ตัวอย่างที่ดี มีค่ามากกว่าคำสอน แขกรับเชิญ – คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม

อัปเดตเมื่อ พ.ค. 11



รายการสนทนาธรรม หัวข้อ “ตัวอย่างที่ดี มีค่ามากกว่าคำสอน”

วันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2564 เวลา 18.00 น. ทาง Club House


แขกรับเชิญ – คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม และ แม่ชีศันสนีย์

ดำเนินรายการโดย - แม่ชีปรารถนา มงคลกุล และ ดร. ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


แม่ชีปรารถนา

วันนี้เราได้รับเกียรติจากแขกพิเศษ VIP ที่สุดที่เราเคยเจอกันมา คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม แม้ว่าตำแหน่งท่านจะเกษียณมานาน แต่ยังมีความรับผิดชอบเยอะมาก ถ้าพอสังเขปปัจจุบันนี้ท่านเป็นประธานกรรมการ บริษัทไทยพาณิชย์ ประกันชีวิต และประธานกรรมการ บริษัทสยามพารากอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด และยังมีอีกหลายบริษัท แต่อย่างไรก็ดีท่านยังเป็นกรรมการและเหรัญญิกสภากาชาดไทย และเป็นกรรมการสภา ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์และนิด้า ตำแหน่งและความรับผิดชอบของท่านเยอะมาก


ดร. ณัฐวุฒิ


ถ้ามองย้อนกลับไป อะไรเป็นความทรงจำที่ดีที่ในช่วงที่คุณหญิงชฎา และแม่ชีศันสนีย์โตมาแล้วนึกถึง รู้สึกว่าเสียดาย อยากให้เด็กรุ่นนี้เห็นในสิ่งเหล่านั้น


คุณหญิงชฎา


กราบเรียนว่า เนื่องด้วยเกิดมานานมาก 70 กว่าปีแล้ว สิ่งที่จำได้เกี่ยวกับชีวิตในวัยเด็กคือประเทศไทยหรือกรุงเทพฯ เป็นเมืองซึ่งไม่ได้มีความแออัด บ้านที่ตัวเองอยู่ที่สุขุมวิท ขณะนี้เป็นซอย 4 สุขุมวิท ณ วันนั้นมีประมาณไม่เกิน 10 บ้านในซอย และบ้านเราอยู่ปลายซอย อยู่ในที่มีแปลงผักของคนจีน ปลูกอยู่ติดกัน มีที่เลี้ยงแพะและแกะของแขก และกลางซอยก็มีคอกม้า นี่คือชีวิตจะ 70 ปีมาแล้วของถนนสุขุมวิทช่วงต้นๆ ที่แออัด สิ่งที่เปลี่ยนไปมากๆ จากสมัยนั้นถึงสมัยนี้อาจจะเป็นเรื่องประชากรของประเทศไทยที่เปลี่ยนไปมากในแง่ของจำนวนและลักษณะของสังคม


ถ้าถามว่าเมื่อสมัยโน้นจำอะไรได้บ้างในวัยเด็ก คงเป็นเรื่องของชีวิตที่เรียบง่าย ถึงเวลาก็ไปโรงเรียน ถึงเวลาโรงเรียนปิดเทอมก็ได้มีโอกาสไปต่างจังหวัด สมัยโน้นไปศรีราชา และวิธีไปศรีราชา ก็ข้ามแพ ข้ามแม่น้ำบางปะกง เพราะสมัยนั้นไม่มีสะพานที่จะข้ามแม่น้ำบางปะกง เป็นชีวิตแบบเรียบง่าย และมีความตื่นเต้นในสิ่งที่อาจจะเรียกว่าเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตสมัยนี้ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากน่าจะเป็นลักษณะของวิถีชีวิต เพราะทุกวันนี้เป็นโลกสมัยใหม่ ทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน มีทั้งผู้คนมากมาย มีทั้งความคิดความอ่านมากมาย ในช่วงที่ประเทศเราเปิดอยู่นั้นมีหลายชาติหลายภาษามาอยู่ในประเทศไทย แล้วเราก็เรียนรู้มาจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งเมื่อก่อนตอนเด็กๆโทรทัศน์ยังไม่มี และขนาด 10 กว่าขวบ ถึงจะเริ่มมีโทรทัศน์ขาวดำ เรียนจบแล้วถึงจะได้ดูโทรศัพท์สี นี่เป็นวิวัฒนาการของโลก


แต่ถ้าถามเรื่องจิตใจคนนั้น คงต้องพูดว่าสมัยโน้น ถ้ามองย้อนหลังไปทั้งความแก่งแย่ง หรือหาความสงบก็มีควบคู่กันไป ที่พูดว่าความแก่งแย่งนั้นนึกถึงว่า เมื่อก่อนอายุ 5-6 ขวบ บ้านเมืองไม่ค่อยสงบ เกิดกบฏแมนฮัตตัน บ้านเราอยู่ในสถานที่ถูกทหารเข้ามาใช้เป็นที่ต่อสู้ และพวกเราไปอยู่ใต้ถุน พร้อมกับมีข้าวสารรับประทานอยู่ 3 วัน 3 คืน ตรงนี้ยังจำได้ถนัดเลยว่า ความไม่สงบในเชิงของการเมืองเกิดขึ้น เมื่อ 70 ปีมาแล้ว และคงจะขึ้นก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำไป ทำให้รู้สึกบ้านเมืองของเราวนเวียนอยู่ กับเรื่องของความเชื่อที่แตกต่างกัน ซึ่งแม้แต่วันนี้เราก็ยังแก้ไขปัญหาชุดนี้ไม่ได้ ทั้งๆ ที่จริงต้องมีทางออกเยอะ ถ้าเราเชื่อมั่นในหลักสอนต่างๆ นาๆ ที่ดีๆ ในโลกนี้

“โลกเมื่อ 70 ปีมาแล้ว เป็นโลกของความไม่แออัด มีธรรมชาติเยอะ แต่ความไม่สงบในจิตใจของคน ยังมีอยู่ ตั้งแต่สมัยโน้นจนบัดนี้ ยังเป็นคล้ายๆ กัน ทั้งๆ โลกนี้ก้าวหน้าไปเยอะ คนมากขึ้นเยอะ”

แม่ชีศันสนีย์


อาจจะไม่ต่างกันเรื่องความเรียบง่าย และสิ่งที่ใช้ใจจำ คือ มีความแบ่งปัน ในความเรียบง่าย เราอยู่ในชนบท เราจะรู้สึกว่าอาหารของเรา จะอยู่ที่บ้านคนอื่น ถ้าใครไม่ทำอย่างนั้น จะดูเอาท์เลยนะ มันแสดงความไม่มีมิตรภาพ ในขณะที่อาหารคนอื่นก็อยู่ที่บ้านเรา เรามีอาหารอร่อยกินกันหลายคน ที่ต่างคนต่างมีการให้ คงไม่ต่างกันเรื่อง

“จิตที่คิดจะให้ สมัยโบราณหรือสมัยเรานั้น รู้สึกว่าเบา คนให้กันได้ และเรารู้ว่าเวลาอยากได้ก็จะรู้สึกหนักกันทุกคน ที่จริงการให้ การรับ มีมาตั้งแต่สมัยเราเป็นเด็ก ถ้าเราอยากจะรักษาสิ่งนั้นไว้ เพราะเห็นว่าเป็นความทรงจำที่จำด้วยใจแล้วอยู่กับเรานานเหลือเกิน ไม่ได้อยู่กับเราแค่เพียงวัตถุ แต่อยู่กับเราเป็นมหากุศลแล้ว เวลาเรานึกถึงการให้ เราจะรู้สึกดีทุกครั้ง ยังอิ่มอยู่ เพราะฉะนั้นการให้อย่างนี้ สมัยนี้ยังมีอยู่”

คุณหญิงชฎา


มานึกถึงการให้สมัยโบราณ นึกถึงตอนสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงที่บ้านต้องมีหม้อขนมใหญ่ๆไปวางไว้หน้าประตูบ้าน เพื่อให้คนในซอยที่มีทั้งคนปลูกผัก คนเลี้ยงแพะ เลี้ยงแกะมาตักไปรับประทาน และจะต้องเป็นขนมประเภทปลากริมไข่เต่า แต่เดี๋ยวนี้มักจะเป็นขนมฝรั่ง


ดร. ณัฐวุฒิ

คุณหญิงเป็นต้นแบบของผู้หญิงเก่ง เป็นผู้หญิงคนแรกเป็นเหมือน Glass Ceiling เป็นกำแพงกระจก หรือหลังคากระจก ซึ่งผู้หญิงจะผ่านหลังคานี้ไม่ได้ คุณหญิงชฎาเป็นท่านแรก ที่สามารถจะทะลุได้ แล้วหลังจากนั้นผู้หญิงที่เก่ง โดยเฉพาะวงการ Finance ก็มีตามมาเยอะมาก


แม่ชีปรารถนา

คุณหญิงเป็นคนหนึ่งที่ประทับใจ เพราะตัวเองอยู่ในวงการ Finance ยังจำได้ในวันที่เกิดวิกฤตต้มยํากุ้ง แล้วผู้หญิงเป็น CEO ของไทยพาณิชย์และประคับประคองทั้งหมด เพื่อให้ผ่านช่วงวิกฤตนั้นมา เคยได้สนทนากับคุณหญิงครั้งหนึ่ง คุณหญิงบอกว่าตอนนั้นต้องไปเพิ่มทุน Road show ต้องไป Present ให้ Investor 100 กว่ารอบ จนรอบสุดท้ายหลังติดฝาเลย ด้วยความที่เป็น CFO ด้วยกัน รู้เลยว่าจะต้องเล่าอะไรที่เหมือนเดิมหลายๆ รอบ ให้ตื่นเต้น ให้ได้ข้อความครบ เหนื่อยขนาดไหน อยากจะเรียนถามคุณหญิง เพราะว่าคนรุ่นใหม่ไม่รู้เรื่องต้มยำกุ้ง ไม่รู้จัก คนที่มาฟังวันนี้อาจจะได้เกล็ดจากคุณหญิงไปบ้าง


คุณหญิงชฎา


คงต้องเรียนว่า เหตุการณ์ต้มยำกุ้งเป็นสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทย และอาจจะเรียกว่า มีทั้งความโชคร้าย ในสถานการณ์ ณ วันนั้น เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลายสาเหตุด้วยกัน สาเหตุหนึ่งอาจจะมีความเกินตัว ในแง่ของการขยายธุรกิจ

“ความสมดุลระหว่างสิ่งที่มี กับสิ่งที่เป็นความต้องการ ถ้าไม่สมดุลกันเท่าไหร่มันจะเกิดความพินาศ”

สมัยต้มยำกุ้งสิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีความรู้สึกว่าจะต้องสร้าง จะต้องเกิดการขยายตัวในเชิงเศรษฐกิจเกินตัว และเกิดการใช้เงินที่ไม่ใช่ของตน คือเป็นเงินกู้ยืมจากต่างประเทศเกินควร ถึงขนาดต่างประเทศเกิดความไม่เชื่อมั่นขึ้นมาว่าเราสามารถจะรักษาอัตราแลกเปลี่ยนของเราได้ มีการทุ่มในการขายบาท ทำให้เกิดการขาดแคลนของเงิน จนต้องมีการลดค่าเงินบาท เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทย ล่มสลายไปเลย ความที่เป็นหนี้ของธุรกิจ ทั้งธุรกิจเล็กและธุรกิจใหญ่ รวมทั้งของบุคคล และการแก้ไขนั้นแก้ไขยากมาก เนื่องจากมีทั้งธุรกิจและบุคคลเป็นหนี้สินล้มละลายไปมาก ก่อให้เกิดความเสียหาย ในเชิงของเศรษฐกิจ และในเชิงของธุรกิจ ทำให้บุคคลต้องล้มละลายเป็นอย่างมาก และกว่าจะแก้ไขสถานการณ์ได้ต้องเปลี่ยนรัฐบาล ต้องมีเงินกู้จากต่างประเทศ พร้อมด้วยเงื่อนไขที่รู้สึกว่าโหดพอสมควร รวมทั้งธุรกิจต่างๆ ต้องเปลี่ยนผู้บริหาร ในวงการธนาคารพาณิชย์ เนื่องด้วยเป็นแหล่งของเงินกู้ ซึ่งพอลูกหนี้คือลูกค้าของเราไม่สามารถจะชำระหนี้ได้ ก็ก่อให้เกิดปัญหาว่า ธนาคารที่มีอยู่ก็ไม่มั่นคง ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิด 7-8 ธนาคารต้องปิดกิจการลงไป ธนาคารที่ยังคงอยู่รอดได้ ด้วยการเสียสละของผู้ถือหุ้น ต้องมีการเพิ่มทุนขนานใหญ่ และใช้เวลาอย่างน้อย 4-5 ปี ก่อนจะกลับมามั่นคงกันอีกครั้ง


ตอนนั้นบังเอิญเป็นผู้บริหารระดับ 2 ระดับ 3 ในสมัยนั้น เมื่อเกิดปัญหาในวงการ ได้รับการมอบหมาย ให้ไปดูแลในเรื่องของการที่จะต้องไปหาทุนเพิ่มด้วยการขายหุ้นให้กับธนาคาร และอาจจะเป็นความโชคดีระดับหนึ่ง ตลาดตอนนั้นพร้อมจะซื้อหุ้นของเรา แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นคือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของเรา ซึ่งสมัยนั้นเป็นสำนักงานส่วนทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ได้ดำเนินเข้าไปโดยแสดงว่ายินดีที่จะดูแลให้ธนาคารอยู่รอด เป็นการผสมผสานระหว่างความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่กับตลาดเงินตอนนั้น ทำให้เราสามารถเพิ่มทุนและอยู่รอดได้ คือธุรกิจใดๆ ในที่สุดจะต้องพึ่งพาผู้ถือหุ้น ให้มีทุนที่จะหล่อเลี้ยงให้เพียงพอ ไม่อย่างนั้นจะไปไม่ได้ เพราะเงินกู้จากสถาบันการเงินมีได้จำนวนหนึ่งเท่านั้น ถ้าผู้ถือหุ้นไม่เข้าไปสนับสนุน ธุรกิจนั้นจะไปได้ยากมาก นั้นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำไมถึงต้องออกไปต่างประเทศที่จะไปขายหุ้นให้กับต่างชาติ แต่ตอนนั้นรัฐบาลก็มีกระบวนการที่พยายามทำให้ธนาคารยังคงเป็นธนาคารของคนไทยได้ด้วย ด้วยการที่มีมาตรการว่าถ้าเราขายหุ้นให้กับต่างชาติได้เท่าไหร่ รัฐบาลจะเข้ามาเสริมให้ได้อีกเท่าตัว เพื่อให้ยังคงรักษาความเป็นไทยไว้ ตอนนั้นได้ใช้มาตรการนี้ และอยู่รอดได้ด้วยมาตรการนี้จริงๆ


แม่ชีปรารถนา

ตอนนั้นเข้าใจว่าเหตุการณ์นั้นบีบคั้นมาก ทั้งเรื่องของลูกค้า เรื่องของพนักงาน เรื่องของเศรษฐกิจ เรียนถามคุณหญิงว่ามีแนวคิดอย่างไรและอะไรที่เป็นหลักยึดในใจของคุณหญิง


คุณหญิงชฎา


สำหรับธนาคารไทยพาณิชย์เราโชคดีตรงที่พนักงานทุกคน ผู้บริหาร มีความรักองค์กร ตั้งแต่เกิดเหตุใหม่ๆ นั้น เราบอกว่าเราจะต้องช่วยกันทำงานให้หนักขึ้น ผู้บริหารก็ลดเงินเดือนตัวเอง เป็นเวลา 2 ปี และทางฝ่ายผู้ถือหุ้นท่านก็สนับสนุน และจริงๆแล้วเนื่องด้วยเป็นปัญหาทั้งระบบ ดังนั้นมาตรการที่รัฐบาลได้ออกมาในช่วงนั้น ช่วยให้สถาบันการเงินได้มีโอกาสได้พยายามจะหาทุนเพิ่ม ถ้าเป็นสถาบันซึ่งพอไปได้ ถือว่าทางต่างประเทศยังพอสนใจที่จะเพิ่มทุน แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ยากมาก ถ้าสังเกตจะมีแต่ธนาคารขนาดใหญ่เท่านั้นที่จะอยู่รอด ธนาคารขนาดเล็กหายไป 7 - 8 แห่งด้วยกัน จะเป็นขนาดเล็กกว่าซึ่งไม่มีทุนสนับสนุนเพียงพอ


แม่ชีปรารถนา

คุณหญิงเห็นสถานการณ์ตอนนี้ เทียบกับเหตุการณ์ต้มยำกุ้ง คุณหญิงมีหลักอะไรที่จะแนะนำให้คนปัจจุบันยึดไว้ในใจ ไม่ว่าจะหลักธรรมะที่สามารถช่วยได้ เพราะสถานการณ์วันนี้ คล้ายๆวันนั้น แต่หนักและสาหัสกว่า


คุณหญิงชฎา

สถานการณ์วันนี้ เรียกว่าเลวร้ายกับทุกคนทั้งโลก แต่ขณะเดียวกัน อย่างน้อยสำหรับสถาบันการเงินในประเทศไทยได้เรียนรู้ 2 อย่าง นั่นคือ การบริหารความเสี่ยง เพราะเมื่อก่อนคำว่าความเสี่ยงนั้นยังเป็นการดูแลอย่างไม่ค่อยเป็นระบบ เราเข้าใจว่าความเสี่ยงคือปล่อยสินเชื่อไปแล้วอาจจะไม่ได้คืนก็ได้ แต่ไม่ได้มีวิธีการที่จะไปจัดระดับชั้นมองลักษณะของลูกค้าว่าความเสี่ยงต่างๆ อยู่ที่ไหน เราไม่ได้อยู่เฉพาะเรื่องลูกค้าเงินกู้เท่านั้น แต่อาจจะเกิดขึ้นในเรื่องอื่นๆได้ เช่น อาจจะไปลงทุนในบางสิ่งบางอย่างมากเกินควร หรืออาจจะมีระบบการทำงานไม่ดี เป็นต้น เรื่องของการบริหารความเสี่ยงในสมัยนั้นยังไม่ค่อยได้พัฒนา


ซึ่งตรงกันข้ามกับสมัยนี้ มีการพัฒนา ในเรื่อง “บริหารความเสี่ยง” ไม่ใช่เฉพาะในระบบธนาคารพาณิชย์ แต่ในระบบธุรกิจทั่วไป รวมไปจนถึงเรื่องส่วนบุคคลด้วย ที่เราพร่ำสอนกันว่า

“ความเสี่ยงนั้นเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้นจะต้องคิดล่วงหน้าไว้เสมอว่า ความเสี่ยงนั้นอาจจะเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุผลนั้น เหตุผลนี้ แล้วเราพยายามคิดไว้ล่วงหน้าว่า จะมีเวลาป้องกันอย่างไร หรือจะไม่ให้เกินขอบเขตอย่างไร”

บทเรียนที่ 2 อาจจะเป็นเรื่อง บรรษัทภิบาลที่ดี หรือ “Good Governance ที่จริงการดูแลบรรษัทภิบาลที่ดีจะใช้หลักง่ายๆ เป็นหลักที่จะต้องพิจารณาว่าเราดูแลผลประโยชน์ของทุกคนรอบด้านเรา ไม่ใช่เฉพาะผู้ถือหุ้น หรือเฉพาะลูกค้ารายใดรายหนึ่ง จะต้องดูแล ทั้งเรื่องของส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นสาธารณชน สิ่งแวดล้อม และผู้ที่มาเกี่ยวข้องกับเรา เพราะฉะนั้นในส่วนที่เป็นหลักการเกี่ยวกับการดูแลกิจการที่ดีนั้น เริ่มที่จะพัฒนาขึ้น ที่เป็นเหตุผลหนึ่งของการมีวิกฤตต้มยำกุ้งครั้งนั้น ซึ่งทำให้ธุรกิจต่างๆ รวมทั้งสถาบันการเงินด้วย มั่นคงขึ้นเยอะในช่วงนี้ และคิดว่าอย่างน้อยก็มีความพร้อมในการจะรับวิกฤตรอบนี้ได้



ดร. ณัฐวุฒิ

เราเรียนรู้จากวิกฤตได้ วิกฤตไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องลบตลอดเวลา


แม่ชีศันสนีย์

“การเรียนรู้ต้องมีอยู่ตลอดเวลา เพราะความเป็นอนิจจังมีอยู่ตลอดเวลา ถ้าเมื่อใดที่มีการเรียนรู้ เรายังได้ตัวอย่างที่ดี “ตอนตัวอย่างที่ดี ดีกว่าคำสอน” เป็นหนึ่งในตัวอย่างเลย คนที่จะฮึดสู้จริงๆ ต้องใช้ปัญญาจริงๆ และต้องมองให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง ที่เราจะไม่หยุดการเรียนรู้ ไม่ใช่รู้ว่าทุกอย่างเป็นอนิจจังแล้วไม่เรียนรู้ อย่างนี้ไม่ใช่”

ความเป็นจริงของกรณีศึกษาตั้งแต่สมัยก่อนจนมาสมัยนี้ อะไรจะเป็นสาเหตุนั้น ช่างเถอะ แต่การเรียนรู้ยังต้องมี เราต้องมองเห็นว่า