“ความสำเร็จในอดีต ลมหายใจแห่งปัจจุบัน"



สนทนาธรรมกับท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ "คุณเจน" ปริม อินทวงศ์

อดีตนักกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติ เจ้าของฉายาว่า “มือเซตอัจฉริยะ”


ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


จากนักกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติที่ได้รับฉายามือเซตอัจฉริยะ เมื่อถึงจุดหนึ่ง "คุณเจน" ปริม อินทวงศ์ เริ่มถามหาเป้าหมายชีวิต และปัจจุบันได้เจอความสุขสงบในเส้นทางของตัวเองแล้ว กับการได้ลงมือทำทันทีกับการทำเกษตรเป็นเวลากว่า 6 ปีครึ่ง พร้อมมั่นใจในชีวิตปัจจุบันว่า หากวันหนึ่งไม่ได้มีลมหายใจแล้วก็ไม่รู้สึกเสียดายหรือติดขัดอะไรแล้ว อะไรที่ทำให้เธอรู้สึกและตั้งรับกับสิ่งนี้ได้


เริ่มต้นสู่นักกีฬาวอลเลย์บอล


คุณเจน


เริ่มเล่นกีฬาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาตั้งแต่กรีฑา แฮนด์บอล กระโดดไกล กระโดดสูง พอเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษาเริ่มมีวิชาปิงปอง ยิมนาสติก บาสเกตบอล จนกระทั่ง ม.2 เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เริ่มต้นวอลเลย์บอล และเริ่มไปขอสมัครเป็นตัวโรงเรียนในปี 2527 และเริ่มติดทีมชาติปี 2529 เมื่ออายุ 15 ปี ในตอน ม.5


ฉายามือเซตอัจฉริยะ


คุณเจน


จากเป็นมือตบ และ อ.เกียรติศักดิ์ ขันทอง เป็นคนเปลี่ยนมาเป็นตัวเซต จนพี่ๆ สื่อมวลชนตั้งฉายาเป็นมือเซตเอทีเอ็มให้ ซึ่ง หมายถึงกดปุ๊บได้ปั๊บ เหมือนสั่งแล้วได้เลย จนมาสู่มือเซตอัจฉริยะ ที่เหมือนมีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี


สิ่งที่ได้เรียนรู้หลังประสบความสำเร็จติดทีมชาติมานาน


คุณเจน


ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอยู่ในชีวิตเจน เพราะถ้าหากย้อนกลับไปได้ต้องขอบคุณหลายคนมาก และคงไม่สามารถประสบความสำเร็จไปได้หากปราศจากกลุ่มคนเหล่านี้ โดยทำให้รู้เลยว่ามีกัลยาณมิตรเยอะมากที่ช่วยทำให้เราประสบความสำเร็จได้


ตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่ที่แม้จะเป็นครูที่มีรายได้ติดลบทุกเดือน และพ่อต้องไปขับแท็กซี่เพิ่มเพื่อหารายได้ เนื่องจากเงินเดือนไม่พอกิน แต่อย่างไรพ่อก็ได้ปลูกฝังเรื่องการมีความมั่นคงทางใจที่ดีมาก และทำให้ลูกๆ ได้รับการซึมซับจนมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากขึ้น ซึ่งถือว่าเจนได้คาแรคเตอร์พ่อมาเยอะมาก ขณะที่คุณแม่ก็มีคาแรคเตอร์ที่อ่อนโยนมาก เลยได้บุคลิกของท่านทั้งสองออกมาเป็นตัวเรา ที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้มีระเบียบวินัยและความรับผิดชอบที่ถูกสอนมาตั้งแต่เด็ก


เมื่อได้มาอยู่กับโค้ช โค้ชก็ช่วยขัดเกลาให้ รวมถึงผู้บริหารสมาคมที่ต่างช่วยสอนและแนะการใช้ชีวิต นอกเหนือจากการเล่นกีฬา แถมยังมีผู้ร่วมทีมที่ต่างช่วยกันส่งเสริมหนุนนำเรา ซึ่งถ้าปราศจากพวกเขา ตอนนี้คงไม่มีเราในวันนี้แน่นอน


วิธีรับมือกับการกดดันเพราะเป็นความหวังของคนไทย


คุณเจน


ถือเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามาก ที่เราผ่านมาตรงนั้นมาได้และทำให้เราเดินต่อไปได้เพราะชีวิตตรงนั้นทำให้มันยากมาก ซึ่งก็ใช้ประสบการณ์นั้นมาใช้เป็นแนวทางของการใช้ชีวิตต่อ โดยสิ่งที่เจอตอนเป็นนักกีฬาคือต้องผ่านการฝึกในอยู่แล้วทุกวัน จะรู้ว่าการเป็นนักกีฬาในสนามต้องได้รับความกดดันอะไรบ้าง โดยเฉพาะความคาดหวังของคนทั้งประเทศเวลาไปแข่งขัน จะมีคนเชียร์เจ้าภาพ แต่ฝั่งเรามีเพียงลงสนาม 6 คน และทีมโค้ช แต่เราจะต้องสู้กับคู่แข่งและคนดูที่เป็นหมื่นๆ คน ดังนั้นสิ่งสำคัญคือจะฝึกนักกีฬาไว้ที่ต้องทำให้เราแข็งแรงจากภายในเรื่อยๆ


อย่างไรก็ตาม ก็มีจุดที่ทำให้เจนเป๋จนถึงขั้นต้องไปพบกับจิตแพทย์ เพราะในการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 17 ที่สิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ ไทยเป็นเบอร์ 3 ว่ากันว่านอนได้รางวัลมาเลย แต่ปรากฎว่าไทยพลาดในวันที่แข่งขันชิงชนะเลิศที่เจอกับฟิลิปปินส์ ทั้งที่รอบแรกไทยชนะมา แต่วันชิงชนะเลิศเรากลับแพ้เขาแบบพลิกล็อกไปเลย ซึ่งวันนั้นก็ต้องยอมรับสภาพว่าเป็นวันของเขา และเป็นความผิดหวังของคนไทยทั้งประเทศ

พอไทยเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ครั้งที่ 18 ความกดดันเกิดขึ้นเพราะถือว่าเป็นความคาดหวังของคนไทย แม้ว่าตัวเราเป็นหัวหน้าทีม คำเดียวตอนนั้นที่ทุกคนมุ่งมั่น นั่นคือ วอลเลย์ไทยต้องได้เหรียญทองเท่านั้น แถมเวลาตอบหรือให้สัมภาษณ์สื่อเราก็ต้องเป็นคนตอบ ซึ่งในภาวะนั้นมันกดดันมาก


เราใช้เวลาเตรียมทีม 9 เดือน แต่ก่อนเริ่มการแข่งขันเพียง 2 สัปดาห์ ยิ่งเครียดและรู้สึกกดดันมากทั้งที่ฝีมือเราค่อนข้างฉีกไปจากเพื่อนร่วมอาเซียนแล้ว และพอกดดันมากๆ การซ้อมของเจนใช้ไม่ได้เลย มันเครียดมากจนโค้ชเห็นว่าเราไม่ปกติก็เลยให้ไปคุยกับหมอ


“ตอนนั้นร้องไห้ปล่อยโฮเลย เพราะไม่เคยได้พูดกับใครเลย เพราะต้องทำในฐานะของหัวหน้าทีม ที่ต้องไม่ให้น้องๆ ในทีมรู้สึกหวั่นไหว ซึ่งเหมือนเราต้องแสร้งให้แข็งแรง ทั้งที่ภายในเปราะบางมากเลย พอได้พูดคุยกับหมอ รู้สึกเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก จนถึงวันแข่งขันจริงก็ทำได้ดี และก็ได้แชมป์เหรียญทองกลับมาให้คนไทย แล้วจากนั้นเราก็ใช้เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ในการใช้ชีวิต รู้ว่าอะไรไม่ต้องแบก และจริงๆ ไม่ได้มีอะไร เพียงแต่ความคิดของเราไปแบกมัน”


จุดเปลี่ยนของชีวิต


คุณเจน


ช่วงหนึ่งเป้าหมายชีวิตของเราคือการเป็นนักกีฬาที่ดีที่สุด เพียงแต่ว่าจะไม่ทำอะไรหลายอย่าง ซึ่งเรื่องนี้ได้เรียนรู้จากพ่อ เพราะคุณพ่อบอกไว้ว่า เวลาจะทำอะไรก็จะใส่เต็มร้อยเลย

"ถ้าลูกจะตัดสินใจทำอะไรก็ต้องทำให้ดี และถ้าคิดว่าทำแล้วทำได้ไม่ดีก็อย่าทำ"

เป้าหมายตอนนั้นคือ การเป็นนักกีฬาทีมชาติที่มีธงชาติไทยติดหน้าอก ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศมอบให้เจน ดังนั้นเราต้องทำหน้าที่ให้เต็มที่ ตามที่คนไทยได้มอบหมายความไว้ใจให้ โดยเราโฟกัสการเป็นนักกีฬาเต็มที่ จนเริ่มได้แชมป์ซีเกมส์ก่อนจะเริ่มขยับเป็นที่ 4 ของเอเชีย และก็เริ่มมีเป้าหมายต่อไปคือ การเข้าไปแข่งขัน World Championship และในที่สุดก็ทำได้ในปี 2540 ที่เป็นการเข้าไปแข่งขันครั้งแรกของไทย


ทุกครั้งที่แข่งขันและได้รับชัยชนะก็จะรู้สึกดีใจ เพราะเราเป็นกัปตันที่จะเป็นตัวแทนขึ้นไปรับโล่และรับเหรียญรางวัล และที่ผ่านมาก็ได้รับรางวัลนักกีฬาหรือตัวเซตยอดเยี่ยม หากถามว่าตอนนั้นเป็นอย่างไรก็บอกเลยว่ารู้สึกดี แต่เมื่อเราลงมาจากโพเดียมแล้ว ทุกอย่างมันจะเป็นอดีตทันทีไปเลย และชีวิตเจนก็จะเป็นอย่างนี้มาตลอดกว่า 10 ปีที่เป็นทีมชาติ พอเราลงจากเวทีไปรับรางวัลมันจะเป็นอดีตทันที เมื่อรับถ้วยเสร็จทุกอย่างก็จะจบ แล้วค่อยมาโฟกัสกับเป้าหมายต่อไป ชีวิตก็จะวนอย่างไรนี้ไปเรื่อย


จนกระทั่งช่วงปลายๆ บวกกับอาจเป็นในวัยของเรา เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราประสบความสำเร็จกับตัวเองหรือยัง ก็คิดว่าประสบความสำเร็จแล้ว เพราะเป็นทีมเซตมือหนึ่งของประเทศไปแล้ว อยากให้คนรักก็ถือว่ามีคนรักเจนเยอะแล้ว แต่ตัวเองกลับรู้สึกว่ามันยังขาดอะไรอยู่ ตอนนั้นก็เริ่มทำงานที่วิทยุการบินแล้ว ซึ่งก็ถือเป็นรัฐวิสาหกิจที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งแล้ว แต่ทำไมเรายังรู้สึกว่าตัวเองยังขาดอะไรอยู่ และก็ยังหาคำตอบไม่ได้


จนวันหนึ่งมาเจอกับแฟนที่เป็นคู่ชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งทำให้เรารู้แล้วว่า อะไรก็สิ่งที่เราตามหา นั่นคือ "ความสงบสุข" ทำให้รู้ว่าที่ผ่านมาเรามีความสะดวกสบาย แต่สิ่งที่เรากำลังตามหาคือ "สุขสงบ" เมื่อพบคำตอบแล้ว ก็ลงจากภูเขาลูกเดิม และก็ไม่ได้ต้องการไปอยู่ Spotlight แล้ว และเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่อยากออกสื่อเพราะรู้ว่านี่ไม่ใช่วิถีของเราแล้ว


แม่ชีศันสนีย์


“ความจริงมนุษย์ทุกคนก็ต้องการความสงบ เพราะเป็นพื้นฐานของความสุขอย่างแท้จริง”

ถือว่าเจนเป็นคนที่ชัดเจน เมื่อเรากำลังค้นพบว่า ตัวเองกำลังตามหาอะไรบางอย่าง บางทีเราไม่ต้องค้นออกไปข้างนอก แต่สามารถค้นเข้าไปในใจของเรา เวลาที่เราเห็นโลกธรรรมอยู่ข้างตัวเรามากๆ และถ้าเรารู้สึกว่าเราชัดเจน ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ใช่จริงๆ ก็ลองกลับมาดูด้านใน ก็จะพบว่า คนที่เรารักก็ทำให้เราพบกับความสงบสุขด้านในได้ แสดงว่าเขาเป็นคู่ชีวิตที่ทำให้เราหันมาเห็นศักยภาพของเราจริงๆ


การที่เราเป็นแชมป์ อะไรที่โลกให้เรา เราต้องขอบคุณโลก แต่การที่เราจะให้อะไรกับตัวเราเอง เราก็ต้องขอบคุณตัวเอง คงต้องใช้การศึกษาด้านในตลอดชีวิตเลยว่า

“อะไรคือสิ่งที่เราต้องอยู่กับสิ่งนั้นไปตลอดลมหายใจสุดท้ายของเรา เพราะถ้าเราเห็นลมหายใจสุดท้าย นั่นคือลมหายใจนี้ แล้วมันตอบโจทย์ได้ในขณะนี้ เราก็จะไม่ประมาทกับลมหายใจสุดท้ายแล้ว เพราะความสำเร็จข้างนอกที่คนอื่นให้ กับการเห็นคุณค่าด้านในของเรามันต่างกันตรงนี้ ตรงที่เราพบว่า ความสุขสงบด้านใน เราจะพบว่าการพึ่งตัวเองได้ตลอดชีวิตของเรา นี่คือการ start ที่ก้าวเดินในการเห็นคุณค่าที่ตัวเองมีจริงๆ ไม่ใช่คุณค่าที่คนอื่นมอบให้”

ชีวิตติดสุข


คุณเจน


หลังจากที่ได้พบคำตอบ เหมือนเราโลดแล่นไปภายนอก เราหาคำตอบความสำเร็จ แต่ความจริงอยู่ที่ภายใน จนมาหาคำตอบของตัวเองว่าอะไรคือความสุขของตัวเอง หากตั้งคำถามกับตัวเองตอนนั้นว่า Who am i ? คำตอบคือ Helper ซึ่งตอนนั้นค่อยมาคลี่ดูว่าอะไรทำให้คำนี้ที่ผุดขึ้นมา


เพราะในวันที่เจนได้ถอยออกมาจากมือเซตอันดับ 1 ของประเทศ แล้วพาตัวเองมาอยู่เบื้องหลังด้วยการเริ่มต้นมาจัดการแข่งขันวอลเลย์บอลให้เด็กน้อยทั่วประเทศ และพบว่ายังมีเด็กๆ เยอะมากที่มีศักยภาพ แต่ไม่มีโอกาส ซึ่งเจนก็เป็นเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งที่บังเอิญได้รับโอกาสตามล่าหาความฝันแล้วประสบความสำเร็จ เลยเริ่มโครงการวิทยุการบินมินิวอลเลย์บอล ให้แก่เด็กประถมศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2543 หรือทำมากว่า 20 ปี และพบว่าความจริงเด็กเขาเล่นไม่เก่ง แต่เราได้เห็นความน่ารักสดใส เบิกบาน เราก็รู้สึกมีความสุขมากมากกว่าที่มีคนมาบอกว่าเราคือมือเซตอันดับ 1 ของประเทศไทยเสียอีก


พอได้มาอยู่เบื้องหลัง รู้สึกว่ามีคุณค่ามากกว่าไปยืนอยู่ด้านหน้า มาทำกิจกรรมที่ไปซัพพอร์ตผู้คน แล้วพบว่าการที่สนับสนุนเด็กที่ได้ตัดสินใจทำเมื่อไป 20 ปีที่แล้ว วันนี้เขาก็เติบโตเป็นนักวอลเลย์บอลทีมชาติชุดใหญ่ที่สร้างความสุขให้กับคนไทยทั้งประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“เมื่อรู้ว่าตัวเองมีความสุข จึงทำให้รู้ว่าความสงบสุขของตัวเองอยู่ตรงไหน”

ได้แฟนด้วย โดยแฟนมีเป้าหมายทำเกษตรเพราะอยากจะพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด เพราะรู้ว่าวิกฤตของโลกมันมีทิศทางไปทางไหน ก็ต้องเตรียมความพร้อมตัวเอง ต้องมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งตอนนี้เดินทางนี้มา สายนี้กว่า 6 ปีครึ่งแล้ว และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ต่อให้มีวิกฤตหรือเศรษฐกิจแย่ขนาดไหน เราได้รับผล กระทบน้อยมาก เพราะว่าพืชผักที่บ้านเราสามารถกินที่ปลูก ปลูกที่กินได้ และยังมีมากพอที่จะแบ่งปันให้กับกัลยาณมิตรที่ประสบวิกฤตโควิด-19 แล้วทำให้รู้ว่ายิ่งมาเติมเต็มความสุขให้เราได้อีกมาก เพราะการที่ได้ช่วยเหลือผู้คนในยามที่ทุกข์ ทำให้ใจเราเบิกบานมากมันเป็นอย่างนี้นี่เอง เราไม่ได้เอาทุน แต่มันได้บุญ ชัดเจนเลยว่าอันนี้คือชีวิตที่เราเลือกเดิน และคิดว่าบั้นปลายชีวิตเราจะจบความสงบสุขด้วยแบบนี้ของเรา


แม่ชีศันสนีย์

“ทุกคนมันจะมีมุมที่อยู่ในใจ และสิ่งนั้นไม่ได้ผลุบๆ โผล่ๆ มันมีอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ว่าเราจะเห็นแง่งามของมันตอนไหน “

ถามคุณยาย เจนกับครอบครัวเลือกที่อยู่อย่างสงบเย็นและพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน เพราะพื้นฐานจริงๆ ของมนุษย์ก็ไม่ชอบความหวือหวา ทุกคนชอบความสงบ คุณยายดูเหมือนทำอะไรมาก แต่จริงๆ โดยพื้นฐานของการทำ ทำอยู่บนพื้นฐานของความกตัญญู ซึ่งความกตัญญูเป็นพื้นฐานของความสงบ รู้สึกอยากทำนู้นนี่เพื่อให้ใครมองว่าฉันเก่ง แต่ความกตัญญูอยู่ของเรา ปริ่มตลอดเวลา

“ความกตัญญูสอนให้เราทำของยากได้ เพียงแต่ว่าใครจะกตัญญูที่จะทำหรือเปล่า เพราะความเป็นมนุษย์ทั่วไป ชอบทำอะไรที่ลวกๆ ลนๆ แล้วเหนื่อยแต่ไม่รู้ตัว และไม่สามารถเตือนตัวเองได้ แต่คนที่ทำทุกอย่างด้วยกตัญญู เขาจะซาบซึ้งและขอบคุณโอกาสที่ได้ทำ เขาจะไม่ยกตัวเองอยู่เหนือคนอื่น เขาจะไม่อวดดี แต่เขาจะถ่อมตัว”

ฉะนั้นคุณยายและแม่ชีคนอื่นอยู่บนหุบเขาโพธิสัตว์ด้วยความกตัญญู เป็นความกตัญญูต่อสังฆะที่ช่วยกัน กตัญญูต่อคุณยาย หรือแม้แต่กตัญูญูอยู่ต่อพ่อแม่ครูอาจารย์ จะมีความอิ่มอกอิ่มใจอยู่ ซึ่งไม่เคยได้อะไรเป็นรางวัล แต่ได้เห็นการเติบโตด้านในของพวกเราที่ได้เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะ เรากตัญญูต่อพุทธะด้วยการทำหน้าที่ไม่ได้ไปหลีกเว้น เพราะเวลาเราทำงานจริงก็ทำงานอยู่บนความสงบนั้นแหละ


เมื่อน้ำเต็มบ่อ ก็จะเห็นใจเรามีปิติ แต่ไม่ใช่ว่าเพราะฉันอวดเก่งที่ได้น้ำเต็มบ่อ แต่เราปิติสิ่งที่เรา

คาดการณ์และลงทุนมีความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา วันนี้น้ำเราเต็มบ่อก็เปิดน้ำแจกจ่ายเป็นการให้ที่

แจกของแล้วส่องตะเกียงให้ด้วยปัญญาด้วย ถ้ายากก็ทำได้ด้วยบนพื้นฐานของคำว่ากตัญญู ทำให้พวกเราไม่ได้หยุดที่จะทำของยากเลย จนบางทีเคยคิดว่า คนซื้อล็อตเตอรี่ได้รางวัลที่ 1 พวกเราทำงานหนัก แต่สิ่งที่เราได้คือความสงบเย็นและเป็นประโยชน์


กรณีของเจนกำลังจะถึงขั้นที่แจกของส่องตะเกียง สงบเย็นแค่นั้นไม่ได้ ต้องเป็นประโยชน์ แล้วเราก็ต้องสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์กับโลก ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมที่เราไม่รู้ตัวว่าครอบครัวเป็นทั้งหมดของสังคมมนุษย์ พอครอบครัวอยู่อย่างสันติสุขของมนุษย์ มันสงบเย็นลูกหลานเราก็จะกตัญญู ถ้าครอบครัวเราไม่สงบ ไม่มีแรงบันดาลใจเวลาคนในครอบครัวทุกข์ แสดงว่าเราขาดความกตัญญู ซึ่งเราดูได้ด้วยพื้นฐานของวิถีของพวกเรา


อย่างเมื่อก่อนคุณยายไม่เคยเข้าใจเกษตรกรเลย แต่ตอนนี้เข้าใจคนที่จะอยู่กับพืชผักหรือต้นไม้มันต้องใส่ใจอย่างเต็มกำลังเหมือนเป็นอีกหนึ่งชีวิตที่เรากำลังจะหยิบเขา เราจะหยิบเขากินไม่ใช่เพราะเราปลูก แต่เราต้องบอกเขาว่า เขากำลังเป็นส่วนหนึ่งลมหายใจของเรา ดังนั้นขอโอกาสที่จะได้แบ่งปันสิ่งนี้ในการที่จะมาอยู่มาเป็นอาหารในจานของเรา และเป็นโอกาสที่ดีที่จะแบ่งปันสิ่งนี้ให้กับลูกหลานเรา


จากคนเมืองมาใช้วิถีชีวิตในต่างจังหวัด


คุณเจน


เป็นการได้รับอิทธิพลจากคู่ชีวิตเลยว่า อย่ากลัวข้างหน้า “ต้อง ททท คือ การทำทันที” เรามีครูบาอาจารย์ ไปเรียนกับอาจารย์ยักษ์ และอาจารย์ท่านอื่นๆ ก็ลงมือทำไปเลย แล้วเดี๋ยวงานจะส่งเราเอง พอลงมือทำ พบว่าชีวิตที่ตัดสินใจซื้อสวนที่ จ.นครนายก เป็นทุ่งนา ที่ไม่มีน้ำไม่มีถนน ชีวิตไม่ได้สะดวกสบาย แต่มันทำให้เราเรียนรู้อะไรเยอะมาก ได้ฝึก เพียร อดทน และมีความสุขระหว่างทาง

“ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตเกษตรกร ไม่ได้สะดวกสบาย แต่เรามีความสุขระหว่างทาง เพราะได้เห็นพื้นที่เติบโตขึ้นทีละนิด จนผ่านมากว่า 6 ปีครึ่งแล้ว ต้นไม้ที่ปลูกเริ่มเป็นป่าแล้ว แล้วคนที่ต้องการเปลี่ยนชีวิตเขาก็ขอเข้ามาเรียนรู้ในพื้นที่ 5 ไร่ของเรา จนกลายเป็นห้องแสดงพื้นที่ชีวิตของคนกรุงที่ต้องการจะเปลี่ยนชีวิตแบบนี้ไปเลย”

แฟนจะแบ่งปันและบอกกับคนที่ต้องการมาเรียนรู้เสมอว่า เราไม่โลกสวยนะ มาแบบนี้เหนื่อย แต่เหนื่อยแล้วจะได้อะไรเพื่อให้เขาตัดสินใจว่า ถ้าเดินทางแบบนี้เขาจะได้และต้องไปพบเจอกับอะไร สงบเย็นในบั้นปลายชีวิตหรือไม่ ซึ่งทำให้เราคิดว่าตัดสินใจไม่ผิดเลยเพื่อที่จะได้เตรียมวันสุดท้ายของชีวิต

เมื่อได้ใช้ชีวิตแบบนี้ การพูดเรื่องความตายเป็นเรื่องปกติ บอกกันเลยว่า เราจะตายกันแบบไหน และเตรียมความพร้อมกันไว้แล้ว ถ้าเป็นมะเร็งจะไม่ไปทำคีโม แต่จะใช้สมุนไพร พืช ผักในสวนที่ปลูกเอง สกัดยาเอง ซึ่งถ้าพูดลมหายใจสุดท้ายเราจะพูดคุยกันแล้วว่า จะไม่ตายที่ รพ. แต่จะตายที่บ้านดินของเรา ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใครจะไปก่อน ซึ่งการพูดเรื่องนี้กันก็ไม่ได้มองเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะเราเตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว


ขณะที่แฟนเจนก็ให้มุมมองที่ดีกับเรามาก ถ้าเราเตรียมตัวการตายแบบไหน เราก็ดำเนินนินชีวิตแบบนั้นตั้งแต่วันนี้ ชีวิตเจนเลยไม่ค่อยได้กลัวอะไร และรู้สึกเบิกบานกับสิ่งที่เป็นแต่ละวัน


อยู่อย่างไม่ตายทั้งเป็น


แม่ชีศันสนีย์

“ถ้าเราเบิกบานอยู่กับลมหายใจสุดท้าย เราไม่รู้ว่าจะเป็นลมหายใจสุดท้ายเมื่อไร แต่ถ้าเราคิดว่าความตายอยู่ข้างหน้าเรานิดเดียว แล้วเราก็จะอยู่อย่างไม่มีการตายทั้งเป็น ดังนั้นลมหายใจที่ไม่กลัวตายก็เป็นศักดิ์ศรีของมนุษย์อยู่แล้ว แต่ถ้าเราใช้ชีวิตอย่างตายทั้งเป็นเราก็ตายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นความตายไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคืออยู่อย่างตายทั้งเป็นมากกว่า จึงต้องหาความสงบเย็นให้ได้”

อย่างบ้านดินที่โจนจันได แม่ชีได้เคยลองสร้างบ้านดินที่เสถียรธรรมสถานแล้วดี และรู้สึกว่าถ้ามนุษย์มีสังคมที่มาชวนกันไม่เบียดเบียน เพราะการจัดที่อยู่อาศัยมาบ่งบอกถึงการเบียดเบียนสูงอยู่เหมือนกัน การที่เราใช้คุณค่าของราคา และแสวงหาความต้องการของเราเป็นหลัก ก็จะทำให้เราหยาบคายไปเรื่อย ดังนั้น คนที่จะถ่อมตัวอยู่กับดินน้ำลมไฟอย่างอ่อนโยนและกตัญญูด้วยก็บ่งบอกอยู่แล้วว่า คนๆ นั้นมีอิสรภาพ มากกว่า ซึ่งอิสรภาพมันอยู่ที่เราพอแล้ว ไม่ได้อยู่ที่คนอื่นให้ เรารู้จักพอก็มีอิสรภาพแล้ว เพราะฉะนั้นการเป็นอยู่เราไม่เฉยและก็ไม่เอ้าท์ด้วย


คุณเจน


อาจจะถือเป็นบุพเพเลย เพราะการที่ได้เจอพี่เต้ หรือคู่ชีวิต เดิมเขาบวชและตั้งใจไม่สึกตลอดชีวิต แต่มีเหตุต้องออกมาดูแลคุณป้าและได้มาเจอเจน เลยเป็นจังหวะที่ว่าคนทำบุญมาดี ทำให้มาเจอคู่ชีวิตที่เขาช่วยเหนี่ยวนำเจนสูงมาก และเวลาอยู่บนโต๊ะกินข้าวเหมือนเป็นการสนทนาธรรม โดยพี่เต้จะคอยให้มุมมองกับเจนเยอะมาก เนื่องจากเจนยังต้องทำงานอยู่กับทางโลกอยู่เยอะ และชีวิตทางโลกย่อมวุ่นวายมาก แต่พี่เต้จะช่วยให้มุมมองทางธรรมและทำให้เรารู้สึกปัญหาโดยใช้ธรรมนำทาง คิดว่าตัวเองโชคดีมาก


แม่ชีศันสนีย์


ถือเป็นคู่บุญ ไม่ใช่คู่กรรม ในกรณีที่เรามีเพื่อนที่สนทนาธรรมกับเราแล้วเรามีสัมมาทิฐิแล้วเราค่อยๆ

กวักมือเราไปเรื่อย เราเองก็มีความสุข เวลา ที่เราอยู่ด้วยกัน จะดูว่าเรามีรสนิยมตรงกัน ไม่ใช่ใช้กระเป๋าแบรนด์ยี่ห้อเดียวกัน เรามีทิฐิเสมอกัน ไม่ใช่ว่าศีลเสมอกัน การมีทิฐิเสมอกัน คือมีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ว่าเราจะอยู่อย่างไม่ร้ายไม่เบียดเบียน ไม่แสวงหาประโยชน์เกินความจำเป็น ไม่ฆ่า ไม่ขโมย ไม่ใช้ของที่มากเกินความจำเป็น และเป็นคนที่ซื่อสัตย์ต่อความรัก เราไม่ซ้ำซ้อนทางความคิดมาก จนกระทั่งที่เราไม่เหนื่อยกับความคิดที่ฟุ้งซ่าน ซึ่งอันนี้ดีมากที่จะทำให้เราอยู่อย่างสบายใจ เราเบาใจไม่ต้องระแวงว่าวันนี้เราจะอารมณ์อะไร ไปคราวนี้เขาจะฟังเราพูดหรือไม่ เมื่อเราเบาใจได้แล้วมันก็เหนือสุขแล้ว เป็นคนซื่อสัตย์ต่อความรัก ความรักต้องอาศัยความซื่อสัตย์ ไม่ซ้ำซ้อนจนคิดมาก จนกระทั่งเราเหนื่อยไปกับการคิดฟุ้งซ่าน ซึ่งอันนี้ดีมาก เพราะจะทำให้เราให้อยู่อย่างเบาใจ สบายใจและไม่ระแวง พอเราไว้วางใจกันได้แล้วมันก็เหนือสุขแล้ว เพราะไม่มีเงื่อนไขของความรักแล้ว


คุณเจน


ปัจจุบันไม่มีลูก คิดว่าเบื้องบนคงกำหนดมาแล้วเรามีความสุขได้โดยที่ไม่มีลูกได้ แต่เราก็มีลูกๆ เป็นน้องหมา 9 ตัว ซึ่งเขาได้มาช่วยเติมเต็มชีวิตเราได้มาก เป็นหมาพี่ข้างบ้านที่เข้ามาขออยู่แบบยกฝูง ตอนแรก 11 ตัวอยู่ห่างจากบ้านเรา 100 เมตร เลยคิดว่าเลยอยากมาให้เราดูแล และคิดว่าพอได้ดูแลเขา จริงๆ เราไม่ได้ช่วยเขา แต่เขามาช่วยขัดเกลาจิตใจเราเยอะมาก และทำให้เรามีความสุขมาก


การช่วยเหลือและแบ่งปันความรู้


คุณเจน


ถ้าเรื่องการทำเกษตรพอเพียงต้องยกให้แฟน เขาเชี่ยวชาญเรื่องนี้ แต่เขาก็เริ่มต้นจากศูนย์ โดยก่อนหน้านี้เขาเป็นโปรกอล์ฟ แต่ก็ไม่มีความรู้เกษตร แต่มีเป้าหมายชัดก็ไปศึกษาหาความรู้จากครู ไปหาพี่โจนจันได อ.ยักษ์ อ.เดชา เรื่องการปลูกข้าว พอเราได้ครูที่ดี ก็เริ่มลงมือทำ พอทำแล้ว แล้วก็เป็นคนที่ทำจริง ได้เรียนรู้และผิดพลาดจากของจริง เลยได้เอาทั้งความผิดพลาด และที่ประสบความสำเร็จมาแบ่งปันเพื่อนที่อยากจะเดินทางแบบเรา เพื่อที่เขาจะได้มีทางลัดมากขึ้น


ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่ที่มา เขามาเห็นภาพตอนที่เรามีความสุขและสำเร็จแล้ว แต่เราจะบอกเขาเสมอว่านี้คือภาพปลายทางแล้ว แต่ระหว่างทาง ต้องเหนื่อยต้องเพียรและอดทนอยู่นานและหลายอย่าง ต้องให้ข้อมูลกับเขาไปเพื่อให้เขาเป็นผู้ตัดสินใจเลือกว่าด้วยเงื่อนไขกับชีวิตว่า มีความพร้อมที่จะเดินทางมาเส้นทางนี้หรือไม่ เพราะหลายคนไม่มีปัจจัยที่เอื้อให้เดินทางตามเส้นทางนี้ เพราะบางคนมีลูก และลูกต้องเรียนหนังสือในโรงเรียน ซึ่งการเดินทางเส้นทางนี้ไม่ได้มีเงิน แต่ต้องให้ข้อมูลว่าเส้นทางนี้คือความมั่นคงในชีวิตในอีก 5-10 ปีข้างหน้า


พูดน้อยทำให้ดูมากกว่า


คุณเจน


ไม่ค่อยอยากบอกให้ฟังแต่อยากทำให้ดู เพราะเราก็มีประสบการณ์ตรง ตอนสมัยเป็นเด็กน้อยอยากจะเก่งเหมือนใครๆ มองหาต้นแบบเหมือนที่เราอยากจะเป็น พอเราเห็นและมีแรงบันดาลใจก็อยากปรับเปลี่ยนชีวิตและปรับปรุงให้เป็นแบบเขาให้ได้ พอวันหนึ่งเราเป็นแล้ว เราก็จะกลายเป็นต้นแบบให้เยาวชนที่อยากเป็นนักวอลเลย์ที่เก่งและค้นพบว่า

“การที่เขาอยากจะเป็นแบบเรานั่นคือ การที่เราต้องทำให้สำเร็จให้เขาเห็นก่อน เขาถึงอยากจะเป็นเรา”

พอวันนี้มีความสุขสงบ แล้วได้ค้นพบว่า คนที่มาบ้านดิน เพราะเขาเห็นความสุขสงบของเจน และเขาอยากมีความสุขสงบอย่างเจน เลยยิ่งยืนยัน

เลยว่า ฉะนั้นเราต้องเร่งทำให้สำเร็จก่อน เพื่อที่เขาอยากจะเปลี่ยนชีวิตเป็นแบบเรา อันนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้เขามากกว่าที่จะไปบอกให้เขาทำเป็นข้อๆ


แม่ชีศันสนีย์


เห็นด้วยกับการทำให้ดู มีความสุขให้เห็น เย็นให้สัมผัส ถือเป็นสังคมที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่สังคมที่พูดไปเรื่อยๆ แต่การที่เย็นให้สัมผัส ทำให้ดูก็เหมือนเป็นการโฆษณาอย่างหนึ่งที่ทำให้ดู เป็นอยู่ให้เห็น เย็นเมื่อสัมผัส ซึ่งในสังคมของคนรวย หรือสังคมของเศรษฐี มันต่างกันตรงนี้

“สังคมของเศรษฐีไม่ได้วัดที่ตัวเงิน แต่วัดด้วยความสุข ถ้าการทำให้ดู มีความสุขให้เห็น เย็นให้สัมผัส สามารถจัดการเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองไม่ให้ออกไปเบียดเบียน มุ่งร้าย ไม่ทำให้เกิดบาดแผล ดังนั้นมิตรภาพจะมี เศรษฐีเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าคนรวย เพราะคำว่าเศรษฐีแปลว่าผู้ให้อยู่แล้ว ในลักษณะการไม่ปฏิเสธของยาก คือคนรวยเอาเร็วๆ บริจาค 100 ล้าน แต่เศรษฐีจะไม่ปฏิเสธของยากและมีปัญญาในการแก้ปัญหา แล้วก็ใช้ปัญหาเป็นหินลับมีด มันจะไม่เป็นอุปสรรค”

การที่เราอยู่อย่างเรียบง่ายเป็นนักสู้ พร้อมที่จะแก้ปัญหามันจึงเป็นฐานกำลังของการรักษามิตรภาพ เพราะการที่เป็นคนเดินทางแข่งขันกีฬาทั่วประเทศ แล้วมาจบแบบนี้ อาจเป็นเพราะว่าการมีสัมมาทิฐินำทาง และการมีคู่ชีวิตเป็นเพื่อนพร้อมจะเรียนรู้ไปด้วยกันมันสำคัญ เพราะเหมือนมีกัลยาณมิตรที่ดี

เลยไม่รู้สึกเสียดายหรือตื่นเต้นกับสิ่งที่เราไม่ได้จำเป็นกับมัน ถึงเวลาที่มีความเพียรต่อสิ่งนั้นเราก็เพียรจนถึง และเจนก็ทำให้เห็นเป็นรูปธรรม


แนวคิดความสำเร็จในอดีตและลมหายใจแห่งปัจจุบัน


คุณเจน


เห็นภาพตัวเองเดินทางไปทั่วทั้งประเทศและต่างประเทศ เพื่อค้นพบว่า จริงๆ แล้วมันไม่มีอะไรเลย ที่ผ่านมาค้นพบว่า

“เราปีนภูเขาขึ้นไปเพื่อพบว่า จริงๆ แล้วมันไม่มีอะไรเลย และที่นั่นก็ไม่ได้มีความหมายอะไรกับเราเลย”

นี่คือคำตอบที่ทำให้เจนตัดสินใจและตอบกับตัวเองเลยว่า เราจะขึ้นภูเขาลูกใหม่ ที่มีแต่ความสงบสุขร่มเย็นและเบาสบาย แต่ตอนนี้ปีนมาแล้วแต่ยังไม่ถึงยอดเขายังอยู่เชิงเขา ซึ่งได้เดินทางมา 6 ปีครึ่งแล้ว และยังเป็นเวลาที่ทำให้เรามีความสุขมาก และแม้ยังเป็นเวลาที่เรายังไม่สำเร็จ แต่ก็ยังสามารถแบ่งปันความสุขให้กับกัลยาณมิตรได้แล้ว เลยทำให้ ทุกๆ ปัจจัยของเจนมันมีความสุข ที่ผ่านมาเคยได้พูดคุยกับคุณแม่เจนและแฟนไว้ว่า ตายไปวันนี้เจนก็ไม่เสียดายชีวิต เพราะเจนได้ทำทุกอย่างที่เจนอยากจะทำเรียบร้อยแล้ว หรือแม้กระทั้งวันนี้จบรายการแล้วสมมุติว่าไม่ได้มีลมหายใจแล้ว เจนก็จะไม่เสียดายและไม่รู้สึกค้างอะไรเลย


แม่ชีศันสนีย์

“ปัจจุบันขณะ ถือเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดแล้ว เพราะชีวิตมีเพียงคำว่า Here and now”

และเจนก็ทำได้ ถ้าเราบอกว่า เมื่อจบรายการนี้เราไม่มีลมหายใจและไม่กลัวที่กล้าที่ฝืนไว้



*******************



ดู 14 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด