คุยกันเรื่องธรรมดาใหม่ New Normal




สนทนาธรรมกับท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต พร้อมคุณสรวง สุทธิสมาน


ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


การสนทนาธรรมครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองตัวแทนคนรุ่นใหม่ในประเด็นหลายอย่างที่ต้องการไขข้อข้องใจว่า ทำไมเรื่องธรรมะ การสวดมนต์ การปฏิบัติตามจารีตประเพณีที่สืบทอดกันมามีความจำเป็นมากน้อยขนาดไหน รวมถึงการถือศีล 5 ยังเป็นสิ่งที่ต้องยึดเป็นแนวทางปฏิบัติ หัวข้อนี้จะทำให้เห็นไม่ว่าเจเนเรชั่นไหนก็สามารถเข้าใจถึงแก่นของหลักเหล่านี้ได้ว่า สุดท้าย เราควรยึดและถือปฏิบัติกันมาเพื่ออะไร และควรยึดเป็นแนวทางชีวิตต่อไปหรือไม่ในอนาคต


คุณสรวง


ต้องยอมรับว่าสังคมไทยตอนนี้ถูกแบ่งเป็นคน 2 รุ่น คนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ โดยคนรุ่นเก่าโตมากับวัฒนธรรมที่มีเรื่องคุณธรรมหรือศีลธรรม หรือหลักศาสนามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต และยึดถือใน

จารีตเก่าๆ ซึ่งคนรุ่นใหม่แม้จะถูกปลูกฝังมาตอนเด็กๆ ให้นั่งสมาธิเรียนธรรมะ แต่ด้วยความที่สังคมปัจจุบันได้พัฒนาอย่างรวดเร็วมากจากมือถือก็สามารถพาเข้าไปสัมผัสโลกทั้งใบโลกโดยการใช้อินเทอร์เน็ตได้ง่ายๆ


ตรงนี้ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถเรียนรู้วัฒนธรรมต่างชาติที่คนไทยเรียกว่าศิวิไลเซชั่นมากกว่า หรือเป็นความเจริญทางตะวันตกที่ได้นำหลักประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน และมีการพูดถึงหลักการต่างๆ เช่น Free Speech Free Sex My Body My Choice หรือความเท่าเทียม ซึ่งจารีตเก่าๆ บางครั้งที่คนไทยจะนับถือผู้อาวุโส เน้นการนอบน้อมถ่อมตน ขณะที่ฝรั่งเน้นการที่ทุกคนมีฐานะเท่าเทียมกัน คนรุ่นเก่าจะเน้นการพูดถึงการรักนวลสงวนตัว แต่คนรุ่นใหม่จะพูดถึง เขาสามารถเลือกได้ว่าจะแต่งตัวอะไรหรือทำอะไรกับตัวเขาเองก็ได้ เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงมีและสามารถเลือกใช้ชีวิตได้ ซึ่งก็ขัดกับวัฒนธรรม


เรื่อง Free sex ที่คนปัจจุบันจะมองการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติ แต่สมัยก่อนต้องนึกถึงศีล 5 ข้อในหลักข้อ 3 ก่อนที่ไม่ประพฤติผิดในกาม หรือศีลข้อ 4 ตามความเข้าใจที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะอย่างถ่องแท้ ไม่ได้หมายถึงการโกหกอย่างเดียว แต่หมายถึงการพูดทำร้ายจิตใจ พูดจาสอดเสียด แต่ปัจจุบันเราจะเห็นสิ่งเหล่านี้บนโลกอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มที่ทุกคนสามารถพูดความในใจหรือพูดคำหยาบบนโลกอินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น และในยุค 4.0 ศีลข้อ 4 น่าจะหมายถึงการให้ข้อมูลเท็จเป็น Fake News ต่างๆ รวมไปด้วย ส่วนตัวคิดว่านอกจากกฎเกณฑ์ตะวันตกที่พัฒนาขึ้นมา ศีล 5 และคุณธรรมต่างๆ ก็น่าจะมีการพัฒนาขึ้นมาเช่นกัน


หนทางที่ใช้หลักคุณธรรม/ศีลธรรมที่เข้าถึงทั้งคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าอยู่ร่วมในสังคมด้วยกันได้


แม่ชีศันสนีย์


คุณยายคิดว่าไม่มีคนรุ่นเก่าหรือคนรุ่นใหม่ ถ้าเรายังเห็นการเปลี่ยนแปลงอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความคิด จารีต วัฒนธรรม หรือการทำหน้าที่ของเรา ไลฟ์สไตล์ มันจะเห็นความเป็นปัจจุบันที่เราได้เห็นชีวิตของเราจริงๆ เพราะความจริงเก่าก็ Out แล้ว แต่สิ่งใหม่ก็ไม่แน่ การเรียนรู้กับสิ่งที่ Out ไปแล้วก็ต้องเข้าใจการตั้งรับผลของการมีอดีต ขณะที่คนเก่ากับปัจจุบันก็ต้องเปิดใจกว้าง แล้วก็มองความเป็นปัจจุบันอย่างไม่มีอคติ คนรุ่นใหม่พบกับคนคนรุ่นเก่าแบบปัจจุบัน Here and Now ทั้งเก่าและใหม่ต้องเปิดใจกว้างๆ เพราะเราไม่สามารถเอาคนรุ่นใหม่เห็นใจคนรุ่นเก่า หรือให้คนรุ่นเก่ายอมรับคนรุ่นใหม่ได้ทั้งหมดได้ เพราะถ้าใจมันแคบ


สิ่งสำคัญที่สุดคือ การกลับไปถามใจว่า เรามีความใจกว้างในปัจจุบันที่เราสามารถเข้าใจ การเห็นชอบของคุณยายคือ การมองเห็นอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่มองเห็นอย่างที่เราอยากเป็น ถ้ามองเห็นอย่างที่มันเป็นใจเราจะยอมรับความเป็นจริง ได้มากกว่าความเชื่อ เพราะคนรุ่นเก่าจะมองว่าคนรุ่นใหม่ตามความเชื่อเดิมว่า ทำไมคนรุ่นใหม่เป็นแบบนี้ คนรุ่นใหม่เองก็จะมองแบบความเชื่อของคนรุ่นใหม่มองเช่นกัน

ซึ่งอันนี้เรายังไว้ใจความเชื่อ ซึ่งอาจจะผิดหรืออาจจะปรุงแต่ง แต่ถ้าเรามองตามความเป็นจริง เห็นมันอย่างธรรมชาติจริงๆ ที่นี่และเดี๋ยวนี้อย่างเปิดใจให้กว้างและไม่ปรุงแต่งกับสิ่งที่มันเป็น อันนี้จะเริ่มตอบคำถามจากคนที่มีปัจจุบันขณะได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเรื่องของวัย เพศ Sex ที่จะนำไปสู่เรื่องความรู้สึก ความปรารถนา หรือความต้องการ ซึ่งคนรุ่นเก่าเรียกว่าราคะ คนรุ่นใหม่เรียกว่าอิสรภาพ เหล่านี้เป็นแค่ความเชื่อที่เรียกมา แต่ความจริงแล้วมาจากอารมณ์ที่มันถูกเร้าจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ไม่ว่าจะรุ่นไหนก็จะถูกเร้าจากสิ่งนี้ แต่เราถ้าเปิดใจที่กว้าง เราจะรู้ทันในสิ่งที่เราเห็น ได้ยิน หรือลิ้มรส


อย่างตอนนี้คุณยายลิ้มรสชากุหลาบว่ามันหอมมาก แต่คนอื่นอาจจะเห็นจากหน้าจอผ่านมือถือหรือคอมพิวเตอร์แล้วก็คงคิดเอาตามความเชื่อว่าชากุหลาบแก้วนี้น่าจะมีรสหอม แต่คุณยายจะเล่าจากที่สัมผัสจริง ลิ้มรสจริงแล้วก็เล่าจริง แต่จะเชื่อไม่เชื่ออยู่ที่คนฟัง แต่คนเล่าต้องซื่อสัตย์พอ เพราะศีลมันหมายถึงการซินเซียที่อยู่กับปัจจุบันขณะและไม่สร้างความเจ็บปวดให้กับใคร

“ศีลไม่ใช่ข้อบังคับ แต่เป็นสำนึกที่เราจะมีความเป็นปกติที่เห็นตัวเราเอง และสามารถพิจารณาอย่างแยบคายและไม่ทำให้ใครต้องเจ็บปวด ไม่ว่าจะคนรุ่นเก่าหรือคนรุ่นใหม่จะมีเรื่องอารมณ์และความรู้สึกของคนในแต่ละรุ่น แต่ถ้าเราไม่มองอย่างมีอคติ เราจะไปด้วยกัน คุยกัน และร่าเริงไปด้วยกันได้ดี”

ปัจจุบันคุณยายอายุ 70 สรวงอายุ 23 ปี แต่ความจริงกว่าคุณยายจะตกตะกอนชีวิตตัวเองบวชก็ตอนอายุ 27 ปี และทุกวันนี้คุณยายมองว่าชีวิตสามารถเกิดใหม่และเริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน และที่สำคัญเรามีความตายได้ทุกวัน แต่กว่าเราจะตกตะกอนได้เราต้องมีประสบการณ์ มีวิชาชีวิต ต้องเรียนรู้ ฉะนั้นเราจะผ่านมาด้วยเรื่องอารมณ์เหมือนเป็นอาคันตุกะที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ผ่านตาหูจมูกลิ้นกายใจ ที่ถ้าถูกใจก็เรียกว่าชอบ ไม่ถูกใจก็เรียกว่าชัง

“ทั้งการชอบและการชังเป็นอนิจจังที่เราต้องรู้ว่า และเราต้องรับการเปลี่ยนแปลงของการชอบและชังได้ ถ้าอย่างนี้เราจะมีปัจจุบันกรรมที่ทันอยู่กับปัจจุบันขณะ”

ทั้งหมดนี้อย่าเพิ่งเชื่อ แต่จากนี้จะเป็นความเข้าใจที่สำนึกในจิตวิญญาณของเราเอง จะมีตัวเองเป็นไอดอลของตัวเอง จะมีตัวเองเป็นกัลยาณมิตรของตัวเอง ถึงตอนนี้หลานจะอยู่ที่ไหนก็ได้ จะกลับหรือไม่กลับจีนก็ได้ เพราะว่าเรารู้ว่ามันต่างกันแค่สถานที่ แต่ความจริงคือความจริงที่ต่างกัน


แต่ความเชื่อมันจะมีอคติที่เข้ามาทำให้เชื่ออย่างนั้น แต่ความจริงไม่มีอคติ เพียงเราเปิดใจให้กว้างๆ ที่จะไม่มีรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ มีแต่ปัจจุบันที่เราต่างก็ยังยืนอยู่ในปัจจุบันทั้งคู่ แล้วเราก็จะยับยั้งชั่งใจของเราที่ไปควบคุมความปรารถนาที่เราเรียกว่าราคะ หรือคนรุ่นใหม่อาจเรียกว่า Sex แต่สำหรับคุณยายมองว่า Sex กับ ราคะ เป็นคนละมิติ ราคะเป็นรากของ Sex และราคะเป็นรากของราคะ ถ้าคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ Sex และ ราคะ เราก็ต้องกลับไปดูว่า ตัวที่เราให้ความสำคัญมันมาจากไหน เพราะ Sex กับราคะ เป็นรากที่มาจากเรื่องเดียวกันที่ถูกมากระตุ้นเรา สิ่งเหล่านี้ถ้าหลานอยากทดลองติดตามตัวเอง เราไม่ได้ต้องการมี Sex หรือมีราคะตลอดเวลา แต่เราให้ความสนใจกับมันตอนที่มีอารมณ์และความรู้สึก และเรารู้ทันอารมณ์และความรู้สึก เราถึงจะรู้ทางรอดของเราในยุคเราแบบเรา


เรื่องศีลเป็นเรื่องที่ล้าสมัยหรือไม่ หรือถือเป็นการไปลิดรอนสิทธิส่วนบุคคล?


คนรุ่นใหม่ต้องรู้จักความจริงมากกว่าการหยุดอยู่แค่ความเชื่อ อย่าจมอยู่กับเรื่องเก่า เราเลยมองว่าถ้าเรามีความเชื่อวันนี้เราเชื่อแบบนี้ พรุ่งนี้ความเชื่อเราอาจจะเปลี่ยน วันนี้ของเราก็ไม่ได้เชื่อเหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะความเชื่อเปลี่ยนแปลงได้ เราต้องพัฒนาความเชื่อไปสู่ความจริง แล้วในที่สุดเราจะศรัทธากับความจริง ถ้าเราศรัทธาต่อความจริงได้เมื่อไร เราจะรู้ว่าอะไรที่ควรเชื่อหรืออะไรไม่ควรเชื่อ โดยไม่ต้องเอาความเป็นโบราณมารู้สึกอคติ ไม่ยอมรับ รู้สึกขัดแย้ง รู้สึก Protect อย่ามาแตะหรือมาพูดเรื่องศีล เพราะนี่คืออคติ

“ถ้าเรามองว่าศีลคือความเป็นปกติ จะศีลยุคไหนก็มีความหมายของมันคือความปกติ แต่เป็นความปกติที่เราต้องซินเซียหรือซื่อสัตย์ต่อตัวเราเอง นี่คือทางหนึ่งที่จะทำให้เราเคารพด้วยเองได้อย่างถึงที่สุด ซึ่งมนุษย์มักมีความเชื่อแต่ไม่เคารพตัวเองอย่างไม่ถึงที่สุด”

ศีลคือความปกติที่ทำให้ลึกซึ้งกับการใช้ชีวิตไม่ว่าจะยุคไหน


หากลองตั้งคำถามว่า ทำไมความเชื่อเราถึงตื้นไม่ลึกซึ้ง แต่ศีลคือความปกติที่จะทำให้เราลึกซึ้งกับการใช้ชีวิต ศีลจะทำให้เราเคารพตัวเองแล้วจะสะท้อนออกไปยังคนอื่น ซึ่งการที่เรามีศีลอย่างไม่เคารพตัวเอง ศีลนั้นอาจจะเสแสร้ง ศีลนั้นอาจปรามาสหรือยึดติดกับการปฏิบัติที่งมงายก็ได้ ชื่อศีลเหมือนกันแต่ถือศีลอย่างงมงายและยึดติด ถือศีลแล้วแต่ไปดูถูกคนไม่ถือศีลก็ได้ ดังนั้นศีลก็บกพร่อง เป็นการถือศีลแบบงมงาย เพราะไม่ได้ให้เกียรติคนอื่น


สำหรับคุณยายไม่ได้มองอย่างนั้น แต่มองว่า การมีศีลเป็นปกติของชีวิตที่มันมีจิตสำนึกและวิญญาณของเราที่จะใช้ชีวิตอย่างรับผิดชอบและซินเซียที่ไม่ทำให้ใครเจ็บปวด อย่างน้อยเราจะไม่ดำรงชีวิตเป็นไปเพื่อการฆ่าและการเบียดเบียน เพราะเราจะรู้เลยว่าสิ่งนั้นมีชีวิต เราจะไม่พูดที่จะทำให้คนหนึ่งกำลังได้ยินคำพูดของเราเจ็บปวด ซึ่งไม่มีใครมาห้ามเรา แต่มันมาจากสำนึกข้างในของเราที่เราจะเบรกตัวเราเองได้อย่างมีสติ


เพราะฉะนั้นศีลไม่ได้เป็นความยุ่งยากที่จะให้คนอื่นมาบังคับเรา หรือเป็นจารีต ประเพณีที่จะให้คนอื่นมา

บอกเราว่ามันดีนะ แต่กำลังจะบอกว่า สิ่งนี้ทำให้เราเห็นความเป็นปกติของเรา เพราะเราไม่ได้มีเจตนาที่จะไปทำร้ายชีวิต หรือไปแสวงหาผลประโยชน์เกินความจำเป็น เราจะไม่ลงทุนน้อยเอากำไรเยอะ และเราก็จะไม่ชื่นชมกับความร่ำรวยของเรา โดยที่มีจาคะหรือแบ่งปันไม่ได้ ซึ่งทุกครั้งที่เราให้ได้มากกว่าที่จะเอา นั่นแสดงว่าศีลเราสมบูรณ์ ในศีลข้อ 2 อนินนาทานาฯ เรียกว่า เราจะไม่ทำร้ายโลกนี้แค่เพียงการเกิดมาของเรา ในสิ่งที่เราให้ราคากับความร่ำรวย แต่เราไม่เคยให้คุณค่าต่อการที่จะมีชีวิตเติบโตไปด้วยกันอย่างเสมอภาคโดยไม่ต้องลิดรอน เราจะไม่แพร่ข่าวสารโดยที่ไม่รู้จริง เพราะเรารู้ว่าคำพูดของเราทำให้คนสุขหรือทุกข์ก็ได้ เรามีเสรีภาพในการที่จะพูด ทำไมเราไม่ใช่ความจริงที่จะพูดให้คนพ้นทุกข์ก็ได้ ทำไมเราพูดแค่เพียงการปลดปล่อยอารมณ์แล้วตัวเราก็ไม่พ้นทุกข์และสังคมก็ไม่ได้พ้นทุกข์


เพราะฉะนั้นการใช้วาจาของเราที่จะหยุดแพร่ข่าวสารที่ไม่รู้จริงและทำให้คนอื่นทุกข์ กับการใช้วาจาของเราที่ทำให้สมานฉันท์ เปลี่ยนร้ายกลายดี นี่คือศีลในยุคเรา ศีลในยุคคนรุ่นใหม่ที่จะต้องทำความเข้าใจ นี่ไม่ใช่ศีลคนรุ่นเก่าที่ทำตามจารีตประเพณีและทำตามๆ กันแล้วไปนั่งดูถูกคนที่มีศีล เราต้องรู้ว่าคนที่ไม่ปกติทางอารมณ์เขาทุกข์มากอยู่แล้ว ฉะนั้นเราต้องสัญญากับตัวเองว่า เราจะต้องไม่ใช้ตาหูจมูกลิ้นกายใจเสพสิ่งที่ทำลายสติปัญญาของตัวเอง เพราะถ้าเราทำลายสติปัญญาของเราแล้ว เราอาจจะไปละเมิดคนอื่น ตั้งแต่ฆ่า ลักขโมย แสวงหาผลประโยชน์เกินความจำเป็น สำส่อน ซึ่งคำนี้หมายความว่าการที่เราคิดสำส่อนก็ได้ ไม่ได้หมายความว่าสำส่อนทางกายเพียงอย่างเดียว หรือการใช้วาจาของเรามาเฉือดเฉือนเพราะสะใจ แต่ทั้งหมดนี้จะทำให้เราเหนื่อย


การไม่เสพสิ่งที่ทำลายสติปัญญาศีลข้อ 5 คือสำคัญที่สุด เพราะจะทำให้เราสามารถบริหารตั้งแต่ข้อ 1 ไม่ฆ่าไม่แสวงหาผลประโยชน์เกินความจำเป็น 2 รู้จักความรักก็ต้องมีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบ ความรักที่ต้องระลึกถึงการยอมรับในกันและกันที่จะทำให้เราซื่อสัตย์พอที่จะไม่อ้างว่าเรากำลังจะได้อะไรสักอย่างหนึ่งตามที่เราต้องการ แต่ความรับผิดชอบระยะยาวเราบกพร่อง ถ้าอย่างนี้เรียกว่าความหลงไม่ใช่ความรัก เราจึงไม่เห็นความซับซ้อนทางความคิดที่จะไม่เอาร่างกายไปแสวงหาผลประโยชน์ แต่เราจะเคารพร่างกายของเรา “นี่คือศีลที่หมายถึงการเคารพตัวเอง”


คำว่า “ศีล” ในคนยุคนี้ ซึ่งก็จะไม่เอาคำอธิบายคำว่าศีลในคนยุคเก่ามาอธิบายให้คนยุคนี้ เพราะคนละเชื่อ แม้จะเป็นความจริงอันเดียวกัน จึงต้องอธิบายให้คนยุคนี้รู้จักการบริโภคทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่านั่นคือการมีศีลในความเป็นปกติในคนปัจจุบันกรรม


แม่ชีศันสนีย์


แลกเชอร์ไว้ได้แต่อย่าเพิ่งเชื่อคุณยาย ต้องลองไปปฏิบัติว่าศีลคือเป็นความปกติที่ทำให้เรามีความสำนึกและความรับผิดชอบที่จะไม่ทำให้คนอื่นต้องมาเจ็บปวดเพราะเราทั้งในเรื่องการสื่อสาร การดำรงชีวิตในปัจจุบัน และเป็นการเสพที่ไม่ทำลายสติปัญญาของตัวเอง


มุมมองธรรมะและศีลของคนรุ่นใหม่


คุณสรวง


ต้องยอมรับว่าไม่มีโอกาสศึกษาธรรมะจนเชี่ยวชาญ และเคยเป็นหนึ่งที่ไม่เชื่อในจารีตนี้ ทำให้ไม่รู้สึกเรื่องศีลธรรม และไม่ให้ความสำคัญกับตรงนั้นพอสมควร แต่มีช่วงเวลาหนึ่งที่มีความทุกข์พอสมควร และคิดว่าทุกคนก็น่าจะเป็นกันได้ สำหรับผมคือการที่ได้อยู่ในรั้วโรงเรียนประจำมาตลอดทำให้ไม่ได้เห็นโลกกว้างเหมือนคนอื่น พอจบมัธยมแล้วไปเรียนที่จีนเลย แต่ส่วนใหญ่มีเพื่อนเป็นฝรั่งเพราะยังใช้ภาษาจีนไม่เก่ง ซึ่งทำให้ได้รับอิทธิพลแนวคิดแบบบฝรั่งเข้ามาเต็มๆ และเริ่มมีแนวคิดเรื่องของการต่อต้านบวกกับที่มาพร้อมกับวัย เพราะตอนแรกคิดว่าโตขึ้นมาเจอบ่อน้ำแล้วเราไปอยู่ในปากอ่าว แต่เรากลับเข้าใจว่ามันคือมหาสมุทร ซึ่งความจริงมันก็แค่ปากอ่าวเท่านั้น แต่เรายังไม่ได้เห็นมหาสมุทร


โดยตอนนั้นเราเคยทะนงตนว่าเรารู้ทุกอย่างแล้วและคิดว่าระบบจารีตมันหลอกใช้ หลอกให้เราถูกปกครอง คิดไปต่างๆ นานา แต่สุดท้ายมันคือการทะนงตนเพราะคิดว่าตัวเองแน่ ดี และเก่งแล้ว แต่ความจริงแล้ว ผมกลับไปเข้มงวดและเคร่งครัดกับคนอื่นมากกว่า แทนที่จะมาเข้มงวดกับตัวเอง

ทั้งนี้เพียงเพราะคิดว่าการเข้มงวดกับตัวเองด้วยการเคารพกฎหมายก็ถือว่าเป็นพลเมืองที่ดีแล้ว แต่จริงๆ แล้วยังมีเรื่องอื่นที่จะต้องคิดลึกกว่านั้น เราต้องประพฤติตัวอยู่บนกฎหมายและยังต้องทำคนที่อยู่รอบตัวเรามีความสุขด้วย ทำให้ช่วงหนึ่งรู้สึกสับสนและมีความทุกข์อยู่ในใจจนนอนไม่หลับ


แต่ทั้งหมดนี้มีจุดเปลี่ยนหลังจากได้คุยแลกเปลี่ยนกับคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งทั้ง 2 ท่านก็เคยเป็นแบบผมมาก่อนก็เลยมีความเข้าใจเป็นอย่างดี และคอยเตือนเสมอว่า สิ่งที่ผมคิด ผมรู้นั่นไม่ใช่โลกทั้งใบ มันยังมีอีกหลายเรื่องและมากมายที่เราต้องเปิดใจ แล้วก็รับรู้ ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ทำให้กลับมาในเส้นทางเริ่มนำเอาศีล 5 มาเป็นหลักในการใช้ชีวิตอีกครั้งหนึ่ง แต่ด้วยการเข้าสังคมก็อาจจะมีหลุดอยู่บ้างในศีลข้อ 5 แต่ก็จะปฏิบัติตอตัวเองด้วยสติ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามแต่ต้องมีสติไว้ก่อนก็ถือว่าเป็นใช้ได้ ดื่มแอลกอฮอล์ได้แต่ก็ต้องเตือนใจที่จะต้องไม่ทำโดยขาดสติ ซึ่งพอมีหลักกลับมายึดเหนี่ยว ชีวิตไปค่อนข้างดีและค่อนข้างสวย


แม่ชีศันสนีย์


การสื่อสารที่เรากำลังได้ยิน ถ้าเด็กรุ่นใหม่เหมือนภาวะที่คนกำลังจะจมน้ำ เหมือนมีความรู้สึกว่าอยากจะโต แต่ยังดำผุดดำว่าย แต่มีความตั้งใจที่จะไปให้สุด และมองเห็นว่ามันอึดอึด หวั่นไหวหรือรู้สึกถึงความไม่มั่นคง แต่ถ้าได้หยุดและใคร่ครวญ เราจะเห็นได้เลยว่าการมีสติในปัจจุบันขณะจะทำให้เรารู้จักเบรกที่จะทำให้ให้เราพร้อมและรู้ว่าจะไปต่อหรือจะหยุด ซึ่งเป็นเรื่องดีที่เด็กรุ่นใหม่ค่อยเปิดเผย แม้เขาอาจจะเห็นว่าโลกทั้งใบมันใหญ่กว่าปากอ่าว แต่เพราะมหาสมุทรไม่มีที่สุด


มีคำสอนอันหนึ่ง ที่พูดถึงมหาสมุทร เราเปรียบเป็นเต่าที่ตาบอดแล้วเราก็ดำผุดตำว่ายจนกว่าจะเจอขอนไม้ กี่ปีกี่ชาติ มันจะถึงขึ้นมาเป็นมนุษย์เราถึงจะรู้ ดังนั้นการเกิดมาเป็นมนุษย์มันยากจนกว่าจะถึงขั้นที่ต้องเป็นเต่าตาบอดที่ดำผุดดำว่ายอย่างนั้น กว่าไม้กระบอกจะพามันมาเกิดเป็นมนุษย์ คิดดูว่ามีความยากมากขนาดไหน เพราะฉะนั้นการใช้ชีวิตที่ฉันจะดูแลมันได้ มันจะยากขนาดไหนกับโอกาสที่เราจะไม่เป็นเต่าตาบอดในสิ่งที่เราได้เกิดมาแล้ว อันนี้เต่าต้องไปหาทางของตัวเอง ซึ่งการปฏิบัติในไลฟ์สไตล์ของตัวเองและเคารพโอกาสที่กว่าจะได้มาก็ยากอยู่แล้ว และถ้าเรามีพ่อแม่ที่ดีก็ถือว่าเรามีโอกาสที่ดีและสว่างมากแล้ว


การใช้ชีวิตอย่างสว่างแล้วไปมืดมันอาภัพมากเลย อย่างดีก็แค่เสมอตัว บางทีเรามามืด เพราะเราไม่มีต้นทุนของชีวิตเลยแต่เรามุ่งมั่นเราจะไปสว่างก็จะทำให้เราเคารพตัวเอง เราถึงได้เห็นว่าคนที่มีความยากจนถึงลุกขึ้นมาขวยขวายและมีวิธีการที่นอกกรอบสู้ไม่ถอยเลย อันนี้คือกลุ่มที่น่ามองเพราะจากมืดไปสว่าง การเสมอตัวคือมามืดไปมืด แต่เราต้องไม่เป็นคนอาภัพที่มาสว่างแล้วไปมืด มันมีอยู่ 4 กลุ่มว่า เราต้องเลือกเองว่าจะเราจะไปทางไหน มาสว่างไปสว่าง มาสว่างไปมืด มามืดไปสว่าง มามืดไปมืด


เมื่อบอกว่าเรากำลังรู้สึกทุกข์ ทุกข์คือทุกขัง ความทุกข์จะเปลี่ยนแปลงทันที ไม่ใช่ทุกข์แล้วหนี ทุกข์แล้วต้องหันให้เห็น ทุกข์ไม่มีไว้ให้หนีหรือเรียกร้อง ทุกข์เป็นปรากฎการณ์ที่เราต้องเห็น ต้องไม่ยอมจำนนต่อความทุกข์ และไม่เรียกร้องว่าต้องมีความเท่าเทียม เพราะนั้นเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ถ้าเราบอกว่า การเคารพชีวิต มีข้อปฏิบัติในการใช้ชีวิตว่าเราจะไปสว่าง ทุกข์จะเป็นปรากฎการณ์ที่จะทำให้เราท้าทายตัวเอง ทุกข์เป็นปรากฎการณ์ที่ทำให้เราทนอยู่ได้ยาก เมื่อเราเห็นทุกข์แล้วต้องการจะพ้นทุกข์ เราต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงก่อน เราถึงจะเห็นสมุทัยเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งมาจากความคิดผิด


อวิชชาคือรู้มากแล้วรู้ผิด เราคิดว่าเรารู้เยอะมากกว่าในกะลา แต่เรารู้ผิด อันนี้จิตต่อทุกข์ที่ต้องละ และเบรกมันให้ได้ แล้วเราจะได้รางวัล คือ พ้นทุกข์หรือเรียกว่านิโรธ เราพ้นทุกข์อยู่บนโลกอย่าเหนือโลกแล้ว อยู่กับโลกอย่างเข้าใจโลก ยุคนี้เราจะอยู่กับโลกอย่างเหยียดโลกไม่ได้แล้ว และไม่ใช่อยู่กับโลกอย่างจมโลก ความเป็นคนที่มีศีลธรรมต้องเข้าใจเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่ว่าเป็นของใคร มันเป็นผู้อาศัยของที่มาแล้วไปให้ที่สุดแห่งทุกข์ และสุดท้ายเลยเราต้องมีวิถีชีวิตที่ต้องมีปัญญา ศีล และสมาธิ ปัญญามาก่อน

“ศีล ปัญญาคือการจัดการที่จะเห็นว่าทุกข์คือสภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วดับ จนเราละสมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์ได้ แล้วเราได้รางวัลคือนิโรธ เราก็จะมีมรรคภาวนา มีปัญญาภาวนาอยู่ตลอดวเลา แล้วเราจะเห็นว่า เรามีศีลภาวนา เพราะศีลไม่ใช่แค่การท่องจำ และภาวนาแปลว่าทำให้ดีขึ้น เจริญขึ้น”

การมีปัญญา ศีล มีภาวนา มีกายภาวนา ศีลภาวนา มีจิตภาวนาซึ่งไม่ได้อยู่ที่เพียงนั่งหลับตาแล้ว แต่กายสามารถเคลื่อนไหวใจตั้งมั่นก็มีจิตภาวนาได้ ไม่ว่าจะกำลังเล่นเทนนิส หรือการเป็นเน็ตไอดอล อะไรก็ได้ที่กำลังทำในสิ่งที่เลือกเดิน อันนี้คือสิ่งที่เราต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ซึ่งอันนี้ไม่มีใครมาบังคับ จารีต หรือประเพณี แต่มันคือข้อปฏิบัติในการมีชีวิตประจำวันของเราในไลฟ์สไตล์ที่จะเลือกเดินไปทางสว่าง


อะไรคือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ความคาดหวังที่จะเห็นจากสังคม จารีตประเพณี หรืออะไรคือสิ่งที่ควรจะเป็น


คุณสรวง


เรื่องของการอยากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่าเดิม เพราะสิ่งที่เป็นอยู่หรือสังคมในประเทศไทยมันแย่

ไม่ว่าจะเป็นกล่าวโทษต่อรัฐบาลเองหรือไปไกลถึงสถาบันประมหากษัตริย์ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นการเปรียบเทียบประเทศที่เขาเจริญแล้วกับประเทศที่เราเป็นอยู่ในตอนนี้ ถ้าเรื่องพื้นฐานเลยคือ คนรุ่นใหม่ต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม จะได้รับอะไรที่ดีกว่าเดิม แต่โดยส่วนตัวก็มองว่าสิ่งที่คนรุ่นใหม่ยังขาดอยู่คือ การเข้มงวดกับคนอื่น การว่าคนอื่น หรือการว่ารัฐบาลที่จะต้องทำหรือมีสวัสดิการตรงนี้ให้ ขณะที่ตัวเองก็นั่งวิจารณ์โดยที่ไม่เสนอไอเดียใหม่ๆ พออยากได้อะไรที่ดีขึ้น อยากให้ประเทศเป็นเหมือนอเมริกาหรือยุโรป แต่ไม่ได้เสนออะไรออกมาเป็นวิธีการที่ทำให้ดีขึ้น เพราะถ้าอยากจะไปเป็นแบบนั้นก็ควรจะต้องทำอย่างไรออกมาบ้าง ทีผ่านมามีไอเดีย แต่ไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ ส่วนหนึ่งอาจเพราะไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ทั้งหมดนี้ มองว่าการที่จะทำให้เรารู้ว่าหนทางจะเป็นอย่างไรคือต้องรู้ว่า


1.ต้องรู้ก่อนว่าที่ที่เราอยากไปคือที่ไหน

2.ปัจจุบันเราอยู่ที่ไหน


ทำให้ต้องใช้ความเข้าใจค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการมองในอดีต ปัจจุบัน หรือการคาดคะเนในสิ่งที่มองไปในอนาคต เพราะเป็นสิ่งสำคัญทั้งหมดเลย โดยที่ต้องเห็นก่อนว่าความเป็นจริงมันเป็นอย่างไร แล้วเราจะไปตรงนั้นอย่างไร


New Normal และ Old Normal จะอยู่ร่วมกันอย่างไร


แม่ชีศันสนีย์


เด็กๆ เขาอยากเห็นและต้องการความเปลี่ยนแปลงแต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะฉะนั้นการที่เราจะสร้างสังคมปัจจุบันให้เป็นทีมเวิร์กทั้งคนรุ่นเก่าใหม่ หรือวิธีการเก่าหรือใหม่ อย่างยอมรับความเป็นจริงด้วยกันด้วยว่า

“โลกคือการเปลี่ยนแปลง และความจริงของชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง เพราะไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหนก็ต้องการความเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงโดยที่จะไปเข้มงวดกับคนอื่นๆ จะทำให้เราทุกข์ ทำไมเราไม่มองการเปลี่ยนแปลงคือการเข้มงวดกับตัวเอง แล้วผ่อนปรนกับคนอื่น”

เรามาหาทางออกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในคนยุคเรา แต่เราต้องเข้าใจความเปลี่ยนในบริบทของตะกอนที่มันหนักๆ ในสังคมของเรา และอาจต้องให้ตกตะกอนแล้วต้องดึงออก เหมือนเราเรียกร้องจะให้มีการเปลี่ยนแปลงก็ยิ่งเขย่าน้ำในแก้ว แต่น้ำก็จะยังขุ่นอย่างนี้ต่อไปเพราะตะกอนไม่ได้หายไปไหน

เมื่อเราไม่ต้องการน้ำขุ่น ถ้าเพียงเราหยุดแล้วดูมัน เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่มันเป็นก่อน

แล้วเราก็ยอมรับกันอย่างทีละก้าวของการนิ่งของน้ำ แต่เราต้องการเปลี่ยนแปลงอยู่นะ จนเราเริ่มเห็นตะกอนแล้วดึงตะกอนออก คราวนี้ให้มันถูกเขย่าอย่างไรต่อไปนี้ก็จะไม่มีขุ่นเพราะไม่มีตะกอนอยู่แล้ว

ในจังหวะแบบนี้เราต้องคุยกันและต้องใช้ปัญญาร่วมกัน ใช้แค่การพูดกับเขา แต่ถ้าเราไม่ผ่อนปรนกับตัวเองก็ไม่ได้

“ตอนนี้คนรุ่นใหม่ต้องเปลี่ยนวิธีการที่ต้องเข้มงวดกับตัวเองแล้วไปผ่อนปรนกับคนอื่น เพื่อที่จะให้เกิดการคุยกันแล้วทำให้น้ำในแก้วนี้ใสขึ้น แต่ที่ผ่านมาน้ำขุ่นตลอดเวลาเพราะเรามัวไปจัดการกับคนอื่น แต่เรากลับจัดการตัวเองไม่เป็นเลย”

ตะกอนนี้มันเป็นตะกอนใจในแก้วน้ำของเราเองด้วย เราต้องกลับไปดูว่าเรามีตะกอนใจอยู่ในตัวเราหรือไม่ ถ้าเราเข้มงวดกับตัวเองเราจะเห็นการตกตะกอนของตัวเอง แล้วก็ค่อยๆ เอาตะกอนออก มันก็จะกลายเป็นน้ำใส พอน้ำใสเราก็จะเห็นภาพที่ชัดขึ้น ดีกว่าเอาน้ำขุ่นๆ มาส่งให้เห็นภาพ อันนี้คือคำถามที่คุณยายอยากถามไปยังคนรุ่นใหม่ คุณยายไม่ได้ต้องการการเปลี่ยนแปลงจากคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีความเข้าใจ ขณะเดียวกันคนรุ่นเก่าเองก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงโดยมีความเข้าใจเป็นรากฐานของความรักเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุด


หรือการที่พ่อแม่ฟังและเข้าใจลูก จึงทำให้ลูกเห็นว่า วิธีการฟังเป็นอีกวิธีการหนึ่งของศีล ศีลคือการฟัง

ถ้าการพูดให้คนอื่นเจ็บปวดทำไมไม่กลับมาเข้มงวดกับตัวเองว่า เราต้องฟังหัวใจของเรานะ ศีลคือการฟังหัวใจของตัวเองแล้วดึงตะกอนในน้ำออก แล้วก็เอาความใสออกมาคุยและหาทางออกด้วยกันดีกว่า

“ต้องยอมรับว่าโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยุคนี้เป็นยุคทรงพลังและเป็นยุคที่เราต้องกลับมาตอบตัวเองให้ได้ว่า เราเกิดมาทำไม เราเป็นมนุษย์ที่แท้หรือเราเป็นแค่เหยื่อของอารมณ์ เราจะเอาความรู้สึกหรืออารมณ์ไปเปลี่ยนแปลงโลก คนรุ่นก่อนถ้าเขาใช้วิธีนี้ในการเปลี่ยนแปลงเขาก็เจ๊งกันมาแล้ว ซึ่งในปัจจุบันเราก็เห็นผลของคนรุ่นก่อนที่เอาอารมณ์และความรู้สึกออกมาจัดการกัน แล้วถ้าเราไม่ต้องการสิ่งนี้ แต่เรากำลังทำสิ่งที่เราไม่ต้องการอยู่ ซึ่งความจริงก็ไม่ได้แตกต่างกับคนรุ่นเก่าเลย”

คุณสรวง


เห็นด้วยครับ เหมือนกับเพื่อนของผมคนหนึ่ง เขาโพสต์ว่าการบริหารการจัดการของรัฐบาลเรื่องโควิด-19 ตลอด แต่วันหนึ่งลง IG Story เป็นภาพถ่ายในคอนโดมิเนียมเขากำลังจัดปาร์ตี้กับเพื่อนๆ โดยที่ไม่ได้ใส่หน้ากาก เราก็ทักไปบอกว่ามันเสี่ยงที่จะติดโควิด-19 แต่เขากลับตอบมาว่ามันล็อกดาวน์มานานแล้ว เบื่อจนจะบ้าตายอยู่แล้ว อันนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ไปเข้มงวดกับคนอื่น ด่าว่ารัฐบาลซึ่งก็ต้องยอมรับว่ารัฐบาลบริหารจัดการได้ไม่ดีจริงๆ แต่เขาก็ไม่ได้เข้มงวดกับตัวเองและเลือกผ่อนปรนกับตัวเองมากเกินไป


แม่ชีศันสนีย์

“การยับยั้งชั่งใจเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราต้องการการเปลี่ยนแปลงเราก็ต้องมีวินัย วินัยไม่ได้เป็นข้อบังคับ แต่เป็นความเคยชินที่ดีงามจนกระทั่งเป็นอุปนิสัยตามส่ง วินัยเป็นเรื่องที่จะทำให้เราเข้าถึงความเป็นอิสระและยังเป็นเรื่องที่จะทำให้เราพ้นทุกข์”

ฉะนั้น การที่เรารู้สึกว่าเราทนไม่ได้แล้วต่อการล็อกดาวน์ แล้วเราอยากจะสนองตัณหาของเรา โดยการทำอะไรก็ได้ที่อยากปลดปล่อยอารมณ์ที่อึดอัด คุณยายว่าอันนี้อันตรายสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีการยับยั้งชั่งใจ แล้วเราจะกลายเป็นเหยื่อของอารมณ์อย่างนี้ไปตลอดชีวิต เพราะเราไม่เคยผ่านความเข้มแข็งที่ยากลำบากได้ และจะไม่ศรัทธากับตัวเอง มันจะเป็นเพียงแค่ความเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนแปลง แต่มันจะไม่เป็นความศรัทธาที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง คนรุ่นใหม่ต้องลองหาสูตรของตัวเองที่จะสร้างวินัยที่จะทำให้เราเป็นมนุษย์ที่แท้ไม่เป็นเหยื่อของอารมณ์


บทบาทคนรุ่นใหม่ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงกับโครงการ Save Thai Fight Covid


คุณสรวง


เป็นโครงการที่เกิดจากเครือข่ายเยาวชน Seed Thailand ที่มีการจัดเข้าค่ายแล้วรวมเป็นเครือข่ายที่อยู่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญเทิดทูนและพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นคณะกรรมการของวุฒิสภา รวมตัวของเด็กๆ ที่เป็นผู้นำเยาวชนองค์กรนักศึกษาทั่วประเทศ สภานักศึกษาประจำจังหวัด สโมสรนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ รวมกันได้ประมาณ 200-300 คน มีไอเดียมากมายทำจิตอาสาต่างๆ ซึ่งไอเดียต่างๆ เราไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้เพราะเราเป็นเยาวชน และความสามารถ ประสบการณ์ หรือเครดิตทางสังคมยังมีไม่มากพอที่จะไปประสานขอความช่วยเหลือจากนายทุนหรือผู้ที่ช่วยเหลือได้ ก็จะมีผู้ใหญ่ที่เข้ามาช่วยเหลือได้ คือ มูลนิธิสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม บริษัทอาร์บีเอส กรุ๊ป และวุฒิสภา


สิ่งที่ทำคือการช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสีเขียวที่ต้องทำ Home Isolation ไปแจกกล่องยังชีพ โดยเข้าถึง

พวกเขาได้จากการช่วยเหลือข้อมูลจาก 1668 บริษัท ไนซ์คอล ที่จะส่งเคสผู้ป่วยสีเขียวให้เรา โดยมี

แอดมินและคอลเซ็นเตอร์เข้าไปตรวจเช็กที่อยู่ให้ พอลงทะเบียนแล้วก็จะมารวมเป็นข้อมูลหลังบ้านของโครงการ แล้วก็นำข้อมูลเหล่านี้ไปจัดเส้นทางเพื่อให้ทีมหน้าบ้านที่ผมรับผิดชอบดูแลการจัดส่งอาหารไปยังผู้ป่วยสีเขียวที่อยู่ตามบ้าน หลังได้ลงทะเบียนแล้วภายใน 24 ชม.


ประสบการณ์และการจัดความรู้สึกหลังที่ได้อยู่ร่วมกับโควิด-19 และสิ่งที่ได้ไปเห็นความยากลำบากของผู้ป่วย


คุณสรวง


ต้องยอมรับว่าสังคมตอนนี้มีเรื่องเครียดและกับการที่เราก็เป็นสำนักข่าวที่ต้องมีการเสพเรื่องราวต่างๆ ในสังคม ด้วยหน้าที่ก็ทำให้เกิดความเครียดและมีเรื่องราวอยู่ในหัวเต็มไปหมด แต่ก็บอกกับตัวเองว่าเราเครียดแต่เราก็ยังสบายได้นั่งอยู่บนโซฟาอยู่ เรายังเป็นคนชั้นกลาง แม้ไม่ได้รับความลำบากมากมายขนาดนั้น แต่เรารู้ว่ามีคนที่ลำบากกว่า โดยเฉพาะการมาลงพื้นที่จากการแจกของต่างๆ เราก็รู้สึกตามไปทุกด้าน ได้เห็นดวงตาคนติดโควิดในสภาพต่างๆ ต้องยอมรับว่าทุกคนอาจมีความรู้สึกว่าไม่อยากเข้าไปใกล้คนที่ติดโควิด แต่พอเราได้มองไปที่ดวงตาเขา เขาต้องการความช่วยเหลือ เขาไม่กล้าแม้กระทั่งให้เราเอาของไปให้เขาหน้าบ้าน เขาให้ไปให้หลังบ้านเพราะเขากลัวคนในหมู่บ้านจะรู้ว่าเป็นติดโควิดแล้วก็ไม่กล้าที่จะคุยกับเขา เพราะปัจจุบันสังคมไทยก็มองด้วยอคติที่มองว่าคนติดโควิด-19 ไม่น่าอยู่ใกล้ด้วย แต่น้อยคนมากที่จะกล้าลงไปช่วยเหลือเขา


หรือตัวอย่างหนึ่งที่ก่อนหน้านี้ผมเคยเกลียดมอเตอร์ไซค์มาก เพราะหลายครั้งที่มอเตอร์ไซค์ขับชนกระจกข้าง รำคาญเวลาที่มาซอกแซกเวลาขับรถตามถนน แล้วคุณพ่อคุณแม่เคยรถชนกับมอเตอร์ไซค์ ก็เลยรู้สึกว่าไม่ชอบมอเตอร์ไซค์ อยากให้หมดไปจากประเทศไทย แต่พอต้องเข้าไปชุมชนตามหรือซอยลึกๆ เข้าใจเลยว่าเราไม่น่าขับรถเข้ามาเลย ซอยเล็กมาก ผมเข้าใจขึ้นมาทันทีว่าหลายคนเขาใช้รถไม่ได้เลยไม่ใช้เรื่องเงินไม่ถึง แต่ในซอยที่อยู่ต่างๆ ไม่มีทางที่รถจะเข้าไปได้ไม่ต้องถามเลยว่าจะจอดรถได้หรือไม่ รู้ซึ้งเลยว่าบางคนไม่มีทางเลือกเลยจริงในเรื่องของการใช้มอเตอร์ไซค์


และยังมีอีกหลายอย่างที่ได้เห็น ในบทความที่เคยในเพจ มี ด.ญ. กับ ด.ช. ที่ลงทะเบียนติดโควิด-19 แต่คุณพ่อคุณแม่ออกมารับกล่องแทน ซึ่งคุณพ่อก็เล่าว่าผมติดโควิด-19 จากลูกชายและลูกสาว แล้วตอนนี้กำลังรอดูผลจากภรรยา เขาก็กลัวว่าภรรยาติด แล้วจะมีใครดูแลลูกได้หรือเปล่า เขาเดินออกมาด้วยเท้าเปล่า เรารู้สึกสภาพเศรษฐกิจทางบ้านนั้น มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายได้ยากจริงๆ


โดยมีซอยหนึ่งเป็นชุมชนซอยพยาราชมนตรี ผมถามทางเยอะมากกว่าจะนำของเขาได้ เพราะเขาลงทะเบียนมาแค่อยู่แถวบางบอนกับบ้านเลขที่ เนื่องจากเขาไม่ใช่คนไทย เป็นแรงงานต่างชาติ ขอแอดไลน์เขาก็ไม่มีโทรศัพท์มือถือที่จะแชร์โลเคชั่นมาให้ทีมงานได้ แม้ว่าผมจะรู้อยู่แล้วคนที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ แต่พอได้เห็นจริงๆ แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้สึกและอธิบายไม่ถูก และทำให้เห็นว่า เมื่อได้เห็นชีวิตที่แท้จริง เราลดอคติของตัวเองลงได้


วิธีการเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่


คุณสรวง


คุณพ่อคุณแม่ทำงานสื่อมวลชนมาก่อน แล้วตอนนี้เราก็กำลังเดินตามเส้นทางเขา ทำสื่อออนไลน์ เรายอมรับว่าเขาทั้งสองเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ และเป็นที่ยอมรับของสังคม คิดว่าวิธีการเลี้ยงของคุณพ่อคุณแม่เป็นวิธีการที่ดีและภูมิใจที่เกิดเป็นลูกคุณพ่อคุณแม่ สิ่งที่คิดว่าได้มากๆ จากพวกท่านคือ เรื่องของการลงมือทำ เพราะนอกจากพูดแล้วเขาลงมือทำ การที่ผมสามารถทำจิตอาสาทุกๆ ปี หรือการทำงานเพื่อสังคมมาจากคุณพ่อคุณแม่เต็มๆ เพราะท่านทั้งสองเป็นคนทำงานเพื่อสังคมอยู่แล้ว เราไม่ได้อวยพ่อแม่ แต่ผมมองว่าถ้าป่านนี้เขาทำธุรกิจ เขาคงรวยไปแล้ว แต่เขาเลือกแค่ที่จะไม่ทำ อย่างคุณแม่เลือกที่จะทำหนังสือ เป็นนักวิชาการเกี่ยวกับเยาวชน ทำให้เราได้แรงบันดาลใจจากเขา เขาอ่านหนังสือ เลี้ยงลูก เกิดความสนใจและค้นพบตัวเองมาทำในสายเด็กและเยาวชน โดยมีข้อเขียน วิธีการต่างๆ แม่กับลูกในช่วงวัยรุ่น หรือการปรับตัวอย่างไรเมื่อลูกเป็นวัยรุ่นแล้ว ทำอย่างไรให้ลูกอยู่ห่างจากหน้าจอบ้าง อันนี้เป็นสิ่งที่แม่ใช้ผมเป็นกรณีศึกษาเอาไปเล่าแล้วก็ไปทำวิจัยต่อนอกจากที่เขาเลี้ยงลูกดีแล้ว เขาก็เอาวิธีการบอกเล่าเหล่านี้ไปถ่ายทอดให้คนอื่นฟังต่อ เพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตในครอบครัวแต่ละคน ส่วนคุณพ่ออยู่ในแวดวงการเมืองมาตลอด 10 กว่าปี ก็จะทำงานกฎหมายและต่อสู้การปฏิรูปตำรวจ ทำเรื่องสังคม งานที่ทำแม้ได้เงินเดือนแต่ขณะเดียวกันก็สร้างประโยชน์ให้กับสังคมเช่นกัน ทำให้ผมยึดแนวทางนี้มาตลอด

“คุณพ่อคุณแม่กับลูกจะมีการพูดคุยกันเกี่ยวกับชีวิตและอนาคต เขาไม่เคยจำกัด หรือชี้นิ้วสั่งต้องเข้าวัดทำบุญ เรียน ทำจิตอาสา เพียงแค่เขาได้ลงมือทำให้ดูเท่านั้น เราก็แค่ทำตามเขา ซึ่งเมื่อต้นแบบเป็นต้นแบบที่ดี คิดว่าถ้ายึดตามต้นแบบผมก็จะเป็นต้นแบบที่ดีในอนาคตได้เช่นกัน”

แม่ชีศันสนีย์


การมีต้นน้ำที่ดีสำคัญมาก อยากให้เยาวชนหาต้นน้ำซึ่งเป็นต้นแบบที่ดี เพื่อให้เขาได้รู้ว่าชีวิตเราเลือกได้ แล้วถ้าหากเราเลือกเป็น เราก็จะรอดได้ การที่เรารอดได้เพราะเราเลือกเป็น แต่ก็ต้องมีการเลี้ยงดูเป็นดั่งกัลยาณมิตรด้วย ฟังแล้วเอ็นดูอยากจะสนับสนุน เวลาฟังคนที่เขายอมรับตัวเองแล้วสามารถบอกเรื่องราวตัวเองให้คนอื่นได้อย่างสะดวกใจ


ทำให้นึกถึงเมื่อพระพุทธเจ้าเลือกทิ้งความสะดวก แล้วกลับไปหาสิ่งไม่สะดวกคือการออกเสด็จ เพื่อมองเห็นคนแก่ เจ็บ ตาย คนที่ทุกข์ แล้วเกิดปัญหาจนเกิดการเปรียบเทียบได้ว่า ถ้าเรารักตัวเองได้เท่านี้ กับเรายอมอะไรบางอย่างที่ตัวเองกำลังได้ออกไป เพื่อที่จะได้ให้มากกว่าที่เคยให้ กำลังจะบอกว่านี่คือการปฏิบัติละวางสิ่งที่เราเคยชิน แต่เราต้องเห็นมันก่อนแล้วเราเกิดความหดหู่ใจ สังเวช สลด แล้วกลับมาคิดตกตะกอนใหม่กับชีวิต


โดยที่สรวงกำลังสะท้อนในสิ่งที่เขากำลังเห็น แล้วทำให้เรารู้ว่าถ้าเราจะสอนการปฏิบัติภาวนา มรรคภาวนากับคนรุ่นใหม่ ต้องเห็นการดีไซน์ร่วม ซึ่งมันดีกว่าการทำตามๆ กันไป แบบไม่รู้เลย ในที่สุดคิดว่า พระพุทธเจ้ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่ท่านยิ่งใหญ่


คือการเป็นคนที่รักครอบครัว แต่ไม่ใช่แค่ภรรยาหรือลูกตัวเอง เพราะถ้าจะรักลูกตัวเองก็ต้องรักลูกคนอื่นด้วย จะเห็นได้ว่าการที่พระราหุลเข้ามาทวงถามเจ้าชายสิทธัตถะว่ามีอะไรที่จะเป็นมรดกให้ พระราหุลเจ็บปวดเมื่อเห็นครั้งเดินเข้าไปในกรุงกบิลพัสตุ์ความรักของพระพุทธเจ้าอย่างนี้ฝรั่งบอกว่าทิ้งภรรยาและลูกมาทำอะไร เป็นคนเห็นแก่ตัวเลย เราจะไม่ตอบ ถ้าตอบก็จะไม่จบแล้วก็ต้องทะเลาะกัน แต่ถ้าเราตอบอย่างลึกซึ้งว่า เพราะพระองค์ได้ตอบว่า มันมีอริยทรัพย์ที่มากกว่าทรัพย์ในทั่วไป จนทำให้พระราหุลเห็นมีต้นแบบอย่างพ่อแล้วก็เดินกลับมา ก็ทำให้เห็นว่าความรักของเจ้าชายสิทธัตถะกับความรักของพระพุทธเจ้ามีความแตกต่างกัน ความรักของเจ้าชายสิทธัตถะคือลูกและภรรยา แต่ความรักของพระพุทธเจ้าคือโลกนี้ไม่มีฉัน ไม่มีอะไรที่เป็นของฉัน มันจึงรักได้มากกว่า คนรุ่นใหม่จึงจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ในวันหนึ่ง

“หวังว่าหลานๆ จะเติบโตในสังคมที่โลกนี้ไม่มีของฉันและเพื่อฉัน แต่มีความเสียสละ เพราะจะเข้าใจการลดความเป็นฉัน หรือเข้มงวดกับตัวเองได้เมื่อไร เราจะมีโลกเป็นของเราหรือโลกเรา เพราะคำว่าโลกเรากับโลกของเรามันต่างกันอย่างไร นี่คือการบ้านที่ต้องทำไปตลอดชีวิต”

ความจำเป็นของการสวดมนต์


คุณสรวง


ผมสวดมนต์ตั้งแต่เด็ก ตอนเข้าโรงเรียนสวดเช้าและเย็นตลอด แต่พอเรียนจบไม่ได้สวดมนต์อีกเลย หรือแม้แต่การทำสมาธิในโรงเรียนเลยทำให้มองการทำสมาธิเป็นเรื่องที่แย่ เพราะเวลาทำผิดครูต้องไปนั่งสมาธิ ตอนเด็กๆ ภาพจำการนั่งสมาธิมันคือการลงโทษ แต่ภายหลังเวลาที่คิดฟุ้งซ่านจะใช้เรื่องสมาธิมาช่วย โดยไม่ได้ยึดติดว่าท่านั่งถูก ไม่ได้พูดพุทโธ ตอนนี้ก็กลับนั่งสมาธิได้ 3-5 นาที แต่เรื่องสวดมนต์ยังไม่กลับมาสวดมนต์ หรือระยะหลังมีบทสวดมนต์ก่อนจะทำอะไร สวดแล้วจะทำให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี แต่เอาจริงๆ ไม่เข้าใจว่ามีประโยชน์จริงๆ หรือเปล่า ซึ่งตอนนี้พยายามจะทำแต่ไม่รู้ซึ้งและเข้าใจเรื่องการสวดมนต์ และก็มีบทสวดก่อนที่จะทำกิจอันใดเพื่อขอให้ผ่านไปด้วยดี


แม่ชีศันสนีย์


ต้องถามก่อนว่าเราสวดมนต์เพื่ออะไร แค่เพียงความเชื่อกับเพื่อปัญญา เป็นวิธีการเดียวกันแต่มันมีความหมายที่แตกต่างกันชัดเจน ถ้าสวดมนต์เพื่อปัญญาเราต้องเข้าใจแล้วก็ต้องเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าเรา

สวดมนต์เพื่อแปล เราจะเข้าใจว่าการที่จะเอาบทสวดมนต์นั้นมาเพื่อปฏิบัติต่อมัน จะทำให้เราซาบซึ้งได้มากกว่า ไม่ใช่สวดมนต์แค่เพราะ หรือเพื่อสวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แต่เรารู้ว่าการที่เราจะมีโอกาสที่จะได้ระลึกถึง การสวดบทบทแผ่เมตตาเราให้เพื่อจะเอา หรือเราให้เพราะเรารู้ว่าการให้มันคือการสละออกไป มันต่างกัน เราให้ความเมตตาออกไปเพื่อที่เราจะได้ความรัก หรือเราให้ไปเพื่อที่จะสละออกไป หรือให้เพื่อความตระหนี่ หรือจาคะที่เราให้เพื่อความสละความเห็นแก่ตัว โดยการออกมาเป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยโควิด เราต้องการเอาชื่อเสียงหรือเราต้องการเอาประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญ ไม่ใช่แค่นั่งแล้วบริกรรมแล้วแผ่เมตตาออกไปเท่านั้น แต่เราออกไปเห็นของจริงเสียสละเวลาของเราออกไปจริงๆ เราจาคะความสะดวกออกไปก็ไม่ได้ต่างจากการสวดมนต์ เพราะการทำจิตให้เป็นสมาธิ

“การสวดมนต์เป็นทั้ง ศีล ปัญญาและสมาธิ การสวดมนต์เป็นมรรคภาวนาและเป็นหนึ่งในการบรรลุธรรม เป็นหนึ่งการพ้นทุกข์ และมีปัญญาในขณะที่กำลังสวดมนต์ ไม่ได้แค่เพียงความสงบ แต่เป็นหนึ่งในความหมายในสิ่งนั้นมาใช้จริง การสวดมนต์ยังเป็นสมาธิ เพราะทำให้จิตเราแน่วแน่ สมาธิคือจิตที่บริสุทธิ์ ตั้งมั่นและควรแก่การดำริชอบ”

ขณะที่สวดมนต์เราไม่ได้มีผลต่อการคิดร้าย ไม่ได้พยาบาทหรือเบียดเบียนใคร หรือการที่เราสวดคาถาเพื่อให้ประสบความสำเร็จต้องมองว่าเป็นระดับความเชื่อหรือระดับที่พัฒนาไปสู่ความศรัทธาเพื่อเตรียมความพร้อมเพื่อพ้นแห่งที่สุด โดยที่จะไม่ต้องมากพูดเลยว่าถ้ารู้อย่างนี้


สวดมนต์ต้องทำอย่างไรมันถึงจะเป็นศีลปัญญาและสมาธิ การสวดมนต์ที่เป็นวิธีการหนึ่งเห็นดวงตาเห็นธรรมไม่ยึดติดกับความงมงาย การสวดไปกี่จบนับจำนวนจบ แต่ไม่เข้าใจเลยว่าสวดแล้วมันจะเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไร ลองหาบทสวดมนต์ที่มีคำแปลที่โดนใจ หรือเอาบทแผ่เมตตา บทกรวดน้ำ บทที่เราทำแล้วอุทิศ บทใดที่โดนคนรุ่นเรา หรือที่หลานสนใจ แล้วรู้สึกว่าถ้าเราจะทำให้คนรุ่นใหม่สนใจอะไร เอาสิ่งนั้นมาเป็นมรรคภาวนา อย่าให้ไปตามจารีตประเพณีเท่านั้น


โดยตอนที่สวดคือกำลังดูว่าเรากำลังเป็นอยู่ รู้สึกอยู่ อุปกิเลส 16 ที่จะทำความเข้าใจแล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราจะละตัวไหน เมื่อเราละกิเลสตัวไหนได้บ้างในแต่ละวัน จะทำให้เรามีเวลาที่ว่างทำกุศลได้มากขึ้น พอเรามีที่ว่างทำกุศลมากขึ้น เราก็จะดึงตะกอนในแก้วน้ำได้มากขึ้น แล้วเติมน้ำดีลงไป น้ำที่ขุ่นก็จะถูกดึงออก ทำให้มีน้ำใสมากขึ้น


อุปกิเลสทำให้เห็นถึงการรู้นิสัยคนและเห็นแบบนี้ การทำ บวร คือการไม่มีรั้ว แต่คือการเป็นปัจจุบันขณะ หรือจะสวดการละนิวรณ์เหมือนที่ต่างๆ ที่เรารู้สึกเป็นมนุษย์จมขี้ มีกามคุณ มีความพยาบาท ขี้เกียจ ขี้ที่ทำให้เราฟุ้งซ่าน สุดท้ายคือขี้สงสัย ทำไปแล้วจะได้อะไร ต้องสวดในบทที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้เกิดปัญญา ปัญญาคือการจัดการดูแลตัวเอง ไม่ต้องสวดตามประเพณี แต่สวดเพื่อละปุนิสัยบางอย่าง และเพิ่มข้อดีก็จะรู้ว่าเวลาที่เราเจ็บป่วยหรือการเจอการจากพรากอาจมีเสียงสวดมนต์เกิดขึ้นเพื่อทำให้เราดีขึ้น แล้วทำให้เราเผชิญกับความจริงอย่างคนที่ยอมรับความจริงตามที่มันเป็น เราจะไม่ฟูมฟายต่อการจากพราก เราจะกลายเป็นคนที่มีหลักยึด จะเห็นว่าปัญหามีไว้เพื่อให้เราเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าคนรุ่นไหน ปัญหามีไว้เพื่อให้เราจัดการ เพื่อมีปัญญาในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่มีปัญหาเพื่อโวยวายปัญหา แต่เห็นปัญหาเพื่อมีปัญญา อันนี้ต้องไปสร้างศรัทธาของตัวเราเองแต่ละคน


ฝากถึงคนรุ่นใหม่


แม่ชีศันสนีย์


เรารอคอยคนรุ่นใหม่มาคุยกับเรา เราทำงานกับเยาวชนมามากว่า 20 ปี เราเห็นว่ามีรากของเยาวชนความตั้งใจมีจิตอาสาที่อยากทำงานจิตอาสา คุณยายเคารพความคิดของคนหนุ่มสาวที่อยากเห็นโลกเปลี่ยนแปลงโลกนี้ seed เห็นการทำงาน ตั้งแต่ปี 1999 สหประชาชาติพยายามผลักดันให้เยาวชนเติบโตไปเป็นเยาวชนที่ดีของสังคม

“ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหน ความรักไม่มีเงื่อนไข รุ่น ชนชั้น วรรณะ ความรักคือความรัก และความรักที่ไม่เผลอเพลินกับราคะ มันจะเป็นความรักที่จะไม่นำไปสู่ความหลง และเป็นความรักที่ไปได้ไกลสุดไม่มีประมาณ แม้คนๆ นั้นจะไม่เห็นด้วยกับเรา แม้คนๆ นั้นจะไม่น่ารักกับเรา แต่เราไม่จะเกลียด อย่าเสียเวลาด้วยการไปเกลียดใคร มันจะทำให้เราไม่มีที่ว่างพอ เอาตะกอนแห่งความเกลียดหรืออคติออก แล้วมันจะมีความใสของความรัก แล้วความรักจะไปได้อย่างไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ”
“คนรุ่นใหม่ต้องอย่าลืมเข้มงวดกับตัวเองและผ่อนปรนกับคนอื่น เราจะไม่ก้าวล่วง แต่เราจะเห็นเลยว่า ความรักที่เข้มงวดกับตัวเองมันจะให้อภัยคนอื่นได้ มันจะยอมรับจุดอ่อนของกันและกันได้ จะเพียรเอาจุดแข็งของกันและกันมาจับมือกันได้”

คุณยายอยากเห็นคนรุ่นหลานอยู่ต่อไปที่จะทำให้อีกเจเนเรชั่นหนึ่งที่จะส่งไม้ต่อ รุ่นยายต้องรู้จักเจียมตัว จะคุมบังเหียนไม่ได้ มีตัวอย่างให้เห็น เมื่อตอนที่ประชุมเจนีวาแต่ละคนต้องเอาลูกหลานประเทศของตัวเองมาประชุมกับเรา แล้วตอนนั้นเกิดการเหตุการณ์ 911 มันเกิดความรุนแรงที่เราจะออกไปจัดการคนอื่น

เราได้คุยหนุ่มสาว เราต้องตอบคำถามเด็ก เราจะตอบอย่างไม่มีคำตอบ เราจะตอบว่าคนรุ่นเราเป็นอย่างนี้ คนรุ่นเธอจะเป็นอย่างไร มันมีเยาวชนที่ไม่สามารถที่เอาธงชาติของตัวเองเข้ามาได้ และเขาก็ต้องถูกเชิญออก เพราะนี่คือการเมืองของโลก


แต่เด็กคนนั้นที่ถูกเชิญออกตอบบอกกับเพื่อนๆ ว่า อย่าห่วงเขา เขาจำเป็นต้องออกจากห้องประชุม แล้วจำคำพูดตอนที่เด็กๆ จัดปาร์ตี้ในอพาร์ทเมนต์เขาหันกลับไปพูดกับเพื่อนรุ่นเขาว่า เราจำไว้ว่าในรุ่นเรา เราจะไม่ทำอย่างนี้ รุ่นเรา เราจะไม่เชิญคนออก หรือมีความเกลียดชัง ดังนั้นคนหนุ่มสาวลูกไม่ชอบอะไรในคนรุ่นก่อน ก็อย่าทำ เช่น การเอาพรรคพวก การคอรัปชั่น ไม่ชอบอะไรก็อย่าทำแบบนั้น และเอาความเกลียดชังออกไปให้ได้ และยอมรับจุดอ่อนของการและกัน จนในที่สุดเราจะมีความเข้มแข็งพอที่จะเปลี่ยนโลกใบนี้ได้ เพราะโลกคือกระแสของการเปลี่ยนแปลง


*******************



ดู 57 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด