การดำเนินธุรกิจใหม่อย่างยั่งยืนของ PTT Group ตามกลยุทธ์ New S-curve : Life Science



รายการ CEO TALK พลิกวิกฤต EP45

แขกรับเชิญ - ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานกรรมการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ดำเนินรายการโดย- คุณเพ็ญศรี สุธีรศานต์ เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และคุณภูมิพัฒน์ สินาเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน)


จากประสบการ์ทำงานในบริษัท ปตท. มากว่า 35 ปี ได้ผ่านมาการทำทดลองและประสบการณ์มากมายมาย จนปัจจุบันนอกจากจะได้เป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย แล้วยังมีได้รับให้มาเป็นหัวเรือใหญ่ในการดูแลธุรกิจน้องใหม่ที่มีเป้าหมายว่าจะกลายมาเป็น New S-curve ที่มาช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทย ที่เน้นไปทางด้าน วิทยาศาสตร์ Life Sciences ทำมาปตท.มา 35 ปี


ธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย

ประกอบด้วยโรงกลั่นน้ำมันบริษัทลูกกลุ่มปิโตรเคมี คือ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC กลุ่มการค้าสากลคือ ปตท.เทรดดิ้ง กลุ่มค้าปลีก บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ที่เดิมจำหน่าย ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันอากาศยาน แต่เริ่มมาขายกาแฟ และมีร้านสะดวกซื้อ จากธุรกิจ Oil เป็น Oil & Retail และไปจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ที่มีผู้ถือหุ้นสูงสุดกว่า 5 แสนราย


ประโยชน์ของการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์

ถือว่ามีส่วนช่วยมากเพราะไม่ได้เป็นเพียงแค่บริษัทมหาชน แต่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ต้องดูแลจำนวนผู้ถือหุ้นจำนวนมาก จากเดิมเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีผู้ดูแลเป็นกลุ่มหนึ่ง กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน แต่เป็นสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่มีทั้งนักลงทุน มีการคุ้มครองนักลงทุนสถาบัน ซึ่งทำให้ต้องมีการปรับตัวหลายอย่าง ต้องทำธุรกิจคำนึงถึงผู้ถือหุ้นทำให้บริษัทอยู่นิ่งไม่ได้ต้องมีการเติบโต อีกทั้งต้องตอบแทนให้กับสังคมด้วย

แรกๆ เป็นต้องมีความกดดันขึ้น แต่วัฒนธรรมของ ปตท. เดิมต้องมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพียงแต่สิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติมคือต้องมีการสื่อสารกับผู้ถือหุ้น หรือมีกิจกรรม ที่สำคัญคือต้องสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่เข้ามาลงทุนกับบริษัทให้ได้ โดยอย่างน้อยในธุรกิจเดิมก็ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพ ขณะที่ธุรกิจใหม่ก็ต้องมี Growth Story ให้เกิดขึ้น


กลยุทธ์กลุ่ม ปตท.

ในธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย ด้านธุรกิจโรงกลั่นสิ่งที่ต้องเผชิญคือเรื่องรถ EV หรือการจะทำอย่างไรให้มีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ และทำให้พวกพลังงานทดแทนได้เข้ามามากขึ้น ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีซึ่งถือเป็นธุรกิจที่ตามวัฏจักร หมายถึงเศรษฐกิจดีธุรกิจนี้ก็จะเฟื่องฟู แต่พอเกิดโควิด-19 ก็กระทบกับธุรกิจทำให้เป็นขาลงอย่างชัดเจน แต่ปิโตรเคมีนั้นมีข้อดีคือเป็นวัสดุที่ดี เบา ขึ้นและแปรรูไปได้ง่าย แต่ในเชิงสิ่งแวดล้อมอาจมีความกดดันเรื่องการใช้พลาสติกเพียงแค่ครั้งเดียว ซึ่งในกลุ่มก็จะมีการพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) กับ การนำวัสดุที่เหลือใช้มาดีไซน์และผ่านกระบวนการนวัตกรรมให้เกิดการใหม่ (Upcycling)

มุมมองเรื่อง Circular Economy หรือการปล่อยคาร์บอนที่ต้องปล่อยเป็นศูนย์ เป็นการเพิ่มต้นทุนของบริษัท?

มองได้ 2 แบบ ถ้ามองแบบการทำธุรกิจสมัยก่อนจะมองเป็นการเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทได้ แต่ปัจจุบันต้องมองเป็นโอกาสมากกว่า เพราะสินค้าปัจจุบันจะเกี่ยวข้องกับ Circular Economy Reuse หรือ Recycle มากขึ้น ซึ่งจะเป็นสินค้าที่ช่วยเพิ่มมูลค่ามากขึ้น (High Value) มากขึ้น เช่น เสื้อผ้า หรือพื้นรองเท้ากีฬาบางอย่างมาจากขยะในทะเลจะเป็นอีกราคาหนึ่งนอกจากนั้น การทำ Circular Economy แล้ว ทำให้ต้องมองหานวัตกรรมหรือพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมา และมีการลดการใช้พลังงาน

“อดีต Circular Economy อาจมองเป็นเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันมองเป็นโอกาสที่มีแนวโน้มว่าจะต้องทำ เพราะเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า”

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา PTTGC และ IRPC ผ่านการทำเรื่องนี้มามาก ยิ่งพอกฎหมายใหม่เริ่มเก็บภาษีเรื่องนี้ ใครที่ปรับตัวก่อนก็จะได้เปรียบ

“เมื่อก่อนเวลาพูดถึงพลาสติกคือ Community แต่พอพูดถึง Circular Economy มันเป็นแบรนด์”

ซึ่งถ้าเราอยู่ในวงการธุรกิจ Community ก็อย่างหนึ่ง เวลาเป็นแบรนด์ก็อย่างหนึ่ง แต่ก็เป็นเรื่องที่่ควรทำอย่างจริงจังไม่ใช่ทำแค่กระแส


การพัฒนา Supply Chain ของกลุ่ม ปตท.

แม้บริษัทต่างคนต่างจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่โดยรวมมักจะพูดเป็นกลุ่ม ปตท. เพราะกระบวนการทำงานจะมองทั้ง Supply Chain และ Value Chain พอเกิดภาวะวิกฤตขึ้นมากลุ่ม ปตท. ก็จะบริหารวิกฤตแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ


1. ธุรกิจพัฒนามาแล้วระดับหนึ่งหรือธุรกิจดั้งเดิม โรงกลั่นน้ำมัน โดยวิธีการคือการเพิ่มประสิทธิภาพ แบบ “Group Optimization” การทำให้เกิดประสิทธิภาพทั้ง Value Chain เช่น เวลาจะนำเข้าน้ำมันดิบเข้ามา ลองคุยกันดูว่าจะเป็นการรวมกันนำเข้าเป็น cargo ขนาดใหญ่เลย หรือควรเลือกน้ำมันแบบไหน เพราะบางตัว GC TOP IRPC ก็มีการนำน้ำมันดิบมาใช้ได้แตกต่างกัน ซึ่งปีที่ผ่านมาช่วง Downcycle ทางกลุ่มจึงเน้นการทำเรื่องนี้กันมาก โดยใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นหลัก ขณะที่ระหว่างกลุ่มพยายามจะทำให้เกิดการบริหารด้วยกัน

โดยหลักสำคัญ ตั้งแต่เกิดโควิด-19 เครื่องบินหยุดบิน แล้วสามารถนำน้ำมันนั้น ไปต่อยอดด้านไหนได้บ้าง บางโรงงานสามารถเอาไปต่อยอดเป็นปิโตรเคมีเลย บางโรงงานต่อยอดไม่ได้ก็ทำหน้าที่ Supply ไปแทนโรงงานของคนอื่นที่เหลืออยู่ หรือจะลดกำลังการผลิต

“ต้องยอมรับว่าขั้นตอนเดิมๆ ก่อนเกิดโควิด-19 ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการทำงาน แต่ในวิกฤตโควิด-19 ทำให้เรามีโอกาสธุรกิจที่ทำให้เกิดขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น”

ทุกเวลาที่ขึ้นพูด ส่วนตัวจะพูดเสมอว่า โควิด-19 เป็นข้อดี เพราะถ้าไม่มีโควิด เราคงคิดอยู่แบบเดิม ซึ่งป่านนี้โลกเขาได้ก้าวไปไหนหมดแล้ว พอเกิดโควิด-19 มันทำให้ทุกคนกลับมาเท่ากัน หรือเป็นการ Reset ซึ่งใครสามารถปรับตัวได้ทัน แล้วเอาจริงเอาจัง เมื่อโควิดหายไป อย่างไรโลกก็ไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิม เพราะอย่างธุรกิจเดิมที่เริ่มมีความยืดหยุ่นแล้ว มีการผลิตที่สามารถทำให้เกิดกลยุทธ์ร่วมกันระหว่างในกลุ่มได้แล้ว บางคนผลิตมาแล้วเป็นของเหลือก็ต่อยอดไปเป็นปิโตรเคมีเลย


2. ธุรกิจปัจจุบัน เริ่มตั้งคำถามว่าเราอยู่เพียงแต่ตลาดในประเทศไม่น่าจะเพียงพอแล้ว หรือเริ่มทำแค่ผลิตภัณฑ์เดิมๆ ก็ไม่น่าจะเพียงพอ สิ่งที่คิดคือจะทำอย่างไรเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์มาขึ้น หรือที่เรียกว่า The Now แล้วใน Portfolio จะต้องมี The New ด้วย ซึ่งปีที่แล้ว ทางกลุ่มได้ทำ Strategic Thinking Section (STS) ในกลุ่ม ปตท. จึงทำให้เกิดการค้นหาธุรกิจของ The New ในธุรกิจ Downstream ซึ่งหมายถึง ถ้าเป็นปิโตรเคมี จะดำเนินไปสู่ Advanced Material ที่มีความเฉพาะเป็นพิเศษ เนื่องจากปัจจุบันเป็นอุตสาหกรรม 4.0 แล้ว ในอนาคตจะมีเรื่องรถ EV ดังนั้น อุตสาหกรรมการบินต้องมีใช้วัสดุที่ดี มีน้ำหนัก ทนความร้อน และทนการกัดกร่อนได้ดี รวมถึงต่อไปการก่อสร้างอาจจะไม่ต้องใช้ตะปู ใช้กาวแทน อันนี้จะไป High Value Added หรือ Specialty ซึ่งเท่ากับเป็นการไปหาน่านน้ำใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมากขึ้น อาจจะต้องไปหาพันธมิตรผู้ที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี หรือสตาร์ทอัพ และทีมวิจัยและการพัฒนา (R&D) เพราะพอเป็นเรื่อง The New น่านน้ำใหม่ก็จะทำเรื่อง R&D อย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว


3.การขายต้องเปลี่ยนวิธี เพราะการขายในอดีตแค่มีเพียงผลิตภัณฑ์ก็สามารถขายได้แล้ว แต่ปัจจุบันนั้นหมายถึง ผลิตภัณฑ์และโซลูชั่น เพราะถ้าทำให้เกิดการขับเคลื่อนได้จะเกิดการพัฒนาใหม่หรือ Ecosystem ใหม่ การพัฒนาคือจะต้องเอาตัวเองไปเชื่อมโยงกับ Value Chain ของโลก เพราะถ้าพูดถึงเรื่องใหม่ตลาดสำหรับเมืองไทยจะถือว่าเล็กไป เมื่อเป็นเรื่องใหม่ของใหม่ใครเลือกได้ถูก เลือกได้ดี เลือกได้ไว คนนั้นก็จะได้เปรียบ หรือถ้าเป็นธุรกิจสถานีบริการอย่าง OR ซึ่งจะมีลักษณะ Mobility & Lifestyle จะเป็น EV หรือ Lifestyle แต่สิ่งที่ต้องพูดถึงเลยคือ การ Move คนเป็น Lifestyle ของ Retail หรือการดูว่า Lifestyle ของคนว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร แล้วก็ต้องไปนำสิ่งอื่นมาทำให้เข้ากันให้ได้


New S-curve ปตท. มีอะไรที่เกี่ยวข้องได้บ้าง

1.ธุรกิจขั้นต้น จะเกี่ยวข้องกับธุรกิจไฟฟ้า Renewable Energy รถ EV ที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่


2.ธุรกิจขั้นปลาย จะเกี่ยวข้องกับ Life Science ด้านวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตและสุขภาพ เรื่องด้านอาหารเพื่อการโภชนาการ ยา อุปกรณ์และวัสดุทางการแพทย์ที่บางส่วนใช้ปิโตรเคมีในการผลิต เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีทางการแพทย์ หรือ Bio technology


เมื่อก่อนเราพูดถึงดิจิทัลเป็นเทคโนโลยีใหม่ แต่ตอนนี้ทุกคนเห็นดิจิทัลเป็นเรื่องปกติแล้ว แต่ตอนนี้เรากำลังจะเห็นเรื่อง Biotechnology เป็นเรื่องปกติมากขึ้น หลังจากที่โควิด-19 เกิดขึ้น ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นสิ่งที่ได้เปรียบเพราะมีความหลากหลายทางชีวภาพมาก


ตัวอย่าง Life Sciences คือทำอย่างไรให้ชีวิตเรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่น เวลาที่มีเด็กเกิดใหม่ขึ้นมา เด็กคนนั้นจะเติบโตอย่างมีคุณภาพได้อย่างไร เพราะถ้าอายุเยอะขึ้น วิถีชีวิตในการบริโภคอาหาร ร่างกายหรือสุขภาพจะดูแลอย่างไรให้หนุ่มอยู่เสมอ ระหว่างทางการใช้ชีวิตก็จะมีการตรวจเช็คร่างกายตลอดเวลา การแพทย์สมัยใหม่ที่เน้นเชิงป้องกันมากขึ้น เรื่องของ Medical Technology การวินิจฉัยโรคจะเริ่มเป็นสิ่งที่เข้ามาแทนที่ และการรักษาจะเป็นลักษณะที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เมื่อก่อนพาราเซตามอลกินครอบจักรวาล แต่ต่อไปการรักษาปวดตรงไหนจะรักษาจุดนั้นเพื่อป้องกันผลข้างเคียงจากการรักษามากขึ้น หรือถ้าเกี่ยวข้องกับอาหาร คนจะเริ่มสนใจอาหารที่เป็นธรรมชาติหรือมีการสกัดจากธรรมชาติมากขึ้น


เหตุผลที่ ปตท.เลือกมิติ Life Sciences

สิ่งที่ ปตท.เลือกมิตินี้ เพราะเชื่อว่าการที่ไทยจะเติบโตได้ต้องเปลี่ยนวิธีคิดที่เคยขายของราคาถูก เป็นการขายของที่เน้นคุณค่าและมีคุณภาพมากขึ้น โดยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ เพราะไทยถึงอย่างไรก็มีพื้นที่ขนาดเท่าเดิม ประชากรก็เข้าสู่ภาวะสูงวัย อัตราการเกิดใหม่ก็ไม่ยอะ ทรัพยากรที่มีก็เริ่มลดน้อยลง แต่การที่ประเทศไทยจะโตไปสู่อีกขั้นหนึ่ง หรือเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ปตท.ต้องสร้างนวัตกรรม ที่มี New S-curve


วันนี้เราอาจจะไม่ได้ถนัดในสิ่งที่เริ่มต้นทำในวันนี้ แต่หากย้อนไปตอนก่อตั้ง ปตท. ปี2521 ธุรกิจน้ำมันอยู่ในมือบริษัทข้ามชาติหมด ปตท.เกิดขึ้นจากช่วงวิกฤตด้านพลังงานที่น้ำมันกำลังขาดแคลน คือการเอา 2 องค์กรมารวมกันคือ กระทรวงกลาโหมกับก๊าซธรรมชาติ โดยเด็กที่เป็นนักเรียนทุนก๊าซธรรมชาติคือเด็กหัวใหม่ที่มีความรู้เรื่องใหม่ๆ ขณะที่หน่วยงานกลาโหมคือ Line of command ชัดเจน แต่เมื่อเป็นการทำงานเอา 2 หน่วยงานมารวมกันไม่พอ ยังรวมคนจากที่ต่างๆ ตั้งแต่ การทางพิเศษ บริษัทน้ำมันข้ามชาติมา โรงไฟฟ้าหรือเขื่อน จนทำให้เป็นการรวมความหลากหลายของคน โดยมาจัดเตรียมให้เป็นองค์กรใหม่ที่มีเป้าหมายเดียวกันคือ จะทำอย่างไรไม่ให้เมืองไทยขาดแคลนพลังงาน หรือมีความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้น

“เวลาเกิดวิกฤต มีการบริหารจัดการที่ดี มีคนทำงานที่หลากหลาย ก็สามารถทำให้ฝ่ายวิกฤตไปได้ ซึ่งข้อดีของ ปตท.คือทำได้หลากหลายแล้ว ยังทำให้เกิดการลงทุนและวินัยทางการเงินที่ดี ไม่เกิดภาระหนี้ นี่คือเหตุผลทั้งหมดว่า ทำไม ปตท.จึงต้องจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะสามารถช่วยสร้างวินัยทางการเงิน หรือ Self-financing ได้ดี”

ตอนที่ทำ บริษัท อินโนบิก (เอเชีย) ขึ้นแบบ Life Sciences ถือเป็นการเกิดภายใต้การเกิดวิกฤตสุขภาพ โดยจะไม่เอาคนของ ปตท.ทั้งหมด แต่จะใช้ความร่วมมือจากคนข้างนอกมาเพิ่ม แต่จะทำอย่างไรให้เกิดการเบิร์นหรือเอาทุนไปต่อยอดให้เติบโตได้ ตัวอย่างที่ผ่านมาตอนที่เจอแหล่งก๊าซธรรมชาติ ตอนนั้นก็มีแต่บริษัทฝรั่ง แต่มีการวางท่อก๊าซ ก็เริ่มจากให้ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เข้าไปร่วมลงทุน จนวันนี้ PTTEP มีความแข็งแรงและขยายการเติบโตไปยังต่างประเทศมากขึ้น หรือการที่พอได้เจอก๊าซธรรมชาติที่มีคุณสมบัติดีคือ ไฮโดรคาร์บอน จากที่ไม่เคยทำธุรกิจปิโตรเคมี แต่วันนี้กลายเป็นปิโตรเคมีไทยติดอันดับ 10 ของโลก หรือกรณี OR ที่ไม่เคยคิดว่าธุรกิจกาแฟจะเป็นธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ได้ แรกๆ ไม่ใช้คำว่า ปตท. ใช้ Amazon จนเริ่มเป็นที่รู้จักถึงได้บอกว่าเป็นของ ปตท. ทั้งหมดนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า อันไหนเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำแล้วได้ทำ จนทำได้และเกิดความมั่นใจ ก็สามารถดำเนินการไปต่อได้

“New S-curve เชื่อว่า ปตท.จะไปได้ เพราะในอดีตก็ไม่ได้มีความแข็งแรงทั้งทางด้านคนและด้านทุนขนาดนี้ โดยเชื่อว่าอนาคตสามารถเดินไปข้างหน้าได้แน่นอน เหลือแต่เพียงความพร้อมใจของคนเท่านั้นที่จะพร้อมไปขนาดไหน”

การตอบโจทย์ของอินโนบิก (เอเชีย)

เป็นเรื่องใหญ่ของโลก Biotechnology ที่คาดว่ามาแน่นอน ทั้งในเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ กระแสการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งประเทศไทยมีความแข็งแรงเรื่องการรักษาอยู่แล้ว เพราะมีโรงพยาบาลที่ดี มีคุณหมอที่เก่ง เด็กในอดีตหัวกะทิเรียนหมอ แต่ความจริงในโรงพยาบาล การรักษา 80-90 % อุปกรณ์หรือยาเป็นสิ่งที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศอยู่

พอถึงจังหวะที่เรามีความพร้อมและมองในเรื่องของสังคมสูงวัยแล้ว น่าจะใช้ประโยชน์ให้เมืองไทยเป็น Medical Hub และมีการลงทุนพวกนี้ ที่ผ่านมาต้องยอมรับเรามีคนเก่งเยอะ แต่เป็นคนเล็กๆ ที่อยู่กระจายตัว ทำให้ต้องมาดูว่าจะสามารถสร้าง Ecosystem ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร

“อินโนบิกเป็นบริษัททางด้าน Life Sciences ก็จริง แต่เราต้องการสร้าง Ecosystem ให้เกิด platform ด้านนี้ขึ้นมา โดยโจทย์คือมีวัตถุประสงค์หลักที่ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องได้ประโยชน์ ซึ่งตั้งแต่วันแรกพยายามออกแบบให้เป็น platform ที่ให้เกิดความร่วมมือทั้งระดับคนในประเทศและสถาบันต่างประเทศมากขึ้น นี่คือสิ่งที่พยายามจะยกระดับเรื่องนี้ขึ้นมา”

Life Sciences คือการสร้าง New Ecosystem จากอดีตธุรกิจปิโตรเคมีสร้างขึ้นมาในปี 2527-2528 แต่กว่าจะมาสำเร็จได้ก็ต้องใช้เวลา กาแฟ Amazon กว่าจะสำเร็จได้ก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน Life Sciences กว่าจะสำเร็จได้ก็ต้องมอง 10-20 ปี ข้างหน้าด้วยว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งก่อนหน้านี้ ปตท. มีการศึกษาเรื่องนี้มาพอสมควรแต่ว่ายังไม่ได้มีการตกผลึก โดยเพิ่งตกปลึกเมื่อปีที่แล้ว คณะกรรมการบริษัท ปตท.ให้จัดตั้ง บริษัท อินโนบิก (เอเชีย) โดยใช้ทุนจดทะเบียน 2,000 ล้านบาท


หน้าตาอินโนบิก (เอเชีย)

น่าจะเป็นการผสมผสานของหลายธุรกิจ มีธุรกิจยาที่ไปร่วมทุนกับบริษัทอื่นก็มี สร้างเป็นโรงงานก็มี โดยเป้าหมายตอนนี้แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ทำอย่างไรให้อินโนบิกฯ แจ้งเกิด หรือทำให้เป็นที่รู้จักในประเทศไทยมากขึ้น ขั้นที่สองคือการมีโรงงานเป็นของตัวเอง ซึ่งอาจจะเป็นการสร้างโรงงานเองหรือมีการร่วมทุนกับบริษัทอื่น หรือ Joint