คุยกันเรื่องธรรมดาใหม่ New Normal




สนทนาธรรมกับท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต พร้อมคุณสรวง สุทธิสมาน


ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


การสนทนาธรรมครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองตัวแทนคนรุ่นใหม่ในประเด็นหลายอย่างที่ต้องการไขข้อข้องใจว่า ทำไมเรื่องธรรมะ การสวดมนต์ การปฏิบัติตามจารีตประเพณีที่สืบทอดกันมามีความจำเป็นมากน้อยขนาดไหน รวมถึงการถือศีล 5 ยังเป็นสิ่งที่ต้องยึดเป็นแนวทางปฏิบัติ หัวข้อนี้จะทำให้เห็นไม่ว่าเจเนเรชั่นไหนก็สามารถเข้าใจถึงแก่นของหลักเหล่านี้ได้ว่า สุดท้าย เราควรยึดและถือปฏิบัติกันมาเพื่ออะไร และควรยึดเป็นแนวทางชีวิตต่อไปหรือไม่ในอนาคต


คุณสรวง


ต้องยอมรับว่าสังคมไทยตอนนี้ถูกแบ่งเป็นคน 2 รุ่น คนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ โดยคนรุ่นเก่าโตมากับวัฒนธรรมที่มีเรื่องคุณธรรมหรือศีลธรรม หรือหลักศาสนามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต และยึดถือใน

จารีตเก่าๆ ซึ่งคนรุ่นใหม่แม้จะถูกปลูกฝังมาตอนเด็กๆ ให้นั่งสมาธิเรียนธรรมะ แต่ด้วยความที่สังคมปัจจุบันได้พัฒนาอย่างรวดเร็วมากจากมือถือก็สามารถพาเข้าไปสัมผัสโลกทั้งใบโลกโดยการใช้อินเทอร์เน็ตได้ง่ายๆ


ตรงนี้ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถเรียนรู้วัฒนธรรมต่างชาติที่คนไทยเรียกว่าศิวิไลเซชั่นมากกว่า หรือเป็นความเจริญทางตะวันตกที่ได้นำหลักประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน และมีการพูดถึงหลักการต่างๆ เช่น Free Speech Free Sex My Body My Choice หรือความเท่าเทียม ซึ่งจารีตเก่าๆ บางครั้งที่คนไทยจะนับถือผู้อาวุโส เน้นการนอบน้อมถ่อมตน ขณะที่ฝรั่งเน้นการที่ทุกคนมีฐานะเท่าเทียมกัน คนรุ่นเก่าจะเน้นการพูดถึงการรักนวลสงวนตัว แต่คนรุ่นใหม่จะพูดถึง เขาสามารถเลือกได้ว่าจะแต่งตัวอะไรหรือทำอะไรกับตัวเขาเองก็ได้ เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงมีและสามารถเลือกใช้ชีวิตได้ ซึ่งก็ขัดกับวัฒนธรรม


เรื่อง Free sex ที่คนปัจจุบันจะมองการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติ แต่สมัยก่อนต้องนึกถึงศีล 5 ข้อในหลักข้อ 3 ก่อนที่ไม่ประพฤติผิดในกาม หรือศีลข้อ 4 ตามความเข้าใจที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะอย่างถ่องแท้ ไม่ได้หมายถึงการโกหกอย่างเดียว แต่หมายถึงการพูดทำร้ายจิตใจ พูดจาสอดเสียด แต่ปัจจุบันเราจะเห็นสิ่งเหล่านี้บนโลกอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มที่ทุกคนสามารถพูดความในใจหรือพูดคำหยาบบนโลกอินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น และในยุค 4.0 ศีลข้อ 4 น่าจะหมายถึงการให้ข้อมูลเท็จเป็น Fake News ต่างๆ รวมไปด้วย ส่วนตัวคิดว่านอกจากกฎเกณฑ์ตะวันตกที่พัฒนาขึ้นมา ศีล 5 และคุณธรรมต่างๆ ก็น่าจะมีการพัฒนาขึ้นมาเช่นกัน


หนทางที่ใช้หลักคุณธรรม/ศีลธรรมที่เข้าถึงทั้งคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าอยู่ร่วมในสังคมด้วยกันได้


แม่ชีศันสนีย์


คุณยายคิดว่าไม่มีคนรุ่นเก่าหรือคนรุ่นใหม่ ถ้าเรายังเห็นการเปลี่ยนแปลงอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความคิด จารีต วัฒนธรรม หรือการทำหน้าที่ของเรา ไลฟ์สไตล์ มันจะเห็นความเป็นปัจจุบันที่เราได้เห็นชีวิตของเราจริงๆ เพราะความจริงเก่าก็ Out แล้ว แต่สิ่งใหม่ก็ไม่แน่ การเรียนรู้กับสิ่งที่ Out ไปแล้วก็ต้องเข้าใจการตั้งรับผลของการมีอดีต ขณะที่คนเก่ากับปัจจุบันก็ต้องเปิดใจกว้าง แล้วก็มองความเป็นปัจจุบันอย่างไม่มีอคติ คนรุ่นใหม่พบกับคนคนรุ่นเก่าแบบปัจจุบัน Here and Now ทั้งเก่าและใหม่ต้องเปิดใจกว้างๆ เพราะเราไม่สามารถเอาคนรุ่นใหม่เห็นใจคนรุ่นเก่า หรือให้คนรุ่นเก่ายอมรับคนรุ่นใหม่ได้ทั้งหมดได้ เพราะถ้าใจมันแคบ


สิ่งสำคัญที่สุดคือ การกลับไปถามใจว่า เรามีความใจกว้างในปัจจุบันที่เราสามารถเข้าใจ การเห็นชอบของคุณยายคือ การมองเห็นอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่มองเห็นอย่างที่เราอยากเป็น ถ้ามองเห็นอย่างที่มันเป็นใจเราจะยอมรับความเป็นจริง ได้มากกว่าความเชื่อ เพราะคนรุ่นเก่าจะมองว่าคนรุ่นใหม่ตามความเชื่อเดิมว่า ทำไมคนรุ่นใหม่เป็นแบบนี้ คนรุ่นใหม่เองก็จะมองแบบความเชื่อของคนรุ่นใหม่มองเช่นกัน

ซึ่งอันนี้เรายังไว้ใจความเชื่อ ซึ่งอาจจะผิดหรืออาจจะปรุงแต่ง แต่ถ้าเรามองตามความเป็นจริง เห็นมันอย่างธรรมชาติจริงๆ ที่นี่และเดี๋ยวนี้อย่างเปิดใจให้กว้างและไม่ปรุงแต่งกับสิ่งที่มันเป็น อันนี้จะเริ่มตอบคำถามจากคนที่มีปัจจุบันขณะได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเรื่องของวัย เพศ Sex ที่จะนำไปสู่เรื่องความรู้สึก ความปรารถนา หรือความต้องการ ซึ่งคนรุ่นเก่าเรียกว่าราคะ คนรุ่นใหม่เรียกว่าอิสรภาพ เหล่านี้เป็นแค่ความเชื่อที่เรียกมา แต่ความจริงแล้วมาจากอารมณ์ที่มันถูกเร้าจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ไม่ว่าจะรุ่นไหนก็จะถูกเร้าจากสิ่งนี้ แต่เราถ้าเปิดใจที่กว้าง เราจะรู้ทันในสิ่งที่เราเห็น ได้ยิน หรือลิ้มรส


อย่างตอนนี้คุณยายลิ้มรสชากุหลาบว่ามันหอมมาก แต่คนอื่นอาจจะเห็นจากหน้าจอผ่านมือถือหรือคอมพิวเตอร์แล้วก็คงคิดเอาตามความเชื่อว่าชากุหลาบแก้วนี้น่าจะมีรสหอม แต่คุณยายจะเล่าจากที่สัมผัสจริง ลิ้มรสจริงแล้วก็เล่าจริง แต่จะเชื่อไม่เชื่ออยู่ที่คนฟัง แต่คนเล่าต้องซื่อสัตย์พอ เพราะศีลมันหมายถึงการซินเซียที่อยู่กับปัจจุบันขณะและไม่สร้างความเจ็บปวดให้กับใคร

“ศีลไม่ใช่ข้อบังคับ แต่เป็นสำนึกที่เราจะมีความเป็นปกติที่เห็นตัวเราเอง และสามารถพิจารณาอย่างแยบคายและไม่ทำให้ใครต้องเจ็บปวด ไม่ว่าจะคนรุ่นเก่าหรือคนรุ่นใหม่จะมีเรื่องอารมณ์และความรู้สึกของคนในแต่ละรุ่น แต่ถ้าเราไม่มองอย่างมีอคติ เราจะไปด้วยกัน คุยกัน และร่าเริงไปด้วยกันได้ดี”

ปัจจุบันคุณยายอายุ 70 สรวงอายุ 23 ปี แต่ความจริงกว่าคุณยายจะตกตะกอนชีวิตตัวเองบวชก็ตอนอายุ 27 ปี และทุกวันนี้คุณยายมองว่าชีวิตสามารถเกิดใหม่และเริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน และที่สำคัญเรามีความตายได้ทุกวัน แต่กว่าเราจะตกตะกอนได้เราต้องมีประสบการณ์ มีวิชาชีวิต ต้องเรียนรู้ ฉะนั้นเราจะผ่านมาด้วยเรื่องอารมณ์เหมือนเป็นอาคันตุกะที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ผ่านตาหูจมูกลิ้นกายใจ ที่ถ้าถูกใจก็เรียกว่าชอบ ไม่ถูกใจก็เรียกว่าชัง

“ทั้งการชอบและการชังเป็นอนิจจังที่เราต้องรู้ว่า และเราต้องรับการเปลี่ยนแปลงของการชอบและชังได้ ถ้าอย่างนี้เราจะมีปัจจุบันกรรมที่ทันอยู่กับปัจจุบันขณะ”

ทั้งหมดนี้อย่าเพิ่งเชื่อ แต่จากนี้จะเป็นความเข้าใจที่สำนึกในจิตวิญญาณของเราเอง จะมีตัวเองเป็นไอดอลของตัวเอง จะมีตัวเองเป็นกัลยาณมิตรของตัวเอง ถึงตอนนี้หลานจะอยู่ที่ไหนก็ได้ จะกลับหรือไม่กลับจีนก็ได้ เพราะว่าเรารู้ว่ามันต่างกันแค่สถานที่ แต่ความจริงคือความจริงที่ต่างกัน


แต่ความเชื่อมันจะมีอคติที่เข้ามาทำให้เชื่ออย่างนั้น แต่ความจริงไม่มีอคติ เพียงเราเปิดใจให้กว้างๆ ที่จะไม่มีรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ มีแต่ปัจจุบันที่เราต่างก็ยังยืนอยู่ในปัจจุบันทั้งคู่ แล้วเราก็จะยับยั้งชั่งใจของเราที่ไปควบคุมความปรารถนาที่เราเรียกว่าราคะ หรือคนรุ่นใหม่อาจเรียกว่า Sex แต่สำหรับคุณยายมองว่า Sex กับ ราคะ เป็นคนละมิติ ราคะเป็นรากของ Sex และราคะเป็นรากของราคะ ถ้าคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ Sex และ ราคะ เราก็ต้องกลับไปดูว่า ตัวที่เราให้ความสำคัญมันมาจากไหน เพราะ Sex กับราคะ เป็นรากที่มาจากเรื่องเดียวกันที่ถูกมากระตุ้นเรา สิ่งเหล่านี้ถ้าหลานอยากทดลองติดตามตัวเอง เราไม่ได้ต้องการมี Sex หรือมีราคะตลอดเวลา แต่เราให้ความสนใจกับมันตอนที่มีอารมณ์และความรู้สึก และเรารู้ทันอารมณ์และความรู้สึก เราถึงจะรู้ทางรอดของเราในยุคเราแบบเรา


เรื่องศีลเป็นเรื่องที่ล้าสมัยหรือไม่ หรือถือเป็นการไปลิดรอนสิทธิส่วนบุคคล?


คนรุ่นใหม่ต้องรู้จักความจริงมากกว่าการหยุดอยู่แค่ความเชื่อ อย่าจมอยู่กับเรื่องเก่า เราเลยมองว่าถ้าเรามีความเชื่อวันนี้เราเชื่อแบบนี้ พรุ่งนี้ความเชื่อเราอาจจะเปลี่ยน วันนี้ของเราก็ไม่ได้เชื่อเหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะความเชื่อเปลี่ยนแปลงได้ เราต้องพัฒนาความเชื่อไปสู่ความจริง แล้วในที่สุดเราจะศรัทธากับความจริง ถ้าเราศรัทธาต่อความจริงได้เมื่อไร เราจะรู้ว่าอะไรที่ควรเชื่อหรืออะไรไม่ควรเชื่อ โดยไม่ต้องเอาความเป็นโบราณมารู้สึกอคติ ไม่ยอมรับ รู้สึกขัดแย้ง รู้สึก Protect อย่ามาแตะหรือมาพูดเรื่องศีล เพราะนี่คืออคติ

“ถ้าเรามองว่าศีลคือความเป็นปกติ จะศีลยุคไหนก็มีความหมายของมันคือความปกติ แต่เป็นความปกติที่เราต้องซินเซียหรือซื่อสัตย์ต่อตัวเราเอง นี่คือทางหนึ่งที่จะทำให้เราเคารพด้วยเองได้อย่างถึงที่สุด ซึ่งมนุษย์มักมีความเชื่อแต่ไม่เคารพตัวเองอย่างไม่ถึงที่สุด”

ศีลคือความปกติที่ทำให้ลึกซึ้งกับการใช้ชีวิตไม่ว่าจะยุคไหน


หากลองตั้งคำถามว่า ทำไมความเชื่อเราถึงตื้นไม่ลึกซึ้ง แต่ศีลคือความปกติที่จะทำให้เราลึกซึ้งกับการใช้ชีวิต ศีลจะทำให้เราเคารพตัวเองแล้วจะสะท้อนออกไปยังคนอื่น ซึ่งการที่เรามีศีลอย่างไม่เคารพตัวเอง ศีลนั้นอาจจะเสแสร้ง ศีลนั้นอาจปรามาสหรือยึดติดกับการปฏิบัติที่งมงายก็ได้ ชื่อศีลเหมือนกันแต่ถือศีลอย่างงมงายและยึดติด ถือศีลแล้วแต่ไปดูถูกคนไม่ถือศีลก็ได้ ดังนั้นศีลก็บกพร่อง เป็นการถือศีลแบบงมงาย เพราะไม่ได้ให้เกียรติคนอื่น


สำหรับคุณยายไม่ได้มองอย่างนั้น แต่มองว่า การมีศีลเป็นปกติของชีวิตที่มันมีจิตสำนึกและวิญญาณของเราที่จะใช้ชีวิตอย่างรับผิดชอบและซินเซียที่ไม่ทำให้ใครเจ็บปวด อย่างน้อยเราจะไม่ดำรงชีวิตเป็นไปเพื่อการฆ่าและการเบียดเบียน เพราะเราจะรู้เลยว่าสิ่งนั้นมีชีวิต เราจะไม่พูดที่จะทำให้คนหนึ่งกำลังได้ยินคำพูดของเราเจ็บปวด ซึ่งไม่มีใครมาห้ามเรา แต่มันมาจากสำนึกข้างในของเราที่เราจะเบรกตัวเราเองได้อย่างมีสติ


เพราะฉะนั้นศีลไม่ได้เป็นความยุ่งยากที่จะให้คนอื่นมาบังคับเรา หรือเป็นจารีต ประเพณีที่จะให้คนอื่นมา

บอกเราว่ามันดีนะ แต่กำลังจะบอกว่า สิ่งนี้ทำให้เราเห็นความเป็นปกติของเรา เพราะเราไม่ได้มีเจตนาที่จะไปทำร้ายชีวิต หรือไปแสวงหาผลประโยชน์เกินความจำเป็น เราจะไม่ลงทุนน้อยเอากำไรเยอะ และเราก็จะไม่ชื่นชมกับความร่ำรวยของเรา โดยที่มีจาคะหรือแบ่งปันไม่ได้ ซึ่งทุกครั้งที่เราให้ได้มากกว่าที่จะเอา นั่นแสดงว่าศีลเราสมบูรณ์ ในศีลข้อ 2 อนินนาทานาฯ เรียกว่า เราจะไม่ทำร้ายโลกนี้แค่เพียงการเกิดมาของเรา ในสิ่งที่เราให้ราคากับความร่ำรวย แต่เราไม่เคยให้คุณค่าต่อการที่จะมีชีวิตเติบโตไปด้วยกันอย่างเสมอภาคโดยไม่ต้องลิดรอน เราจะไม่แพร่ข่าวสารโดยที่ไม่รู้จริง เพราะเรารู้ว่าคำพูดของเราทำให้คนสุขหรือทุกข์ก็ได้ เรามีเสรีภาพในการที่จะพูด ทำไมเราไม่ใช่ความจริงที่จะพูดให้คนพ้นทุกข์ก็ได้ ทำไมเราพูดแค่เพียงการปลดปล่อยอารมณ์แล้วตัวเราก็ไม่พ้นทุกข์และสังคมก็ไม่ได้พ้นทุกข์


เพราะฉะนั้นการใช้วาจาของเราที่จะหยุดแพร่ข่าวสารที่ไม่รู้จริงและทำให้คนอื่นทุกข์ กับการใช้วาจาของเราที่ทำให้สมานฉันท์ เปลี่ยนร้ายกลายดี นี่คือศีลในยุคเรา ศีลในยุคคนรุ่นใหม่ที่จะต้องทำความเข้าใจ นี่ไม่ใช่ศีลคนรุ่นเก่าที่ทำตามจารีตประเพณีและทำตามๆ กันแล้วไปนั่งดูถูกคนที่มีศีล เราต้องรู้ว่าคนที่ไม่ปกติทางอารมณ์เขาทุกข์มากอยู่แล้ว ฉะนั้นเราต้องสัญญากับตัวเองว่า เราจะต้องไม่ใช้ตาหูจมูกลิ้นกายใจเสพสิ่งที่ทำลายสติปัญญาของตัวเอง เพราะถ้าเราทำลายสติปัญญาของเราแล้ว เราอาจจะไปละเมิดคนอื่น ตั้งแต่ฆ่า ลักขโมย แสวงหาผลประโยชน์เกินความจำเป็น สำส่อน ซึ่งคำนี้หมายความว่าการที่เราคิดสำส่อนก็ได้ ไม่ได้หมายความว่าสำส่อนทางกายเพียงอย่างเดียว หรือการใช้วาจาของเรามาเฉือดเฉือนเพราะสะใจ แต่ทั้งหมดนี้จะทำให้เราเหนื่อย


การไม่เสพสิ่งที่ทำลายสติปัญญาศีลข้อ 5 คือสำคัญที่สุด เพราะจะทำให้เราสามารถบริหารตั้งแต่ข้อ 1 ไม่ฆ่าไม่แสวงหาผลประโยชน์เกินความจำเป็น 2 รู้จักความรักก็ต้องมีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบ ความรักที่ต้องระลึกถึงการยอมรับในกันและกันที่จะทำให้เราซื่อสัตย์พอที่จะไม่อ้างว่าเรากำลังจะได้อะไรสักอย่างหนึ่งตามที่เราต้องการ แต่ความรับผิดชอบระยะยาวเราบกพร่อง ถ้าอย่างนี้เรียกว่าความหลงไม่ใช่ความรัก เราจึงไม่เห็นความซับซ้อนทางความคิดที่จะไม่เอาร่างกายไปแสวงหาผลประโยชน์ แต่เราจะเคารพร่างกายของเรา “นี่คือศีลที่หมายถึงการเคารพตัวเอง”


คำว่า “ศีล” ในคนยุคนี้ ซึ่งก็จะไม่เอาคำอธิบายคำว่าศีลในคนยุคเก่ามาอธิบายให้คนยุคนี้ เพราะคนละเชื่อ แม้จะเป็นความจริงอันเดียวกัน จึงต้องอธิบายให้คนยุคนี้รู้จักการบริโภคทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่านั่นคือการมีศีลในความเป็นปกติในคนปัจจุบันกรรม


แม่ชีศันสนีย์


แลกเชอร์ไว้ได้แต่อย่าเพิ่งเชื่อคุณยาย ต้องลองไปปฏิบัติว่าศีลคือเป็นความปกติที่ทำให้เรามีความสำนึกและความรับผิดชอบที่จะไม่ทำให้คนอื่นต้องมาเจ็บปวดเพราะเราทั้งในเรื่องการสื่อสาร การดำรงชีวิตในปัจจุบัน และเป็นการเสพที่ไม่ทำลายสติปัญญาของตัวเอง


มุมมองธรรมะและศีลของคนรุ่นใหม่


คุณสรวง


ต้องยอมรับว่าไม่มีโอกาสศึกษาธรรมะจนเชี่ยวชาญ และเคยเป็นหนึ่งที่ไม่เชื่อในจารีตนี้ ทำให้ไม่รู้สึกเรื่องศีลธรรม และไม่ให้ความสำคัญกับตรงนั้นพอสมควร แต่มีช่วงเวลาหนึ่งที่มีความทุกข์พอสมควร และคิดว่าทุกคนก็น่าจะเป็นกันได้ สำหรับผมคือการที่ได้อยู่ในรั้วโรงเรียนประจำมาตลอดทำให้ไม่ได้เห็นโลกกว้างเหมือนคนอื่น พอจบมัธยมแล้วไปเรียนที่จีนเลย แต่ส่วนใหญ่มีเพื่อนเป็นฝรั่งเพราะยังใช้ภาษาจีนไม่เก่ง ซึ่งทำให้ได้รับอิทธิพลแนวคิดแบบบฝรั่งเข้ามาเต็มๆ และเริ่มมีแนวคิดเรื่องของการต่อต้านบวกกับที่มาพร้อมกับวัย เพราะตอนแรกคิดว่าโตขึ้นมาเจอบ่อน้ำแล้วเราไปอยู่ในปากอ่าว แต่เรากลับเข้าใจว่ามันคือมหาสมุทร ซึ่งความจริงมันก็แค่ปากอ่าวเท่านั้น แต่เรายังไม่ได้เห็นมหาสมุทร


โดยตอนนั้นเราเคยทะนงตนว่าเรารู้ทุกอย่างแล้วและคิดว่าระบบจารีตมันหลอกใช้ หลอกให้เราถูกปกครอง คิดไปต่างๆ นานา แต่สุดท้ายมันคือการทะนงตนเพราะคิดว่าตัวเองแน่ ดี และเก่งแล้ว แต่ความจริงแล้ว ผมกลับไปเข้มงวดและเคร่งครัดกับคนอื่นมากกว่า แทนที่จะมาเข้มงวดกับตัวเอง

ทั้งนี้เพียงเพราะคิดว่าการเข้มงวดกับตัวเองด้วยการเคารพกฎหมายก็ถือว่าเป็นพลเมืองที่ดีแล้ว แต่จริงๆ แล้วยังมีเรื่องอื่นที่จะต้องคิดลึกกว่านั้น เราต้องประพฤติตัวอยู่บนกฎหมายและยังต้องทำคนที่อยู่รอบตัวเรามีความสุขด้วย ทำให้ช่วงหนึ่งรู้สึกสับสนและมีความทุกข์อยู่ในใจจนนอนไม่หลับ


แต่ทั้งหมดนี้มีจุดเปลี่ยนหลังจากได้คุยแลกเปลี่ยนกับคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งทั้ง 2 ท่านก็เคยเป็นแบบผมมาก่อนก็เลยมีความเข้าใจเป็นอย่างดี และคอยเตือนเสมอว่า สิ่งที่ผมคิด