ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม

อัปเดตเมื่อ 11 ส.ค. 2564


สนทนาธรรมกับท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ คุณธนิสรา แก้วอินทร์ หรือครูแอม ผู้สอนบัลเล่ต์ให้กับเด็กๆ


ดำเนินรายการโดย ดร. ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


จากประสบการณ์ของครูแอมที่มีคุณพ่อและสมาชิกในครอบครัวคิดโควิด-19 นำมาสู่การถอดบทเรียนถึงการใช้สติและการจัดการในห้วงเวลาดังกล่าวที่เกิดขึ้นอย่างไร ซึ่งถือเป็นประโยชน์และธรรมทานอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน


ย้อนเล่าประวัติครูแอม


ครูแอม

ปกติเป็นครูสอนบัลเล่ต์ที่เอ็มโพเรียม ช่วยคุณยายจ๋าเมื่อ 15 ปีที่แล้วที่สอนการเต้นระบำ แต่คุณยายและเสถียรธรรมสถานจะเรียกกันว่า "กายเคลื่อนไหวใจตั้งมั่น" หลังจากตอนแรกเป็นเพียงผู้ปฏิบัติธรรม แต่ภายหลังคุณยายให้โอกาสทำหลายอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ


แม่ชีศันสนีย์


ตอนนี้มีคนติดตามคลับเฮ้าส์มากขึ้น ชอบเพลงก่อนเข้ารายการไม่ว่าจะอย่างไรก็จะทำให้ดีที่สุด แม้จะมีเรื่องหนักหนาสาหัสอย่างไร แต่เป็นโจทย์ให้เราสอบผ่าน แม้คะแนนจะไม่ค่อยดีนักในบางเรื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะสอบตก ค่อยๆ ฝึกทำการบ้านไปเรื่อยๆ และอีกหน่อยจะเห็นได้ว่าของยากมันต้องเรา อะไรง่ายๆ ให้คนอื่นก็ได้ สมัยก่อนเราอาจจะพูดว่าทำไมชีวิตมันยากจัง แต่ตอนนี้ความยากคือเรา และที่สำคัญสำหรับคุณแม่คือ

"โลกใบนี้มันจะอยู่ง่ายขึ้นในความยากครั้งนี้ ตอนนี้เหมือนมีหลายอย่างที่ผันผวน แต่ความจริงเพราะโลกที่ยากจะทำให้เราอยู่ได้ง่ายขึ้น”

ย้อนเหตุการณ์ที่บ้านครูแอมเริ่มติดโควิด-19 มีขั้นตอนการจัดการอย่างไร


ครูแอม


10 มิ.ย. คุณพ่อเดินไปริมน้ำเพื่อไปฉีดวัคซีนที่ รพ. ศิริราช และมีไข้เรื่อยๆ และคิดว่าเป็นผลจากวัคซีน ซึ่งน้องเขยและน้องสาวไปนอนที่บ้านคุณพ่อเพื่อเตรียมฉีดวัคซีนวันที่ 12 มิ.ย. และได้กลับไปทำงาน แต่วันที่ 16 มิ.ย. น้องเขยเริ่มมีอาการปวดหัวเป็นไข้ ไปโรงพยาบาลและพบเชื้อว่าติดโควิด-19 และน้องสาวก็ติดจึงนำลูกมาฝากไว้ที่บ้านเรา ในระหว่างนั้นคุณพ่อก็เป็นผู้ดูแล ก็มีไข้เป็นๆ หายๆ แล้วก็เป็นคนเก่งในบ้านก็จะไม่ได้บอกใครว่ามีอาการอย่างไร กินยาก็หาย แต่เริ่มดูทรงไม่ดีและให้คุณพ่อเริ่มไปตรวจเพราะเริ่มมีหน้าแดง

จากนั้นก็เริ่มแยกบ้านพ่อ แม่และหลานอยู่กับเรา ทำให้เห็นว่าเมื่อก่อนการใส่หน้ากาก 2 ชั้น หรือใส่หน้ากากนั่งทานข้าวด้วยกันเป็นเรื่องที่แปลกมาก แต่ตอนนี้การใส่หน้ากากกินข้าว และนอนเป็นเรื่องปกติ เพราะช่วงนั้นการหาโรงพยาบาลเริ่มค่อนข้างยาก วันที่พาคุณพ่อไปโรงพยาบาล เสี่ยงตายแน่ เปิดกระจกไป และพอไปตรวจปรากฎว่าคุณพ่อติดโควิด-19 จริง และทำให้คุณแม่และลูกต้องมาตรวจด้วย ซึ่งเราไม่ติด แต่ตอนนั้นรู้เลยว่าคุณพ่อเริ่มใจเสีย


ตอนที่ไปตรวจที่โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ ทางโรงพยาบาลบอกเลยว่าเตียงไม่ว่าง เราเข้าใจว่าเตียงเต็มอยู่แล้วเพราะก่อนหน้านี้เคยไปช่วยรับโทรศัพท์ที่ศูนย์เอราวัณติดต่อเรื่องการหาเตียง จึงบอกเลยว่าตอนนี้ใครอย่าเป็นเลย เพราะการหาเตียงทำได้ยากมาก ก็กลับมาดูแลคุณพ่อที่บ้านและพ่อก็ดีใจที่ได้กลับมาอยู่ที่บ้าน ให้ยากลับมากินทั้งหมด 5 วัน พอวันที่ 4 ได้โรงพยาบาลสนาม แต่เมื่อคุณหมอตรวจแล้วอาการยังดี ออกซิเจนยังดี เหลือแค่คุณพ่อจิตตก เลยปฏิเสธ โรงพยาบาลสนามไป แต่พอวันที่ 5 คุณพ่อถือกุญแจจะเดินออกจากบ้านไป คุณพ่อล้มลงนอนจึงเริ่มมีการเรียกรถฉุกเฉิน


ช่วงที่คุณพ่อมานอนกองที่พื้น พอดีกับที่ทางศิริราช โทรมาถามอาการรายวันปกติ และโทรฉุกเฉินที่ศูนย์เอราวัณ ทางโรงพยาบาลก็เลยรับเคสคุณพ่อเป็นไอซียูเข้ามาก่อน


การนำธรรมมะมาใช้ในช่วงวิกฤตหรือการอยู่กับปัจจุบันเป็นอย่างไร


ครูแอม


ความจริงเราสติแตกอยู่ข้างใน แต่จะกรีดร้องไม่ได้เพราะจะทำให้คุณพ่อตกใจ แม่ก็จะตกใจ และทุกคนในบ้านจะพังพินาศ ซึ่งอาจเป็นเพราะได้อยู่ใกล้คุณยายจ๋าเยอะเหมือนกัน ทำให้เรารู้สึกว่า “อยู่ข้างในจะแหลกเหลว แต่ข้างนอกต้องเพอร์ฟอร์มไว้ก่อนว่าเราโอเค” บอกพ่อให้พ่อหายใจ ซึ่งตรงนั้นสิ่งที่ได้คือพ่อเห็นลูกไม่ตกใจ ทำให้พ่อไม่ตกใจ พ่อยังบอกว่าไม่เป็นอะไรมั้ง แล้วทุกคนในบ้านก็เป็นทีมเดียวกัน ช่วงเวลานั้นไม่ได้นึกถึงอะไร แต่พอลองนึกถึงภาพที่คุณยายและคุณบัวพี่ที่เป็นมะเร็งครั้งสุดท้าย หรือการที่เห็นคุณยายส่งหลายคนมาจากคลิป ทำให้เราเห็นภาพในหัวว่า ถ้าถึงเวลาของเราเราจะทำได้ แต่เราก็ทำเหมือนเบลอๆ ไป


แม่ชีศันสนีย์


คุณยายมองว่าเป็นการซึมซับ เพราะหากเรามีสำนึกว่าอยากให้พ่อเรา ไม่ว่าจะอยู่หรือจะไปให้ดีที่สุด

“ลักษณะการทำงานของคนที่มีปัจจุบันขณะ เวลาที่ดีที่สุดเขาจะใช้การเปิดลิ้นชักได้เร็ว”

สมมุติว่าเห็นพ่ออยู่ในอาการที่พ่อต้องการความช่วยเหลือ การช่วยเหลือของเราที่จะให้พ่อเราไม่ว่าจะอยู่หรือจะไป คำว่า “ที่สุด” ในเวลานั้นมันจะดึงขึ้นมาได้ เราต้องฝึกเป็นอุปนิสัยตามส่งของเราด้วย และแอมก็เป็นผู้ที่ฝึกปฏิบัติอยู่ และเป็นผู้ที่สัญญาว่าเคยทำอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งจริงๆ ตัวเขาเองเป็นคนทำ แต่เขายังไม่ได้ให้ความเชื่อมั่นมากเท่ากับเขาเห็นคุณยายทำ เมื่อเขาเห็นความเชื่อมั่นเขาน้อยอยู่ เขาก็ได้ใช้เมื่อเวลาที่กำลังทำจริงๆ ฝึกปรือ จนมีความเชื่อมั่นอย่างมีศรัทธากับตัวเองมากขึ้นเอง


อย่าไปตกใจว่าเรากำลังทำเรื่องนี้ครั้งแรก จะต้องทำให้ได้อย่างดีที่สุด อย่างที่่คุณยายทำเลยซึ่งอันนี้เป็นไปไม่ได้ เพราะการฝึกของเราต่างกัน แต่ว่าเมื่อเราเริ่มมีศรัทธาว่าได้เริ่มใช้บริการนี้จริงๆ กับคุณพ่อ ก็จะทำให้เราเริ่มกลายเป็นคนที่มีพัฒนาการที่จะทำให้เกิดความชำนาญ และก็ทำไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจากคนชำนาญกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ และดีดนิ้วขึ้นมาทำได้เลยโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าคุณยายวิเคราะห์ แอมเป็นคนมีความซื่อสัตย์ มีความกตัญญู ที่จะทำสิ่งที่ดีที่สุดที่ตัวเองมุ่งมั่น เพราะว่าเราไปตัดสินแล้วว่าพ่ออาจจะไม่ได้ปฏิบัติ แต่เป็นคนดีคนหนึ่ง พ่ออาจเป็นนักปฏิบัติคนหนึ่ง แต่แอมอาจจะไม่รู้ เพราะการปฏิบัติแบบพ่อกับแบบเราอาจไม่ได้อยู่รูปแบบเดียวกันก็ได้


คุณพ่อเป็นคนดีที่ไม่เข้าวัด


ครูแอม

เพราะเราไม่เห็นเลยว่าพ่อเข้าวัด เวลาชวนพ่อทำบุญ พ่อก็จะปัดไป บอกให้เราไปเถอะ เมื่อวันที่พ่อต้องไปโรงพยาบาล พ่อนั่งไปในรถของเราแล้ว แล้วรถพยาบาลก็มาพอดี ซึ่งเป็นจังหวะที่ 2 รถมาเจอกัน รถพยาบาลบอกว่า คุณตายังดูดีอยู่ก็เลยบอกขับรถไปเอง เราก็ขับรถเอง และวันนั้นก็เป็นวันที่มีรถติดตรงปากซอย พอออกจากปากซอยได้เราก็โล่งใจ พอถึงโรงพาบาลทุกอย่างก็ไปตามขั้นตอนเร็วมาก และภาพที่เราเคยเห็นในข่าว ก็ได้เห็นคุณพ่อใส่ถุงพลาสติก เจ้าหน้าที่บอกให้เราอยู่ตรงนี้ จะเข็นพ่อผ่านมา และก็ได้ลาคุณพ่อผ่านถุงพลาสติก


เป็นการบอกลาที่วิตกหรือไม่


ตอนนั้นมีข่าวน้าค่อมออกมาด้วยว่ายังเดินไปขึ้รถพยาบาลได้อยู่ แต่พ่อเรานั่งและนอนไป ก็รู้สึกก็ไม่แน่ใจ

เดชะบุญวันที่ 24 มิ.ย. ก่อนที่คุณพ่อจะเข้าโรงพยาบาลวันที่ 25 มิ.ย. เห็นคุณพ่อนั่งอยู่คนเดียวเลยเข้าไปถามเขาว่า พ่อกลัวตายมั้ย พ่อบอกว่ากลัวตาย เลยถามคุณพ่อว่า พ่อคิดอะไร คิดไปเรื่อยๆ เรื่องสมบัติ เลยบอกเขาว่าเวลาที่พ่อคิดลองกำมือและแบมือ เห็นหรือเปล่าเวลาทำสิ่งนี้ดูพ่อจะไม่ค่อยได้คิดเลย ก็เลยลองเล่นแบบนี้กับพ่อ ในวันที่คุณพ่อล้มหรือออกซิเจนตก

"เคยบอกพ่อไปว่า เวลาที่พ่ออยู่คนเดียวไปเยี่ยมไม่ได้ ลองให้พ่อกำมือแบมือดู ก็เลยมีรหัสเหมือนบอกเขาว่า ถ้าคิดอะไรไม่ออกให้ลองกำมือแบมือดู เพราะคิดว่าอย่างน้อยไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนคนเดียว ในห้องไอซียู ให้พ่อลองกำมือและแบมือดู นั่นจะหมายความว่าลูกได้อยู่กับพ่อด้วย"

สอนกรรมฐาน แต่ไม่ได้สอนแบบให้ฝึกหายใจเพราะโรคโควิด-19 หายใจลำบาก


ครูแอม

เพราะจากที่ได้ฝึกกับศูนย์เอราวัณมาแล้ว เพราะถ้า level ถัดไปถ้าพ่อหายใจหอบยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ไปกันใหญ่ แม้จะดีในเรื่องของการให้ปอดทำงาน แต่ลองเอาขั้นธรรมดาให้พ่อก่อนดีกว่า แบมือกำมือก่อนเพื่อที่จะไม่ได้โฟกัสเรื่องการหายใจ และคุณพ่อก็ใช้แบบนี้มาตลอด


เมื่อพ่ออยู่ไอซียูและเป็นจุดที่ทำให้ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ


ครูแอม


ปกติเวลาเป็นคนไข้ในไอซียูจะไม่ได้มีการพบหมอยู่แล้ว แต่จะพบกับพยาบาลเพื่อถามอาการคนไข้ พยาบาล โทรมาบอกว่าวันนี้จะได้มีโอกาสได้คุยกับคุณหมอผ่านทางโทรศัพท์ ประเมินว่าอาการคุณตาแย่ลง ถ้าดีขึ้นก็ต้องดีขึ้นแล้ว คุณตาอาจจะ….แล้วก็เว้นไว้ จนเราต้องช่วยคุณหมอเติมประโยคว่า ถ้าคุณตาจะไปแล้ว ก็ได้ไม่ได้มีปัญหา แค่กลัวคุณพ่อจะทรมาน หรือถ้าคุณหมอคิดว่าคุณพ่อจะทรมาน ช่วยหาวิธีช่วยให้คุณไปสบายให้หน่อย เพราะต้องมีคนรอต่อคิวเตียงแน่ๆ ในสถานการณ์อย่างนี้ เพราะถ้าเรายื้อไปแล้วไปใช้เวลาของคนอื่น อันนี้เราคิดว่าไม่โอเค


แม่ชีศันสนีย์


คิดว่าแอมพูดเร็วไป และทำให้หมอน่าจะสตั๊นท์ไป ที่คุณหมอหรือพยาบาลบอกว่า เดี๋ยวเราค่อยตัดสินใจตามอาการขอผู้ป่วย อันนี้เรามาวิเคราะห์กัน แอมเขามีคลิปที่พูดคุยกับคุณพ่อส่งมาให้คุณยายทุกครั้ง เพื่อเราจะได้ไกด์กันได้ถูก แต่ถามว่าใจเด็ดมั้ย หมายถึงว่าเราเตรียมตัวมาแล้วว่าพ่อเราอาจจะจากเรา ซึ่งเมื่อตอนที่เราเห็นตอนจากเป็น มันเป็นไปได้ว่าอาจจะจากตายก็ได้ แต่พอเราใช้ทุกเม็ดในสิ่งที่เราพอจะบริหารสิ่งที่ยังมีอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง ถือว่าเป็นการปฏิบัติดีอันหนึ่ง เวลาเราเข้มแข็งที่ตัดสินไปกับผู้ป่วยและคุณหมอ เป็นการตัดสินใจร่วมที่จะเปิดโอกาสทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนไข้ และถ้าคนไข้ทรมาน ซึ่งเราไม่อยากให้พ่อเราทรมาน ฉะนั้นการเปิดเผยความรู้สึกของผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยก็จะทำให้คุณหมอสบายใจมากขึ้นในการตัดสินใจการรักษา เพราะเรายอมรับความจริงได้ในระดับหนึ่ง


การที่เราเป็นผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยที่ตีโพยตีพายคุณหมอจะต้องทำงานหนักทั้ง 2 ส่วน คือ การรักษาผู้ป่วยและการรักษาใจของผู้ป่วยรวมถึงรักษาใจญาติผู้ป่วย ดังนั้นการรักษาใจควรเป็นหน้าที่ของเราที่เราฝึกมาอย่างดีแล้ว ว่าเรายอมรับได้และเราเข้าใจความจริง และอยากให้การจากพรากเป็นกุศลที่สุด การส่งแมสเสจไปยังผู้ป่วยว่าเราพบกันในกุศล และถ้าเราจะจากกัน เราก็จะจากกันด้วยกุศล ก็จะทำให้ผู้ป่วยเอง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเขาจะกลัวตาย เขาไม่ได้อยากตาย แต่เขาอาจจะไม่กลัวตาย

“คนที่อยากจะทำให้ตัวเองไม่ตาย ไม่ได้หมายความว่าเขากลัวหรือไม่กลัวตาย อันนี้ตัดสินไม่ได้ คนบางคนมีกำลังวังชาดี แต่กลัว เพราะความกลัวจะเข้าไปเป็นตัวบั่นทอน แต่บางคนกำลังไม่ดี คือ ตายก็ได้ อยู่ก็ได้ และไม่กลัว อันนี้จะได้กุศลเข้ามาช่วงเวลาที่เปลี่ยนภพชาติ”

เพราะตอนที่ถามแอม แอมยอมรับได้ กล้าที่จะเผชิญกับความจริงก็จะเป็นกุศล เราก็ทำกุศลกันเลย ภาวนากันทั้งบ้าน ภาวนาหมายความว่า เราช่วยกัน เตือนกัน ชักชวนกัน เหมือนกัลยาณมิตรไปด้วยกัน โดยที่มีคุณพ่อเป็นครู คุณพ่อป่วยให้เราได้ทำกุศล คุณพ่อไม่ได้ป่วยเพื่อทำให้เรากลัว

“หนึ่งคนป่วยเพื่อให้หลายคนได้ทำกุศล หนึ่งคนป่วยหลายคนต้องโตอยู่ด้วยกุศล หรือถ้า หนึ่งคนตาย หลายคนต้องโตอยู่ในกุศล”

อันนี้คือสิ่งที่พูดให้กับลูกศิษย์อยู่แล้วตลอดเวลา เราพูดกับคนที่เรารัก อยู่กับเราตลอดเวลา บอกได้เลยว่า

“ถ้าหนึ่งคนจะต้องไป แต่ใจของคนที่อยู่ จะต้องเติบโตไปด้วยกุศลที่อุทิศตามกุศลและเจตนาที่เราตั้งใจมั่นไว้นี้ ไปถึงผู้ที่เรารักจะจากพราก สิ่งที่รักตายจาก แต่กุศลที่ได้รับยังคงอยู่”

พยายามจะอธิบายเพื่อให้ได้ฝึกดู อย่างคนที่เป็นโควิด-19 หายใจลำบากเพราะปอดทำงานไม่เต็มที่ ลองหายใจเข้าสั้นๆ ทางจมูกแล้วก็กำมือไว้ ในขณะเดียวกันหายใจออกทางปากสบายๆ อย่างอ่อนโยน ถือเป็นสมาธิบำบัดแล้วก็คลายมือออก จะเห็นได้ว่าคนป่วยจะสามารถอยู่กับอานาปานสติได้แม้ปอดจะทำงานลำบาก แต่ว่าจิตเป็นตัวกำหนดอยู่ เพราะจิตเป็นนายอยู่

“เพราะฉะนั้นจินตนาการของคนป่วยที่หายใจเข้าอย่างอ่อนโยน แล้วก็แบมือออก แล้วก็หายใจออกอย่างผ่อนคลายก็จะทำให้จิตของผู้ป่วยดีขึ้นอยู่ นั่นคือลมหายใจ ในหนึ่งลมหายใจถ้าหายใจเข้าอย่างอ่อนโยน ยาวหรือสั้นขึ้นอยู่กับการทำงานของปอด กลั้นลมหายใจไว้ แล้วหายใจทางปากอย่างผ่อนคลาย สบายๆ แล้วแบมืออก เพื่อที่จะได้มีตัวที่เคลื่อนไหว เพราะกายเคลื่อนไหวใจตั้งมั่นอยู่กับลมหายใจ จะทำให้เขามีปัจจุบันขณะที่แข็งแรงขึ้นอย่างมีสติด้วย เป็นคนป่วยแต่มีความ Strong อย่างมีสติ”

ในพื้นที่ของโรงพยาบาลสนาม หรือเตียงสนามที่กำลังจัดการรอคอย ถ้าเรามีการสอนเรื่องนี้เข้าไปด้วย มันจะไม่มีความวุ่นวาย หรืออยู่ด้วยความตระหนก ความกลัวหรือกลัวการเปรียบเทียบ คนนั้นได้เตียงหรือไม่ได้เตียง หรือมีเงินก็ซื้อเตียงไม่ได้ หรือซื้อชีวิตไม่ได้

"ถ้าใครมีพฤติกรรมหรือทำกรรมไว้ดี สิ่งที่เป็นการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติธรรม ธรรมจะคุ้มครองเรา เมื่อใดที่เราประพฤติธรรม ธรรมจะคุ้มครองเรา ดังนั้นการประพฤติธรรมคือการที่เรามีปัจจุบันขณะ ที่เรามีกายอยู่กับกิจ จิตอยู่กับงาน”

เรารู้ว่าเรากำลังหายใจเข้า ลมหายใจคือกายลมของเรา มันเข้าไปปรุงแต่งกายเนื้อ ถ้าหายใจแล้วมันลึกมันหอบ มันหนักเราก็อ่อนโยน กายลมเข้าสั้นๆ แต่อ่อนโยน กายลมออกอย่างผ่อนคลาย จังหวะของการใช้ชีวิตอย่างอ่อนโยนและผ่อนคลาย ที่ปอดทำงานหนักแต่มันจะเบาด้วยสิ่งที่ไม่มีอกุศล

"การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ คือการปิดประตูนรก ปิดประตูอกุศล ปิดประตูความกลัว ปิดอวิชชา พออวิชชาหรือความกลัวมันน้อยลง ร่างกายจะค่อยๆ สบายขึ้น"

คนที่กลัวตายจะดิ้น จะโอดโอย คุณแม่เห็นหลายคนที่เป็นอย่างนี้ จนเราต้องใช้ความอ่อนโยนมาก และให้กลับมา สิ่งที่คุณแม่บอก คือ สิ่งที่เราได้ทำจริงๆ กับคนที่กำลังจะตาย แล้วก็เห็นคนตายสอนเรา เพราะทุกคนก็อยากไปอย่างสงบ อย่างคุณหมอเองก็มีวิธีการคืนลมหายใจอย่างไม่มีเวทนา เดี๋ยวนี้มียา มีกัญชาที่แปะที่ลงไปบริเวณหัวใจ และมีอะไรอีกหลายอย่างที่ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องมีเวทนาและหลับไปอย่างสบายและสงบ เราไม่ได้ทำการุณยฆาต แต่เราเปิดเผยว่าขอให้ผู้ป่วยได้ไปเหมือนหลับไป อย่างสวยงาม อย่างงดงาม และงอกงามอยู่ในหัวใจของคนที่ดูแลผู้ป่วย เพราะเราจะไม่เห็นญาติของเรา เหมือนเรากำลังรนราน ผู้ป่วยที่กำลังรนรานมันก็ทำความเศร้า ทรมานจิตของคนที่ดูแล หมอก็เศร้าใจ เพราะฉะนั้นกรณีของครูแอมถ้าคุณพ่อกลับออกมา ซึ่งที่ตอนนี้คุณพ่อฝึกเดินแล้ว ถ้าวันหนึ่งคุณพ่อเดินกลับมาแล้วสิ่งที่เราจะได้กลับมาคืออะไร หลังจากได้การกลับมาของชีวิต และความรู้สึกดีๆ ของครอบครัวกันและกัน


การกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งในการกลับของคุณพ่อ


ครูแอม


การเกิดใหม่อีกครั้งคือ 8 ก.ค.หลังจากคุณพ่อได้หลับไปและไม่รู้ว่าคุณพ่อจะกลับมาหรือเปล่า แต่ว่าปาฏิหารย์ เพราะทุกอย่างคือสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดในวันนั้นได้เกิดขึ้นในวันเกิดคุณพ่อ ที่ตามความเชื่อโบราณถ้าคุณพ่อไม่ฟื้นขึ้นมาวันนี้ก็มีโอกาสไป เพราะเดิมให้ระวังวันพระกับวันเกิดของผู้ป่วย แต่คุณพ่อได้ฟื้นในวันเกิดของตัวเอง แล้วบอกคุณหมอว่าวันนี้เป็นวันเกิดอยากจะคุยกับลูก พอพยาบาลโทรมาบอกเราว่าให้ช่วยโทรหาคุณตาหน่อย ก็เลยได้โทรไปที่โรงพยาบาล แต่ไม่คิดว่าคนที่รับสายเลยคือคนที่เพิ่งถอดท่อช่วยหายใจเองเลย นี่พ่อพูดเองเลยเหรอ


แม่ชีศันสนีย์


เราอย่ารอที่จะไปฝึกตอนตาย เดี๋ยวจะเสียดายคนตายไม่ได้ทำ แม้กระทั่งตอนนี้มีหลายคนอยู่ที่บ้าน หรือผู้ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล หลายคนเป็นผู้ป่วย หลายคนเป็นญาติผู้ป่วย ลองเอาไปฝึกเลย นั่นคือ

“การให้รู้ตัวทั่วพร้อมทุกลมหายใจ เราจะเห็นว่าการดึงลมหายใจเข้าไปอย่างอ่อนโยน เราจะรู้สึกว่ามันลึกหรือตื้นขนาดไหน แล้วเราก็ทำลมหายใจออกทางปากยาวๆ เหมือนเราทำปากจู๋นิดหนึ่งแล้วเราก็ค่อยพ่นลมหายใจออกมา เหมือนเรากำลังเป่าเทียนให้ไม่ดับเหมือนสู้กัน ค่อยเป่าและคลายมันออก”

หรือหายใจเข้าสำหรับคนที่อยากจะขยับเขยื้อนร่างกาย หายใจเข้า เราพยายามดันปลายเท้าของเราเข้ามา หายใจออกปล่อยให้มันตกไปสำหรับคนนอน สำหรับคนป่วยมีการเยียวยาตัวเองด้วยอานาปานสติ ภาวนาด้วยการให้หายใจด้วยการขยับมือหรือขยับเท้า แม้แต่การขยับนิ้ว หรือบางคนขยับอะไรไม่ได้เลยขยับได้แต่นิ้ว หรือบางคนที่เราไปสัมผัสได้เลยว่า พลังงานของคนที่จะเยียวยาผู้ป่วยกับผู้ป่วยเป็นหนึ่งเดียวกัน


อย่างเวลาคุณแม่ไปสัมผัสผู้ป่วย แล้วบอกว่าเราจะหายใจไปด้วยกัน ผู้ป่วยจะเอาจิตมาจดจ่อกับการกำมือและคลายมือของเรา เมื่อผู้ป่วยทำเองไม่ได้แล้ว จะเห็นได้ว่าไม่กี่นาทีผู้ป่วยก็จะตอบสนองด้วยการกำและคลายมือไปกับเรา อีกหนึ่งเทคนิคเอาไปใช้ได้เลย คนที่ไปกักตัวจริงๆ คือกายวิเวก อย่าไปยุ่งกับใคร เพราะอาจจะเป็นพาหะ แล้วเราก็จะได้ใช้ช่วงเวลานี้ได้ฝึกตามกำลังของเราในขณะนั้น หรือผู้ป่วยที่ติดเตียงก็สามารถออกกำลังแบบนี้ได้


อย่างเวลาไปเยี่ยมผู้ป่วย ยิ่งไปยิ่งมีความผูกพัน รู้จักกัน มีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ก็จะยิ่งอ่อนโยน และมีอยู่สิ่งที่ต้องสังเกตในเวลาที่ผู้ป่วยตอบรับกับการเยียวยา ผู้ป่วยจะมีการสดขึ้นมาอีกระยะหนึ่ง แม้กระทั่งชีวิตจะตายเพราะจะมีพลังงานบางอย่างที่จะทำให้เราเปล่งปลั่งขึ้น เพื่อเป็นกุศลสูงสุดของผู้ที่ดูแลและคนที่กำลังจะลาจาก อันนี้ก็เป็นไปได้ อันนี้คุณพ่อได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อที่จะได้ลาจาก แสดงว่าคุณพ่อให้โอกาส และคุณพ่อก็เป็นนักสู้ที่ดี เวลาที่เหลือ เราได้ใครกลับบ้าน

"จริงๆ แล้วผู้ป่วยทุกคนก็อยากอยู่กับสมาชิกทุกคนที่บ้าน เพราะฉะนั้นความตายจะกลับมาเยือนเมื่อไรก็ได้ แต่ว่าในทุกเวลาที่เหลืออยู่มีกันและกัน มีความรัก มีความเอื้ออาทร ขอโทษกัน บอกรักกัน ขออภัย และขออโหสิกรรมกัน มันจะเบ็ดเสร็จงดงาม"
“ไม่มีใครปฏิเสธความตายได้ แต่ปฏิเสธการตายทั้งเป็นได้ เราสามารถปฏิเสธอยู่อย่างตายทั้งเป็นได้ เพราะฉะนั้นเราฝึก เพราะสิ่งที่เราฝึกจะคุ้มครองเรา จำเรื่องนี้ไปถึงวันตายเลย”

เมื่อคุณพ่อกลับมาแล้ว การใช้ชีวิตมีความแตกต่างจากเดิม


ครูแอม


จะเห็นว่าการได้คุณพ่อกลับมาครั้งนี้ เหมือนได้ครอบครัวที่เข้าใจกันใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะถ้าเป็นคนที่โบราณอย่างคุณพ่อคุณแม่ที่รักกัน แต่ไม่ค่อยจะบอกรักกัน แต่ตอนนี้คุณแม่จะบอกรักคุณพ่อได้ง่ายขึ้น แล้วก็มีหลานเป็นกองเชียร์เพราะตากับยายตอนที่แยกจากกัน อีกคนจะคิดถึงกัน แต่ต่างไม่เคยได้บอกกันว่าคิดถึงกัน

"ตอนนี้ไม่รออะไรแล้ว พร้อมที่จะทำทุกอย่าง อะไรดีๆ ให้อีกฝ่าย"

คิดว่าได้คุณแม่ที่รักคุณพ่อมากขึ้นกลับมา


แม่ชีศันสนีย์


คุณแม่รักคุณพ่ออยู่ในใจ ความเขินของผู้หญิงแก่ บอกรักตาให้ได้ คือ จริงๆ ความรักมีทั้งที่เปิดเผยและทั้งที่เก็บไว้ในใจ การที่เกือบจากพราก ทุกคนอยากให้ไปดีด้วยกันทั้งนั้น ไปดียังทำได้เลย ตอนนี้อยู่ดีแล้วก็ต้องทำได้ มันก็เป็นสิ่งที่หลานต้องเรียนรู้การกลับมา การจากพราก การได้การเสีย การมาการไป ในที่สุดเราได้ครอบครัวที่จะมาปฏิบัติด้วยกัน แต่ในวิธีไหนก็ได้ ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน บางคนอาจมีวิธีการภาวนาในแบบของเขาก็ได้ เราก็ต้องเคารพในวิธีแบบเขา


ดังนั้น ขยับมือขยับเท้าและขยับมือ และอาจจะทบทวนอะไรอีกเยอะในวันแรกที่คุณพ่อบอกว่ากลัวตาย พอได้ชีวิตกลับมา มันจะเป็นบทสนทนาต่อไป เพราะอะไรตอนที่จะตายแล้วเรายังเสียดายที่ยังไม่ได้ทำ ก็จะกลายเป็นครูของเรา เหมือนเปิดอ่านหนังสือไปทีละหน้าๆ แล้วเดี๋ยวเราก็จะทำความเข้าใจกับชีวิต เราพยายามพูดให้เห็นว่า กรณีของครูแอมเอามาถอดรหัสเป็นวิธีการฝึกปฏิบัติได้ในทุกครอบครัว


สำหรับคนที่มีปมชีวิตหรือรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่ได้ทำบางอย่าง มีอะไรที่ค้างคาใจ มีวิธีจัดสรรหรือเปลี่ยนมุมมอง


แม่ชีศันสนีย์

“คนเราพอตกในหลุมเดิมมันจะขึ้นยาก บางทีเราต้องเปลี่ยนถนนบ้าง วิธีคิดของเราบางทีเราก็คิดแบบนี้ อันหนึ่งก็จะโผล่มาก็จะเหมือนเราสร้างหลุมดำขึ้นมาในตัวเรา เราหาถนนสายใหม่มาเลย สมมุติเรามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น เปลี่ยนพลังงานไปก่อน”

รู้สึกเขอะเขินที่จะเข้าไปขอโทษใครสักคน หรือจะไปขอขมาใครสักคน ทำไมต้องทำ ทำแล้วเขาจะยอมรับสิ่งที่เราทำหรือเปล่า อันนี้เราขุดหลุมไว้ดักตัวเอง เอาเป็นว่าแม้ไม่เคยทำก็ลองดูมั้ย ทำแล้วเขาจะยอมรับเราหรือไม่ เราก็อย่าไปคาดหวัง แต่เราลองดูมั้ย เขาอาจจะตื่นเต้นกับสิ่งที่เราทำก็ได้ที่เห็นว่า สิ่งที่เขารอคอยที่จะเห็นเรากลับไปขอโทษเขา มันทำให้เขามีความสุขเหลือเกิน การให้อภัยของเขามันจะไม่ยาก ที่เราคิดว่าเขาจะให้อภัยเรามั้ย เป็นเพียงเพราะเราไม่เคยขอโทษเขาเลยต่างหาก ทำไมเราไม่เปลี่ยนพลังงานความคิด ความคิดเป็นสัมมาทิฏฐิก็ได้ เป็นมิจฉาทิฏฐิก็ได้ ฉะนั้นถ้าเราเปลี่ยนความกลัวที่เขาจะไม่ให้อภัยเราที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เราก็ลุกขึ้นมาขอโทษเขาเลย ขอโทษนะพ่อที่ไม่เคยบอกรักพ่อดังๆ เลย ขอบคุณที่พ่อป่วยที่ทำให้แม่บอกรักพ่อได้ดังๆ อาจจะมีวิธีการพูด และพ่อก็อาจจะอมยิ้มไปเลย

"มีวิธีการถอดรหัสชีวิตของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน เพราะจริงๆ แล้วเขารู้ดีแก่ใจ เพราะการที่เขาเลือกที่จะอยู่กับใครคนนั้นสักคน เขาสุขกับอะไร ทุกข์กับอะไร มันมีทั้งสุขและทุกข์ เราจะสุขอย่างเดียวเป็นไปไม่ได้ แต่อย่าไปจมกับทุกข์ เราต้องกระโจนข้ามบางเรื่องและก็ให้อภัยกัน"

แม้เราจะอยู่ด้วยกันแต่เราไม่ต้องเกลียดกัน แม้เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน ต้องจำพรากจากหรือแยกออกจากกัน หรือจะอยู่หรือจะไป หรือจะอย่ากัน เราไม่ทำให้ชีวิตของเราทุกข์ได้ การแยกออกจากกันบางทีมันทรมานใจ อยู่ก็ทุกข์ แยกจากกันอาจจะไม่ทุกข์ก็ได้ คนที่อยู่บางคนยังไม่ตาย แต่มันทรมานมาก แต่เขาเปลี่ยนภพภูมิไปอยู่ในปกติภูมิของเขา ใสกว่ากิ๊กว่า มีอนาคตที่ดีกว่า แล้วจะกลัวทำไมกับความตาย ทุกคนจะกลัวการจากพรากแล้ว จะอยู่กับที่เดิมแล้วจะทรมานไปวันๆ ไม่มีชีวิตออกจากหลุมดำนั้นได้ เราต้องสร้างความเข้มแข็งนั้นได้


โควิด-19 สำหรับคุณแม่คือโลกใบนี้คือห้องภาวนาของพวกเราเลย ไม่ใช่แค่โรงพยาบาลไม่ว่าคนที่จะอยู่ในโรงพยาบาลหรือนอกโรงพยาบาล ก็ต้องภาวนา โควิด-19 มารอบนี้ทำให้โลกใบนี้เป็นเรื่องของการภาวนาไปเลย


อย่าลืมว่าพอโควิด-19 หายต้องถอดรหัสองค์ความรู้ไว้

แม่ชีศันสนีย์


เราจะต้องมีความเพียร คุณยายห่วงอย่างเดียวว่าเราจะไม่ถอดรหัสองค์ความรู้หลังจากโควิด-19 หายไปไม่ได้

“โควิด-19 มาเพื่อที่จะให้เรามีความเพียรที่จะดำรงชีวิตอยู่อีกครั้งหนึ่งอย่างไม่ประมาท สอนให้พวกเราเห็นว่า ถ้าคุณได้ชีวิตมา มันจะมีค่ามาก ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันเป็นการต่อสู้กับใจของตัวคุณเองเลย มันเป็นการต่อสู้ของคนทุกคน”

ตั้งแต่บุคลากรทางการแพทย์ ตอนนี้โลกใบนี้เหมือนมารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน และถ้าเราร่วมใจกันภาวนาไปด้วยกัน เราต่อสู้กับโรคนี้ไปด้วยกัน เราก็จะได้โลกใบใหม่ เพราะใจคนมันกล้าที่จะยืนไม่ฝืนไว้ กล้าที่จะระมัดระวังตัวเอง ไม่ประมาทหรือขาดสติ เห็นบทเรียนของคนบางคนที่สอบผ่าน บางคนสอบตกแต่มีความเห็นอกเห็นใจ มีการแชร์ Care Respect ที่เป็นรูปธรรม ใครช่วยอะไรได้ช่วยกันหมด เด็กเล็กๆ ก็ออกมาช่วยกัน มันงดงามมาก และงอกงาม ไม่ใช่ตัวใครตัวมัน ไม่ใช่มีเงินก็มาซื้อเตียงไม่ได้ มีเงินหรือไม่มีเงิน อย่าติดโควิด-19 ดีที่สุด

“อย่าติดโควิด-19 ที่ใจ กายไม่ได้ติดโควิด-19 แต่ความกลัวโควิด-19 ไปติดที่ใจ อย่างนี้ก็ไม่แฟร์กับการใช้ชีวิต อยากให้ทุกคนรู้จักวิธีการต่อสู้กับหัวใจของตัวเองเป็น ให้คิดว่าเราผ่านมาได้เพราะเรามีความเพียรในการสู้ เราสู้เป็น เราจะไม่ตายทั้งเป็น”

อะไรเป็นกำลังใจหรือทำให้ฉุกคิดกับปัจจุบันขณะช่วงที่คุณพ่อยู่ในไอซียู


ครูแอม


คุณยายใช้คำว่า “ต้องกลับมาภาวนา” คำๆ นี้เหมือนเป็นคำที่เราคุ้นเคย พอเราได้ยินอย่างนี้เหมือนเราก็คิดได้ว่า อ๋อ มันต้องเป็นแบบนี้ จัดมุมในบ้านเลยเพื่อให้ทุกคนมาร่วมภาวนาไปด้วยกัน แล้วเหมือนเราไม่ได้ทำของเราอยู่คนเดียว เรายังมีกัลยาณมิตร เพราะเราไม่ได้เป็นแบบนี้อยู่ครอบครัวเดียว มีพลังที่มาจากสารทิศที่ชวนกันมาภาวนา เหมือนทำให้คนที่ยังอยู่หรือครอบครัวมีกำลังใจ รู้สึกว่าพ่อเราไม่ต้องหายก็ได้แต่ถ้าหายจะดีมาก เพราะรู้สึกว่าทุกคนให้ความรักกับเรามาดีมาก ทำไมทุกคนถึงดีกับเราขนาดนี้ คุณยายก็ชวนคณะแม่ชีสวดมนต์ หลวงพ่อ เหมือนเรา..ถ้าย้อนอดีตได้ คนนี้เป็นเพื่อนเราสมัยโน้น ถ้าใครมาดูชีวิตนี้ย้อนหลังมันมายาวไกลมาตลอด 15 ปีที่มีโอกาสใกล้ชิดคุณยายมา คุณยายไม่ได้มาบอกว่า แอมนั่งสมาธิหรือยัง หรือเดินจงกรมหรือยัง คุณยายไม่ได้สอนอย่างนั้น คุณยายปล่อยให้วิ่งเล่นในเสถียรธรรมสถาน 1 ปีนต้นไม้ พายเรือ เพียงแต่สอนว่า

“ขอให้เรามีกายเคลื่อนไหว ใจตั้งมั่น และมีความสงบเย็นเป็นประโยชน์ และหลังๆ จะให้งานที่ยากขึ้น คือ ยากอย่างไรก็จะทำให้สำเร็จ เพราะมีปัญญา”

ก็คิดว่า แล้วเรามีปัญญาหรือยัง ทำงานของคุณยายให้เสร็จที่คุณยายอยากให้เราทำงานตรงนี้ อันนี้คิดว่าเป็นการฝึกฝนมา ไม่รู้ว่าเป็นการรับมือหรือเปล่า

"จนกระทั่งได้มารับมือกับสถานการณ์อย่างไอซียู ที่เมื่อก่อนเราจะเห็นในทีวี ว่าในห้องไอซียูจะมีคนร้องไห้ มีการเขย่าเตียงแล้วบอกว่าพ่ออย่าเพิ่งไป เรามีภาพในหัวอยู่ข้างหนึ่ง เราไม่ต้องใช้ภาพอย่างนั้นก็ได้ เราแค่มีแบบหนึ่งที่ให้พ่อมีความสุขไปกับเรา"

เขียนบทความ และสิ่งที่ได้ถอดบทเรียน


ครูแอม


ได้การบ้านจาก ดร. ณัฐวุฒิ ให้ถอดบทเรียนจากสิ่งที่เจอมา เพราะปกติเขียนบันทึกแค่เป็นรายวัน ไม่ได้เขียนเป็นบทสรุปทั้งหมดว่า ถ้าคิดโควิด-19 จะต้องทำอย่างไร เพราะตอนเคยไปรับโทรศัพท์ช่วยคนติดโควิด-19 ทำให้รู้ว่าถ้าติดโควิด-19 แล้วจะกลับบ้านไม่ได้เพราะจะทำให้สมาชิกครอบครัวที่อยู่ที่บ้านติดโควิดไปด้วย มีคนหนึ่งกลับบ้านไม่ได้แล้วเขาก็ยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ “พี่ครับผมจะทำอย่างไร” เลยเข้าใจว่ามันไม่ได้ติดง่ายๆ แบบนี้ เหมือนกับสิ่งที่คุณหมอแต่เราไม่ได้ทำ ก็เลยเขียนเป็น How To ของพ่อได้ ว่าเราสามารถรอได้เป็นระบบ รอเตียงได้


จนกระทั่งคุณยายได้ช่วยในสถานการณ์ในครอบครัวได้เดินทางด้านใน คือ การภาวนา เหมือนไม่ต้องยุ่งกับข่าวสาร หรือฉีดวัคซีนแล้วหรือยัง มันทำให้กลับมาที่ใจเรา แล้วแอมก็เป็นคนหนึ่งที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน เรารู้สึกว่า ไม่เป็นไร ถ้าเรายังดูแลตัวเองได้ดี แล้วยังทำตามองค์ความรู้ต่างๆ อยู่ เรารักษาใจเรา ครอบครัวเรา และคนข้างบ้าน เพราะทุกคนเหมือนข่าวใหญ่ของซอยตอนที่คุณพ่อติดที่ลมพัดก็น่าจะติดได้ แต่ถ้าเราทำให้คนอื่นได้รู้และเข้าใจต่อโรคนี้ เช่น น้องเขายังเดินเอาขยะมาทิ้งได้ ยังไม่ติดกัน ถ้าเรายังดูแลตัวเองได้และมีสำนึก คนรอบข้างก็จะรอดไปกับเราด้วย คนข้างบ้านก็ไม่ได้ตระหนกหรือแตกตื่น


แม่ชีศันสนีย์


การมีจิตสำนึกด้วยกันถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการที่เราอยู่ด้วยกัน เรากำลังมีชะตากรรมร่วมและเจอวิบากกรรมที่เราก็ทำกันไว้ในฝ่ายอกุศล เราก็คงทำอกุศลเอาไว้ เราก็ต้องรับอกุศลวิบากกรรม ถ้าเกิดใครเติมน้ำดีไปได้เยอะ เราทำเกลือไว้ แต่บางคนเค็มปี๋เลย เพราะไม่มีน้ำดีใส่เข้าไป แต่บางคนพอรู้ว่าจังหวะนี้เราเจอแจ็กพ็อตแล้ว เจอความเค็มแล้ว เราจะไปนั่งกลัวความเค็มของเกลือแล้ว เราก็เติมน้ำดีลงไป

"การภาวนาคือการเติมน้ำดีเข้าไป การภาวนาคือการทำให้จิตดีขึ้น ถอดองค์ความรู้เราออกมามันก็เปลี่ยนทิฐิของเราได้ พอน้ำดีมากขึ้นๆ เกลือก้อนเท่าเดิม แต่น้ำดีมากขึ้น เราไปนั่งด่าเกลือไม่มีประโยชน์อะไร เราเติมน้ำดีไปไม่ดีกว่าเหรอ การภาวนาหรือการเติมน้ำดีไปดีกว่า"

เป็นโควิด-19 ที่ทำให้เรามาทำน้ำดีมากขึ้น จนกระทั่งเกลือก้อนเท่าเดิม เราไปเพิ่มผลึกเกลือ ไม่บ่นว่าด่าทอ เราไม่วิพากย์วิจารณ์สิ่งที่ไม่รู้จริง ใครทำกรรมใดก็ต้องมีผลแห่งกรรมนั้นปรากฎอยู่แล้ว เราศรัทธาในกฎแห่งธรรมชาติซึ่งก็ยุติธรรมเสมออยู่แล้ว มันไม่มีใครกบฏกับกฎธรรมชาติได้ แล้วเราจะทำอะไร จะทำน้ำที่มันใส หรือจะเพิ่มผลึกเกลือ เราเลือกได้ ในเมื่อที่เราจะเลือกเป็นน้ำดีมากขึ้น แต่เกลือก้อนเท่าเดิม อิทธิพลของเกลือมันจะมีน้อยลง เพราะน้ำดีมันมากขึ้น ไม่ใช่อิทธิพลของเกลือจะเข้มข้นมากกว่านี้ ถ้าเรายังทำน้ำดีอยู่

“ถ้าเราทำน้ำดี เราจะได้รับการเจือจางจากน้ำดี ก้อนเกลือจะมีอิทธิพลต่อชีวิตเราน้อยลงเพราะน้ำดี เกลือมันก็ยังเค็ม แต่จะเค็มน้อยลงเพราะมีน้ำดีมากขึ้น ถ้าเราเข้าใจ วิเคราะห์ กฎธรรมชาติ ไม่ได้เชื่อแบบงมงาย ทุกอย่างก็เป็นตามกรรม ก็ไม่ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรเลยเพราะกรรมเก่าเราไม่สนใจกรรมเก่า เราสนใจแต่กรรมปัจจุบันที่จะเป็นน้ำดี”

เราเข้าไปแก้ตัวไม่ได้ เพราะเราเห็นแก่ตัวมาเยอะ เรามีแต่ผลึกเกลือ เราต้องเจอผลของความเค็ม เราก็จบแล้ว เรื่องนี้เราจบแล้ว เพราะเราไปยอมรับมันแล้ว การทำน้ำดีให้มากมันเป็นปัจจุบันกรรม ซึ่งอันนี้เป็นเวลาที่ประเสริฐที่สุดของคนที่เจอเรื่องนี้ แล้วมาร่วมทำน้ำดีกัน ถามว่าลำบากหรือไม่ทางเศรษฐกิจ คุณแม่เข้าใจ นี่เราก็ประหยัดกันตัวโก่งเลย เพราะอยากจะให้มากกว่าที่เคยให้ แล้วก็ยังให้กันอยู่ ไม่เคยทำก็ต้องลุกมาทำ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือทำให้เราเกิดความชำนาญ เรามีสารความสุขทุกวัน มีความตื่นตัวทั่วพร้อม เรามีออร่าที่พร้อมอยากทำโน้นทำนี่ มองว่าการทำรายการของเราคือการให้กำลังใจคน กำลังทำโจทย์ที่ยากทางใจ มีจิตสำนึกที่จะเปลี่ยนร้ายกลายดี เราอาจไปจับทุกอย่างขึ้นหงายไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราพยายามจะเอื้อมมือกัน ต้องให้กำลังใจกับผู้คนที่ยากลำบาก


ตอนนี้คุณยายก็มีตารางที่ต้องให้กำลังใจกับผู้ที่มาพักรอเตียง รอโรงพยาบาล การพักอย่างวุ่นวายหรือสงบ แต่คือการเข้าไปช่วยในการไกด์ อาจทำให้ กทม. มีสนามเตียงรอ อย่างแอม มีขับรถไปก็มีรถมาขวางซอย คิดบุญบาปของเราหรือเปล่า พอไปศิริราชก็เข้าไปกระบวนการ แต่เราคำนึงถึงคนตัวเล็กตัวน้อย และกำลังลงไปช่วยเด็กที่พ่อแม่และลูกเป็นโควิด-19 และถูกแยกย้ายกันไป คุณยายก็กำลังหาวิธีที่จะทำอย่างไรจะเล่านิทานให้หลานฟัง หรือดั่งดอกไม้บานแอนิเมชั่นของเราจะไปช่วยฟันน้ำนมของเราอย่างไร ก็มีโจทย์ที่ต้องทำ และก็ต้องเพียร มันก็สนุก และเป็นโจทย์ของเราที่ต้องทำ แต่เราไม่เศร้าโศกเสียใจ แต่เป็นความละอายขึ้นมาหรือมีหิริขึ้นมาเลย มนุษยชาติจะทำกรรมอะไรขึ้นมามันมีกรรมร่วม มีกรรมสาธารณะด้วยนะ วัคซีนขาด คุณแม่ก็ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน แต่การ์ดเราก็ไม่ตก แต่โชคดีที่เรายังมีกันและกันที่จะสื่อสาร ตอนนี้ทำสื่อรายวันแล้ว แล้วก็รู้สึกว่า มันตอบโจทย์เพราะหลายคนมีกำลังใจและมีความร่าเริงในการทำงาน คุณแม่มองอย่างง่ายๆ

“เรามีกรรมเป็นกำเนิดมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ทำกรรมใดได้กรรมนั้น กรรมในอดีตจบ ไปแก้ตัวไม่ได้ อย่าไปเชื่อเรื่องกรรมเก่า แต่จงเชื่อในเรื่องกรรมปัจจุบัน กรรมคือการกระทำในปัจจุบัน บริหารกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ให้เป็นน้ำดีเอาไว้เยอะๆ วันหนึ่งผลึกเกลือตกมา ก็ยังพอมีน้ำดีที่พอละลายเกลือได้”

วันที่ Happy Birthday คุณพ่ออีกครั้ง ไม่รู้ว่าออกหัวออกก้อย แต่ของครูแอมจบแบบ Happy Ending แต่หลายคนไม่ได้จบแบบนี้ ข้อคิดที่อยากฝากไว้คือ


ครูแอม

ช่วงนี้ที่ลง Facebook สรุป How To คุณพ่อไป มีคนโทรมาเยอะมาก แล้วก็พบว่ามีหลายคนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คุณพ่อพี่รอดใช่มั้ยคะ งั้นของหนูก็ต้องรอดเช่นกัน เราก็จะบอกเขาว่า แป๊บหนึ่งใจเย็นๆ นะคะ ถ้าตอนนี้หนูรู้สึกว่าหนูทำดีแล้ว เหมือนกันที่ถ้าเคสแอม ถ้าแอมทำดีแล้วทำเต็มพลังและสุดความสามารถ เหมือนคุณยายให้ใช้ทีละขณะ เหมือนคำที่ยายบอกว่า “เสียใจ คนตายไม่ได้ทำ” คือถ้าเราคิดว่าเราทำแล้ว เรามีโอกาส ทุกวินาทีเหมือเรามีโอกาสหมดเลย ไม่ว่าจะคุยกันตอนนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายแต่เรามีโอกาสที่จะได้ทำ

ดังนั้นเราเลือกได้ว่าเราจะทำอะไร เหมือนที่คุณยายบอกว่าเราต้องสร้างน้ำดี เราก็ต้องแยกให้ออกว่าอะไรคือน้ำดี จะทำอกุศลหรือเปล่า เราก็ไม่เลือก เราจะทำให้ดีที่สุดเต็มความสามารถในเหตุปัจจัยที่เราสามารถทำได้ เราจะไม่เสียใจ เราไม่รู้ว่าจะได้กลับมาแฮปปี้ เบิร์ธเดย์คุณพ่อ เป็นอย่างไร แต่รู้สึกว่าที่ผ่านมาเราลงทุนเต็มที่แล้ว เหมือนที่ใครบอกว่าตอนนี้จะทำอย่างไรดีตอนนี้ไม่มีเตียง ทำอย่างไรดี ขั้นแรกเลยบอกเขาว่า กลับมาอยู่กับตัวเองก่อนนะ หายใจก่อน มันยังโอเค ยังไม่เป็นอะไร หรือถ้าคุณพ่ออยู่ที่ โรงพยาบาลแล้ว เราก็ต่างแยกกันทำงานไป คุณหมอและพยาบาลก็ทำหน้าที่เขาไป เราก็ต้องทำงานด้านในของเราไป ซึ่งจะเป็นพลังให้ไปช่วยคุณพ่อของน้องนะคะ และคุณยายจะมีคำที่เข้าไปในหัวใจคือ

“เมื่อจิตสงบ เราจะพบกันเสมอ แล้วเราก็จะพบกันในกุศลเสมอ ดังนั้น กุศลหรือคำว่าจิตสงบมันก็จะถึงกัน เห็นหน้าหรือไม่เห็นหน้าเราก็ได้สร้างกุศลไปพร้อมกัน”

และสิ่งที่คุณยายสอนเสมอคือ เราจะมีพ่อแม่ในตัวเสมอ เราจะอยู่ในสถานการณ์ไหน เราจะนอนป่วย เราไม่ได้อยู่คนเดียว เรายังมีลมหายใจเป็นเพื่อน เรายังมีเลือดเนื้อของพ่อแม่เรา ถ้าเราหายใจเป็นกุศล ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์ใด เรายังอยู่ในกุศล กายอาจจะไม่ไหวแล้ว แต่ถ้าใจยังแข็งแรงอย่างน้อยเอาตัวเราเองเลยว่า ถ้าเราตาย เราจะส่งตัวเองให้เป็นกุศลก็ต้องซ้อมกันไปเลย


หลายคนเริ่มท้อแท้หนังชีวิตไม่จบ Happy Ending มีวิธีให้ตระหนักรู้เห็นคุณค่าอย่างไร


แม่ชีศันสนีย์


คนที่เผชิญกับโควิด-19 บางคนก็ได้บุคคลอันเป็นที่รักกลับบ้าน หรือสูญเสีย โดยเฉพาะพ่อแม่ที่สูญเสียลูกที่อายุยังน้อย อันนี้น่าเห็นใจมาก แต่ว่าเคสไหนมาถึงคุณยาย จะให้ภาวนาเพื่อที่จะให้ยอมรับกับการจากพรากเพื่อให้ยอมรับความจริง

“หนึ่งคนตายหลายคนต้องเติบโต อย่าตีอกร่ำไห้ อย่าโทษตัวเอง อย่าหลงอารมณ์ มีบางคนต้องตายจากพรากหรือตายจากจริงๆ ก็ใช้การภาวนาตอบโจทย์ของชีวิต”

ตอนนี้คุณยายชวน ในช่วงที่กำลังถูกล็อกดาวน์ เรากำลังวิเวกเราก็ทำกันเลย ตอนนี้ไม่ว่าล็อกดาวน์ระดับเข้มข้นมาตรฐานขนาดไหน เราก็มีภาวนาอย่างเข้มข้นได้ด้วย เรามีโอกาสที่จะทำงานอยู่ที่บ้าน เรามีโอกาสเคลื่อนไหวช้าลง ไม่ต้องร้อนรนอะไรมากนัก แต่ว่าเรามีความกระฉับกระเฉงในเรื่องของการปฏิบัติ นี่พูดภาพรวมก่อน

“เพราะความจริงเรื่องการเกิด ตาย และอยู่ เป็นเรื่องเดียวกัน แต่การอยู่เย็นอยู่ร้อน เราเลือกได้ที่จะอยู่อย่างเย็น ตายเย็น อยู่อย่างร้อนเราก็ไปร้อนๆ อันนี้เราเลือกได้ แต่การเกิดกับตายเราเลือกไม่ได้ เราได้เกิดกับตายวันไหนแบบเบ็ดเสร็จไม่ได้ แต่อยู่อย่างไร แบบไม่ตายทั้งเป็นเราเลือกได้”

มนุษย์พอเลือกได้แต่เราต้องเคารพในสิ่งที่เราเลือก สมมุติเราเลือกที่จะปิดประตูนรก เราก็ต้องเคารพว่า ต้องใช้ความเพียรที่จะยืนแล้วเห็น แต่ไม่ต้องลงไปคลุกคลี แล้วก็ฝึก เราเรียกว่าการภาวนา ในกายเคลื่อนไหวใจตั้งมั่น กายอยู่กับกิจ จิตอยู่กับงาน ทำไปเรื่อยในไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะมีอาชีพอย่าไร อย่างนักเต้นบัลเล่ต์เราก็ทำกุศลได้ เพราะกายเคลื่อนไหวใจตั้งมั่นก็เป็นกุศลได้ พอเราทำจนเกิดความชำนาญ มันได้สืบค้นจนเราเอง พอรู้วิธีการเทคนิคขั้นเข้มข้น เราเรียกว่า “ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์”


เพราะเราได้อยู่กับความเจ็บป่วย อย่างรัดนิ้วมือเดียว ฝึกจิตเดียวขณะนี้เลย มันคือการภาวนาในโลก “โพชฌงค์ทั้ง 7” ต้องเริ่มรู้ ตั้งการ์ดสูงไว้ ใส่แมสไว้ อันนี้คือกายอยู่กับกิจจิตอยู่กับงาน อันนี้คือ “สติสัมโพชฌงค์” คือการ์ดของเราไม่ทำให้เราหรือผู้ป่วยที่ไม่ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ Burn Out เตียงไม่มีแล้ว เราไม่มีโอกาสเลือกมากกว่านี้ เราเลือกอย่างเดียวคือเราจะต้องไม่ป่วย จนกระทั่งเรากลายเป็นคนที่เราต้องไม่รู้สึกอึดอัด เราจะต้องไม่ถูกความรู้สึกอึดอัดมาล็อกเราอีก แม้เราจะมีกายวิเวก และมีจิตธรรมวิเวก


ดังนั้น “ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์” คือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้เราหลุดพ้น

ในขณะนั้น ความเพียรที่เราเรียกว่า “วิริยสัมโพชฌงค์” เป็นความเพียรที่ถูกต้อง ไม่ใช่ความเพียรที่จะชนะ แต่เป็นความเพียรที่ไม่ตกนรก และไม่ทำให้นรกใหม่ได้เกิดขึ้น และเพียรที่จะทำน้ำดีให้มันมากขึ้น เหมือนเพียรที่จะไม่ทำให้เกลือโตขึ้น เพียรไม่ให้เกลือใหม่เกิดขึ้น และรักษาน้ำดีนั้นให้ไหลมาภาวนาตลอดเวลา ไม่เหือดแห้ง พอมี “วิริยสัมโพชฌงค์” เข้าใจอย่างนี้แล้ว รางวัลก็มาแล้ว ปิติ จะอยู่จะตายใจก็ไม่ได้รู้สึกเศร้าหมอง มีความรู้สึกแล้วแม่เราหรือลูกเราตายดี ก็เป็นปิติ

“พอมี “ปิติสัมโพชฌงค์” กำลังจิตจะเริ่มแข็งแรงมาก มันจะกลับมาบริสุทธิ์ตั้งมั่น จิตมีกำลังมากอันนี้ไม่ได้อยู่ที่เดินจงกรมหรือนั่งสมาธิแล้ว จิตเป็นสมาธิอยู่ตลอดเวลา กายอยู่กับกิจจิตอยู่กับงาน พอมี “สมาธิสัมโพชฌงค์” มันถึงจะวางใจได้ จนเรียกว่า “อุเบกขาสัมโพชฌงค์” อยู่ด้วยอารมณ์เดียวไม่หวั่นไหวจะเกิดหรือจะตายมันเป็นกุศลที่เราเลือกมาแล้วการเดิน "โพชฌงค์ทั้ง 7"องค์คุณแห่งการบรรลุธรรม”

คุณยายพยายามอธิบายโพชฌงค์ทั้ง 7 กับมะเร็ง เพราะถามว่ามะเร็งยังอยู่มั้ย ยังอยู่ในร่างกายของเรา มี 1 เซลล์ มีอ่อนแอ ระเบิดขึ้นมาบ้าง แต่มันอยู่ในกุศลกับเรา มะเร็งก็ยังอยู่ในกายเคลื่อนไหวใจตั้งมั่น กายอยู่กับกิจจิตอยู่กับงาน อยู่ในวิริยสัมโพชฌงค์กับเรา เราเรียนรู้ว่ามะเร็งมีนิสัยแบบนี้ ชอบให้เรากินนี้ ถ้าเรากินแบบนี้ลมเยอะ ธรรมมะวิริยะเรื่องนี้ได้ มีความเพียรหักห้ามใจตัวเองอย่าให้อาหารมะเร็งในร่างกายของเรา แต่ไปด้วยกันด้วยกุศลแล้วก็มีปิติอยู่กับมะเร็งในร่างกายที่เราไม่ทุรนทุรายด้วยกำลังของจิต มันก็อยู่ด้วยกำลังของจิตที่เป็นสมาธิ มะเร็งก็เป็นสมาธิอยู่กับเรา มะเร็งแม้จะไม่หาย แต่มันอยู่กับเราด้วยอุเบกขาเอกัคคตารมณ์อารมณ์ก็ไม่หวั่นไหว อันนี้คุณยายอยู่กับเรื่องมะเร็ง

โควิด-19 ก็เหมือนกัน ก็เอาไปใช้ “โพชฌงค์ทั้ง 7” คือการดูแลผู้ป่วย ดูแลใจผู้ที่ที่เป็นญาติผู้ป่วยและหมอและพยาบาลที่กำลัง Burn Out การสูญเสียเราต้องมีจิตที่เข็มแข็งไม่ว่าเราจะเป็นผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วย และอาจเป็นผู้สูญเสียในวันหนึ่ง แต่เราอยู่ในโพชฌงค์ทั้ง 7 การศึกษาของแอม ลองให้แอมเขียนเป็นรายวัน เพราะมีคำสอนคุณยายเป็นรายวัน เพื่อให้ธรรมมะสวัสดี ดูรู้เรื่องเป็นธรรมทานแล้วเราก็มาชวนกันทำเรื่องนี้ เรายังอยู่กับโควิด-19 อีกนาน

เราก็เก่งกันมาก แม้คนตายทุกวัน เป็นเรื่องที่เติบโตได้ อยากให้กำลังใจ ท่านที่กำลังเผชิญกับโควิด-19 เราไม่ตายด้วยโรคใดโรคหนึ่ง เป็นมะเร็ง ความดัน หัวใจ แต่จะเป็นอะไร

“อย่าเอาเราไปเปรียบเทียบกับใคร เรามีวาสนาต่างกัน กรรมมาต่างกัน บางทีเราอาจจะได้ผลึกเกลือที่ตกมาในเวลาที่ยากลำบาก เราก็ทำน้ำดีให้มาก หรือบางทีเรามีน้ำดีมาก ผลึกเกลือยังไม่ทันจะมาเลย น้ำดีก็แผ่ไปที่คนอื่น เรื่องเหล่านี้เราไม่ต้องปฏิเสธแล้วแต่มันคือความจริงที่ต้องยอมรับ แต่ว่าจะมีใครสักกี่คนที่ฝึกปฏิบัติ เพราะความจริงมันไม่นำมาซึ่งความเจ็บปวด”

ถอดรหัสครูแอม


แม่ชีศันสนีย์


แอมไปเป็นอาสาสมัครในการรับโทรศัพท์เรื่องช่วยเหลือการหาเตียงของผู้ป่วย เขาจึงมีเครือข่าย และประสบการณ์เรื่องนี้ในวันที่เขาต้องเอาพ่อเขาไป นี่คือกรรมดีแล้ว ให้ดูว่ามนุษย์แต่ละคนจะมีกรรมดีที่จะปรากฎผล ถ้าแอมไม่เป็นอาสาสมัครในเสถียรธรรมสถาน 15 ปี แอมก็ไม่ได้รู้จักคุณยาย วันที่เราออกไปแจกของส่องตะเกียงไปทุกที่ที่เรารู้สึกว่าเราไปแล้วเป็นประโยชน์ ความที่แอมมีจิตเป็นอาสาสมัคร เขาได้บทเรียนของอาสาสมัคร เขาก็เอาบทเรียนนั้นมาปฏิบัติต่อคุณพ่อ อย่าไปหวังว่าเป็นปาฎิหารย์ที่ฟลุก แอมมองว่าเป็นปาฎิหารย์ สำหรับคุณยายแล้ว

“โลกนี้ไม่มีปาฏิหารย์สำหรับคนอื่น มันเกิดจากเรานี่แหละ ถ้าเราให้อย่างไม่มีที่สุด เราจะไม่ขาดแคลน”

เพราะแอมเขาเป็นอาสาสมัครเขาไปรับใช้คนอื่น แล้วพอถึงเวลาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาย่อมจะมีคนที่จะไปรับใช้เขา คุณยายถึงบอกว่าคุณยายรับใช้อะไรได้บ้าง แล้วคุณยายก็ทำอย่างนี้กับอาสาสมัครของคุณยายทุกคน เรามีประสบการณ์จากการที่เราไปรับใช้คนอื่น พอถึงเวลาของเราคราวนี้เราก็จะยิ่งทุ่มเทเป็นผู้รับใช้มากขึ้น

"ก็จะกลับย้อนถามไปว่า โควิด-19 ใครออกมาเป็นผู้รับใช้บ้าง มีเราหรือเปล่า หรือเรามีแต่ก่นด่าว่าทอ มันไม่เหมือนกัน ถ้าเราออกมาเป็นผู้รับใช้หมด โลกจะไม่เปลี่ยนได้อย่างไรหลังโควิด-19 มันต้องดีขึ้น เพราะทุกคนมีหัวใจโพธิสัตว์กันหมด การรับใช้คือหัวใจของผู้รับใช้ที่จะเปลี่ยนร้ายกลายดี เราอย่าตื่นตัวอย่าตื่นตูม เราต้องมีสติ สมาธิ คือมีความสงบ เราไม่ลิงโลดเกินไป ไม่ตื่นตัวเกินไป มีปิติแล้วเราต้องสงบและทำงานด้วยสมาธิ”

ฉะนั้น เวลาที่เราถอดรหัสด้วยคนหนึ่งคนอย่ามาพูดว่าทำไมฉันถึงไม่เป็นอย่างนี้ เพราะเราทำกรรม หรือเขาทำกรรมอะไรไว้ กรรมเราต่างกันผลแห่งกรรมก็ต่างกัน ตอนนี้ไม่สายออกมาเถอะ ถ้าจะให้คุณยายสรุป

“ถ้าบอกว่าการประพฤติกรรมคือการออกมารับใช้คน ออกมาเถอะ คุณทำอะไรได้ เดินไปยิ้มให้ใครได้ เสิร์ฟน้ำ ไปจูงใครสักคนที่เขากำลังร้องไห้ที่กำลังหมดอาลัยตายอยาก ดึงเขาขึ้นมา อยากให้ทุกคนมี Peace in Action”

การที่เราลุกออกมาทำสื่อ เชิญหลายคนมา หมอยังเป็นคนโควิด เราต้องออกมาช่วย เรามาภาวนามาฉุดช่วย ช่วยกัน ทำให้แข็งแรงและจิตใจเปลี่ยนกรรรมของเราเป็นน้ำดี มาเปลี่ยนผลึกเกลือให้เยอะ ปฏิบัติธรรม ให้การอธิษฐานคือความตั้งใจมั่นคือการทำให้สำเร็จ การตั้งใจมั่นอธิษฐานพรรษษเพื่อเกินมรรคคาแห่งการตื่นการปฏิบัติในช่วง 3 เดือนนี้ อย่างมีกายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก การมีชีวิตทำให้โลกนี้ดีขึ้น เพราะจิตของเรามันศักดิ์สิทธิ์ อยู่หรือตาย งานศักดิ์สิทธิ์เพราะจิตไม่ขุ่นมัว


*******************






ดู 55 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด