ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม

อัปเดตเมื่อ ส.ค. 11


สนทนาธรรมกับท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ คุณธนิสรา แก้วอินทร์ หรือครูแอม ผู้สอนบัลเล่ต์ให้กับเด็กๆ


ดำเนินรายการโดย ดร. ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


จากประสบการณ์ของครูแอมที่มีคุณพ่อและสมาชิกในครอบครัวคิดโควิด-19 นำมาสู่การถอดบทเรียนถึงการใช้สติและการจัดการในห้วงเวลาดังกล่าวที่เกิดขึ้นอย่างไร ซึ่งถือเป็นประโยชน์และธรรมทานอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน


ย้อนเล่าประวัติครูแอม


ครูแอม

ปกติเป็นครูสอนบัลเล่ต์ที่เอ็มโพเรียม ช่วยคุณยายจ๋าเมื่อ 15 ปีที่แล้วที่สอนการเต้นระบำ แต่คุณยายและเสถียรธรรมสถานจะเรียกกันว่า "กายเคลื่อนไหวใจตั้งมั่น" หลังจากตอนแรกเป็นเพียงผู้ปฏิบัติธรรม แต่ภายหลังคุณยายให้โอกาสทำหลายอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ


แม่ชีศันสนีย์


ตอนนี้มีคนติดตามคลับเฮ้าส์มากขึ้น ชอบเพลงก่อนเข้ารายการไม่ว่าจะอย่างไรก็จะทำให้ดีที่สุด แม้จะมีเรื่องหนักหนาสาหัสอย่างไร แต่เป็นโจทย์ให้เราสอบผ่าน แม้คะแนนจะไม่ค่อยดีนักในบางเรื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะสอบตก ค่อยๆ ฝึกทำการบ้านไปเรื่อยๆ และอีกหน่อยจะเห็นได้ว่าของยากมันต้องเรา อะไรง่ายๆ ให้คนอื่นก็ได้ สมัยก่อนเราอาจจะพูดว่าทำไมชีวิตมันยากจัง แต่ตอนนี้ความยากคือเรา และที่สำคัญสำหรับคุณแม่คือ

"โลกใบนี้มันจะอยู่ง่ายขึ้นในความยากครั้งนี้ ตอนนี้เหมือนมีหลายอย่างที่ผันผวน แต่ความจริงเพราะโลกที่ยากจะทำให้เราอยู่ได้ง่ายขึ้น”

ย้อนเหตุการณ์ที่บ้านครูแอมเริ่มติดโควิด-19 มีขั้นตอนการจัดการอย่างไร


ครูแอม


10 มิ.ย. คุณพ่อเดินไปริมน้ำเพื่อไปฉีดวัคซีนที่ รพ. ศิริราช และมีไข้เรื่อยๆ และคิดว่าเป็นผลจากวัคซีน ซึ่งน้องเขยและน้องสาวไปนอนที่บ้านคุณพ่อเพื่อเตรียมฉีดวัคซีนวันที่ 12 มิ.ย. และได้กลับไปทำงาน แต่วันที่ 16 มิ.ย. น้องเขยเริ่มมีอาการปวดหัวเป็นไข้ ไปโรงพยาบาลและพบเชื้อว่าติดโควิด-19 และน้องสาวก็ติดจึงนำลูกมาฝากไว้ที่บ้านเรา ในระหว่างนั้นคุณพ่อก็เป็นผู้ดูแล ก็มีไข้เป็นๆ หายๆ แล้วก็เป็นคนเก่งในบ้านก็จะไม่ได้บอกใครว่ามีอาการอย่างไร กินยาก็หาย แต่เริ่มดูทรงไม่ดีและให้คุณพ่อเริ่มไปตรวจเพราะเริ่มมีหน้าแดง

จากนั้นก็เริ่มแยกบ้านพ่อ แม่และหลานอยู่กับเรา ทำให้เห็นว่าเมื่อก่อนการใส่หน้ากาก 2 ชั้น หรือใส่หน้ากากนั่งทานข้าวด้วยกันเป็นเรื่องที่แปลกมาก แต่ตอนนี้การใส่หน้ากากกินข้าว และนอนเป็นเรื่องปกติ เพราะช่วงนั้นการหาโรงพยาบาลเริ่มค่อนข้างยาก วันที่พาคุณพ่อไปโรงพยาบาล เสี่ยงตายแน่ เปิดกระจกไป และพอไปตรวจปรากฎว่าคุณพ่อติดโควิด-19 จริง และทำให้คุณแม่และลูกต้องมาตรวจด้วย ซึ่งเราไม่ติด แต่ตอนนั้นรู้เลยว่าคุณพ่อเริ่มใจเสีย


ตอนที่ไปตรวจที่โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ ทางโรงพยาบาลบอกเลยว่าเตียงไม่ว่าง เราเข้าใจว่าเตียงเต็มอยู่แล้วเพราะก่อนหน้านี้เคยไปช่วยรับโทรศัพท์ที่ศูนย์เอราวัณติดต่อเรื่องการหาเตียง จึงบอกเลยว่าตอนนี้ใครอย่าเป็นเลย เพราะการหาเตียงทำได้ยากมาก ก็กลับมาดูแลคุณพ่อที่บ้านและพ่อก็ดีใจที่ได้กลับมาอยู่ที่บ้าน ให้ยากลับมากินทั้งหมด 5 วัน พอวันที่ 4 ได้โรงพยาบาลสนาม แต่เมื่อคุณหมอตรวจแล้วอาการยังดี ออกซิเจนยังดี เหลือแค่คุณพ่อจิตตก เลยปฏิเสธ โรงพยาบาลสนามไป แต่พอวันที่ 5 คุณพ่อถือกุญแจจะเดินออกจากบ้านไป คุณพ่อล้มลงนอนจึงเริ่มมีการเรียกรถฉุกเฉิน


ช่วงที่คุณพ่อมานอนกองที่พื้น พอดีกับที่ทางศิริราช โทรมาถามอาการรายวันปกติ และโทรฉุกเฉินที่ศูนย์เอราวัณ ทางโรงพยาบาลก็เลยรับเคสคุณพ่อเป็นไอซียูเข้ามาก่อน


การนำธรรมมะมาใช้ในช่วงวิกฤตหรือการอยู่กับปัจจุบันเป็นอย่างไร


ครูแอม


ความจริงเราสติแตกอยู่ข้างใน แต่จะกรีดร้องไม่ได้เพราะจะทำให้คุณพ่อตกใจ แม่ก็จะตกใจ และทุกคนในบ้านจะพังพินาศ ซึ่งอาจเป็นเพราะได้อยู่ใกล้คุณยายจ๋าเยอะเหมือนกัน ทำให้เรารู้สึกว่า “อยู่ข้างในจะแหลกเหลว แต่ข้างนอกต้องเพอร์ฟอร์มไว้ก่อนว่าเราโอเค” บอกพ่อให้พ่อหายใจ ซึ่งตรงนั้นสิ่งที่ได้คือพ่อเห็นลูกไม่ตกใจ ทำให้พ่อไม่ตกใจ พ่อยังบอกว่าไม่เป็นอะไรมั้ง แล้วทุกคนในบ้านก็เป็นทีมเดียวกัน ช่วงเวลานั้นไม่ได้นึกถึงอะไร แต่พอลองนึกถึงภาพที่คุณยายและคุณบัวพี่ที่เป็นมะเร็งครั้งสุดท้าย หรือการที่เห็นคุณยายส่งหลายคนมาจากคลิป ทำให้เราเห็นภาพในหัวว่า ถ้าถึงเวลาของเราเราจะทำได้ แต่เราก็ทำเหมือนเบลอๆ ไป


แม่ชีศันสนีย์


คุณยายมองว่าเป็นการซึมซับ เพราะหากเรามีสำนึกว่าอยากให้พ่อเรา ไม่ว่าจะอยู่หรือจะไปให้ดีที่สุด

“ลักษณะการทำงานของคนที่มีปัจจุบันขณะ เวลาที่ดีที่สุดเขาจะใช้การเปิดลิ้นชักได้เร็ว”

สมมุติว่าเห็นพ่ออยู่ในอาการที่พ่อต้องการความช่วยเหลือ การช่วยเหลือของเราที่จะให้พ่อเราไม่ว่าจะอยู่หรือจะไป คำว่า “ที่สุด” ในเวลานั้นมันจะดึงขึ้นมาได้ เราต้องฝึกเป็นอุปนิสัยตามส่งของเราด้วย และแอมก็เป็นผู้ที่ฝึกปฏิบัติอยู่ และเป็นผู้ที่สัญญาว่าเคยทำอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งจริงๆ ตัวเขาเองเป็นคนทำ แต่เขายังไม่ได้ให้ความเชื่อมั่นมากเท่ากับเขาเห็นคุณยายทำ เมื่อเขาเห็นความเชื่อมั่นเขาน้อยอยู่ เขาก็ได้ใช้เมื่อเวลาที่กำลังทำจริงๆ ฝึกปรือ จนมีความเชื่อมั่นอย่างมีศรัทธากับตัวเองมากขึ้นเอง


อย่าไปตกใจว่าเรากำลังทำเรื่องนี้ครั้งแรก จะต้องทำให้ได้อย่างดีที่สุด อย่างที่่คุณยายทำเลยซึ่งอันนี้เป็นไปไม่ได้ เพราะการฝึกของเราต่างกัน แต่ว่าเมื่อเราเริ่มมีศรัทธาว่าได้เริ่มใช้บริการนี้จริงๆ กับคุณพ่อ ก็จะทำให้เราเริ่มกลายเป็นคนที่มีพัฒนาการที่จะทำให้เกิดความชำนาญ และก็ทำไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจากคนชำนาญกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ และดีดนิ้วขึ้นมาทำได้เลยโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าคุณยายวิเคราะห์ แอมเป็นคนมีความซื่อสัตย์ มีความกตัญญู ที่จะทำสิ่งที่ดีที่สุดที่ตัวเองมุ่งมั่น เพราะว่าเราไปตัดสินแล้วว่าพ่ออาจจะไม่ได้ปฏิบัติ แต่เป็นคนดีคนหนึ่ง พ่ออาจเป็นนักปฏิบัติคนหนึ่ง แต่แอมอาจจะไม่รู้ เพราะการปฏิบัติแบบพ่อกับแบบเราอาจไม่ได้อยู่รูปแบบเดียวกันก็ได้


คุณพ่อเป็นคนดีที่ไม่เข้าวัด


ครูแอม

เพราะเราไม่เห็นเลยว่าพ่อเข้าวัด เวลาชวนพ่อทำบุญ พ่อก็จะปัดไป บอกให้เราไปเถอะ เมื่อวันที่พ่อต้องไปโรงพยาบาล พ่อนั่งไปในรถของเราแล้ว แล้วรถพยาบาลก็มาพอดี ซึ่งเป็นจังหวะที่ 2 รถมาเจอกัน รถพยาบาลบอกว่า คุณตายังดูดีอยู่ก็เลยบอกขับรถไปเอง เราก็ขับรถเอง และวันนั้นก็เป็นวันที่มีรถติดตรงปากซอย พอออกจากปากซอยได้เราก็โล่งใจ พอถึงโรงพาบาลทุกอย่างก็ไปตามขั้นตอนเร็วมาก และภาพที่เราเคยเห็นในข่าว ก็ได้เห็นคุณพ่อใส่ถุงพลาสติก เจ้าหน้าที่บอกให้เราอยู่ตรงนี้ จะเข็นพ่อผ่านมา และก็ได้ลาคุณพ่อผ่านถุงพลาสติก


เป็นการบอกลาที่วิตกหรือไม่


ตอนนั้นมีข่าวน้าค่อมออกมาด้วยว่ายังเดินไปขึ้รถพยาบาลได้อยู่ แต่พ่อเรานั่งและนอนไป ก็รู้สึกก็ไม่แน่ใจ

เดชะบุญวันที่ 24 มิ.ย. ก่อนที่คุณพ่อจะเข้าโรงพยาบาลวันที่ 25 มิ.ย. เห็นคุณพ่อนั่งอยู่คนเดียวเลยเข้าไปถามเขาว่า พ่อกลัวตายมั้ย พ่อบอกว่ากลัวตาย เลยถามคุณพ่อว่า พ่อคิดอะไร คิดไปเรื่อยๆ เรื่องสมบัติ เลยบอกเขาว่าเวลาที่พ่อคิดลองกำมือและแบมือ เห็นหรือเปล่าเวลาทำสิ่งนี้ดูพ่อจะไม่ค่อยได้คิดเลย ก็เลยลองเล่นแบบนี้กับพ่อ ในวันที่คุณพ่อล้มหรือออกซิเจนตก

"เคยบอกพ่อไปว่า เวลาที่พ่ออยู่คนเดียวไปเยี่ยมไม่ได้ ลองให้พ่อกำมือแบมือดู ก็เลยมีรหัสเหมือนบอกเขาว่า ถ้าคิดอะไรไม่ออกให้ลองกำมือแบมือดู เพราะคิดว่าอย่างน้อยไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนคนเดียว ในห้องไอซียู ให้พ่อลองกำมือและแบมือดู นั่นจะหมายความว่าลูกได้อยู่กับพ่อด้วย"

สอนกรรมฐาน แต่ไม่ได้สอนแบบให้ฝึกหายใจเพราะโรคโควิด-19 หายใจลำบาก


ครูแอม

เพราะจากที่ได้ฝึกกับศูนย์เอราวัณมาแล้ว เพราะถ้า level ถัดไปถ้าพ่อหายใจหอบยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ไปกันใหญ่ แม้จะดีในเรื่องของการให้ปอดทำงาน แต่ลองเอาขั้นธรรมดาให้พ่อก่อนดีกว่า แบมือกำมือก่อนเพื่อที่จะไม่ได้โฟกัสเรื่องการหายใจ และคุณพ่อก็ใช้แบบนี้มาตลอด


เมื่อพ่ออยู่ไอซียูและเป็นจุดที่ทำให้ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ


ครูแอม


ปกติเวลาเป็นคนไข้ในไอซียูจะไม่ได้มีการพบหมอยู่แล้ว แต่จะพบกับพยาบาลเพื่อถามอาการคนไข้ พยาบาล โทรมาบอกว่าวันนี้จะได้มีโอกาสได้คุยกับคุณหมอผ่านทางโทรศัพท์ ประเมินว่าอาการคุณตาแย่ลง ถ้าดีขึ้นก็ต้องดีขึ้นแล้ว คุณตาอาจจะ….แล้วก็เว้นไว้ จนเราต้องช่วยคุณหมอเติมประโยคว่า ถ้าคุณตาจะไปแล้ว ก็ได้ไม่ได้มีปัญหา แค่กลัวคุณพ่อจะทรมาน หรือถ้าคุณหมอคิดว่าคุณพ่อจะทรมาน ช่วยหาวิธีช่วยให้คุณไปสบายให้หน่อย เพราะต้องมีคนรอต่อคิวเตียงแน่ๆ ในสถานการณ์อย่างนี้ เพราะถ้าเรายื้อไปแล้วไปใช้เวลาของคนอื่น อันนี้เราคิดว่าไม่โอเค


แม่ชีศันสนีย์


คิดว่าแอมพูดเร็วไป และทำให้หมอน่าจะสตั๊นท์ไป ที่คุณหมอหรือพยาบาลบอกว่า เดี๋ยวเราค่อยตัดสินใจตามอาการขอผู้ป่วย อันนี้เรามาวิเคราะห์กัน แอมเขามีคลิปที่พูดคุยกับคุณพ่อส่งมาให้คุณยายทุกครั้ง เพื่อเราจะได้ไกด์กันได้ถูก แต่ถามว่าใจเด็ดมั้ย หมายถึงว่าเราเตรียมตัวมาแล้วว่าพ่อเราอาจจะจากเรา ซึ่งเมื่อตอนที่เราเห็นตอนจากเป็น มันเป็นไปได้ว่าอาจจะจากตายก็ได้ แต่พอเราใช้ทุกเม็ดในสิ่งที่เราพอจะบริหารสิ่งที่ยังมีอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง ถือว่าเป็นการปฏิบัติดีอันหนึ่ง เวลาเราเข้มแข็งที่ตัดสินไปกับผู้ป่วยและคุณหมอ เป็นการตัดสินใจร่วมที่จะเปิดโอกาสทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนไข้ และถ้าคนไข้ทรมาน ซึ่งเราไม่อยากให้พ่อเราทรมาน ฉะนั้นการเปิดเผยความรู้สึกของผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยก็จะทำให้คุณหมอสบายใจมากขึ้นในการตัดสินใจการรักษา เพราะเรายอมรับความจริงได้ในระดับหนึ่ง


การที่เราเป็นผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยที่ตีโพยตีพายคุณหมอจะต้องทำงานหนักทั้ง 2 ส่วน คือ การรักษาผู้ป่วยและการรักษาใจของผู้ป่วยรวมถึงรักษาใจญาติผู้ป่วย ดังนั้นการรักษาใจควรเป็นหน้าที่ของเราที่เราฝึกมาอย่างดีแล้ว ว่าเรายอมรับได้และเราเข้าใจความจริง และอยากให้การจากพรากเป็นกุศลที่สุด การส่งแมสเสจไปยังผู้ป่วยว่าเราพบกันในกุศล และถ้าเราจะจากกัน เราก็จะจากกันด้วยกุศล ก็จะทำให้ผู้ป่วยเอง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเขาจะกลัวตาย เขาไม่ได้อยากตาย แต่เขาอาจจะไม่กลัวตาย

“คนที่อยากจะทำให้ตัวเองไม่ตาย ไม่ได้หมายความว่าเขากลัวหรือไม่กลัวตาย อันนี้ตัดสินไม่ได้ คนบางคนมีกำลังวังชาดี แต่กลัว เพราะความกลัวจะเข้าไปเป็นตัวบั่นทอน แต่บางคนกำลังไม่ดี คือ ตายก็ได้ อยู่ก็ได้ และไม่กลัว อันนี้จะได้กุศลเข้ามาช่วงเวลาที่เปลี่ยนภพชาติ”

เพราะตอนที่ถามแอม แอมยอมรับได้ กล้าที่จะเผชิญกับความจริงก็จะเป็นกุศล เราก็ทำกุศลกันเลย ภาวนากันทั้งบ้าน ภาวนาหมายความว่า เราช่วยกัน เตือนกัน ชักชวนกัน เหมือนกัลยาณมิตรไปด้วยกัน โดยที่มีคุณพ่อเป็นครู คุณพ่อป่วยให้เราได้ทำกุศล คุณพ่อไม่ได้ป่วยเพื่อทำให้เรากลัว

“หนึ่งคนป่วยเพื่อให้หลายคนได้ทำกุศล หนึ่งคนป่วยหลายคนต้องโตอยู่ด้วยกุศล หรือถ้า หนึ่งคนตาย หลายคนต้องโตอยู่ในกุศล”

อันนี้คือสิ่งที่พูดให้กับลูกศิษย์อยู่แล้วตลอดเวลา เราพูดกับคนที่เรารัก อยู่กับเราตลอดเวลา บอกได้เลยว่า

“ถ้าหนึ่งคนจะต้องไป แต่ใจของคนที่อยู่ จะต้องเติบโตไปด้วยกุศลที่อุทิศตามกุศลและเจตนาที่เราตั้งใจมั่นไว้นี้ ไปถึงผู้ที่เรารักจะจากพราก สิ่งที่รักตายจาก แต่กุศลที่ได้รับยังคงอยู่”

พยายามจะอธิบายเพื่อให้ได้ฝึกดู อย่างคนที่เป็นโควิด-19 หายใจลำบากเพราะปอดทำงานไม่เต็มที่ ลองหายใจเข้าสั้นๆ ทางจมูกแล้วก็กำมือไว้ ในขณะเดียวกันหายใจออกทางปากสบายๆ อย่างอ่อนโยน ถือเป็นสมาธิบำบัดแล้วก็คลายมือออก จะเห็นได้ว่าคนป่วยจะสามารถอยู่กับอานาปานสติได้แม้ปอดจะทำงานลำบาก แต่ว่าจิตเป็นตัวกำหนดอยู่ เพราะจิตเป็นนายอยู่

“เพราะฉะนั้นจินตนาการของคนป่วยที่