการที่เราได้ทำอะไรที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ยิ่งถ้ากับวงกว้าง อันนี้คือความหมายของความสำเร็จสำหรับเรา”

ถ้าพูดในทางโลกคือตำแหน่งหน้าที่การงานแบบนี้ อำนาจ เงิน บริหารความสำเร็จอาจจะเป็นเรื่องไม่ง่าย เราเป็นคนที่ชอบเดินทาง อ่านหนังสือ เราปีนภูกระดึง 10 ครั้ง เพราะความที่เป็นคนที่ช่างคิด

จะสังเกตตัวเองเสมอ ขาขึ้นไปมันเหนื่อยมากทุกครั้ง แต่ความเจ็บปวดจริงๆ มันอยู่ที่ขาลง แสดงว่าชีวิตขาขึ้นเป็นชีวิตที่ทำให้เราต้องเหนื่อย แต่การบริหารขาลงมันทำให้เราต้องเจอคนที่สวนขึ้นมา ก็อยากจะบอกว่า

“การบริหารความสำเร็จคือ ต้องไม่ฟู ไม่ลอย ไม่แซ่บ ไม่กร่าง ไม่กดคนอื่น และมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญ ว่าเรารู้มั้ยว่าเรามีจุดอ่อนจุดแข็ง ทำอะไรได้ดี เพราะเวลาที่เรามีตำแหน่งสูงขึ้นเท่าไร ก็จะยิ่งมีคนมาเตือนเราน้อยลง ยิ่งทำให้เราต้องยิ่งคอยทบทวน และคอยสังเกตตัวเอง ต้องทำตัวให้เป็นน้ำพร่องแก้วเพื่อให้คนสามารถตำหนิติติงได้ และบอกข้อบกพร่องเราได้”

เราต้องรู้สึกดีกับตัวเองเสมอ แล้วคอยสำรวจและบอกกับทุกคนเสมอว่า ถ้าเราต้องไปทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง เราจะไม่มีทางที่จะมีความรู้สึกที่ดีกับตัวเอง ดังนั้นต้องถามว่าเรามีความพึงพอใจกับตัวเองมั้ย เราบริหารความสำเร็จของตัวเอง ซึ่งยังเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้อยู่ โดยการระวังกิเลสของตัวเองจากการที่เราได้ทำงาน บางครั้งการที่ได้รับมอบหมายงาน ที่ใครๆ ก็อยากได้งานชิ้นนี้ ก็ทำให้เราได้หลงใหลเหมือนกัน เหมือนตอนที่อยู่สำหนังานกฎหมาย ก็ปฏิเสธงานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยไป ทั้งๆ ที่ใครๆ ก็อยากทำ แต่ตอนนั้นเรารู้ว่าเราทำไม่ไหวแล้ว การที่จะทำให้ให้ดีที่สุดคงไม่ได้

“ดังนั้นการบริหารความสำเร็จต้องมีสติ จริงๆ ความสำเร็จในความหมายตัวเอง คือ ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งแบ่งปันยิ่งได้ ยิ่งสอนคนอื่นเราก็ยิ่งได้เรียนรู้ จริงๆ ความสำเร็จมันคืออิสรภาพ ไม่หลงกำอำนาจ เรื่องเงิน หรือกิเลสต่างๆ ซึ่งหลายเรื่องยังต้องเรียนรู้เสมอ และตอนนี้ก็ยังอยากจะทำงานอยู่ ซึ่งอาจจะเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง โดยมีเป้าหมายที่อยากทำอะไรที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่า”

แม่ชีศันสนีย์


การมีคุณภาพของชีวิตเพื่อที่จะเรียนรู้ต่อไป ยังต้องทำ แต่ทำไม่ใช่เพราะกิเลส โดยเป็นการอยากทำอย่างมีฉันทะที่เกิดความรัก ซึ่งเป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข เป็นความรักที่ยังพัฒนาตัวเอง สิ่งที่เราพัฒนาตัวเองโดยไม่เลือกปฏิบัติอันนี้สำคัญมากในยุคปัจจุบัน เราไม่มองมาตรฐานของราคาอยู่เหนือคุณค่า ทั้งที่คนชอบสิ่งที่เป็นราคา แต่ถ้าใจจริงแล้วราคามันติดตามเราไม่ได้ แต่มีไว้เพื่อให้เราอหังการ มีไว้เพื่อให้เรามีความเย่อหยิ่ง หรือหลงทางที่จะเดินแล้วหลงไปได้ ทางอื่นไม่มีแล้ว ขาขึ้นมันลำบาก แต่มันต้องมิตรภาพที่จะขึ้นที่สูง ซึ่งพระพุทธศาสนาสอนไว้ว่าเวลาขึ้นที่สูงต้องขึ้นช้าๆ เหมือนศึกษาวิทยายุทธช้า ความรักก็ต้องช้า เพราะฉะนั้นความรักก็ผิดพลาดได้ แต่พอขึ้นที่สูงแล้วก็ต้องลงกับความลงได้ทิ้งอะไรบางอย่างไว้บนโลกใบนี้ก็เป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง คิดว่าคุณเพียงพนอจะหยุดทำงานไม่ได้ เพราะมีปัญญาที่ใช้องค์ความรู้และความสามารถของกฎหมายไปคู่กับการปฏิบัติเลย


จริงๆ ถ้านักกฎหมายไม่ศึกษาธรรมเลยเพื่อออกจากทุกข์เลย ก็อาจจะหลงได้ ฉะนั้นถ้ามองในการทำงานวันนี้ คุณยายได้ประโยชน์จากการนั่งฟังมาก ปกติพูดเยอะ วันนี้เหมือนได้ฟังเพื่อนร่วมเดินทาง ที่กำลังเห็นคำถามกับตัวเองได้ลึกซึ้ง เพราะบางทีคนเราไม่ค่อยได้ตั้งถามกับเป้าหมายชองชีวิตเราว่า สิ่งที่เราจะต้องทำสูงสุดในชีวิตเราคืออะไร แต่พี่คุณเพียงพนอมีคำถามในเรื่องนี้ในวันนี้ ว่าบทสรุปนักกฎหมายต้องทำอะไร เมื่อทำแล้ว โดยไม่ต้องมาพูดว่า แหมถ้ารู้อย่างนี้ เพราะที่ผ่านมาเราได้ทำเต็มที่แล้ว เต็มความสามารถ และทำให้เห็นความสำเร็จด้านใน คือหัวใจของเราที่ไม่ติดค้าง คือหัวใจของเราที่มีความหมาย และถ้าถึงเวลาจะต้องตายก็จะเห็นคุณค่าทุกการกระทำของเรา ได้ฟังสิ่งที่ดูเรียบง่ายแต่ความจริงทำยาก และก็เห็นคนที่สามารถทำได้เช่นกัน


*******************





ดู 231 ครั้ง0 ความคิดเห็น