การสร้างแรงบันดาลใจ จากภูมิปัญญาบ้านเกิด



สนทนาธรรมกับท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ อาจารย์กรกต อารมย์ดี นักประดิษฐ์และดีไซเนอร์ที่สร้างผลงานระดับโลกจากไม้ไผ่ กลับมาทำงานที่บ้านเกิด บ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ภายใต้แบรนด์ Korakot ที่ช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้ช่างฝีมือที่บ้านแหลม และชุมชนใกล้เคียง

ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ

จากการติดตามและเรียนรู้เรื่องศิลปะจากการติดตามก๋งไปทำงานศิลปะที่วัด ประดิษฐ์ว่าว กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กคนหนึ่งที่บอกกับตัวเองว่า โตขึ้นมาจะทำให้ศิลปะเพื่อการดำรงชีพให้ได้ และถึงวันนี้ อาจารย์กรกต อารมย์ดี นักประดิษฐ์และดีไซเนอร์ ภายใต้แบรนด์ Korakot ก็สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้แล้วว่า ไม่ใช่แค่เลี้ยงชีพเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่ยังช่วยทำให้ชุมชนบ้านเกิด มีรายได้เกิดการสร้างงานจากผลงานศิลปะมากกมายจนเกิดการสืบสานและต่อยอดมรดกวัฒนธรรมที่ อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี


จุดเริ่มต้นการสร้างงานศิลปะ


อาจารย์กรกต


เพราะเตี่ยเป็นไต๋เรือและแม่เป็นคนตากปลาหมึกแห้ง เลยถูกส่งให้ไปอยู่กับก๋ง ที่พาไปดูศิลปะและเกิดความสนใจ ประเด็นคือการที่ตามก๋งไปทำตัวนักษัตรที่วัดเสมอ อ.บ้านแหลม จ.เพชบุรี ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมง ได้พาไปเล่นว่าว และเข้าวัด เพื่อทำตัวนักษัตรเลยรู้สึกชอบเพราะมีสีสันที่สวยงาม อย่าง ทุกสงกรานต์ก๋งจะทำว่าวที่มีรูปช้าง ม้า วัว ด้วย เลยได้ซึมซับการวาดภาพจากก๋งที่ได้สอนเราวาดภาพ และทำให้ชอบศิลปะตั้งแต่เด็ก โดยตั้งใจเลยว่าโตขึ้นจะใช้ศิลปะเป็นอาชีพ ซึ่งยังมีโอกาสได้และเรียนแบบครูพักลักจำการทำว่าวจากพี่ชายของก๋งอีก


แม่ชีศันสนีย์


สิ่งที่อาจารย์พูดไม่เท่าตาเห็น เคยไปที่โรงงานของอาจารย์ ทำให้สัมผัสได้ว่าเป็นครอบครัวที่อบอุ่น กตัญญูต่อบรรพบุรุษ ที่สำคัญอะไรที่บรรพบุรุษสอนไว้ อาจารย์ทำให้เป็นอินเตอร์ได้หมด และยังสร้างทีม สร้างคนรุ่นใหม่ที่ทำงาน

แรงบันดาลใจอนุรักษ์และการกตัญญูต่อวัฒนธรรม


อาจารย์กรกต


ตั้งแต่เด็กเรียนใน จ.เพชรบุรี มาตลอด จนไปสอบเข้าคณะจิตรกรรมที่ ม.บูรพา ได้วาดภาพเกี่ยวกับชีวิตคนข้างถนนที่นอนข้างถนนกับหน้า 7-11 รู้สึกหดหู่รันทดใจ พอสัมผัสแล้วทำให้คิดถึงบ้าน และคิดว่าจะต้องใช้ศิลปะเป็นอาชีพให้ได้ และอยากเรียนปริญญาโทจึงบอกแม่กับเตี่ย ซึ่งถ้าสอบไม่ติดก็จะกลับมาทำปลาหมึกกับแม่


พอสอบติดเรียนด้านประยุกต์ศิลป์ คณะมัณฑณศิลป์ ม.ศิลปากร เป็นเด็กทดลองเรียน ได้เรียนกับ

อ.มานิตย์ ภู่อารีย์ อาจารย์บอกว่า ภาพรันทดใจทั้งหลาย คนไม่ค่อยนิยมเอาไปแต่งบ้าน เราต้องเอาภาพความดีงาม เลยทำให้ต้องปรับเปลี่ยนใหม่ จนทำให้หาตัวเองไม่เจอ สุดท้ายมากเจอวิชาศิลปะพื้นบ้าน ที่ทำให้เรามองกลับไปบ้าน เพราะอาจารย์ได้พูดถึง

“ความเป็นสุนทรียศาสตร์ของความเป็นพื้นบ้าน ไม่ว่าจะเป็นพืชพรรณธัญญาหารที่อยู่รอบบ้าน บ้านเรือนอาศัย วัชพืช การทำอาหาร หรือภาษาการพูดคุย แม้กระทั่งทำเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ในความเป็นพื้นบ้านเราสามารถเอาปัจจัย 4 ที่เป็นวัสดุพื้นบ้านที่อยู่รอบตัวมาทำได้หมด เพราะทั้งหมดกลายเป็นหัตถกรรม”

เช่น อย่างพื้นที่บ้านแหลมเป็นชีวิตชาวประมง เราได้เห็นภาพ ช่างสีเรือ ช่างต่อเรือ ช่างผูกอวนประมงพื้นบ้าน ทั้งหมดทำให้เราได้เห็นวิถีชีวิต


พอไปดูโป๊ะทางทะเลก็ได้เห็นการใช้วิธีการจับสัตว์แบบภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใช้เชือกมัด ทำให้เกิดความประทับใจตรงนี้ ซึ่งปกติน้ำเค็มทำให้โลหะเป็นสนิม แต่พอใช้เชือกก็ทำให้อยู่ถาวรได้ แต่เมื่อมีการใช้ไม้ไผ่ทำให้มีความยืดหยุ่นกับลื่นกับลม พอเวลาที่ใช้เชือกมัดไม้ไผ่ก็ลู่ลมไปตามน้ำได้ เพียงแต่ต้องมีวิธีการมัดต่างๆ ที่ทำให้เกิดความแข็งแรงและมีความอ่อนโยนของไม้ไผ่อยู่กลางทะเลได้


ความชัดเจนเกิดขึ้นเน้นการผูกมัดเชือกตามวิถีพื้นบ้าน


อาจารย์กรกต


ทำให้นึกถึงสิ่งที่จะไปส่งอาจารย์ ถ้าเราดีไซน์สิ่งที่อยู่ในว่าวที่เห็นก๋งทำตั้งแต่เด็กจะเป็นแบบไหน อาจารย์บอกว่าไม่ต้องวาดภาพแล้วเพราะภาพที่วาดห่วยมาก เด็กเอนทรานซ์ที่เข้ามาใหม่ปีนี้ยังเก่งกว่าเราที่เรียนปริญญาโทอีก ทำให้เห็นภาพชัดเจนแล้วว่างานเพรนท์ติ้งไม่ต้องทำแล้ว แต่ตอนนั้นยังหาทางออกไม่เจอ แต่งานดีไซน์ที่ใช้วิธีการมัดผูกอาจารย์ให้ความสนใจมาก แล้วมันก็สนุกด้วย


ดังนั้น ทำให้นึกถึงก๋ง หากอ่านตำราการทำว่าวและฝึกการเหลาไม้ไผ่ไปก่อน เพื่อเตรียมตัวไปหาก๋ง เพื่อที่พอไปให้ก๋งแล้วจะได้คุยกันรู้เรื่องไม่ได้ไปหาก๋งแล้วคุยกันไม่รู้เรื่อง พอไปหาก๋งคุยกันตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นก็ยังไม่เลิกคุย เพราะรู้สึกมีความสุขมาก เพราะเป็นการทำงานศิลปะที่เป็นการเชื่อมจุดด้วยการมัดการผูก มันได้ความเป็นงานคราฟท์ โดยเชือกมัดผูกก๋งก็ได้จากอำเภอใกล้ๆ เขาทำเชือกในการอุดรอยรั่วเรือจากช่างตอกหมันเรือ


ทำให้เห็นการใช้ไม้ไผ่ที่ขึ้นตามลุ่มแม่น้ำเพชร เพราะมีดินตะกอนและมีการใช้ไม้ไผ่สีสุกในการประมงมาก พอได้คุยกับก๋งได้เรียนรู้และซึมซับมาก เพราะก๋งจะสอนตลอดเวลา โดยใช้เทคนิคการเชื่อมต่อกันเป็นสายใยที่เชื่อมต่อการมา และใช้การมัดผูกนี่ไปสอนให้ชาวบ้านต่อ ก๋งก็บอกว่า ให้เอาเทคนิคของก๋งไปช่วยชาวบ้านต่อ เพราะเขาจะได้ไม่ต้องไปไหน จะได้ไม่ต้องพาตัวเองไปทำงานในเมือง และเพื่อที่แต่ละคนจะได้อยู่กับครอบครัว


ทำให้เรามุ่งมั่นสัมฤทธิ์ผลและไปขาย เมื่อได้ออเดอร์กลับมาจะได้มาสอนคนในชุมชนเป็นอาชีพทางเลือก เพราะอาชีพประมงอาหารทะเลมันมีรายได้น้อยลงและราคาน้ำมันก็แพงขึ้น เมื่อมีอาชีพทางเลือกก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากเทคนิคที่เรามี อันนี้คือเทคนิคอันแรกที่ไปเรียนปริญญาโทแล้วกลับมาสร้างเป็นอาชีพในชุมชน


แม่ชีศันสนีย์


ความกตัญญูของลูกหลานทำให้ผู้สูงวัยมีความสุข เพราะทำให้มีอะไรคุยกัน อาจารย์กรกตเป็นคนฉลาดที่ทำตัวเหมือนลูกหลานที่จะไปรับมรดกทางศิลปวัฒนธรรม มีการเตรียมตัวอย่างดีและก็ทำตัวน่ารักให้ก๋งชื่นใจ และไม่ได้ทำกับก๋ง แต่ทำอย่างนี้กับสมาชิกทุกคนในครอบครัว เพราะเป็นคนอบอุ่น ซึ่งเมื่อคนอบอุ่นเวลาจะส่งสิ่งที่ดีให้คนอื่น เหมือนเวลาที่จะสร้างคนรุ่นใหม่อาจารย์ก็เป็นคนอบอุ่นและเป๊ะทุกตารางนิ้ว ขณะที่คนรุ่นใหม่ที่จะผูกเรือก็จะได้วิชาชีพที่มันมีคุณค่าทางจิตใจไปด้วย และทำให้งานไหลลื่น ซอฟท์ และไม่ติดขัด เวลามองหลังคาศาลาที่อาจารย์กรกตทำ จากการทำผูกมัดย้อม เวลามีงานที่ไหนก็เลยอยากไปให้กำลังใจ เพราะการรับมรดกทางวัฒนธรรมหรือส่งต่อ มันกำลังสร้างกระแสชีวิตเพื่อให้เขาพึ่งตัวเองได้ และยังส่งต่อเรื่องนี้ให้กับคนอื่นได้อีก


โดยที่โลกเราตอนนี้ยังวนเวียนกับโควิด-19 ที่ทุกคนต้องอยู่บ้าน และทุกคนก็อยากมีความอบอุ่นในบ้าน สิ่งเหล่านี้มาจากคนตัวเล็กตัวน้อยที่ผูกและมัดกันขึ้นมา ซึ่งก็น่าชื่นใจเพราะคนเหล่านี้เป็นคนหนุ่มสาวทั้งสิ้น ถ้าเราบอกว่า

“มีมรดกทางวัฒนธรรมที่จะบอกคนหนุ่มสาวได้รู้สึกภาคภูมิใจในคุณค่าของชุมชนตัวเอง หมู่บ้านที่อาจารย์กำลังส่งต่อเป็นตัวอย่างของการภาคภูมิใจในการส่งต่อมรดกได้ดี โดยไม่ได้ไปร้องขอให้ใครช่วย แต่กำลังพัฒนาศักยภาพของตัวเองที่ไปช่วย ก็เหมือนเป็นการแจกของส่องตะเกียง นั่นคือ การให้ปัญญาด้วย”

การสร้างคุณค่าภูมิปัญญาบ้านเกิดต้องพัฒนาตลอดเวลา


อาจารย์กรกต


วันนี้ก๋งได้มอบมรดกทางวัฒนธรรม มรดกทางด้านทักษะที่ยั่งยืน เพราะเราใช้ตัวนี้ในการสร้างสรรค์ ทำให้เราได้เจาะลึกลงไปนี้งานจำพวก Handicraft แบบงานดั้งเดิม เช่น หัตถกรรมเครื่องครัวต่างๆ ไซไม้ไผ่ เชือก อวนประมงเพื่อนบ้าน แผงดักปลา เปลญวน ว่าว ฯลฯ ทั้งหมดมาจากสิ่งแวดล้อมและวัสดุที่อยู่ใกล้ตัว ซึ่งหลักๆ ใช้ทักษะที่เป็นมรดกซึ่งเราใช้การผูกการมัดในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว มีแค่ไม้ไผ่กับเชือก สิ่งนี้คือมรดกที่สำคัญมากที่ได้ส่งทอดสืบต่อกันมา ซึ่งปัจจุบันคงไม่ได้ใช้ตะกร้ามากนัก เลยคิดว่าใช้ทักษะการมัดการผูกตัวนี้ไปเรียน หรือการขึ้นโครงสร้างต่างๆ ทำให้แตกฉานเรื่องการมัดการผูก และยังนำไปสู่ประเด็นการแต่งบ้านได้อีก


สำหรับของแต่งบ้านจะมีฝาผนัง ฝ้า เพดาน พื้นที่ว่างตรงกลาง เฟอร์นิเจอร์ พื้น หรือโครงสร้างที่ทุกอย่างมาจากการมัดและการผูกจากเส้นใยธรรมชาติทั้งสิ้น เพียงแต่เราใช้มรดกเหล่านี้มาเป็นพื้นฐานในการสร้างสิ่งต่างๆ


โดยสิ่งที่ยึดติดและต้องทำให้ได้คือคำสอนที่ก๋งบอกเสมอว่า “ต้องทำให้ไหลลื่นและนุ่มนวลที่สุด” ซึ่งก๋งจะเป็นคนตรวจสอบงานให้ผมอีกที อย่างงานที่ที่ศาลาธรรมะสวัสดีในสวนกุหลาบที่หุบเขาโพธิสัตว์ ก๋งจะเป็นคนดูการติดการต่อเก็บขอบรายละเอียด เพราะก๋งจะดูความไหลลื่นและนุ่มนวลที่บอกว่าอย่าให้ขาดเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะโดนตีมือ


รางวัลนานาชาติ


อาจารย์กรกต


ได้รางวัลสาขาวัฒนธรรมที่ฮ่องกงมาจากการทำโคมไฟ ซึ่งถือเป็นสิ่งประกวดครั้งแรกและได้รางวัล Design of Asia ที่ฮ่องกงมา งานนี้ใช้เรื่องไม้ไผ่ที่เกิดจากการทำจากกลุ่มบ้านลาดและเขาย้อยใน จ.เพชรบุรี เพราะ 2 ชุมชนนี้เขาทำเรื่องจักรสานอยู่แล้ว แต่มองกว่าการทำกระบุง ตะกร้า กระจาดอันละ 30 บาท เดือนหนึ่งได้แค่ประมาณ 30 เข่ง มีรายได้เฉลี่ยเดือนเดือนละ 900 บาท แต่พอเรามาทำเราให้คุณลุงคุณป้าที่เขาได้เหลาไม้ไผ่อยู่แล้ว หรือได้ใช้วิชาชีพได้ใช้ทักษะวิชาชีพแบบพี่เลี้ยงน้อง ซึ่งหมายถึง เราจะใช้การตัดไม้ไผ่ที่อายุ 3 ปี ออกมาใช้ แล้วปล่อยให้น้องโต เพื่อที่จะได้กลับมาใช้ไม้ไผ่วนได้ ไม่ใช่ไปใช้ทีแบบต้องไปถอนรากถอนโคน


เมื่อเราต้องใช้วัตถุดิบก็จะสั่งวัตถุดิบที่เป็นเส้นๆ ทำให้ชาวบ้านเขาได้ยังชีพในแต่ละเดือนได้ เพราะแค่เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 600-700 บาท คงไม่พอกับการใช้ชีวิตประจำวัน เพียงแต่เรานำวัตถุดิบจากพวกเขามาเพิ่มมูลค่า ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนเพิ่มขึ้นได้ อย่างน้อยได้เดือนละ 8,000-12,000 บาท

“ที่สำคัญการเหลาไม้ไผ่ทำให้พวกเขายังสามารถใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนได้ ใช้ Know-howในการเลือกและใช้ไม่ไผ่ได้เหมือนเดิม แถมการเหลาที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว โดยเหลาแต่ผิว ซึ่งการใช้เครื่องเหลาไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งหมด และนี่คือภูมิปัญญาที่คลาสสิกและมีการส่งต่อมาจริงๆ”

การรักษาและต่อยอดภูมิปัญญามรดกวัฒนธรรม


อาจารย์กรกต


ลักษณะการใช้ไม้ไผ่มีความสอดคล้องกับสิ่งที่ก๋งสอนพอดีว่า เราควรใช้ไม้ไผ่ 3 ปี เนื่องจากอายุไม้ไผ่ระยะนี้จะมีความยืดหยุ่นสูง มีสปริงและแรงดีดได้ดี เช่น การออกแบบอาคารโค้งแบบคันธนูให้ที่หุบเขาโพธิสัตว์ เพื่อใช้เป็นลานเอนกประสงค์ ตั้งแต่การสวดมนต์ประจำวัน การรับแขก และเป็นพื้นที่จุดหมายที่คนมาใช้บริเวณนี้จำนวนมาก การออกแบบต้องทำให้เป็นอาคารโค้งกว้างคันธนูให้เกิดแรงดีดเพื่อให้เกิดแรงรับที่เหมาะสม ต้องมีความโค้ง มีความนุ่มนวลและไหลลื่นผสมผสานไปด้วย พร้อมทั้งอากาศต้องสามารถถ่ายเทได้ดี เย็นสบายมีลมมา มีใบไม้อยู่ด้านข้าง และฝนต้องไม่สาด


การป้องกันฝนสาดได้ใช้เทคนิคของช่างต่อเรือประมงพื้นบ้าน คือช่างเนินที่ใช้การดัดแปลงตอนทำท้องเรือของการต่อเรือประมง เนื่องจากการต่อเรือประมงในบ้านแหลมเขาไม่ให้ต่อแล้ว จึงไม่มีงานทำ เลยบอกมาช่วยกันทำหลังคาให้นุ่มนวล โดยช่างก็ขอเรียนรู้ด้วย เพราะเคยทำแต่วัสดุที่ทำจากไม้มา ไม่เคยทำแบบเหล็กหรือใช้ไม้ไผ่ จึงลองฝึกฝนดู และก็ทำให้เกิดหลังคาที่มีลักษณะเป็นท้องเรือคว่ำได้ เพราะปกติท้องเรือไม่ได้ทำเส้นศูนย์ แต่เขาทำจากเส้นที่วัดระดับการโต้คลื่น ส่วนการลื่นไหลคือการทำให้น้ำไม่รั่ว นั่นคือสิ่งที่พิเศษสำหรับเขาเลย


ขณะที่ช่างถัก คือหมออวน ช่างอร่ามช่างแหลมที่มาสอนแม่ชีถักเชือกใต้หลังคาเงื่อนยายจูงหลาน ซึ่งก็จะมีความน่ารักในชื่อแบบไทย หรือการต่อเชือกก็จะมีชื่อทั้งหมดที่ทำให้ไหลลื่น หลังคานี้พอถึงเวลากลางคืนหรือโพล้เพล้ เมื่อเปิดไฟจะเห็นวัสดุสีทองจากไม้ไผ่แท้ๆ ทำให้ได้เห็นศาลาสีทองที่ดูเป็นธรรมชาติแบบที่เราไม่ต้องไปทำอะไรทั้งสิ้น และนี่คือการใช้ลักษณะของภูมิปัญญาท้องถิ่นจริงๆ

การมัด ผูก เชือก และเงื่อน ก็ได้ผู้เฒ่าผู้แก่มาช่วยสอน ยังได้คนรุ่นใหม่มาช่วยปีนป่าย มารองรับวิชาใหม่ๆ เพื่อสืบทอดและต่อยอดวิชาการมัดการผูกเหล่านี้ต่อไป ทำให้เกิดการสร้างงานในชุมชนและทำให้มีรายได้ไปเลี้ยงครอบครัวของเขาให้มีความสมบูรณ์


แม่ชีศันสนีย์


อาจารย์กรกตพูดให้เห็นเป็นภาพ แต่สิ่งหนึ่งการใช้ช่างเนินหรือเด็กวัยรุ่นมาช่วยกันทำงาน เขาก็มีความสุขของเขาเลย มีเพลง มีการพูดคุย และชอบเงื่อนยายจูงหลาน เพราะได้นำเด็กปกาเกอะญอ มาเรียนรู้การแช่ไม้ไผ่ การเจาะไผ่ เพราะเราถือว่าทำงานเป็นทีมเดียวกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน เรามีมรดกทางวัฒนธรรมเดียวกัน อาจารยฺช์มีงานเยอะ เรารออาจารย์ช่วยทำงานให้ แต่เรายินดีที่จะรอ และบอกกับเด็กๆ ปกาเกอะญอที่พ่อแม่ได้สร้างศาลาไว้ให้หลังหนึ่ง แต่เดี๋ยวยายจะมีศิลปินที่ได้รางวัลระดับโลกมาสร้างให้อีกหลัง แล้วเดี๋ยวเรามาแลกเปลี่ยนกัน


พอช่างขึ้นโครงแล้ว พวกเราก็มีหน้าที่ในการเจาะไม้ไผ่แช่น้ำ รอเวลา คนที่เจาะเก่งมากที่สุด คือ เด็กๆ ปกาเกอะญอ ที่อื่นไม่รู้ว่าศาลาหนึ่งใช้เวลากี่สัปดาห์ แต่ของเรา 2 วันเสร็จจนอาจารย์ใจอ่อน ตอนนี้ใครเห็นก็ชมว่าสวยงามมาก และได้ใช้งานหลายงาน ตั้งแต่ทำวัตรสวดมนต์ บวช และเป็นที่โชว์ผลิตภัณฑ์ของหุบเขา ทำ Workshop และเต้นระบำของเด็กๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้ส่งต่อเพียงเรื่องเงิน แต่มันคือมรดกทางวัฒนธรรมการดำรงชีพ การกลับไปเคารพตัวเอง และทำให้คนกลับไปที่ชุมชนเอง มันคือการแสดงวิธีการคิดของคนที่เป็นเหมือนเป็นผู้ให้มรดกไว้ แล้วอาจารย์เป็นคนที่จับได้ถูกและเก่ง ค่าแรงเรื่องหนึ่ง แต่มันมีมิตรภาพและความสุข การใช้ชีวิตร่วมกัน การยกย่องและเคารพความต่าง และทำให้ได้เห็นคนมองหลังคา เห็นความไหลลื่นและความนุ่มนวล และตอนนี้อาจารย์กำลังทำศาลาอีกหลังเป็น Universal ที่เป็น Chef's Table ที่เป็นเรื่องของอาหารการกิน


การพบเจอกันครั้งแรกก็ประทับใจ


แม่ชีศันสนีย์


อาจารย์อาจจะไม่รู้ตัว เจอครั้งแรกที่งานนิทรรศการเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ และอาจารย์เห็นคุณยายไปดูงานโคมไฟ แล้วถวายโคมไฟมาอันหนึ่ง คุณยายรู้แบบห่างๆ ว่าอาจารย์คนนี้ทำงานสวยงามเพราะชอบในงานศิลปะหัตถกรรมอยู่แล้ว เวลาจัดเสถียรธรรมสถานก็จะนึกถึงรากของเรา และโคมไฟที่อาจารย์ได้ถวายมายังอยู่มาเป็น 10 ปี แต่ก็ยังไม่มีโอกาสเคยได้มีเวลาพูดคุยจริงจัง


จนวันหนึ่งที่คุณยายต้องทำมหาสมุทรแห่งปัญญา อาจารย์สมชาย จงแสง นำศิลปินหนุ่มสาวมาแนะนำ หนึ่งในนั้นคืออาจารย์อลงกต พอเรานั่งดูความตั้งใจศิลปินแต่ละท่าน ทุกคนมีฐานความคิดที่ลุ่มลึกมาก และอาจารย์กรกตจะโดดเด่นเรื่องการทำไม้ไผ่มาก ไปดูงานที่บ้านอาจารย์ และที่อื่นๆ และก็หวังใจลึกๆ น่าจะมีที่แสดงศิลปวัฒนธรรมได้ที่เพชรบุรีได้ คือที่หุบเขาโพธิสัตว์ เลยบอกกับอาจารย์ว่าให้ใช้ที่หุบเขาเลย อะไรก็ได้ที่จะส่งต่อภูมิรู้ของวัฒนธรรมของชุมชน หรือเป็น Community Learning และถือเป็นการให้เกียรติในศิลปะร่วมสมัยที่โดนเด่นของเพชรบุรี จากนั้นเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ที่ไม่ใช่แค่เพียงคนรู้จักเท่านั้น


อาจารย์กรกต


ครั้งแรกจำตอนที่เจอคุณยายจ๋ายอมรับผมจำไม่ได้เลย


ธรรมะที่ได้จากการทำงานไม้ไผ่


อาจารย์กรกต

“ไม้ไผ่สอนเราเหมือนได้ปฏิบัติอยู่เสมอ เพราะเหมือนได้ขยับ ได้ปฏิบัติเป็นนิจ ซึ่งเราพยายามตั้งสติและสำคัญที่สุดคือการใช้สมาธิ รวมถึงพยายามกลั่นกรองเรื่องที่หัวใจสำคัญเป็นประโยชน์ที่สุด และพยายามประพฤติตนให้อยู่ในระเบียบวินัย ขยันหมั่นเพียรและเรียนรู้จากการปฏิบัติให้มากที่สุด”

คำว่า “การปฏิบัติ” คือการทำศิลปะสร้างสรรค์ สอนคน ใช้แนวทางเหล่านี้ พยายามสอนทีมงานให้มีเรื่องการตื่นรู้ ไม่ไปยุ่งกับเรื่องที่ไม่มีสาระ พยายามทันกับทุกเหตุการณ์ และทำให้ลักษณะของงานมุ่งไป อะไรที่เป็นเรื่องไม่เกี่ยวก็สกัดเรื่องและบอกว่าไม่ไปยุ่งกับสิ่งที่ไม่ใช่ เพราะเขาจะได้ตั้งตัวถูก เช่น ไม่ต้องไปยุ่งกับการแต่งรถ ยาเสพติด และมุ่งหน้าทำ พอถึงเวลามีของเราก็ตั้งตัวของเราได้ เอาเรื่องการเป็นคนก็เรื่องของการปฏิบัติอยู่เสมอ


แม่ชีศันสนีย์

“อาจดูเรียบง่าย แต่วินัยจะทำให้งอกงาม การที่เรียบง่ายแต่ไม่งอกงามเพราะมันขาดวินัย”

อันนี้จับประเด็นได้ สอนให้คนมีวินัย รู้อะไรอโคจรก็อย่าไปเสียเวลา วินัยสร้างความเข้มแข็งให้เราตื่นรู้มีจิตสุข มันปราโมทย์วลาที่ทำงาน กายอยู่กับกิจ จิตอยู่กับงาน แต่สิ่งหนึ่งคือเห็นเลยว่าอาจารย์จะเหนื่อยมาก เพราะงานออกมาสวยมาก เป็นการทำงานด้วยจิต ความมุ่งมั่น ขยันอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง ใจกว้างและมีมิตรภาพ พอถึงเวลาให้มันจะเร็ว และคนรับก็รับต่อเพื่อให้ต่อ ก็ทำให้เกิดความรวดเร็ว ซึ่งอันนี้เชื่อว่าจิตที่ฝึกมาดีจะเร็วกว่าเทคโนโลยีอีก


ช่วงที่หนีโควิดฯ มาที่หุบเขาฯ คนส่งอาหารคืออาจารย์กรกต เหมาฝรั่งซื้อจากชาวบ้านมาถวายเพราะชาวบ้านขายไม่ได้ติดโควิดฯ ทำให้เห็นว่าชาวบ้านเขาอยู่แบบพึ่งพิงอิงอาศัยจริง อยู่แบบตัวใครตัวมันไม่ได้ คุณยายได้เรียนรู้ที่เพชรบุรีเพราะอาจารย์กรกตสอนไว้เยอะมาก


อะไรคือเหตุที่ทำให้ประสบความสำเร็จเวทีนานาชาติหรือเวลาต่างชาติมองงานอาจารย์


อาจารย์กรกต


เราเข้าใจในวัสดุ มีทักษะโดยเรียนจากการปฏิบัติจนมีความชำนาญของเราเอง และมีประสบการณ์ในการมัดผูก มีคำหนึ่ง ที่อาจารย์สอนไว้คือ

“ต้องลืมความรู้จักและใช้ความรู้สึก เมื่อเราเรียนรู้การรู้จักเทคนิคทุกอย่างแล้ว ก็ควรลืมการรู้จักไปให้หมด เพื่อที่จะได้ใช้ความรู้สึกในการสร้างสรรค์อย่างเต็มที่”

สิ่งที่ทำให้เปลี่ยนแปลงขึ้นมากคือ การที่เราได้เปลี่ยนแปลงไม้ไผ่ขึ้นมาเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเขาไม่นึกว่าไม้ไผ่จะเป็นแบบนี้ได้ แต่ความจริงมันคือ หัตถกรรม การใช้คนและการใช้ทักษะที่เรามีอยู่แล้ว

“ประเด็นคือไทยมีความโดดเด่นในเรื่องหัตถกรรม มีทักษะ มีวัสดุ และมีช่าง ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้อยู่ในชุมชน และทั้งหมดนี้ได้มาทำงานกับดีไซน์เนอร์ ซึ่งดีไซเนอร์มีความเป็นเทรนด์และความเป็นร่วมสมัย และมีเรื่องการใช้งานปรับปรุงสัดส่วนต่างๆ ให้อยู่กับคนปัจจุบันที่สามารถใช้งานในปัจจุบันให้ได้ รวมถึงสามารถตกแต่งให้วิจิตร ให้ลืมไปว่าหัตถกรรมไม่ได้เป็นแค่กระบุง กระจาด ฝาผนัง ฝ้าเพดาน เฟอร์นิเจอร์”

ไม้ไผ่สามารถเป็นวัสดุพิเศษ ที่ช่วยให้เราอยากให้ทำเป็นอะไรก็ได้ โดยสามารถใช้ความสร้างสรรค์ส่งไปขายอีกที่หนึ่งได้ที่เขาเห็นคุณค่าเรา และยิ่งคนต่างประเทศเขาได้อ่านได้เรียนรู้ประวัติการทำงานแต่ละชิ้นว่ามีเรื่องราวของก๋ง มีเรื่องราวของชุมชน เขายิ่งเกิดความประทับใจ แบบนี้เป็นการกระทำที่หลายคนทำไม่ได้ เพราะเมื่อเขาเมื่อใช้งานนี้แล้วสามารถพูดกับใครต่อใครได้ว่า ใช้แล้วเป็นอย่างไร เหมือนบอกได้ว่าคนนี้เป็นคนอย่างไร ทั้งหมดมันเป็นเรื่องของมิตรภาพ


ธุรกิจจริงอยู่เป็นเรื่องของสภาพคล่อง แต่พอขายของทุกคนก็มักชวนไปกินข้าวที่บ้าน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเป็นอะไรที่มากกว่าการค้าขายแล้ว และขณะเดียวกันก็ทำให้เราได้ดูวัฒนธรรมเขา ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราสามารถนำมาปรับเทคนิครูปทรงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเราได้ เหมือนเราไปดูในบ้านเขาว่าใช้รูปทรงและสัดส่วนแบบไหนบ้าง เพื่อที่จะได้นำมาปรับการออกแบบและการใช้งานให้สอดรับกับงานบ้านเขาได้ และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้เรารอด เท่ากับการที่เราไปต่างประเทศทำให้เราได้สามารถนำมาปรับปรุงได้อยู่เสมอ

“ความสำเร็จเวทีนานาชาติไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว ทุกวันนี้ความสำเร็จอยู่ตั้งแต่ที่ผมใช้วัสดุและทักษะต่างๆ ที่ก๋งสอนไว้ก็ภูมิใจที่สุดแล้ว ส่วนเรื่องอื่นเป็นเหมือนโบนัสที่ได้เพิ่มขึ้นมาและได้ทำแต่สิ่งที่มันจะสอดรับคือ เอาเชือกเอาเงื่อนที่ก๋งสอนไปสอนคนในชุมชน เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องไปไหน ทำแค่นี้ก็ถือว่าสัมฤทธิ์ผลมากแล้ว”

แม่ชีศันสนีย์


ยิ่งถ้ารู้ว่างานแต่ละชิ้นที่ขายเป็นการทำของคนในชุมชนที่รู้จักใช้สิ่งนี้ให้เกิดประโยชน์และเกิดความเกื้อกูลต่อๆ กัน สื่อที่สำคัญที่สุดคือการชื่นชมยินดีและการมีมุทิตาจิตกันและกัน เราไม่ได้ซื้อของจากโรงงานอุตสาหกรรม แต่เรากำลังซื้อจิตวิญญาณและมรดกวัฒนธรรมที่มีการส่งต่อเป็นรุ่นต่อรุ่น อันนี้คือความงดงามและไม่มีที่สุดด้วย


การทำงานกับชุมชน


อาจารย์กรกต


ขอยกตัวอย่างหนึ่งที่ได้มีโอกาสเข้าไปช่วยสร้างแนวคิด เมื่อปี 2562 เราได้ทำงานร่วมกับ อบต.วังขุนไทร อ.บ้านแหลม ที่เห็นว่าการขายอาหารซบเซาลงแล้ว แล้วก็อยากให้เอางานศิลปะเข้าไปมีส่วนร่วมการจัดเทศกาลขายอาหารของชุมชน เขาให้งบมาส่วนหนึ่งแม้ไม่ได้มาก ซึ่งเราก็ทำงานกับชุมชนอยู่แล้ว แต่ตรงนี้เป็นแบบงานของชุมชนที่ค่อนข้างใหญ่


จากนั้นเริ่มสำรวจดูพื้นที่ พบว่า บ้านแหลมที่ภูมิศาสตร์เป็นดินเลนและป่าชายเลน ทำให้ตรงนี้เป็นแหล่งกำเนิดหอย และเปลือกหอยที่ปากทะเลจะมีจำนวนมาก เพราะคลื่นจะซัดออกมา เลยให้ชาวบ้านไปช่วยกันเก็บเปลือกหอยให้ แล้วมาร้อยหอย โดยให้งบกับปกาเกอะญอมาช่วยร้อยหอยได้มา 40,000 เส้น

ตอนนั้นจินตนาการออกเป็น โปะหอยอยู่กลางนาเกลือเพราะบ้านแหลมมีนาเกลือมาก เพราะพอเปลือกปอยพอสาดแสงไปจะเป็นคริสตัลที่ส่องแสงประกายออกมา สีชมพูอ่อนเรืองแสงคนถ่ายภาพเซลฟี่จะรู้สึกว่าเราอยู่ท่ามกลางทะเล มีแสงระยิบระยับ และก็ทำให้คนเข้าไปจับจ่ายใช้สอยซื้ออาหารทะเลและทำให้รายได้ชุมชนมีมากขึ้น พวกเขาดีใจเพราะทำให้ขายพวกพวกหอยเสียบ หอยแครง หองเมลงภู่ที่ตากแห้งได้มาก ชาวบ้านสามารถแปรรูปอาหารทะเลเป็นอาหารแห้งและกลายเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยทั้งหมดเป็นการใช้เกลือสมุทรในการแปรรูปอาหาร และได้แช่ไม้ไผ่ในเกลือเพราะจะทำให้แป้งและน้ำตาลในไม้ไผ่บูด ทำให้ไม่มีมอดและเชื้อรามากิน ตรงนี้เป็นภูมิปัญญาพื้นฐาน แล้วเราก็ใช้เรื่องการมัดการผูก ให้คนที่มาช่วยกันนำยุ้งเกลือมาทำเป็นซุ้มประตู


ตอนนั้นคุณยายก็ไปให้กำลังใจ เพราะเราต่างทำด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่อชุมชนและต้องทำให้เขาภูมิใจ ปีก่อนขายได้ 4,000-5,000 บาทต่อคืน พอจัดงานนี้เขาสามารถมีรายได้เป็นหลักหมื่น เพราะสามารถทำให้คนมาเที่ยวชมมากกว่างานจัดไฟ คนมาถ่ายเซลฟี่ลงโซเชียลมีเดียมากเพราะทำให้ดูหน้าสว่าง ทำให้เทคโนโลยีก็มาช่วยในการขายอาหารพื้นบ้านได้


จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดให้ไปทำทางขึ้นเขาวังพระนครคีรี โดยให้ชาวบ้านไปทำนั่งร้านเก็บชมพู่และมะนาว โดยใช้ยางยืดมาผูกกับไม้ไผ่ ชาวบ้านดีใจและภูมิใจมากเพราะจากการทำยุ้งเกลือได้ไปทำงานให้กับระดับจังหวัดทำทางขึ้นเขาวัง แบบการมัดการผูกแล้วมีการสาดแสงสีส้มเข้าไป ทำให้งานพระนครคีรีมีความคึกครื้นขึ้น จากนั้นก็มีเรื่องให้ชาวบ้านช่วยกันทำงานต่อเนื่อง โดยทำทางแพจากไม้ไผ่ที่บ้านแถวป่าชายเลน โดยที่ไม่ต้องตัดต้นไม้เลย ทำเพียงแค่ริดกิ่งต้นไม้เท่านั้น แพไม้ไผ่เหมือนโปะเลยเพราะไม้ไผ่หายใจได้ ที่ฤดูร้อนก็จะหดตัว ฤดูฝนก็จะมีการพองขึ้นมา ลู่ลม พอใช้ยางยืดในการยืดหยุ่นด้วยการมัดผูกก็ทำให้ไม้ไผ่แข็งแรง


หรืองานที่ทำที่ร้านข้าวใหม่ปลามันก็เป็นตนแบบของศาลาธรรมะสวัสดี และเป็นงานที่ทำให้ต่องานมากขึ้น ทำให้มีโอกาสช่วยชาวบ้านมีรายได้ต่อเนื่อง สิ่งนี้เชื่อมโยงกับชุมชนได้ว่า คือ มีอาหารทะเลที่บริสุทธิ์ผุดผ่องไม่มีเรื่องการใช้สารเคมี โดยใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน และเราต้องเอาภูมิปัญญา การทำอาหารมาต้อนรับ และทำอาหารอย่างดีให้เขา เพื่อเขาจะได้มาจับจ่ายและสร้างรายได้ให้ครอบครัวของเรา วิธีการขับเรือพาไปป่าชายเลน เพื่อสร้างลักษณะการรับรู้ชุมชนว่าเขาจะรับรู้แบบไหน คนมาเยือนอาจนั่งรถมาจากกรุงเทพ มาถึงนั่งเรือ 10 นาทีแล้วไปนั่งทานอาหารแล้วไปนั่งสูดอากาศหายใจป่าชายเลนที่มีมากว่า 30 ปี มีอากาศที่ดีมีอาหาร ดำกุ้งแม่น้ำต้อนรับแขกที่มาในชุมชน เราไม่ต้องพร้อมก็ได้ เอาแค่ที่เรามีนี่แหละ แต่ทำอย่างไรที่ทำให้ผู้มาได้รับความประทับใจกลับไป คิดแบบง่ายๆ นี่แหละที่ทำให้เขาเกิดความสุขและมีรายได้กลับมาให้ชุมชน และคนก็ไม่ต้องออกไปไหน เราแค่สร้างให้เขาภูมิใจในสิ่งที่เขามี และทำให้ชุมชน


งานจากชุมชนยังสอนธรรม


แม่ชีศันสนีย์


เปลือกหอยที่อาจารย์ให้มามีอยู่ทั้งที่เสถียรธรรมสถานทั้ง 1 และ 2 โดยสิ่งที่มันน่ารักมากคือใช้เป็นที่สอนธรรม อย่างเวลาจะทำรายการสดตอนเช้า เวลาเดินผ่าน ยายก็จะสอนว่าให้สังเกตธรรมชาติ มันมีอารมณ์มากระทบเราตลอดเวลา อยู่ที่เราจะรู้ทันอารมณ์เราหรือเปล่า ถ้าเรารู้ทันอารมณ์ เราก็จะแกะตรงนี้ได้ง่ายและผ่านไปได้ง่าย หรือถ้าเรากลัวหรือแก้ไม่ถูก มันก็ยิ่งร้อยรัด ซีนตรงนี้คนชอบมาก เพราะเราก็ใช้สิ่งที่มีอยู่ในการสอนธรรม และทำให้คนอีกจำนวนมากได้ไอเดีย และมีคนเอาไปทำบ้าง เหมือนเส้นทางที่ปรากฏขึ้นของอารมณ์ที่ถูกกระทบทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ แต่การฝึกสติของเราจะรู้ทันไหว ใจเราตื่นเราไม่ร้อนรัดมัดตึงทำให้ดึงกันไปมา


สิ่งที่อาจารย์ทำถ้าเอาธรรมะเข้าไปสอนตรงกับจริตคนรุ่นใหม่ที่เขาต้องการเห็นมันงดงามในเบื้องต้น งดงามท่ามกลางที่สุด เป็นมรดกที่เราจะใช้สิ่งนั้นๆ เป็นของฉันหรือมันทำลายความเป็นอหังการขอความไม่มีฉัน ก็พยายามใช้หุบเขาฯ ส่งต่อมรดกเหล่านี้


อาจารย์กรกต


เพราะหอยไม่มีมือไม่ตีนเขายังดิ้นรนที่จะทำให้ขาสมบูรณ์ในชีวิตของตัวเองได้ หอยสอนให้เรารู้จักอดทน มุ่งมั่นที่จะเดินไปต่อ


การออกแบบบ้านถ้ำที่หุบเขาฯ มีศิลปินร่วมงานหลายท่าน


แม่ชีศันสนีย์


มีศิลปินทั้งหมด 15 ท่าน สร้างทั้งหมด 21 หลัง มีคนหลากหลายรวมถึงคนรุ่นใหม่ ที่ทุกคนจะร่วมมาอธิษฐานจิต จิตคือบ้าน แต่มีลักษณะเป็นถ้ำที่อาจอยู่ได้เป็นพันปี เพราะถูกหล่อมาด้วยมาตรฐานของการใช้ขนาดที่มนุษย์จะสอดตัวเข้าไปเพื่อการภาวนา ”อิสรชน” เพื่อปลดล็อกโซ่ตรวนทางใจ คือ ตัณหา ราคะ โทสะ โมหะ โดยให้ศิลปินกลุ่มนี้ได้ใช้ทัศนคติเชิงลึกที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายแต่ใช่เลย เพราะหุบเขาเป็นมรดกโลกที่อยู่ติดกับมรดกโลกเพียง 4 กม. ให้ไว้กับโลก ตั้งใจทำให้เกิดความเรียบงายแต่มีเสน่ห์ของความเป็นอยู่ เวลาร้อนก็ร้อนมาก เย็นก็เย็นมาก ฉะนั้นสีสันของดอกไม้ในหุบเขามันร่าเริงมาก คนจะเริ่มมากขึ้นและอาจเห็นคนเป็นโรคซึมเศร้าและหมดอาลัยตายอยากมากขึ้น เลยคิดว่า เราชวนทำศิลปะสักอย่างที่ทำให้คนพ้นทุกข์ เพราะศิลปะจะต้องรับใช้ชีวิตโดยเฉพาะชีวิตของคนที่กำลังทุกข์

“ถ้าศิลปะรับใช้ชีวิตให้คนพ้นทุกข์ได้ จะถือเป็นศิลปะชั้นยอดเลย”

เชื่อว่าช่วงปีใหม่หลายคนต้องการปลดล็อกตัวเอง หรืออยากเดินทางด้านใน เราจะเป็น wellness มีการอาบป่า อาบใจ อาบธรรม ที่อยู่อาศัยที่จะทำให้เราสอดตัวเข้าไป อาศัยอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขา และมีการเดินทางความสนุกสนานทางปัญญา ในเดือนต.ค.นี้ มั่นใจว่าองค์พระอริยธาราจะเสร็จ ตรงนี้จะเป็นการแสดงแนวคิดอ้อมกอดถ้ำที่พักเล็กๆ และวันที่ 31 ต.ค. มีคอร์สย่อยให้กัยเด็กปกาเกอะญอมาทำ Chef's Table


การสร้างแรงบันดาลใจจากภูมิปัญญาบ้านเกิดเป็นมรดกวัฒนธรรม


อาจารย์กรกต

“ให้เกิดความมั่นใจ บ้านเรามีความเป็นวัฒนธรรมที่หลากหลายในของแต่ละภาค มีวัสดุพื้นบ้าน วัชพืช อาหารการกินของตามแต่ละเขตอยู่แล้ว ที่ทำให้ลักษณะของรสชาติสีสัน เครื่องนุ่งห่ม ดนตรีและภาษามีความสอดคล้องซึ่งกันและกัน ตรงนี้จะกลายเป็นเอกลักษณ์ที่จะขายตัวเองได้ และยังให้ความภูมิใจที่เราได้อยู่ในแหล่งนั้น เราสามารถสร้างเอกลักษณ์จากสิ่งที่เราเป็นได้เกิดขึ้น”

อย่างผมเกิดทะเลก็นำเรื่องการมัด การผูก การปลูกแบบชาวบ้านมาเป็นการทำงานสร้างสรรค์ ไม่รู้จะพูดให้เขาอย่างไร แต่เหมือนวิถีชีวิตเราก็มีสภาพแวดล้อมเหล่านั้นเป็นปกติ แต่ใจเราเป็นเรื่องของความสุขของการให้ ความเร่งรีบ เครียด การเสียสละในการเดินทางต่างๆ มันเกิดขึ้นทุกวัน เพียงแต่ว่าเรามีสมาธิกับการปฏิบัติ และการปฏิบัติเหล่านั้นมันสร้างให้เราควบคุมสติในการปฏิบัติที่ทำให้ประคองตนไม่ให้เบียดเบียนคนอื่นเขา และตรงนี้จะเป็นกำลังใจสำคัญเลย


บางทีคนรอบข้างก็เครียดไปด้วย แต่เราจะต้องเป็นนักฟังที่ดีให้เขาพูดหรือได้ระบาย ได้แสดงอารมณ์ที่เต็มที่ออกมา สักพักเขาจะเบาจะสบาย ค่อยๆ พูดให้และเป็นกำลังใจ บางคนขายไม่ได้ ไม่มีงานทำ หรือลูกทีมบางคนอยู่ไกล เราก็มีเพียงมีปลาทูย่างที่วันนี้เอาไปฝาก บางทีเขาไม่นึกว่าเราไปทำไรกับเขา แต่สิ่งนี้มันคือเรื่องของกำลังใจ หรือบางครั้งที่เราเดินทางไป ผมผ่านมาแวะมาหา เอาอะไรไปให้ เป็นเรื่องของธรรมชาติ ผมเป็นคนบ้านนอกซื่อๆ แบบผมไป เอาสิ่งที่เรามีไปให้กับเขา ปลาทู ปลาหางแข็ง ซึ่งไม่ได้แพงอะไรมาก แล้วย่างกับกากมะพร้าวและรมควันมะเขือเผา กินคู่กันรู้สึกชื่นฉ่ำหัวใจ คิดถึงเลยมาหา เหล่านี้เป็นกำลังใจเล็กน้อยที่เรานึกถึงเป็นการเชื่อมหัวใจ แม้อาจจะส่งสวัสดีตอนเช้า แต่การได้ไปถึงตัวจะได้สัมผัสทุกอย่างที่เป็นเรื่องของกำลังใจ ส่งต่อแรงบันดาลใจที่เรามีส่งต่อไปให้เขา การให้กำลังใจก็เป็นสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจและทำให้เกิดการพูดคุยเกิดในบรรยากาศที่ดีขึ้น การเสียสละตัวเองนิดหน่อยแบบนี้ก็ไมได้เดือดร้อนอะไรเลย สบายๆ มาก


แม่ชีศันสนีย์


สุขง่ายและใช้น้อยจริง ช่วงที่อาจารย์มาเยี่ยมพวกเราไม่เคยมีครั้งไหนไม่มีของติดมือ เรื่องเล็กๆ เหล่านี้ มันคือการส่งต่อวัฒนธรรมการให้ สังคมไทยไม่ได้เป็นวัฒนธรรมการเอา โบราณแกงอะไรกินกันได้ทั้งตำบาล เราสุขง่ายๆ เมื่อเรามีสุขเมื่อสร้างและสุขเมื่อให้ นี่เป็นวัฒนธรรมของเรา ใครกำลังลำบาก หดหู่ใจ เราไปไหนไม่ถูก ลองเอาวิธีการคิดของอาจารย์ลองมาทำเลย

“แม้เราจะต้องตายจากกัน แต่การส่งต่อความสุขที่เรามีให้กันและกันมันเป็นมรดกกรรมที่จะทำให้เกิดการกระทำที่ดีในโลกใบนี้ หรือเรียกว่ามรดกกรรมที่เป็นมรดกธรรมที่จะทำให้คนส่งต่อความสุขรุ่นต่อรุ่นได้”

อาจาย์กรกต มัดผูกน้ำใจเล็กๆ สำคัญ เราต้องไม่ลืมว่าว่าโลกเราสวยด้วยน้ำใจ วัฒนธรรมเหล่านี้ จะนำไปสู่ความเป็นอิสรชน เป็นวัฒนธรรมที่ไปสู่อารยธรรมได้เลย ไม่คิดอะไรใหญ่โต แค่เปลี่ยนพฤติกรรมของเรา การตระหนักถึงการแบ่งปัน เพราะเราจะมีความสุขที่ใหญ่


เช่น เหมือนที่ท่านพระพุทธทาสสอนเราถ้าเรามีดอกกุหลาบใหญ่ดอกหนึ่งจะทำอย่างไรให้กุหลาบนี้บานนานมากที่สุด เราก็ต้องหาที่อะไรหล่อเลี้ยงให้กุหลาบดอกนี้บานได้นานที่สุด แต่ท่านพุทธทาสตอบว่า ก็ถูกแต่ไม่ใช่ทั้งหมด แต่เราควรให้กุหลาบดอกนี้ให้คนอื่นไปเลย และมันจะไปเหี่ยวที่ตรงไหนก็ได้ เพราะมันจะยังสดภายในใจของคุณ ตัดให้คนอื่นไปเลย ไม่ต้องมีกุหลาบของฉัน และก็ส่งต่อกุหลาบดอกนี้ไปให้ใครก็ได้ แล้วเวลาที่เรานึกถึงกุหลาบที่เราให้คน ดอกกุหลาบของเราจะบานอยู่ในใจของเราเอง และวันนี้อาจารย์กรกตก็มาช่วยแสดงธรรมให้เห็นแบบรูปธรรม




ดู 146 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด