ค้นหา

พลิกวิกฤต ผ่าทางตันธุรกิจทีวี คุณบอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ


CEO Talk

วันจันทร์ที่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 16.00-17.00 น.

หัวข้อ “พลิกวิกฤต ผ่าทางตันธุรกิจทีวี”

แขกรับเชิญ-คุณบอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด

ผู้ดำเนินรายการ-คุณเพ็ญศรี สุธีรศานต์ เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย


CEO Talk ครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคุณบอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ผู้บริหารช่อง ONE31 มาพูดถึงอุตสาหกรรมทีวีว่าทีวีกำลังจะตายเพราะออนไลน์จริงหรือไม่อย่างไร รวมทั้งมีแนวทางการบริหารองค์กร โดยเฉพาะปัจจุบันที่เป็นช่วงท้าทายในการขับเคลื่อนธุรกิจหลังเกิดสถานการณ์โควิด-19


มุมมองต่อธุรกิจทีวี


“ผมเชื่อว่าถึงอย่างไรทีวีก็ไม่ตายและอยู่ไปอีกนาน เพราะด้วยธรรมชาติของทีวีและธรรมชาติของคนดูที่อยู่ที่บ้านแล้วต้องการมีเพื่อน โดยยังสามารถอัพเดทสถานการณ์ต่างๆ ไปด้วยพร้อมกับรับความบันเทิง Entertainment ที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าจะต้องเป็นบันเทิงแบบไหน หรือแม้กระทั่งการมีโซเชียลมีเดียเข้ามาดิสรัปชั่น”


แต่วิธีการและเหตุผลการเสพสื่อของโซเชียลมีเดียกับทีวีก็มีความแตกต่างกัน โดยโซเชียลมีเดียอาจจะมีการเห็นได้มากกว่า แต่ต้องเป็นอะไรที่น่าสนใจจริงๆ คนถึงจะมีการคลิกเข้าไปอ่านหรือเข้าไปชม ซึ่งมองว่าเป็นแนวทางเดียวกับแมกกาซีนหรือหนังสือพิมพ์ (นสพ.) มากกว่า ขณะที่ทีวีเป็นการเปิดทีวีทิ้งไว้เหมือนเขาเป็นเพื่อน สักพักพอมีเหตุการณ์อะไรขึ้นมาที่สนใจก็จะไปดู ซึ่งอันนี้โซเชียลมีเดียทำไม่ได้ เพราะโซเชียลมีเดียก็คือโซเชียลมีเดียอย่างเดียวที่ไม่สามารถทำอย่างอื่นไปด้วยได้


หรือแม้กระทั่งเรื่องเอนเตอร์เทนเมนท์บนโซเชียลมีเดียคุณต้องรู้แล้วว่าคุณจะดูอะไร แล้วค่อยกดเข้าไปดู เหมือนมีเป้าหมายสิ่งที่อยากดูอยู่แล้ว ขณะที่ทีวีไม่ต้องมีเป้าหมาย แต่สามารถเปิดไว้เป็นเพื่อนได้ แล้วถ้าดูแล้วแต่มันจบวันนี้ พรุ่งนี้ถึงจะมีต่อ อันนี้ของทีวีที่จะกลายเป็นสิ่งที่คนดูมีเป้าหมาย ซึ่งมองว่าการเสพสื่อมันต่างกันในไลฟ์สไตล์ของคน


ทิศทางของธุรกิจบันเทิงควรจะไปอย่างไร


ธุรกิจบันเทิงในทุกๆ ช่วงของประวัติศาสตร์ก็เปลี่ยนไปตามสภาพสังคมในช่วงนั้นๆ ซึ่งจะสังเกตได้จากภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็จะแบบหนึ่ง ยุค 60-70 ฮิปปี้ก็จะแบบหนึ่ง ยุค 80 ก็จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง PostCovid ก็จะต้องเป็นอีกแบบหนึ่ง มันขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์ของสังคมที่อยากจะนำเสนอไปถึงนั้นเป็นอย่างไร เขาอยากดูอะไร อยากรับ หรือไม่อยากรับอะไร เราฝืนธรรมชาติตรงนั้นไม่ได้


ทุกอุตสาหกรรมต้องมีการปรับ Innovation มีวิธีการปรับตัวอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน


“เรามีจุดยืน มีสิ่งที่ยึดมั่น แต่เราต้องไม่ปิดกั้นการรับรู้ และต้องเปิดรับตลอดเวลา ทั้งความเป็นไปในสังคมหรือในโลกแต่ละวัน แล้วต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลง ซึ่งศาสนาพุทธก็สอนอยู่แล้วว่า ไม่มีอะไรอยู่ยั่งยืน มีเกิดขึ้นและก็ต้องดับไป ยอมรับ รับรู้ อยู่กับมัน และก็ทำ โดยในวันที่เราทำกับมันได้ เราได้ทำอย่างถึงที่สุดแล้วหรือยัง”


ในช่วงโควิด-19 ที่ทำอะไรไม่ค่อยได้ แต่ถือว่าเป็นช่วงตั้งสติ และนี่คือการเตรียมพร้อมเพื่อที่วันหนึ่งโควิด-19 ก็ต้องหมด เพราะถ้าวันหนึ่งที่มันหมด เราจะพร้อมเพราะเรามีการเตรียมตัวก่อน เช่น ทีมโปรดักชั่นอาจจะหยุด แต่คนเขียนบทไม่ได้หยุด เพราะคุณทำงานอยู่กับบ้านได้ อันนี้ต่างหากที่คิดว่าก็เป็นสิ่งที่ยึดมั่นมาตลอด นั่นคือ


“ใช้ทุกวินาทีให้มีค่าและคุ้มค่า เราเกิดมาแล้ว แน่นอนที่วันหนึ่งเราเกิดมาแล้วก็ต้องตาย แต่ในวันที่เรายังมีชีวิตอยู่ ยังมีลมหายใจอยู่ เราก็ต้องทำมันให้ถึงที่สุด”


ด้วยคอนเซ็ปต์นี้ ก็ได้สื่อสารออกไปให้เกิดความเข้าใจอย่างเป็นรูปธรรมว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วต้องทำกันอย่างไร เพราะช่วงแรก ถ่ายทำอะไรไม่ได้ แล้วถ้าวันหนึ่งต้องกลับมาถ่ายทำได้ จะต้องทำกันอย่างไร ซึ่ง


“ตอนแรกก็ต้องรับสภาพความเป็นจริง เอาเท่าที่มันได้ และให้ปลอดภัยที่สุด เพราะว่าก็ไม่อยากกลายเป็นในกองถ่ายละครติดโควิดฯ ขึ้นมาก็จะเจ๊งกันหมด อย่างน้อยสุขภาพก็ต้องมาก่อน”


-มี Role Model? ตอนนี้ทำแต่ละวันให้มันดีที่สุด และคุ้มค่าที่สุด อย่างที่บอกว่าในช่วงที่เกิดโควิดฯ อันไหนทำได้ก็ทำ แต่อันไหนทำไม่ได้ก็แค่ชะลอ มันอาจจะเป็นการเตรียมการไว้ล่วงหน้า แต่ในขณะเดียวกันของตัวเองช่วงนี้ชะลอหน่อย ก็ถือว่าเป็นการได้พัก เพราะช่วงที่งานชุกมันพักไม่ได้


“การสื่อสารกับคนในองค์กร มนุษย์ต้องดูสภาพความเป็นจริง ในมุมของธุรกิจเอาแค่มันอยู่ได้ก็พอ ต้องรับสภาพเพราะมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วว่า จะกลับมามีกำไรเท่ากับช่วงก่อนโควิดฯ แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะทำอย่างไรไม่ให้ขาดทุน อันนี้ต่างหากคิดว่าต้องบาลานซ์ให้ดี”


คิดว่าสิ่งที่ต้องทำในช่อง ONE สปอนเซอร์ต้องน้อยลงแน่นอน ถ้าสร้างแต่ของใหม่ยังไงก็ครอบคลุมค่าใช้จ่ายไม่ได้หมด เราลดของใหม่แล้วก็ไปเอาของเก่ามารีรัน อย่าเพิ่งไปสนใจเรื่องเรตติ้ง เรตติ้งจะตกเป็นที่เท่าไรก็ได้ แต่ต้องเอาชีวิตให้รอดก่อน ให้เราแข็งแรงก่อน เมื่อพอวันที่ต้องกลับมาก็จะได้กลับมาอย่างสมบูรณ์


คำถามตอนนี้เมื่อลดของใหม่แล้ว แต่ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ยังมีอยู่ เม็ดเงินตลาดที่ยังอยู่จะเข้ามาครอบคลุมต้นทุนของเราหรือไม่ ก็ต้องลุ้น ต้องมีการใช้จ่ายอย่างประหยัด สุดท้ายคือเศรษฐกิจพอเพียง เราต้องรู้ว่าความพอดีอยู่ตรงไหน ไม่เยอะเกินไปและไม่น้อยเกินไป เราต้องรับรู้และอยากที่จะทำแบบที่อยากทำ ทั้งๆ ที่ไม่มีสปอนเซอร์เข้า หรืออาจจะเข้าน้อย โดยสล็อตแต่ละรายการก็ต้องดูว่าอันไหนต้องทำ อันไหนต้องรีรันไปก่อน แล้วพอมันถึงเวลาตามที่คาดคะเนไว้ก็ลองดู แล้วค่อยๆ เริ่มผลิตของใหม่ เหมือนเริ่มทีละเฟสตามที่รัฐเปิดให้มีการถ่ายทำได้ เพราะแม้จะมีความ New Nomal แต่ก็ยังต้องตระหนักเรื่องการเว้นระยะทางสังคมเอาไว้ก่อน ในกองถ่ายก็ต้องนั่งห่างๆ กัน พักกองกินข้าวก็ต้องต่างคนต่างกินข้าว ไม่กินด้วยกัน ใส่หน้ากากอนามัยช่วงซ่อม แต่ช่วงถ่ายทำจริงค่อยเอาออก


ทีวีพอรีรันมากขึ้น ช่องอื่นก็ทำ เพราะทุกคนก็ต้องเซฟตี้ตัวเอง เพราะเงินในตลาดยังมีน้อย สปอนเซอร์ก็ยังเข้าน้อย จะคิดแต่จะเอาของใหม่ไม่ได้ ก็มีแต่จะเกิดค่าใช้จ่ายไป เขาก็รีรัน ไม่ใช่เราคนเดียว เพราะเป็นวิกฤตที่มาพร้อมกันหมด


“ในความ New Normal ก็มีข้อจำกัด แต่ในข้อจำกัดนั้น ไม่ได้หมายความว่าไม่สามารถทำอะไรไม่ได้เลย”


หลายธุรกิจพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน บางบริษัทล้มหายตายจากไปเพราะจับเทรนด์ไม่ทัน ไม่เปลี่ยน หรือรู้แต่เปลี่ยนตัวเองได้ยาก ด้านธุรกิจบันเทิงเปลี่ยนอย่างไรบ้าง แล้วใช้อะไรเป็นตัววัด


วันก่อนเห็นรูปภาพถ่ายคนสมัย 1930 ที่กำลังยืนรอเพื่อขึ้นรถรางข้างถนนในต่างประเทศ แต่ช่วงที่รอก็อ่าน นสพ.ไปด้วย ถ้าเปรียบเทียบกับปัจจุบันก็จะเห็นภาพคนยืนรอรถไฟฟ้าแล้วทุกคนยืนดูมือถือ ซึ่งความจริง 2 ภาพนี้คือพฤติกรรมเดียวกันเพียงแต่เปลี่ยน Device


“เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟท์แวร์ ฮาร์ดแวร์คือเครื่องมือที่จะนำพาไปสู่ซอฟท์แวร์หรือตัวคอนเทนท์ แต่ทั้ง 2 ยุคยังเป็นคอนเทนท์ที่ใกล้เคียงกัน นั่นคือคอนเทนท์ที่จะอัพเดทสถานการณ์ของสังคม หรือข่าวสารของโลกว่าเป็นอย่างไร ที่เมื่อก่อนเปิด นสพ.อ่าน แต่ตอนนี้เขาดูมือถือ อันนี้ถ้าเราจับแมตซ์กันได้ถูก เราจะถูกทาง”


ถ้าเรื่องของละครดูในทีวี สักพักก็ดูในออนไลน์ ซึ่งพฤติกรรมการดู 2 อย่างนี้ จะไม่เหมือนกัน เพราะการนั่งดูทีวีหลายบ้านจะนั่งดูรวมกันหรือบางคนก็ดูคนเดียว ซึ่งถ้าอยากดูในเวลาที่เข้ากับชีวิตของคุณอันนั้นก็เลือกดูออนไลน์หรือดูย้อนหลังก็ได้ ยกเว้นไม่ได้เดี๋ยวฉันตกเทรนด์หรือจะคุยบนเฟสบุกกับคนอื่นไม่รู้เรื่องก็ต้องดูออนแอร์ทีวี


“สิ่งที่ทีวีไม่เหมือนคนอื่นนั่นคือ การดูพร้อมกันในบ้าน ดูพร้อมกันทั้งประเทศ มันมีความแตกต่างกัน”

มีงานวิจัยที่พูดถึงเรื่อง “เวลาจอเดียว” นั่นคือ บ้านหนึ่งอาจจมีทีวีหลายเครื่อง แต่เวลานี้ คือ เวลาที่ทุกคนได้มานั่งดูทีวีด้วยกันในจอเดียวกัน ซึ่งเราก็ต้องคิดซอฟท์แวร์หรือคิดคอนเทนท์ว่าในเวลานี้ทางบ้านดูได้ มันคือต้องตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละช่วงของวันให้ได้


การดูละครของคนไทยเหมือนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตหรือเป็นวัฒนธรรมหนึ่ง


ถ้าพูดถึงละคร คนไทยไม่ดูละครไม่ได้ อย่างไรก็ต้องดู เพราะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและเป็นวัฒนธรรมของคนไทยไปแล้ว แน่นอนการดูสดอาจน้อยลงเพราะไทม์มิ่งไม่ตรงกับวิถีชีวิต แต่บางคนก็ยังดูเวลาเดิมอยู่ หรือไม่อย่างนั้นก็มาดูดึกลงหน่อย แต่มาดูออนไลน์ หรือมาดูย้อนหลังได้หมด เท่ากับสุดท้ายเราต้องไปมองว่า


“เรากำลังทำอะไร เรากำลังพูดคอนเทนท์ เรากำลังพูดถึงชาแนล หรือ Device  เรากำลังทำซอฟท์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ เราต้องทำความเข้าใจตรงนี้ให้ลึกซึ้งก่อน อย่าเพิ่งเอา 2 อันมารวมกัน”


พอมาดูชัดๆ ทำให้เริ่มเข้าใจพฤติกรรมว่า ทีวีปัจจุบันเขาดูกันเพราะอะไร เขาดูกันประมาณไหน ใครดู พฤติกรรมคนดูทีวีปัจจุบันคืออะไร เขาเป็นใคร แล้วพฤติกรรมของคนดูออนไลน์เป็นใคร แล้วก็ทำไปให้มันถูกเป้าหมาย (Target) ซึ่งตอนที่ได้ทำวิจัยได้พบว่ามันเป็นคนละส่วน (Universe) กัน เช่น ละครเรื่องนี้ นักแสดงคนนี้ ถ้าอยู่ในทีวีนี้ได้กระแสเรตติ้งถล่มทลายแน่ๆ แต่ละครแบบนี้ นักแสดงแบบนี้ ถ้าอยู่ในทีวีไม่มีใครพูดถึง แต่เขากลับดังมากในโลกออนไลน์


เมื่อตอนนี้ข้อมูลมีมากมาย มีการแยกข้อมูลอย่างไร


เราจะรู้จากฟีตแบคที่ได้กลับมา เช่น นักแสดงหลายๆ คน หรือบุคลากรในออนไลน์หลายๆ คน อย่าง เน็ตไอดอล ที่มีคน Follower หรือทำคลิปมายอดดูหลายล้าน แต่พอมาออนแอร์ในทีวีปุ๊บกลับตายสนิท เพราะคนดูทีวีไม่มีใครรู้จัก ก็เพราะคนละ universe กัน ออนไลน์จะมีความสนใจเฉพาะและอยู่กับสิ่งที่เป็นของใครของมัน คนดังในออนไลน์ก็จะดังกันในเฉพาะกลุ่ม ซึ่งในกลุ่มอาจจะมีเยอะแล้วก็ดังมาก แต่ถ้าคุณมาอยู่ในช่วงเวลาจอเดียวคุณอาจอยู่ไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้อยากดูคุณทั้งหมดใน ณ ตอนนั้น


“ต้องจับ universe ให้ถูกว่าเรากำลังทำ universe อะไร เรากำลังทำอะไรให้ใครดู ก็ต้อง Catch the right man to the right job”


ละครหนึ่งเรื่องเหมือนเป็นการบริหารบริษัทต้องมีกลยุทธ์การทำธุรกิจ ต้องเลือกคนเล่น คุมให้เขาร้องและมูฟเม้นท์ได้ ขณะที่ธุรกิจก็ต้องมีกลยุทธ์เปลี่ยนไปตามกาลเวลา เลือกไดนามิกและมีวิธีบริหารจัดการอย่างไร


ทุกคนเกิดมาไม่ได้ทำได้ทุกอย่าง แต่เราต้องมองความเป็นไปได้ที่ผ่านมาเขาทำอะไรมา ประสบการณ์ชีวิตเขาทำอะไรมา View และความมุ่งมั่นของเขาสำคัญมาก ว่าเขาอยากจะทำหรือเปล่า เขาอยากจะทำหรืออยากจะไปได้ถึงไหน แล้วพื้นฐานที่แข็งแรง หรือประสบการณ์ที่เคยผ่านมา หรือทักษะหรือพรสวรรค์ ถ้าเราจะพัฒนาเขาต่อไปได้หรือไม่ ถ้าได้เราก็จะมาทำด้วยกัน แต่ถ้าสิ่งเหล่านั้นเขาไม่มี ถึงเราจะพัฒนาแทบตาย แต่เขาไม่ได้อยากรับ อยากได้แค่นี้ ถ้าอย่างนี้ก็ไม่ต้อง


ที่ผ่านมาก็ไม่ได้เลือกถูกตลอด เหมือนเป็นการมารวมกันของทุกคนด้วย ที่พอมาอยู่รวมหมู่กันพลังงานก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง กลายเป็นการมีพลังงานร่วมกัน แต่เรามองที่ “ความเป็นไปได้” อย่างการเลือกนักแสดงถ้ามาแล้วดีแล้วเราก็สบายง่ายเลย แต่บางคนเกือบแล้วอีกนิด ปรับนิดหนึ่ง อันนี้ก็พอทะลุจะได้ แต่บางคนดูแล้วอาจยังไม่พร้อมไม่พอ ก็ต้องรอไปก่อน แต่สำหรับคนเบื้องหลัง คนทำงานก็คล้ายๆ กันเหมือนเป็นมาตั้งแต่เกิดที่ต่างก็ต้องมาเรียนรู้ ระหว่างทางที่ทำงานกันไปเขาเรียนรู้และพัฒนาต่อไปหรือไม่ หรือเขาแค่พยักหน้ารับคำสั่งอย่างเดียวหรือเปล่า หรือส่ายหน้า กล้าที่จะพูดในสิ่งที่เขาเชื่อมั่น กล้าถกกับเราหรือไม่ มีความคิดเห็นอย่างไร ทั้งหมดนี้เราต้องเปิดกว้าง


“ถ้าเราจะทำงานกับคนเก่ง เราต้องเปิดกว้างให้เขาโชว์ความเก่งออกมา แต่ถ้าเราเอาตัวเราเป็นหลักและยึดทั้งหมด และปิดกั้นหมด เราจะเอาคนเก่งมาทำทำไม ก็จะไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุดหรือ The best ของเขา เราต้องคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะเอา The best ของเขามา หรือเมื่อเอามาแล้ว พอมารวมกัน ต่างคนหลายเป็นต่างช่วยซัพพอร์ตกัน แล้วทุกอย่างก็จะดี”


ขณะเดียวกัน การทำงานกับแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน ไม่มีสูตรสำเร็จ บางคนต้องจ้ำจี้จ้ำไช บางคนพูดแค่นี้จบ แล้วเดี๋ยวมาดูกัน บางคนดูต้องบ่อยๆ หรือตลอดเวลา บางคนปล่อยนานๆ ดูที บางครั้งเราอาจผิดได้เหมือนกัน แต่เราต้องรู้ว่าเรากำลังสื่อสารกับใคร บางทีเราก็ดูหรือมีการคาดคะเนผิดเหมือนกัน เพราะบางครั้งก็คาดว่าเขาจะเข้าใจ แต่ความจริงเขาอาจไม่เข้าใจ ก็ต้องมาเรียนรู้กันใหม่ ซึ่งในมุมผู้กำกับ กำกับนักแสดง แต่ละคนก็จะกำกับไม่เหมือนกัน บางคนต้องบอกให้ทำอะไรประโยคนี้ลุกขึ้นเดิน บางคนเขาทำเองของเขาเลย เราก็ให้เขาลองทำมาก่อนแล้วก็แค่ไกด์ให้เขา ทั้งหมดนี้ก็คล้ายๆ กับการบริหารคนหรือการจัดการในองค์กรเหมือนกัน


ทุกองค์กรบอกหลังโควิดอะไรที่ต้องก้าวข้ามไปให้ได้ คำตอบคือ 75 % ไปใช้กับการจัดการบริหารคน แล้วทาง ONE31?


อย่างองค์กรผมต้องเรียกว่านอกจากบริหารคนแล้ว ยังมีความพิเศษกว่าคือ การบริหารศิลปินที่เป็นอาร์ตทิสต์ อันนี้ยิ่งกว่าบริหารคนอีก แล้วไม่ใช่แค่บริหารคนแต่เบื้องหน้า ยังมีอาร์ตทิสต์ที่เป็นเบื้องหลังอีกที่เราต้องดูแล ซึ่งมีความเซนซิทีฟเยอะมาก แต่ก็ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต่างคนต่างต้อง “Trust” ในกันและกัน อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก


เพราะความ Trust ก็มีทั้งมาจากเครดิตของเรา บางครั้งมาจากสิ่งที่เราสะสมมา บางครั้งมาจากวิสัยทัศน์ที่ออกมาหลังจากได้พูดคุยกับเขา หรือบางครั้งได้จากการเห็นแนวทางหรือวิธีคิดที่พอสองคนได้แลกเปลี่ยนกัน แสดงว่ามันต้องมีบางอย่างที่เราต้องทำร่วมกันแล้วหรือ Something in common หรือทางกลับกันเหมือนได้แลกเปลี่ยนในมุมที่ต่างฝ่ายไม่เคยคิดมาก่อน ทำให้รู้ว่ามันมีแบบนี้ด้วย หรือมันมีแบบอย่างที่เราไปด้วยกันได้ เชื่อมั่นกันและกัน ซึ่งก็เชื่อว่าศิลปินทุกคนอยากจะพัฒนาต่อ แต่ก็อาจมีอยู่แล้วที่ผ่านมาฉันทำของฉันได้ อยู่ในวงการนี้ฉันผ่านมาและยึดมั่นสิ่งที่ฉันทำอยู่ ซึ่งต้องมาดูว่าปัจจุบันยังใช้ได้อยู่หรือไม่ ถ้าได้อยู่เราจะยอม แต่ถ้าบางคนยังยึดติดอยู่อันนี้เอาไว้ก่อน จึงมองว่าการที่บริหารคนที่มีความเป็นศิลปิน อันนี้มองว่ายากกว่าคนปกติ


ธุรกิจบันเทิงก็เหมือนธุรกิจอื่นที่ศิลปินก็ต้องกินข้าว


ต้องอย่าลืมว่าในความศิลปินที่เป็นอยู่ เราก็เป็น Commercial Art เพราะศิลปินก็ต้องกินข้าว ศิลปินที่มีอยู่ไม่ใช่ว่าทุกคนอยากจะไส้แห้ง ดังนั้นจะดูแลเขาอย่างไรที่จะทำให้งานออกมาดีๆ และเขาจะมีโอกาสได้ทำ หรือได้สร้างสรรค์ในสิ่งที่เขาอยากจะสร้าง อยากจะพูด แต่ขณะเดียวกันเขาก็ต้องไม่ทำให้เขาอดอยาก หรือถ้าเขาตันเราจะให้แรงบันดาลใจอะไรกับเขาได้


มุมมองต่อเรื่องสังคม การใช้โซเชียลมีเดีย และการที่คนรุ่นใหม่มีแนวความคิดเอง


มีความน่าห่วงอยู่ในความเป็นปัจเจกบุคคล หรือ individual มันมีมากขึ้น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาเยอะ แต่เข้ามาในสิ่งที่ดูแล้วสบาย แต่อย่าลืมว่าตะวันตกกว่าเขาจะเจริญมาได้ขนาดนี้ เขามีฮาร์ดชิพที่ได้เรียนรู้มาอีกเยอะมาก นี้เรายังไม่ทันได้เรียนรู้หรือมีฮาร์ดชิพอย่างเขาได้ อาจจะต้องลำบาก


ยกตัวอย่างในความอเมริกัน อิสรภาพ หรือความเป็น individalism เป็นคอนเซ็ปต์ตั้งแต่อเมริกาได้สร้างประเทศ แต่อย่าลืมว่า จอห์นเอฟ เคนเนดี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในประธานาธิบดีที่คนอเมริกันรักมากที่สุดเคยพูดไว้ว่า “Ask not what your country can do for you, ask what you can do for your country” หรือ “จงอย่าถามว่าประเทศชาติให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามตัวท่านเองว่าท่านจะทำอะไรให้ประเทศชาติ” นี่ยังเป็นประโยคที่ยังฝังในใจของคนอเมริกันเป็นเวลานานมาก


แต่พอฉันจะเป็นอิสรภาพ พอความอิสรภาพไม่บาลานซ์กับสิ่งที่จอห์นเอฟ เคนเนดี้พูด มันเกิดอะไรขึ้น ทุกวันนี้ก็ดูจากตัวเลขคนติดโควิด-19 ของสหรัฐ ซึ่ง 90 % ของการติดโควิด-19 มาจาก “นี่คืออิสรภาพของฉัน” ฉันไม่อยากใส่หน้ากากอนามัยก็เรื่องของฉัน ถ้าฉันจะติดคือเรื่องของฉัน แต่ความจริงติดหรือไม่ติด ไม่ใช่แค่เรื่องขอคุณ แต่คุณลืมไปแล้วหรือว่ามันกำลังทำให้คอมมูนิตี้ของคุณมันหายนะไปด้วย แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ใครทำอะไรก็ไม่ได้ มันคือคำเดียว ว่าคือนี่คือสิทธิและอิสรภาพของฉัน


ถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะเดือดร้อนกันไปหมด  ทั้งหมดทั้งปวงมันต้องบาลานซ์ ซึ่งแต่ละประเทศต่างมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ที่สำคัญมันมีการสะสมวิธีการต่างๆ มาเยอะไปหมด อย่าเอาแค่ผลลัพธ์ โดยที่ต้องรู้ว่า กว่าเขาจะมีผลลัพธ์อย่างนี้ เขาโตมากันอย่างไร ผมก็ได้เรียนรู้ ตอนไปเรียนอเมริกาก็ต้องทำแบบที่นักเรียนคนอื่นเขาทำ เราก็ต้องเคารพในสิ่งที่เขาเป็น เพราะมันเป็นการปลูกฝัง ซึ่งก็ไม่ได้ต่างกับที่เราร้องเพลงชาติ หรือเพลงสรรเสริญพระบารมี ที่เขาก็มี


หรืออย่างดูซีรี่ย์เกาหลีในหลายๆ เรื่องที่เราชอบดู เราก็จะเห็นวัฒนธรรมของเขา เมื่อรถท่านประธานมาเทียบบริษัท พนักงานต่างรอยืนโค้งท่านประธาน ตั้งโต๊ะแถลงข่าวก็โค้งกัน เพราะเขามีวัฒนธรรมของเขา ประเทศไทยก็มีวัฒนธรรมของเรา อันนี้ต่างหากที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและให้รู้ว่าเรามีราก เรามีรากฐานที่คนไทยหรือประเทศไทยมาถึงทุกวันนี้ได้มันก็มีการลองผิดลองถูกมาในอดีตตลอดเวลา ก็มีสิ่งที่ยึดเหนี่ยวและเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดเวลา ถ้าดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา 100-200 ปีที่ผ่านมาก็เห็นอยู่


“อดีตทำให้เราได้เรียนรู้ เราไม่ได้เรียนรู้แค่ชื่นชมอดีต แต่ให้เรามีอะไรตั้งมั่นเพื่อที่จะให้เราเดินไปข้างหน้าต่อได้”


ไม่มีธุรกิจไหนที่มันตัน แต่ถ้าจะตันเพราะตัวเราที่จะทำให้มันตัน?


เราต้องหาทางไปให้ได้ เราต้องหาจุดแข็งที่เรามีและในสิ่งที่รอบข้างเรามี และในสิ่งที่องค์กรเรามี มีอะไรอีกหรือไม่ที่เราทำได้ แน่นอนข้อแม้และอุปสรรคมันเยอะขึ้น แต่ท่ามกลางอุปสรรคนั้นมีช่องอะไรหรือไม่ที่เราสามารถทำได้ ไหนลองดูอันนี้สิ มันมีโอกาสอะไรบ้าง ถ้ามี ก็ทำ ถ้าช่วงนี้คือเตรียมพร้อมไว้ก่อน เพราะเมื่อวันที่เรากลับมาฟูได้ เราจะได้ไม่ต้องเสียเวลา มันต้องบาลานซ์กันระหว่างดูพรุ่งนี้กับดูวันนี้


“ที่ผ่านมาเป็นประสบการณ์ให้ได้เรียนรู้ว่า วันนี้กับพรุ่งนี้เราจะทำอะไร เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนรู้ไปกับมัน แล้วรับความเป็นจริง และทำความเป็นจริงนั้นให้เกิด Productivity ขึ้นมา ท่ามกลางอุปสรรคและข้อแม้ และทำให้มันพอดี เราถึงจะไปได้ไกล”


ฝากมุมมองถึงธุรกิจและสังคม


ต้องเข้าใจสัจธรรมก่อนว่าเราอยู่เหนือธรรมชาติไม่ได้ ต้องรับรู้และเข้าใจในธรรมชาติของปัจจุบันว่าคืออะไร แล้วก็ทำมันให้ดีที่สุด เพราะทุกอุปสรรคก็ยังมีโอกาส ทุกความมืดก็ยังมีแสงสว่างที่เล็ดลอดออกมา แล้วเราก็ต้องไปหามันให้เจอได้ โดยเชื่อมั่นความแข็งแกร่งของตัวเอง ของจิตใจตัวเอง


“ตอนนี้ต้องจับมือและร่วมมือกัน ไม่มีใครยืนเดี่ยวอยู่ได้ในสังคม ต้องช่วยเป็นภาพรวมก่อน เพราะถ้าสังคมไม่ดี Individal ก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน”


CEO Talk

หัวข้อ “พลิกวิกฤต ผ่าทางตันธุรกิจทีวี”

แขกรับเชิญ-คุณบอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด

ผู้ดำเนินรายการ-คุณเพ็ญศรี สุธีรศานต์ เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย

เรื่อง ADGES

ถอดบทสัมภาษณ์โดย บงกชรัตน์ สร้อยทอง

ดู 46 ครั้ง

© 2020 by ADGES