ดีดนิ้วให้ทุกข์ดับ



รายการสนทนาธรรม หัวข้อ “ดีดนิ้วให้ทุกข์ดับ”

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม 2564 เวลา 18.00 น. ทาง Club House


แขกรับเชิญ - คุณช่อทิพย์ ส่งวัฒนา วุฒิพงศ์ และ ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

ดำเนินรายการโดย คุณปรารถนา มงคลกุล และ ดร. ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ ผ่าน Club House


คุณช่อทิพย์ ส่งวัฒนา วุฒิพงศ์ กรรมการ บริษัท เอฟเอ็น แฟคเตอรี่ เอ๊าท์เลท จำกัด (มหาชน) และ ผู้ก่อตั้งเครื่องสำอางแบรนด์ Bibury Coln ซึ่งถือเป็นผู้บริหารคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ในฐานะผู้บริหารได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังสามารถบริหารจัดการในบทบาทของคุณแม่ของลูกๆ ได้เป็นอย่างดีในทุกบทบาท ซึ่งวันนี้จะได้มาแลกเปลี่ยนแนวคิดในการทำธุรกิจในยุคโควิด และมาร่วมกันดีดนิ้วให้ทุกข์ดับไปพร้อมๆ กัน


ตลอด 1 ปีที่เจอโควิด-19 และการปรับตัว


คุณช่อทิพย์


เป็นสถานการณ์ที่ลำบากมากและเคยเห็นสถานการณ์แบบนี้ตอนวิกฤตต้มมยำกุ้งปี 2540 แต่ตอนนั้นเป็นเพียงในฐานะผู้ดู แต่ครั้งนี้เราเป็นผู้เล่นที่ต้องรับมือกับวิกฤต ถือว่าหนักหนาสาหัส แล้วทำให้เริ่มคิดว่า อะไรที่ทำเกินตัวหรือไม่ได้ประมาณตัวเองไป ทำให้เกิดความยาก เพราะเมื่อเกิดสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนอย่างโรคระบาดเกิดขึ้น รอบแรกยังพาลูกไปเที่ยวญี่ปุ่นอยู่เพราะรู้สึกว่าโควิด-19 น่าจะอยู่กับเราไม่นาน แต่พอรู้จักธรรมมะทำให้รู้เลยว่า นั่นคือ การใช้ชีวิตที่ประมาทมาก เพราะไม่ได้เผื่อกับเรื่องที่เราไม่รู้


โควิด-19 ทำให้ปรับตัวในหลายเรื่อง ทำทุกเรื่องที่คิดว่าตัวเองจะทำไม่ได้แล้วก็ได้ทำ เช่น ปกติจะเป็นคนที่ห่วงภาพลักษณ์ตัวเองเสมอ เวลาจะทำให้อะไรคิดเสมอว่าเขาจะคิดหรือรู้สึกกับเราอย่างไร หรือการที่จะเอาตัวเราไปสู่สาธารณชนเราควรจะทำอย่างไร ถือว่าเป็นคนค่อนข้างเข้มงวดกับเรื่องนี้

“พอเกิดโควิด-19 ขึ้น ก็กล้าที่จะพาตัวเองออกมาพูดถึงเครื่องสำอางของตัวเอง มา Live ขายของเอง ถือว่าได้ก้าวข้ามความกลัวออกมา จากที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำได้ เพราะที่ผ่านมามัวไปสร้างจินตนาการที่เกิดขึ้นก่อนว่าอาจจะขาดทุน แต่พอทำไปแล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าแย่อย่างที่เราคิด และผลออกมากลับออกมาดีต่อตัวเองด้วย”

หรืออย่างกรณีที่ลองมาทำขนมปัง ซึ่งปกติเกิดมาไม่เคยทำอาหาร ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็จืดแล้ว ไข่เจียวยิ่งไม่ต้องพูดถึง หุงข้าวก็ไม่สุก แต่ตอนโควิด-19 รอบแรก คิดว่าอยากทำอะไรให้ลูกบ้าง เพราะตั้งแต่ลูกเกิดมาไม่เคยทำอาหารให้ลูกกินเลยสักมื้อ ตั้งโจทย์ทำอะไรง่ายๆ ที่ลูกอยากกิน เริ่มจากช็อกบอล และเริ่มท้าทายกับตัวเองไปเมนูใหม่เรื่อยๆ จนอยากลองทำขนมปังเพราะอยากรู้ว่าขนมปังอร่อยๆ ด้วยฝีมือตัวเองจะทำได้หรือเปล่าจึงค่อยๆ เริ่ม เปิด Youtube ฝึกทำไปเรื่อย


แต่สิ่งที่ค้นพบระหว่างทำขนมปังคือ การนวดแป้งที่ได้ออกแรงมัน ได้โฟกัสและมีสมาธิ ไม่ได้คิดถึงธรรมมะอะไรเลย เพียงคิดว่าอยากทำให้ไปถึงจุดนั้นที่ทำขนมปังได้ กำหนดจุดนั้นไว้ แล้วก็พยายามไปให้ถึง ซึ่งปกติไม่ชอบคำติแต่ชอบคำชม พอรู้ว่าชอบชอบคำชมก็จะตั้งใจกับมันมาก ทำขนมปังแจกทั้งปลาในบ่อถึงมนุษย์

“ทำไปเรื่อยจนรู้สึกได้ก้าวข้ามผ่านสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า เมื่อก่อนเรามี Comfort Zone ของตัวเองแล้วเราก็ทำไม่ได้ พอเราพูดกับตัวเองว่าทำไม่ได้เราก็จะปิดประตูไป แล้วพอรู้สึกว่าจะต้องทำให้ได้ พอทำได้เราก็จะรู้สึกว่าก็ไม่ได้มีอะไรที่ยาก”

ทั้งที่ความจริงขนมปังเป็นเรื่องที่ทำยากเพราะเป็นในเรื่องของเคมี

"พอทำได้ แสดงว่าบนโลกนี้ ไม่มีอะไรที่เกินความสามารถมนุษย์ถ้าเราตั้งใจจะทำมันจริงๆ"

สโลแกนตอนที่ทำขนมปังคือ “อบเอาสุข ไม่ได้ "อบเอารวย” และไม่ได้คิดว่าจะต้องเป็นอาชีพ แค่อยากภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองทำได้ หรืออย่างน้อยลูกได้เห็น เพราะปกติลูกไม่เคยเห็นแม่ทำงาน ลูกไม่เคยไปออฟฟิศ เขาจะเห็นแค่เราอยู่และเล่นกับเขา เขาไม่รู้ว่าการทำงานมันคืออะไร เลยใช้วิธีการทำขนมปังทำให้เขาเห็นว่านี่คือการทำงาน แล้วก็สามารถได้เงิน เพราะให้เขาได้มีส่วนร่วมด้วยการช่วยชั่งชีสและแป้งให้บ้าง และได้ลดความหงุดหงิดระหว่างเรากับลูกไปได้ด้วย เพราะต้องคุมตัวเองเนื่องจากเขาไม่สามารถที่จะทำได้อย่างใจเราแน่นอน ตอนนั้นรู้ว่าต้องหายใจลึกๆ เพื่อลดอาการหงุดหงิดเวลาที่เขาช่วยแล้วไม่ได้ดั่งใจเรา


ความเกี่ยวข้องกับธรรมมะ เมื่อลุกขึ้นมาทำขนมปังให้ลูก

แม่ชีศันสนีย์


ด้านหนึ่งเห็นถึงความพยายามเป็นแม่ที่อยากมีความสำเร็จ และอาจเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเด็กที่เขาได้เห็นว่าไม่ว่าจะทำเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ หรือเป็นการทำงานแบบปัจเจกบุคคลหรือเป็นหมู่คณะก็ต้องอาศัยความรักและความพอใจ แม้จะเริ่มจากสิ่งที่ไม่เคยทำ ความท้าทายแรกๆ อาจเป็นปัญหาก่อน แต่ก็ปรารถนาที่จะให้สำเร็จ เพราะอยากพิสูจน์ให้คนยอมรับในสิ่งที่เราต้องการแสดงออกอะไรบางอย่าง


แต่ถ้าเราพัฒนาไปถึงขั้นที่เมื่อทำเสร็จแล้ว ยอมรับได้ว่า ไม่ว่าจะมีคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย สิ่งนั้นไม่ได้อยู่ในความโลภของเรามากเกินไป ไม่ละเมิดศีลธรรม การลงทุนแค่ขนมเค้ก 1 ก้อนที่มีความซื่อสัตย์ ตอนแรกเราแค่ปรารถนาให้เป็นที่ยอมรับ โดยอาศัยความซื่อสัตย์ การลงทุน การฝึกฝน จนทำสินค้าออกมา มีคนยอมรับได้ในราคาที่ไม่สูงมาก และมาจากความสุขของใจที่กล้าลงทุน แต่ในที่สุดพอได้สมปรารถนาแล้ว ก็จะนึกถึงความสำเร็จนี้เพื่อคนอื่นด้วย และค่อยๆ พัฒนาการต่อไปเอง เพราะมนุษย์ไม่ใช่อยากนิพพานแล้วทำได้เลย ต้องผ่านความสุข ความทุกข์ การได้ การเสีย การถูกสรรเสริญ นินทา มีขึ้นมีลง พอโควิด-19 มาก็ทำให้รู้ว่าเราเสถียรและมั่นคงขึ้น รู้ว่าฟุ้งน้อยลงและจดจ่อจิตอยู่กับอะไรสักอย่างหนึ่งโดยที่ไม่ขุ่นมัว


ขนมปังที่คุณช่อส่งมาให้รู้สึกว่ามีใจของคนทำ ที่กล้าลงทุนกับวัตถุดิบที่เอามาทำ แล้วปรารถนาว่า ลูกเขาน่าจะได้เห็นเมื่อเปิดตัวให้มีการลองชิมวิพากย์วิจารณ์ได้ วิเคราะห์ได้ เด็กจะได้เห็นอะไรบางอย่างที่ทำว่าต้องมีคนที่ชอบและไม่ชอบ บางคนบอกดีและไม่ดีบ้าง อร่อยหรือไม่อร่อย เพราะนี่คือเพียงโลกธรรมธรรมดาที่เด็กๆ ก็ต้องเจอ เด็กจะได้เรียนรู้ ขณะที่เรามีหนทางมองหรืออยู่กับโลกในหนทางอันประเสริฐ มีสัมมาทิฐิ ชอบชังเป็นอนิจจัง ไปจนถึงอร่อยหรือไม่อร่อยก็ต้องขับถ่ายออกมา แต่การที่ทำแล้วเกิดความภาคภูมิใจในสิ่งที่เราทำจะกินได้นานและอิ่มนาน เมื่อนึกถึงก็จะมีความสุข สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมมะในวิถีชีวิตที่ไม่ต้องบอกว่าเป็นธรรมมะข้อไหน แต่มีความเป็นที่เปลี่ยนจากตัณหาเป็นปัญญาขึ้น มีฉันทะความเพียร มีวิริยะความตั้งใจมั่น มีจิตตะ วิมังสา เป็นกระบวนการที่คนยุคนี้ต้องทำให้เห็นในรูปของกระบวนการอะไรสักอย่างหนึ่ง


คุณช่อส่งมาทำบุญด้วย นอกจากสิ่งที่ทุกคนกินแล้วบอกว่าอร่อย แต่ความจริงในขนมปัง 1 ก้อนนั้นมีคุณค่าของความตั้งใจอยู่มาก ซึ่งไม่เคยรู้ว่าราคาเท่าไร สุดท้ายถ้าเอาดีทางใดทางหนึ่งแล้วทำให้เราเกิดความสงบเย็น เป็นประโยชน์ และแบ่งปันได้ คิดว่าสิ่งเหล่านี้ประเสริฐทั้งนั้น เพราะเป็นการทำให้เด็กดูและมีความสุขให้เด็กเห็น และสมควรที่เป็นแม่ที่ทำให้เด็กค่อยๆ เข้าใจว่า

“งานมีฐานของภาวนา เป้าหมายจะเป็นความสุขหรือเงินก็ตาม มันคือการภาวนาที่ทำให้จิตของเราดีขึ้น เจริญขึ้น ให้ได้มากขึ้น และลดตัวตนได้มากขึ้นและมีความสุขที่ยั่งยืนมากกว่า เพราะคนที่ไม่มีอัตตาไม่ใช่ไม่มีความสุข แต่ความสุขเขาเบากว่า ประณีต ละเอียดกว่า และไม่โฉงฉ่าง”

การลงมือทำหลายอย่างส่วนหนึ่งเพราะต้องการให้คนยอมรับ


คุณช่อทิพย์


ที่ผ่านมาอาจทำหลายอย่าง และทุกอย่าง ยกเว้นเครื่องสำอาง เป็นสิ่งที่ทำเนื่องด้วย 2 เหตุผล คือ อยากทำเพราะอยากทำให้พ่อชม อยากเป็นลูกรัก และอยากให้ได้รับการยอมรับ เพราะโหยหาคำชม โดยคิดเอาเองว่า คำชมเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะทำให้เราเป็นที่ยอมรับ และเวลาที่ออกไปอยู่กับสื่อ บางทีก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมดที่ต้องพูด แต่สิ่งที่จะพูดในวันนี้จะเป็นมุมที่เราไม่เคยพูดที่ไหน

เพราะเครื่องสำอางเป็นสิ่งที่คุณพ่อหยิบยื่นโอกาสให้ลองทำดู และก็ถามตัวเองว่า สิ่งนี้คือสิ่งที่ตัวเราอยากทำจริงหรือเปล่า คำตอบคือ ไม่ได้อยากทำ แต่ทำเพราะอยากเอาใจคุณพ่อ เพราะอยากให้เขายอมรับว่าเราทำได้ หรือทำให้เขารู้สึกว่าเราเป็นคนเก่ง เพราะตอนที่ทำเครื่องสำอางตัวเองกำลังมีลูกคนที่ 2 ซึ่งสิ่งที่ทำยังไม่ถึงจุดที่ถือว่ามีความสำเร็จหรือถึงจุดที่หวังไว้ จึงมาคิดว่าจะมีอะไรที่จะเป็น Footprint ที่จะให้ลูกเดินตามหรือเปล่า

เรามองคนที่ประสบความสำเร็จคือ เรามองที่คุณพ่อ เมื่อคุณพ่อเป็นไอดอลเรา และคิดว่าถ้ายุคลูกเรา เขาจะมองใคร เขาจะมองเราหรือคุณตา ทำให้คิดว่า ฉันจะอยู่ภายใต้ร่มของพ่อไปอีกนานมั้ย ความจริงมีทั้งความสุขสบายและมีความรู้สึกที่เราอึดอัดปนอยู่ ถ้าย้อนไปตอนที่เราอายุ 40 ปี ยังแนะนำตัวเองว่าเป็นลูกสาวคุณปรีชาอยู่เลย แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว และคิดว่าความสำเร็จทางโลกคือการมีตัวตนในสังคมที่เรียกว่า “อัตตา” เราก็คิดว่าลูกเราจะมองใคร

ดร. ณัฐวุฒิ


ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะกล้ายอมรับว่าอยากจะให้พ่อชม แต่การเป็นเจเนเรชั่นแซนวิช ที่รุ่นพ่อแม่ทำสำเร็จแล้วลูกก็เดินตาม บางคนมีความทุกข์เพราะปรุงในกระบวนการนี้ คำแนะนำของการพยายามจะเดินไปตามความคาดหวังคนอื่น ซึ่งก็จะทำให้รู้สึกทุกข์


ความทุกข์มาจากการคาดหวังของตัวเราเองมากกว่าความคาดหวังจากคนอื่น


แม่ชีศันสนีย์

“ความคาดหวังของคนอื่นยังไม่เท่ากับความคาดหวังของตัวเองที่ทำให้เราทุกข์ ต้องยอมรับความจริงว่า เราไม่ได้ทุกข์เพราะความคาดหวังของคนอื่น แต่เราทุกข์เพราะการไม่ยอมรับ แล้วเราก็เติมเต็มคำตอบไปในหัวใจของเรา”

ถ้ามองจากที่เห็น พ่อคงภาคภูมิใจในแบบที่ลูกเขาเป็น แต่ถ้าลูกยังมีหลุมดำอยู่ในใจ แล้วรู้สึกว่าต้องได้รับคำชมจากพ่อ การที่เรารู้สึกว่าต้องตะเกียกตะกายที่จะขึ้นมาจากหลุมนั่นเองที่ทำให้เราทุกข์ และเราก็จะมีข้ออ้างต่างๆ นานา ที่ต้องเป็นและต้องทำต่างๆ แต่ไม่ได้มีความสุขที่จะทำแบบให้ยั่งยืนเลย ขณะเดียวกันก็จะเป็นแบบอย่างให้เด็กไม่ได้ เพราะเด็กไม่ได้มองเป้าหมายตัวเราที่เคยเราเคยมองตัวเรากับพ่อ แต่เขาจะมองเราแค่เพียงเขามีแม่ที่มีความสุข

หรือเราอาจจะไม่เคยมองด้วยซ้ำว่า ความจริงพ่อเขามองเราแค่เพียงขอให้ลูกเขามีความสุข หรือถ้าพ่อเคยมองว่าความสำเร็จของลูกคือความสุขของลูกหรือเปล่า เราก็คุยกับพ่อได้ เราสามารถบอกโดยมีความรักเป็นพื้นฐาน เพราะความรักไม่ได้มีเงื่อนไขที่ต้องพิสูจน์ หรือต้องทำอะไรที่มากกว่าการเป็นมนุษย์ที่ครั้งหนึ่งได้เกิดมา ต้องมีความเป็นผู้ที่สมบูรณ์ของการเติมเต็มของเราเองได้ โดยที่เราต้องเอาการเปรียบเทียบออก ถ้าเรายังมีการเปรียบเทียบในภาษาปฏิบัติคือความมีมานะ ถือตัวถือตน เราต้องเด่นให้ได้ เราด้อยไม่ได้ เราต้องเสมอให้ได้ พ่อทำได้เราก็ต้องทำได้ แม้บุคคลนั้นจะเป็นบุคคลที่เรารัก หรือลูกที่มีต่อเรา และเรามีต่อลูก เราจะอ่อนแอไม่ได้ อันนี้คือการถือตัวของเรา ซึ่งเราไม่ได้อยากมี อยากเป็น แต่มันเป็นโดยที่เราไม่รู้ตัว

“เมื่อเราอยากเป็นที่ยอมรับของพ่อ พ่อต้องชมเรา มันจะมีเงื่อนไขบางอย่าง ที่ทำให้เริ่มตึง เริ่มเครียด เพราะเราเชื่อแล้วว่าถ้าทำสิ่งนี้พ่อจะยอมรับเรา แต่ความจริงเรามีกรรมเป็นกำเนิดที่ต่างกัน สิ่งที่ควรคือต้องยอมรับตัวเอง"

สมมุติเป็นกรณีของคุณช่อ คุณช่อเป็นอย่างไร ลูกยอมรับคุณช่อ ให้คุณช่อลองดู ถ้าเป็นอย่างไร พ่อยอมรับคุณช่อ แล้วอะไรที่พ่อยอมรับไม่ได้ ลองถามพ่อดูว่า ในสิ่งที่ทะเยอทะยานเพื่อเป็นที่ยอมรับของใครสักคน แต่อยู่บนพื้นฐานความทุกข์ของเรา พ่อจะพอใจจริงหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ควรเปิดเผยพูดคุย ไม่อย่างนั้นคนที่มีอายุขนาดนี้และเป็นเจเนเรชั่นแซนวิชที่มีทั้งพ่อและลูกที่ต้องดูแล จะเครียด แล้วเป็นภาวะเศร้าหมอง เพราะเหมือนเราต้องสร้างภาพตลอดเวลา คุณยายมองว่ามันเหนื่อย


ความรักที่มีการเปิดเผยออกไปจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จในมิติทางโลก อยากให้ทุกคนเห็นว่า เป็นการเปิดเผยที่อาจหาญมากที่สุด เพราะเป็นการสละการมีตัวตนของฉันแล้ว ต้องการความกรุณาอย่างลึกซึ้ง ต้องการเห็นความสุขที่มาจากความกรุณาทั้งกับตัวเอง และอาจผันเป็นความสุขตรงนี้ออกให้เป็นมิติของความสุขง่าย ซึ่งคนที่มีความสุขง่ายก็จะสำเร็จง่ายๆ แต่ถ้ามีความสุขยากเหลือเกิน มันจะทนทำได้ไม่เท่าไร ไม่ว่าจะอยู่ในเจเนเรชั่นไหน เราต้องมีความกรุณาในทุกเจเนเรชั่น ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานภาพหรือสิ่งสมมุติบัญญัติว่าเป็น พ่อ แม่ ลูก หลาน

"ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า เราบังคับใครไม่ได้ เราบังคับให้ใครไปนิพพานไม่ได้ หน้าที่ของเราคือ ต้องพิสูจน์ว่าเราจะไปนิพพานด้วยตัวเราเอง แล้วเราก็จะเข้าใจว่าคนอื่นเขาก็จะไปด้วยตัวของเขาเอง"

วิธีการอย่างนี้อย่าเอามาแบกไว้บนบ่า บนหัว หรือในหัวใจของเรา ชีวิตเรามีไว้เพื่อการเดินทางที่ไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ดังนั้นการยอมรับทุกข์ในปัจจุบัน ทุกข์ในฐานะที่ทนอยู่ไม่ได้หรือทนอยู่ได้ยาก ความเป็นทุกขังเป็นปฏิกิริยาที่เราต้องยอมรับมัน เพราะการมองเห็นความเป็นอนิจจังคือการเปลี่ยนแปลง ทนอยู่ไม่ได้ แล้วไม่มีอัตตาของเรา เป็นเพราะอนัตตา อันนี้น่าจะเข้าถึงได้ในทุกเจเนเรชั่น แล้วก็ทุกบทบาทสมมุติ ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ หรือคนในครอบครัว


อยากให้กำลังใจ เราอย่ากลัวว่าเราจะไม่เป็นที่ยอมรับ เราจะมีความสำเร็จกับการที่จะทำเรื่องนั้นได้สบายกว่าการถูกเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้เราต้องทำให้สำเร็จ และคำว่าจินตนาการมันไม่ใช่ความเพ้อฝัน แต่มันเกิดจากการตั้งคำถามมาก่อน แล้วเราหาคำตอบจากการตั้งคำถามได้อย่างที่อาจจะต้องเป็นนักทดลองระยะหนึ่ง แล้วอาจต้องใช้ปัญญากับการทดลอง เราต้องเห็นถึงศักยภาพของการเปลี่ยนแปลงด้านในจริงๆ ถึงจะทำให้จินตนาการอันนั้นออกมาสว่างไสว และส่งผลหรือ สร้าง Impact ไปกับคนจำนวนมากได้

“ไม่มีใครถูกบังคับให้ทำอะไรแล้วจะมีความสุขได้ตลอดชีวิต ต้องกรุณาอย่างอ่อนโยนมาก ฟังด้วยความเข้าใจและเห็นใจ”
“ความมีมิจฉาทิฐิ มีมานะ ความถือตัวว่าเราต้องเป็นอย่างนั้นหรือมีตัณหา มันจะมาทำร้าย จะเป็นพิษ แต่ถ้าเราเปลี่ยนความมีมานะ ความถือตัวออกไปเป็นฉันทะ เหมือนการใช้อิทธิบาท 4 ก็จะเกิดความพยายาม ที่อยู่บนพื้นฐานความพอใจ ไม่ใช่อยู่บนพื้นฐานของความไม่พอใจ ซึ่งนั่นจะเป็นพยาบาท”