• ห่วงใย Thai Biz

ดีดนิ้วให้ทุกข์ดับ



รายการสนทนาธรรม หัวข้อ “ดีดนิ้วให้ทุกข์ดับ”

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม 2564 เวลา 18.00 น. ทาง Club House


แขกรับเชิญ - คุณช่อทิพย์ ส่งวัฒนา วุฒิพงศ์ และ ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

ดำเนินรายการโดย คุณปรารถนา มงคลกุล และ ดร. ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ ผ่าน Club House


คุณช่อทิพย์ ส่งวัฒนา วุฒิพงศ์ กรรมการ บริษัท เอฟเอ็น แฟคเตอรี่ เอ๊าท์เลท จำกัด (มหาชน) และ ผู้ก่อตั้งเครื่องสำอางแบรนด์ Bibury Coln ซึ่งถือเป็นผู้บริหารคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ในฐานะผู้บริหารได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังสามารถบริหารจัดการในบทบาทของคุณแม่ของลูกๆ ได้เป็นอย่างดีในทุกบทบาท ซึ่งวันนี้จะได้มาแลกเปลี่ยนแนวคิดในการทำธุรกิจในยุคโควิด และมาร่วมกันดีดนิ้วให้ทุกข์ดับไปพร้อมๆ กัน


ตลอด 1 ปีที่เจอโควิด-19 และการปรับตัว


คุณช่อทิพย์


เป็นสถานการณ์ที่ลำบากมากและเคยเห็นสถานการณ์แบบนี้ตอนวิกฤตต้มมยำกุ้งปี 2540 แต่ตอนนั้นเป็นเพียงในฐานะผู้ดู แต่ครั้งนี้เราเป็นผู้เล่นที่ต้องรับมือกับวิกฤต ถือว่าหนักหนาสาหัส แล้วทำให้เริ่มคิดว่า อะไรที่ทำเกินตัวหรือไม่ได้ประมาณตัวเองไป ทำให้เกิดความยาก เพราะเมื่อเกิดสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนอย่างโรคระบาดเกิดขึ้น รอบแรกยังพาลูกไปเที่ยวญี่ปุ่นอยู่เพราะรู้สึกว่าโควิด-19 น่าจะอยู่กับเราไม่นาน แต่พอรู้จักธรรมมะทำให้รู้เลยว่า นั่นคือ การใช้ชีวิตที่ประมาทมาก เพราะไม่ได้เผื่อกับเรื่องที่เราไม่รู้


โควิด-19 ทำให้ปรับตัวในหลายเรื่อง ทำทุกเรื่องที่คิดว่าตัวเองจะทำไม่ได้แล้วก็ได้ทำ เช่น ปกติจะเป็นคนที่ห่วงภาพลักษณ์ตัวเองเสมอ เวลาจะทำให้อะไรคิดเสมอว่าเขาจะคิดหรือรู้สึกกับเราอย่างไร หรือการที่จะเอาตัวเราไปสู่สาธารณชนเราควรจะทำอย่างไร ถือว่าเป็นคนค่อนข้างเข้มงวดกับเรื่องนี้

“พอเกิดโควิด-19 ขึ้น ก็กล้าที่จะพาตัวเองออกมาพูดถึงเครื่องสำอางของตัวเอง มา Live ขายของเอง ถือว่าได้ก้าวข้ามความกลัวออกมา จากที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำได้ เพราะที่ผ่านมามัวไปสร้างจินตนาการที่เกิดขึ้นก่อนว่าอาจจะขาดทุน แต่พอทำไปแล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าแย่อย่างที่เราคิด และผลออกมากลับออกมาดีต่อตัวเองด้วย”

หรืออย่างกรณีที่ลองมาทำขนมปัง ซึ่งปกติเกิดมาไม่เคยทำอาหาร ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็จืดแล้ว ไข่เจียวยิ่งไม่ต้องพูดถึง หุงข้าวก็ไม่สุก แต่ตอนโควิด-19 รอบแรก คิดว่าอยากทำอะไรให้ลูกบ้าง เพราะตั้งแต่ลูกเกิดมาไม่เคยทำอาหารให้ลูกกินเลยสักมื้อ ตั้งโจทย์ทำอะไรง่ายๆ ที่ลูกอยากกิน เริ่มจากช็อกบอล และเริ่มท้าทายกับตัวเองไปเมนูใหม่เรื่อยๆ จนอยากลองทำขนมปังเพราะอยากรู้ว่าขนมปังอร่อยๆ ด้วยฝีมือตัวเองจะทำได้หรือเปล่าจึงค่อยๆ เริ่ม เปิด Youtube ฝึกทำไปเรื่อย


แต่สิ่งที่ค้นพบระหว่างทำขนมปังคือ การนวดแป้งที่ได้ออกแรงมัน ได้โฟกัสและมีสมาธิ ไม่ได้คิดถึงธรรมมะอะไรเลย เพียงคิดว่าอยากทำให้ไปถึงจุดนั้นที่ทำขนมปังได้ กำหนดจุดนั้นไว้ แล้วก็พยายามไปให้ถึง ซึ่งปกติไม่ชอบคำติแต่ชอบคำชม พอรู้ว่าชอบชอบคำชมก็จะตั้งใจกับมันมาก ทำขนมปังแจกทั้งปลาในบ่อถึงมนุษย์

“ทำไปเรื่อยจนรู้สึกได้ก้าวข้ามผ่านสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า เมื่อก่อนเรามี Comfort Zone ของตัวเองแล้วเราก็ทำไม่ได้ พอเราพูดกับตัวเองว่าทำไม่ได้เราก็จะปิดประตูไป แล้วพอรู้สึกว่าจะต้องทำให้ได้ พอทำได้เราก็จะรู้สึกว่าก็ไม่ได้มีอะไรที่ยาก”

ทั้งที่ความจริงขนมปังเป็นเรื่องที่ทำยากเพราะเป็นในเรื่องของเคมี

"พอทำได้ แสดงว่าบนโลกนี้ ไม่มีอะไรที่เกินความสามารถมนุษย์ถ้าเราตั้งใจจะทำมันจริงๆ"

สโลแกนตอนที่ทำขนมปังคือ “อบเอาสุข ไม่ได้ "อบเอารวย” และไม่ได้คิดว่าจะต้องเป็นอาชีพ แค่อยากภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองทำได้ หรืออย่างน้อยลูกได้เห็น เพราะปกติลูกไม่เคยเห็นแม่ทำงาน ลูกไม่เคยไปออฟฟิศ เขาจะเห็นแค่เราอยู่และเล่นกับเขา เขาไม่รู้ว่าการทำงานมันคืออะไร เลยใช้วิธีการทำขนมปังทำให้เขาเห็นว่านี่คือการทำงาน แล้วก็สามารถได้เงิน เพราะให้เขาได้มีส่วนร่วมด้วยการช่วยชั่งชีสและแป้งให้บ้าง และได้ลดความหงุดหงิดระหว่างเรากับลูกไปได้ด้วย เพราะต้องคุมตัวเองเนื่องจากเขาไม่สามารถที่จะทำได้อย่างใจเราแน่นอน ตอนนั้นรู้ว่าต้องหายใจลึกๆ เพื่อลดอาการหงุดหงิดเวลาที่เขาช่วยแล้วไม่ได้ดั่งใจเรา


ความเกี่ยวข้องกับธรรมมะ เมื่อลุกขึ้นมาทำขนมปังให้ลูก

แม่ชีศันสนีย์


ด้านหนึ่งเห็นถึงความพยายามเป็นแม่ที่อยากมีความสำเร็จ และอาจเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเด็กที่เขาได้เห็นว่าไม่ว่าจะทำเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ หรือเป็นการทำงานแบบปัจเจกบุคคลหรือเป็นหมู่คณะก็ต้องอาศัยความรักและความพอใจ แม้จะเริ่มจากสิ่งที่ไม่เคยทำ ความท้าทายแรกๆ อาจเป็นปัญหาก่อน แต่ก็ปรารถนาที่จะให้สำเร็จ เพราะอยากพิสูจน์ให้คนยอมรับในสิ่งที่เราต้องการแสดงออกอะไรบางอย่าง


แต่ถ้าเราพัฒนาไปถึงขั้นที่เมื่อทำเสร็จแล้ว ยอมรับได้ว่า ไม่ว่าจะมีคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย สิ่งนั้นไม่ได้อยู่ในความโลภของเรามากเกินไป ไม่ละเมิดศีลธรรม การลงทุนแค่ขนมเค้ก 1 ก้อนที่มีความซื่อสัตย์ ตอนแรกเราแค่ปรารถนาให้เป็นที่ยอมรับ โดยอาศัยความซื่อสัตย์ การลงทุน การฝึกฝน จนทำสินค้าออกมา มีคนยอมรับได้ในราคาที่ไม่สูงมาก และมาจากความสุขของใจที่กล้าลงทุน แต่ในที่สุดพอได้สมปรารถนาแล้ว ก็จะนึกถึงความสำเร็จนี้เพื่อคนอื่นด้วย และค่อยๆ พัฒนาการต่อไปเอง เพราะมนุษย์ไม่ใช่อยากนิพพานแล้วทำได้เลย ต้องผ่านความสุข ความทุกข์ การได้ การเสีย การถูกสรรเสริญ นินทา มีขึ้นมีลง พอโควิด-19 มาก็ทำให้รู้ว่าเราเสถียรและมั่นคงขึ้น รู้ว่าฟุ้งน้อยลงและจดจ่อจิตอยู่กับอะไรสักอย่างหนึ่งโดยที่ไม่ขุ่นมัว


ขนมปังที่คุณช่อส่งมาให้รู้สึกว่ามีใจของคนทำ ที่กล้าลงทุนกับวัตถุดิบที่เอามาทำ แล้วปรารถนาว่า ลูกเขาน่าจะได้เห็นเมื่อเปิดตัวให้มีการลองชิมวิพากย์วิจารณ์ได้ วิเคราะห์ได้ เด็กจะได้เห็นอะไรบางอย่างที่ทำว่าต้องมีคนที่ชอบและไม่ชอบ บางคนบอกดีและไม่ดีบ้าง อร่อยหรือไม่อร่อย เพราะนี่คือเพียงโลกธรรมธรรมดาที่เด็กๆ ก็ต้องเจอ เด็กจะได้เรียนรู้ ขณะที่เรามีหนทางมองหรืออยู่กับโลกในหนทางอันประเสริฐ มีสัมมาทิฐิ ชอบชังเป็นอนิจจัง ไปจนถึงอร่อยหรือไม่อร่อยก็ต้องขับถ่ายออกมา แต่การที่ทำแล้วเกิดความภาคภูมิใจในสิ่งที่เราทำจะกินได้นานและอิ่มนาน เมื่อนึกถึงก็จะมีความสุข สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมมะในวิถีชีวิตที่ไม่ต้องบอกว่าเป็นธรรมมะข้อไหน แต่มีความเป็นที่เปลี่ยนจากตัณหาเป็นปัญญาขึ้น มีฉันทะความเพียร มีวิริยะความตั้งใจมั่น มีจิตตะ วิมังสา เป็นกระบวนการที่คนยุคนี้ต้องทำให้เห็นในรูปของกระบวนการอะไรสักอย่างหนึ่ง


คุณช่อส่งมาทำบุญด้วย นอกจากสิ่งที่ทุกคนกินแล้วบอกว่าอร่อย แต่ความจริงในขนมปัง 1 ก้อนนั้นมีคุณค่าของความตั้งใจอยู่มาก ซึ่งไม่เคยรู้ว่าราคาเท่าไร สุดท้ายถ้าเอาดีทางใดทางหนึ่งแล้วทำให้เราเกิดความสงบเย็น เป็นประโยชน์ และแบ่งปันได้ คิดว่าสิ่งเหล่านี้ประเสริฐทั้งนั้น เพราะเป็นการทำให้เด็กดูและมีความสุขให้เด็กเห็น และสมควรที่เป็นแม่ที่ทำให้เด็กค่อยๆ เข้าใจว่า

“งานมีฐานของภาวนา เป้าหมายจะเป็นความสุขหรือเงินก็ตาม มันคือการภาวนาที่ทำให้จิตของเราดีขึ้น เจริญขึ้น ให้ได้มากขึ้น และลดตัวตนได้มากขึ้นและมีความสุขที่ยั่งยืนมากกว่า เพราะคนที่ไม่มีอัตตาไม่ใช่ไม่มีความสุข แต่ความสุขเขาเบากว่า ประณีต ละเอียดกว่า และไม่โฉงฉ่าง”

การลงมือทำหลายอย่างส่วนหนึ่งเพราะต้องการให้คนยอมรับ


คุณช่อทิพย์


ที่ผ่านมาอาจทำหลายอย่าง และทุกอย่าง ยกเว้นเครื่องสำอาง เป็นสิ่งที่ทำเนื่องด้วย 2 เหตุผล คือ อยากทำเพราะอยากทำให้พ่อชม อยากเป็นลูกรัก และอยากให้ได้รับการยอมรับ เพราะโหยหาคำชม โดยคิดเอาเองว่า คำชมเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะทำให้เราเป็นที่ยอมรับ และเวลาที่ออกไปอยู่กับสื่อ บางทีก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมดที่ต้องพูด แต่สิ่งที่จะพูดในวันนี้จะเป็นมุมที่เราไม่เคยพูดที่ไหน

เพราะเครื่องสำอางเป็นสิ่งที่คุณพ่อหยิบยื่นโอกาสให้ลองทำดู และก็ถามตัวเองว่า สิ่งนี้คือสิ่งที่ตัวเราอยากทำจริงหรือเปล่า คำตอบคือ ไม่ได้อยากทำ แต่ทำเพราะอยากเอาใจคุณพ่อ เพราะอยากให้เขายอมรับว่าเราทำได้ หรือทำให้เขารู้สึกว่าเราเป็นคนเก่ง เพราะตอนที่ทำเครื่องสำอางตัวเองกำลังมีลูกคนที่ 2 ซึ่งสิ่งที่ทำยังไม่ถึงจุดที่ถือว่ามีความสำเร็จหรือถึงจุดที่หวังไว้ จึงมาคิดว่าจะมีอะไรที่จะเป็น Footprint ที่จะให้ลูกเดินตามหรือเปล่า

เรามองคนที่ประสบความสำเร็จคือ เรามองที่คุณพ่อ เมื่อคุณพ่อเป็นไอดอลเรา และคิดว่าถ้ายุคลูกเรา เขาจะมองใคร เขาจะมองเราหรือคุณตา ทำให้คิดว่า ฉันจะอยู่ภายใต้ร่มของพ่อไปอีกนานมั้ย ความจริงมีทั้งความสุขสบายและมีความรู้สึกที่เราอึดอัดปนอยู่ ถ้าย้อนไปตอนที่เราอายุ 40 ปี ยังแนะนำตัวเองว่าเป็นลูกสาวคุณปรีชาอยู่เลย แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว และคิดว่าความสำเร็จทางโลกคือการมีตัวตนในสังคมที่เรียกว่า “อัตตา” เราก็คิดว่าลูกเราจะมองใคร

ดร. ณัฐวุฒิ


ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะกล้ายอมรับว่าอยากจะให้พ่อชม แต่การเป็นเจเนเรชั่นแซนวิช ที่รุ่นพ่อแม่ทำสำเร็จแล้วลูกก็เดินตาม บางคนมีความทุกข์เพราะปรุงในกระบวนการนี้ คำแนะนำของการพยายามจะเดินไปตามความคาดหวังคนอื่น ซึ่งก็จะทำให้รู้สึกทุกข์


ความทุกข์มาจากการคาดหวังของตัวเราเองมากกว่าความคาดหวังจากคนอื่น


แม่ชีศันสนีย์

“ความคาดหวังของคนอื่นยังไม่เท่ากับความคาดหวังของตัวเองที่ทำให้เราทุกข์ ต้องยอมรับความจริงว่า เราไม่ได้ทุกข์เพราะความคาดหวังของคนอื่น แต่เราทุกข์เพราะการไม่ยอมรับ แล้วเราก็เติมเต็มคำตอบไปในหัวใจของเรา”

ถ้ามองจากที่เห็น พ่อคงภาคภูมิใจในแบบที่ลูกเขาเป็น แต่ถ้าลูกยังมีหลุมดำอยู่ในใจ แล้วรู้สึกว่าต้องได้รับคำชมจากพ่อ การที่เรารู้สึกว่าต้องตะเกียกตะกายที่จะขึ้นมาจากหลุมนั่นเองที่ทำให้เราทุกข์ และเราก็จะมีข้ออ้างต่างๆ นานา ที่ต้องเป็นและต้องทำต่างๆ แต่ไม่ได้มีความสุขที่จะทำแบบให้ยั่งยืนเลย ขณะเดียวกันก็จะเป็นแบบอย่างให้เด็กไม่ได้ เพราะเด็กไม่ได้มองเป้าหมายตัวเราที่เคยเราเคยมองตัวเรากับพ่อ แต่เขาจะมองเราแค่เพียงเขามีแม่ที่มีความสุข

หรือเราอาจจะไม่เคยมองด้วยซ้ำว่า ความจริงพ่อเขามองเราแค่เพียงขอให้ลูกเขามีความสุข หรือถ้าพ่อเคยมองว่าความสำเร็จของลูกคือความสุขของลูกหรือเปล่า เราก็คุยกับพ่อได้ เราสามารถบอกโดยมีความรักเป็นพื้นฐาน เพราะความรักไม่ได้มีเงื่อนไขที่ต้องพิสูจน์ หรือต้องทำอะไรที่มากกว่าการเป็นมนุษย์ที่ครั้งหนึ่งได้เกิดมา ต้องมีความเป็นผู้ที่สมบูรณ์ของการเติมเต็มของเราเองได้ โดยที่เราต้องเอาการเปรียบเทียบออก ถ้าเรายังมีการเปรียบเทียบในภาษาปฏิบัติคือความมีมานะ ถือตัวถือตน เราต้องเด่นให้ได้ เราด้อยไม่ได้ เราต้องเสมอให้ได้ พ่อทำได้เราก็ต้องทำได้ แม้บุคคลนั้นจะเป็นบุคคลที่เรารัก หรือลูกที่มีต่อเรา และเรามีต่อลูก เราจะอ่อนแอไม่ได้ อันนี้คือการถือตัวของเรา ซึ่งเราไม่ได้อยากมี อยากเป็น แต่มันเป็นโดยที่เราไม่รู้ตัว

“เมื่อเราอยากเป็นที่ยอมรับของพ่อ พ่อต้องชมเรา มันจะมีเงื่อนไขบางอย่าง ที่ทำให้เริ่มตึง เริ่มเครียด เพราะเราเชื่อแล้วว่าถ้าทำสิ่งนี้พ่อจะยอมรับเรา แต่ความจริงเรามีกรรมเป็นกำเนิดที่ต่างกัน สิ่งที่ควรคือต้องยอมรับตัวเอง"

สมมุติเป็นกรณีของคุณช่อ คุณช่อเป็นอย่างไร ลูกยอมรับคุณช่อ ให้คุณช่อลองดู ถ้าเป็นอย่างไร พ่อยอมรับคุณช่อ แล้วอะไรที่พ่อยอมรับไม่ได้ ลองถามพ่อดูว่า ในสิ่งที่ทะเยอทะยานเพื่อเป็นที่ยอมรับของใครสักคน แต่อยู่บนพื้นฐานความทุกข์ของเรา พ่อจะพอใจจริงหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ควรเปิดเผยพูดคุย ไม่อย่างนั้นคนที่มีอายุขนาดนี้และเป็นเจเนเรชั่นแซนวิชที่มีทั้งพ่อและลูกที่ต้องดูแล จะเครียด แล้วเป็นภาวะเศร้าหมอง เพราะเหมือนเราต้องสร้างภาพตลอดเวลา คุณยายมองว่ามันเหนื่อย


ความรักที่มีการเปิดเผยออกไปจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จในมิติทางโลก อยากให้ทุกคนเห็นว่า เป็นการเปิดเผยที่อาจหาญมากที่สุด เพราะเป็นการสละการมีตัวตนของฉันแล้ว ต้องการความกรุณาอย่างลึกซึ้ง ต้องการเห็นความสุขที่มาจากความกรุณาทั้งกับตัวเอง และอาจผันเป็นความสุขตรงนี้ออกให้เป็นมิติของความสุขง่าย ซึ่งคนที่มีความสุขง่ายก็จะสำเร็จง่ายๆ แต่ถ้ามีความสุขยากเหลือเกิน มันจะทนทำได้ไม่เท่าไร ไม่ว่าจะอยู่ในเจเนเรชั่นไหน เราต้องมีความกรุณาในทุกเจเนเรชั่น ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานภาพหรือสิ่งสมมุติบัญญัติว่าเป็น พ่อ แม่ ลูก หลาน

"ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า เราบังคับใครไม่ได้ เราบังคับให้ใครไปนิพพานไม่ได้ หน้าที่ของเราคือ ต้องพิสูจน์ว่าเราจะไปนิพพานด้วยตัวเราเอง แล้วเราก็จะเข้าใจว่าคนอื่นเขาก็จะไปด้วยตัวของเขาเอง"

วิธีการอย่างนี้อย่าเอามาแบกไว้บนบ่า บนหัว หรือในหัวใจของเรา ชีวิตเรามีไว้เพื่อการเดินทางที่ไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ดังนั้นการยอมรับทุกข์ในปัจจุบัน ทุกข์ในฐานะที่ทนอยู่ไม่ได้หรือทนอยู่ได้ยาก ความเป็นทุกขังเป็นปฏิกิริยาที่เราต้องยอมรับมัน เพราะการมองเห็นความเป็นอนิจจังคือการเปลี่ยนแปลง ทนอยู่ไม่ได้ แล้วไม่มีอัตตาของเรา เป็นเพราะอนัตตา อันนี้น่าจะเข้าถึงได้ในทุกเจเนเรชั่น แล้วก็ทุกบทบาทสมมุติ ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ หรือคนในครอบครัว


อยากให้กำลังใจ เราอย่ากลัวว่าเราจะไม่เป็นที่ยอมรับ เราจะมีความสำเร็จกับการที่จะทำเรื่องนั้นได้สบายกว่าการถูกเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้เราต้องทำให้สำเร็จ และคำว่าจินตนาการมันไม่ใช่ความเพ้อฝัน แต่มันเกิดจากการตั้งคำถามมาก่อน แล้วเราหาคำตอบจากการตั้งคำถามได้อย่างที่อาจจะต้องเป็นนักทดลองระยะหนึ่ง แล้วอาจต้องใช้ปัญญากับการทดลอง เราต้องเห็นถึงศักยภาพของการเปลี่ยนแปลงด้านในจริงๆ ถึงจะทำให้จินตนาการอันนั้นออกมาสว่างไสว และส่งผลหรือ สร้าง Impact ไปกับคนจำนวนมากได้

“ไม่มีใครถูกบังคับให้ทำอะไรแล้วจะมีความสุขได้ตลอดชีวิต ต้องกรุณาอย่างอ่อนโยนมาก ฟังด้วยความเข้าใจและเห็นใจ”
“ความมีมิจฉาทิฐิ มีมานะ ความถือตัวว่าเราต้องเป็นอย่างนั้นหรือมีตัณหา มันจะมาทำร้าย จะเป็นพิษ แต่ถ้าเราเปลี่ยนความมีมานะ ความถือตัวออกไปเป็นฉันทะ เหมือนการใช้อิทธิบาท 4 ก็จะเกิดความพยายาม ที่อยู่บนพื้นฐานความพอใจ ไม่ใช่อยู่บนพื้นฐานของความไม่พอใจ ซึ่งนั่นจะเป็นพยาบาท”

ความสุขของพ่อแม่ สุดท้ายคือการเห็นลูกมีความสุข

คุณปรีชา (คุณพ่อของคุณช่อทิพย์)


คิดว่าการคาดหวังที่จะได้รับความชื่นชมจากพ่อแม่นั้น เป็นการเดาของลูกมากกว่า

พ่อแม่ทุกคนอยากชื่นชมลูก แต่ไม่ใช่เป็นสิ่งที่สุด ความสุขของลูกต่างหากที่จะเป็นที่สุดของพ่อแม่”

ความสำเร็จ หรือความพึงปรารถนา ถ้าอยู่บนความสำเร็จของตัวเองแล้วตัวเองชื่นชมได้ คิดว่าพ่อแม่ก็จะได้อานิสงส์จากส่วนนั้นด้วย ความสำเร็จจริงๆ ไม่ต้องมีใครต้องมาประเมิน เราประเมินตัวเราได้เอง

“ในชีวิตของคนทำงาน เชื่อว่าอิทธิบาท 4 จะไม่มีอิทธิฤทธิ์ถ้าเราไม่มีฉันทะ พอมีฉันทะ จิตตะ วิริยะก็จะเกิด และจะมีความสุขมากกับสิ่งที่ทำ ซึ่งไม่ต้องมีใครมาชื่นชม เราสามารถชื่นชมและให้คะแนนตัวเราเองได้ แล้วคนอื่นเขาก็จะพลอยยินดีกับเรา”

เชื่อว่าบุคลิกและขีดความสามารถของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้น ความสำเร็จหรือสิ่งปรารถนาของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน จะเป็นอย่างไรก็ได้ คิดว่าพ่อแม่เข้าใจ เพียงแต่อาจเป็นข้ออ้างหรือเป็นสิ่งที่อยากให้พ่อแม่เห็น แต่ถ้าเข้าใจใหม่ว่าพ่อแม่เป็นฝ่ายสนับสนุน หรือ Supporting มากกว่าคนที่จะคอยปรบมือหรือคนที่จะคอยมอบถ้วยให้ ถ้าเข้าใจอย่างนี้ว่าวิธีการของพ่อแม่ที่เป็นฝ่ายสนับสนุนลูก ขณะที่ความเข้าใจของลูกนั้นก็อาจเป็นสิ่งที่ไม่ตรงกัน


เห็นด้วยกับคุณแม่ที่แนะนำว่า ควรจะเปิดเผยหรือคุยกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะความจริงไม่ได้คาดหวัง หรืออาจเป็นความลับซึ่งกันและกันอยู่ บางทีพ่อแม่ โดยเฉพาะผมที่อาจมีวิธีการส่งมอบหรือการให้คำแนะนำที่ไม่ใช่ดูเป็นการสนับสนุนหรืออำนวยความสะดวกให้กับลูกเท่าไร อาจเป็นคนที่ชี้ถูกชี้ผิดมากกว่าเลยทำให้เกิดการมองคนละมิติ


คิดว่าถ้าหยุดและได้มาสนใจที่ตัวเราเอง ก็เป็นความสำเร็จที่ตัวเราสามารถชื่นชมตัวเองได้ เราจะเบาตัว ไม่ต้องมาเก็งข้อสอบว่าพ่อแม่ต้องการอะไร เราต้องการอะไร เดี๋ยวพ่อแม่จะคล้อยตามไปเอง นั่นคือสิ่งที่พ่อแม่หวังว่าลูกจะมีความสุขบนความสำเร็จของลูก ในมิติไหนก็ได้

“พ่อแม่มีความรักที่ไม่มีเหตุผล รักอย่างไรก็ได้ ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงด้วยในความรัก ไม่ต้องไปพยายามหาเหตุผล แต่บางทีเราไปทำใหเป็นข้ออ้างเพื่อหลอกตัวเราเองว่าเราทำเพื่อคนอื่น แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเราทำเพื่อตัวเองแล้วคนอื่นก็เป็นผลพลอยได้นั้น ตรงนี้อาจเป็นอีกมุมหนึ่งที่จะช่วยทำให้ตัวเบาขึ้น”

แม่ชีศันสนีย์


คำพูดของพ่อแสดงให้เห็นว่า ความรักของพ่อไม่เปลี่ยนแปลง เพราะคุณแม่ก็เติบโตมาโดยที่คุณพ่อไม่เคยบอกรัก แต่เห็นตัวเองเข้มแข็งเป็น เพราะเราได้ทำให้คนที่รักเรามีความสุขด้วย เราไม่เคยมีพ่อกอดเรา แต่เรากอดตัวเองไว้เป็น เราจะรู้สึกได้ว่าเราไม่เคยโหยหาสิ่งนี้เลย เพราะไม่เคยมองพ่อออกไปจากมิติการที่เรามีชีวิตได้ว่าไม่มีพ่อก็ไม่มีเรา ไม่มีแม่ก็ไม่มีเรา การที่เรามีตัวตนอยู่ตรงนี้ได้มาจากความรักของพ่อและแม่ เป็นรักที่ไม่มีเงื่อนไขอยู่แล้วไม่ว่าลูกจะสำเร็จหรือจะไม่สำเร็จ แต่ความทะเยอทะยานของเราต่างหาก ที่เราเห็นความรักของเราที่มีต่อชีวิตที่พ่อแม่ส่งถ่ายมาให้เราหรือเปล่า ตอนเป็นเด็กเราไม่เคยคิดอย่างนี้ได้ แต่มันไม่เคยเป็นจุดหรือหลุมดำของเราเลย เพราะว่าคนที่อยู่กับเรา เขาจะมีศรัทธาอยู่กับเราในแบบที่เราเป็น เช่น เราก็เป็นลูกของแม่เลี้ยงเดี่ยว แต่ความศรัทธาในตัวเรามันมีอยู่ การไม่สิ้นศรัทธาต่อตัวเรานั่นแหละจะทำให้เรารักในตัวเราเป็น และไม่ทำให้เราทะเยอทะยานอย่างไร้ทิศทาง


คุณปรีชาเคยแชร์ครั้งหนึ่งว่า

“ไม่มีกำแพงระหว่างพ่อกับลูก เพราะถูกทำลายไปแล้วด้วยความรักของพ่อที่เห็นการเติบโตของลูก”

ก็เลยทำให้รู้ว่า การที่คุณปรีชาได้เข้ามาพูดวันนี้ เป็นคลับเฮ้าส์จริงๆ ที่ได้เปิดเผยความในใจ แล้วก็อยากให้คุณปรีชาได้เป็นตัวอย่างหรือบทบาทของพ่อที่เคยสำเร็จที่ลูกภาคภูมิใจกับพ่อ เพราะคุณพ่อเป็นที่ยอมรับในสังคม ดังนั้นการที่เด็กหนึ่งคนที่มองเห็นพ่อเป็น Role Model ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดเลย แต่บางทีการให้เวลาตัวเองได้ตกตะกอนจริงๆ ว่าเป็นข้ออ้าง หรือเป็นอัตตา หรือเป็นอะไรอีกหลายอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องโชคดีหรือไม่ที่เราได้เห็นมันในตอนนี้ เป็นเรื่องโชคดีหรือไม่ที่เราไม่เอาเรื่องนี้ไปฝังอยู่ในหัวใจของเด็กอีกเจเนเรชั่นหนึ่งคือ หลานๆ ขอบคุณที่คุณปรีชามาแชร์เรื่องราว

ต้องศรัทธาตัวเองแล้ว เรื่องมหัศจรรย์จะเกิดขึ้น


คุณปรีชา


ต้องกราบขอบคุณคุณแม่ที่พูดว่า “ขอให้ศรัทธาตัวเอง” ผมคิดว่า ถ้าศรัทธาในตัวเองจริงๆ แล้ว มันจะมีสิ่งมหัศจรรย์ในตัวเองอีกมากมาย ที่คนเป็นพ่อแม่พยายามจะหาความชื่นชมในตัวลูกอยู่แล้วไม่ว่าในมิติไหน มุมมองไหน แต่ถ้าไม่ใช่แล้วมาขอความเห็น คือ บางทีจะให้ปรบมือในสิ่งที่ยังไม่ใช่ คิดว่าตัวเองก็ไม่อยากปรบมือให้ตัวเอง แต่ถ้าตัวเองอยากปรบมือให้ตัวเอง 1 ครั้ง แต่พ่อแม่จะปรบให้ 3 หรือ 5 ครั้งให้ด้วยซ้ำไป

“จึงเป็นเรื่องที่ขอให้ศรัทธาในตัวเอง จะเกิดสิ่งมหัศจรรย์ในตัวเองขึ้นมา”

พละ 5 เป็นเรื่องสำคัญในการเคลื่อนทิฐิ


แม่ชีศันสนีย์


มองว่าคำสอนพระพุทธเจ้าจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อต้องใช้จริง อย่าง “พละ 5” เป็นเรื่องที่สำคัญมากในการเคลื่อนทิฐิ พละ 5 ไม่ใช่เรื่องของการเคลื่อนกำลัง พละ 5 ที่มีศรัทธาอย่างมีปัญญาคือการเคลื่อนสัมมาทิฐิของเรา มันคือความเห็นชอบ แต่อาจจะทุกข์ อาจมีบาดแผล เจ็บปวด แต่ทำให้เราเห็นความเจ็บปวดแค่ เกิด-ดับ อย่างฉับพลันได้ อันนี้เป็นศรัทธาที่มีปัญญา โดยเป็นกำลังของการเดินทาง ศรัทธาจึงมาก่อน เวลามีความเพียร มีวิริยะ เราต้องมีสมาธิ เพราะไม่อย่างนั้นความเพียรของเราจะไม่เสถียรพอ

“พละ 5 มีสติอยู่ตรงกลาง ที่จะเชื่อมศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ถ้ามันเชื่อมโยงกันได้ในขณะที่เกิดจิตเดียว เหมือนเป็นกำลังที่จะทำให้เกิดสัมมาทิฐิ”

ไม่ใช่กำลังที่จะเกิดกำไร หรืออะไรสักอย่างที่คนอื่นจะยอมรับเรา แต่ทำให้เกิดการเคลื่อนทิฐิของเราในฝ่ายมิจฉามาเป็นปัญญา มาเป็นสัมมาฯ พอมีสัมมาทิฐิ ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ความเพียรที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงมันต้องใช้กำลังของจิตที่บริสุทธิ์ตั้งมั่น ซื่อสัตย์กับตัวเราเอง

“เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องจับคู่ระหว่าง วิริยะกับสมาธิ ถ้าคุณมีสมาธิแต่ขาดวิริยะ คุณอาจจะมีสมาธิแบบปลอมก็ได้ แต่ถ้าคุณมีวิริยะ มีความเพียร และมีความตั้งจิตมั่นด้วยความบริสุทธิ์ อันนี้เป็นของคู่กัน ถ้ามีสมาธิต้องมีความเพียร ถ้ามีความเพียรต้องมีสมาธิ เหมือนถ้ามีศรัทธาต้องมีปัญญา ถ้ามีปัญญาต้องมีศรัทธาด้วย แต่สติจะอยู่ตรงกลาง มันอ่อนโยนมาก สติจะทำให้เกิดศรัทธาที่มีปัญญา และสติจะทำให้เกิดวิริยะที่มีสมาธิ รวมกัน 5 ตัวนี้มาเป็นหนึ่งเดียวกันเป็นสัมมาทิฐิเลย”

อยากให้การทำคลับเฮ้าส์วันนี้เป็นตัวอย่างกับคุณพ่อคนหนึ่งที่อยากเห็นลูกปรบมือให้กับตัวเอง และคุณพ่ออย่างคุณปรีชาก็รักลูกอย่างไม่มีที่สุดและพร้อมที่จะปรบมือให้กับลูกทุกคนอยู่แล้ว คุณยายอยากกอดคุณช่อไว้ด้วยหัวใจ เหมือนกอดหลาน คือลูกของช่อ ตอนแรกงงกับหัวข้อสนทนาในวันนี้ เพราะมันต้องแลกด้วยการรัดนิ้วมือที่จะบอกว่า

“ถ้าเรามีพละ 5 เราเปลี่ยนทิฐิได้ทันที”

คุณปรารถนา


วันนี้ทำให้นึกถึงเรื่องราวของคุณพ่อตัวเองที่เขารู้ว่าเราอยากไปบวชให้ท่าน ซึ่งก็อยากบอกคุณช่อว่า ทำอะไรก็ทำเถอะ เหมือนที่คุณแม่บอกว่ารู้อย่างนี้ก็ทำเลยดีกว่า วันนั้นมีหลายเรื่องที่เข้ามาเตือนเราก็เลยตัดสินใจบวชชีเลย และวันนี้คุณพ่อของเราก็เพิ่งเข้า CCU ไป แม้ตอนนี้ออกมาแล้วแต่การรับรู้ไม่ได้เท่าเดิม ก็ค่อนข้างสับสน ซึ่งดีใจที่วันนั้นได้ทำให้คุณพ่อเลย


ทุกคนควรเมตตาตัวเอง


ดร. ณัฐวุฒิ


คนรุ่นใหม่และคนที่มีกรอบว่าจะต้องประสบความสำเร็จหลายครั้งอาจไม่ค่อยได้เมตตาตัวเอง เพราะค่อนข้างโหดร้ายและมีบรรทัดฐานที่สูงให้กับตัวเอง

แม่ชีศันสนีย์


ตอนนี้จะไม่ค่อยพูดคำว่า “ถ้ารู้อย่างนี้ เสียดาย ที่ไม่ได้ทำ” แต่จะพูดว่า “จะทำอะไรทำเลย” เพราะรู้ว่าสุขภาพก็เตือนเราว่าจะประมาทไม่ได้ และคำว่า “ถ้ารู้อย่างนี้” อย่าพูดอีกกับคนที่เรารัก เพราะถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ คำนี้จะทำให้เราเหมือนไม่มี และคนที่เรารักอยู่กับเราสั้นลง “ถ้ารู้อย่างนี้ เราจะดีกับพ่อแม่เรามากกว่านี้ พ่อแม่จะไม่รู้สึกเมื่อเขาตายไปแล้ว” เราควรจะพูดว่า “เรารู้อย่างนี้แล้วล่ะ”

“การที่เราไม่อยากจะพูดว่า เสียดายคนตายไม่ได้ทำ เราต้องทำเลย พลังจะกลับมาเลย และนี่อาจกลายเป็นศรัทธาต่อตัวเราเองที่มีเมตตา ภาวนา กับชีวิตของเราที่มีอยู่ในลมหายใจที่สั้นลง คนที่เรารักก็จะอยู่กับเราสั้นลง ตัวเราก็อยู่กับคนที่เรารักสั้นลง เราอยู่กับลูกสั้นลง เรารักลูกเรา จะเคี่ยวเข็ญกับลูกเราเพียงแค่ท้าทายและสนับสนุนในสิ่งที่ลูกจะไปสู่ความสำเร็จด้วยตัวของเขาเอง”
“โอกาสที่จะใช้เรื่องเมตตา ต้องเป็นไปด้วยการไม่เข้าข้างตัวเอง อะหัง สุขิโต โหมิ แปลว่า ฉันต้องมีความสุขให้ได้ ที่จะไม่พูดว่า “ถ้ารู้อย่างนี้” แต่จงพูดว่า “ฉันทำเลย” เพราะลมหายใจมันสั้นลงไปทุกขณะ”

สิ่งที่เราทำได้ คือความอ่อนโยน ความเมตตาคือความอ่อนโยน ปรารถนาให้เกิดความสุข ความเมตตาคือความสุขที่ปรารถนาจะให้เกิดขึ้นกับตัวเราเอง เมตตาภาวนา คือการที่จะพัฒนาความรักที่มีต่อตัวเราเอง ที่อยู่บนพื้นฐานจะไม่เบียดเบียนตัวเราเอง แล้ว ไม่ตั้งแง่กับตัวเองอีกแล้ว ไม่ทำให้ตัวเองไม่รู้สึกได้ว่าคุณศรัทธาต่อตัวคุณเลย เราศรัทธาต่อตัวเองแล้ว เมตตาจึงต้องมากับกรุณา กรุณาคือการให้อภัยตัวเอง เรื่องต่างๆ ที่ผ่านมาจะจบเลย

“ถ้าไม่อยากเจ็บ คุณต้องจบให้ได้ ถ้าคุณจบแล้วคุณไม่จม คุณจะเห็นการพัฒนาศักยภาพของคุณ ในฝ่ายของมุทิตาไม่ยากเลย"

แล้วก็ไม่ใช่มุทิตาที่เป็นอัตตา แต่เป็นมุทิตาที่มาจากความเมตตาแล้วปรารถนาให้ตัวเองเป็นสุข ให้อภัยคือกรุณาตัวเองแล้ว คือชื่นชมการเดินทางของตัวเองที่ไม่ได้ชื่นชมเหมือนที่เราต้องการให้ใครคนหนึ่งมาคอยชื่นชมเรา แต่เป็นการชื่นชมจากตัวเราเอง อันนี้คือมุทิตาแล้ว

แล้วอุเบกขาคือเราจะเป็นนักลงทุนในแบบปัจจุบันกรรมที่ไม่พูดว่าถ้ารู้อย่างนี้อีกแล้ว เราลงทุนเลย โดยเปลี่ยนหรือบริหารกรรมของเราเลยตอนนี้ เพราะฉะนั้น พรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ซึ่งเราคิดว่าพ่อแม่คือพรหม แต่เราก็คือพรหมด้วย เราต้องมีการลงทุนอย่างเต็มที่ในการมีเหตุปัจจัย ในที่สุดเราจะวางใจของเราถูกต้อง

“ดังนั้น เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คือการลงทุนในเหตุ แล้วปล่อยวางในผล นี่คือสิ่งที่เราต้องมีคนที่ไม่พูดว่า เสียดายคนตายไม่ได้ทำ”

สมมุติจากตัวเราก็ได้ที่จะต้องตาย เราจะพูดว่า เสียดายอะไรในสิ่งที่เราไม่ได้ทำอีก ทำเลย และก็ต้องทำทันที ไม่ต้องเดี๋ยว เพราะเดี๋ยวอาจจะเป็นความประมาทก็ได้ การทำทันทีเพราะเชื่อว่าเป็นเวลาที่เหลืออันศักดิ์สิทธิ์ จิตอย่าขุ่นมัวแล้วกลัวว่าตัวเองจะทำไม่ได้ ทำได้หรือไม่ได้ให้มีอิทธิบาท 4 ในการเคลื่อนสิ่งที่จะทำเดี๋ยวมันค้นคว้าได้เอง อันนี้ยายก็สอนตัวเอง

“คนเราตายแน่ แต่จะตายอย่างไรให้ได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง อันนี้เรียกว่าการตายที่ไม่ตายทั้งเป็น”

คุณช่อทิพย์


การพูดคุยวันนี้ทำให้เรามีน้ำตา และเซอร์ไพรส์มากที่คุณพ่อเข้ามา ตอนที่พ่อพูดก็มีภาพที่สะท้อนกลับมาที่ตัวเราเองชัดเจน เพราะเป็นความจริงที่เราไม่เคยคาดหวังกับลูก

"ทั้งหมดทั้งสิ้นคือเราคิดไปเอง ทำให้เราได้เพียรผิดทาง เราเลยไม่เคยเมตตาตัวเอง เราก็อยู่กับความทุกข์บนสิ่งที่เราได้สร้างมันขึ้นมาเอง"

แม่ชีศันสนีย์


เพียงแค่ได้เปิดเผยอะไรบางอย่างออกมา โดยที่มีพ่อได้แสดงความรักอยู่ใกล้ๆ หัวใจของเรา คุณช่อกำลังภาวนาให้อภัยตัวเอง แม้บางมุมเราบอกว่าเราถูก บางมุมเราบอกว่าเราได้พยายามแล้ว หรือบอกว่าเราดีแล้ว แต่การกรุณาตัวเองมันคือการปลดล็อคของเรา บางครั้งการได้เห็นมันเร็ว อาจทำให้เราได้เริ่มใหม่ที่ดี และความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการมีฉันทะ มันไม่มีคำว่าสาย จากสิ่งที่เราร้อนอยู่ในใจ การที่ทำคลับเฮ้าส์เพื่อให้คนได้มีโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดเรา และวันนี้อาจเป็นความใกล้ชิดของคนหลายคนที่ได้ฟังอยู่ เขาอาจได้ตัวอย่างจากที่ฟังวันนี้ เราก็เป็นครูที่ดีของการเป็นลูกที่อาจคิดไปเอง เราก็สามารถคิดใหม่ได้


คุณปรีชา


จริงๆ แอบเป็นกำลังใจให้กับลูกตลอด แต่วันนี้อาจไปร้อนรนกับผลและไปสนใจกับเหตุ ที่คุณแม่แนะนำเป็นประโยชน์มาก

"ถ้ากลับไปศรัทธาและเมตตาตัวเอง แล้วไปสนใจกับเหตุ จัดการกับเหตุแล้ว ผลที่เราต้องการมันจะตามมาเอง"

เราไปให้น้ำหนักกับการจัดการกับเหตุ แล้วผลจะเกิดอย่างไรนั้น คิดว่าจะมีแต่คนสนับสนุนและส่งเสริม


ลงทุนในเหตุ ปล่อยวางในผล ทำให้ความสุขกลับมาง่าย


แม่ชีศันสนีย์


ความสุขมันร้องไห้นะ ความสุขทำให้น้ำตาไหลได้ แต่เป็นน้ำตาแห่งปิติ ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้าโศก แต่เป็นปิติที่เราได้เปิดใจของเราให้กว้างขึ้น วางอคติ ลงทุนในเหตุ ปล่อยวางในผล ความสุขกลับมาง่าย ดับทุกข์ได้ เหมือนรัดนิ้วมือเลย แค่เราเปิดใจให้กว้าง

“ถ้าเปิดใจอย่างเดียวแต่ไม่วางอคติ ก็ชกกันตายเลย ยุ่งวุ่นวาย เพราะฉะนั้น เปิดใจให้กว้างและต้องวางอคติ แล้วเราอาจจะเห็นการลงทุนครั้งใหม่ที่เป็นการลงทุนในกฎของการกระทำ แล้วเรามั่นใจว่า ถ้าเราลงทุนในเหตุมันปฏิเสธผลไม่ได้อยู่แล้ว”

คำว่ารัดนิ้วมือ แม้ขณะจิตเดียวก็น่าชม แม้ขณะจิตเดียวที่เราได้เริ่มให้อภัยตัวเราเองได้ เริ่มต้นเป็นนักลงทุนกันอีกครั้งหนึ่ง น้ำตานี้อาจเป็นน้ำตาแห่งความท้าทาย จะสมหวังหรือไม่ก็ตาม เราไม่คาดหวัง ถ้าเราไม่คาดหวัง เราไม่ผิดหวัง แต่เราต้องลงทุนในเหตุ เราต้องเปลี่ยนแปลง ทิฐิต้องถูกเปลี่ยนความตระหนักในความรับผิดชอบ มีความสุขกับการได้รับผิดชอบ ไม่ใช่ถูกบังคับ หรือถูกคาดหวัง เด็กๆ ทุกคนไม่ต้องการความคาดหวัง แต่เขาอาจจะต้องรู้จักวิธีการไกด์ตัวเอง ตั้งคำถามกับตัวเอง


ดร. ณัฐวุฒิ


เรื่องราวระหว่างคุณปรีชากับคุณช่อในฐานะคุณพ่อกับลูก ถือเป็นการสอนที่ทำให้คนอื่นรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่เป็นตัวตนเราอยู่ในตอนนี้ การเมตตาตัวเอง กรุณาตัวเอง และศรัทธาตัวเองในสิ่งที่เราทำ และคุณยาย