กายไม่ติดโควิด จิตอย่าติดโคม่า


สนทนาธรรมกับท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ คุณเมสินี แก้วราตรี คนที่ยังไม่ติดโควิด แต่มาดูแลคุณพ่อคุณแม่ที่โรงพยาบาลเองและใช้ชีวิตในชุดพลาสติกที่ระเบียงโรงพยาบาล ทำอย่างไรไม่ให้ทุกข์ และมีความสุข กับสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้


ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


คุณเมสินี แก้วราตรี ได้มาบอกเล่าประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้ป่วยโควิดที่โรงพยาบาล เนื่องจากคุณพ่อที่เป็นอัลไซเมอร์ติดโควิด-19 ทำให้เธอจึงเลือกที่จะเข้าไปดูแลคุณพ่อด้วยตัวเอง โดยตลอดระยะเวลาของการรักษาคุณพ่อทำให้เธอต้องสวมชุดพลาสติกตลอดเวลาพร้อมใช้ชีวิตอยู่ริมระเบียง เรื่องราวของเธอนอกจากจะเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าเรามีความรู้ความเข้าใจการป้องกันโรคทางกายแล้ว การมีใจที่แข็งแรงก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อย เพราะทำให้เธอและครอบครัวสามารถฝ่าฟันกับสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนั้นมาได้


จุดเริ่มต้นที่ทำให้เตรียมพร้อมกับการป้องกันโควิด-19


คุณเมสินี


เพราะมีประสบการณ์บริหารงานโรงแรมทางเลือกสำหรับผู้ที่มีการกักตัวเพื่อดูอาการโควิด-19 (Alternative State Quarantine หรือ ASQ) ตั้งแต่การระบาดรอบแรกเดือน ก.พ. 2563 ทำให้เรียนรู้อาการของโควิดอย่างใกล้ชิดมาตลอด ทั้งโรงแรมและร้านอาหารก็มีการปรับตัวมาตลอดอย่างต่อเนื่อง จนกระทั้งการระบาดรอบ 3 ที่ถือว่ารุนแรงที่สุด


ปกติเป็นคนอยู่กับปัจจุบันไม่ได้มองโลกในแง่ดี แต่รู้สึกว่าถ้าเหตุการณ์เป็นอย่างนี้เราทำอะไรสักอย่าง โดยเชื่อว่าถ้าเราพายเรือไปที่เดิมแล้วเราไม่ลองเปลี่ยนฝีพายเราก็จะไปในทิศทางเดิม แต่ถ้าเราหักฝีพายไปอีกทางหนึ่งเชื่อได้ว่าเราจะมีโอกาสที่จะทำให้เราไปในทิศทางใหม่ได้ ทำให้ตั้งแต่โควิด-19 ระบาดรอบแรกก่อนที่จะมีการปิดประเทศ โรงแรมเราตัดสินใจปรับตัว ตั้งแต่รับลูกค้าชาวจีนเข้ามา เนื่องจากพอปิดอู่ฮั่น จังหวะนี้คนจีนที่มีลูกคนเดียว ซึ่งปกติพ่อแม่เขาจะรักลุกเหมือนไข่ในหิน พ่อแม่จึงส่งลูกออกไปต่างประเทศหมด ทำให้โรงแรมเรามีลูกค้าเต็ม 100 % ขณะที่โรงแรมอื่น 0 % นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องการป้องกันโควิด-19 จากเหตุการณ์นี้อย่างจริงจัง


แล้วปกติเราเป็นคนคุยกับลูกค้าเองทุกคน พบว่ามีตั้งแต่เด็กอายุ 12 ปี ที่พ่อแม่ส่งมา และอายุ 18-19 ปี ที่เตรียมพร้อมเพื่อไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ที่เราต้องมีวิธีการดูแลลูกค้าจนกว่าประเทศเขาเริ่มมีสถานการณ์ที่ดีขึ้นแล้วก็กลับไปเรียนต่อที่จีนหรือประเทศต่างๆ ซึ่งขณะนั้นไทยเองเพิ่งจะเริ่มจะปิดประเทศ


สำหรับขั้นตอนการทำงาน ก็มีการทำประชาพิจารณ์กับสังคมที่อยู่รอบโรงแรมด้วยเพื่อสร้างความเข้าใจและสื่อสารให้ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการต้องให้ความรู้กับพนักงานและคนรอบข้างพนักงานที่ทางเราต้องให้ความปลอดภัยกับเขาก่อนเสมอ


“คิดอยู่เสมอว่าเราทำไม่ได้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่เราทำเพื่อให้คนที่อยู่กับเรามีความปลอดภัย เพราะถ้าครอบครัวของพนักงานไม่มีรายได้แล้วเขาจะอยู่อย่างไร ดังนั้น เรามองผลประโยชน์คนอื่นก่อน ก็ต้องเริ่มจากดูความปลอดภัยพนักงานเป็นลำดับแรก เพราะคิดว่าถ้าเราตั้งใจดี สิ่งที่ทำออกมาก็จะดี จนสามารถขยายตึกโรงแรมเป็น ASQ ไปหลายตึก และถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการลดเงินเดือนกับพนักงานเลย”

แม่ชีศันสนีย์


ตอนนี้การไม่ป่วยเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับเราและบุคลากรทางการแพทย์ การไม่ป่วยนั่นคือการที่ต้องให้ความรู้ และช่วงหลังคุณยายก็จะให้ความรู้การเตรียมตัวก่อนป่วยเยอะขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันและทำงานเชิงรุกมากขึ้น และไม่ทอดทิ้งคนที่อยู่ด้านหน้าคือคุณหมอและพยาบาล ที่นับวันเริ่มมี รพ.สนามเกิดขึ้นมาก แต่ก็พยายามไม่ให้เกิดความกลัว เพราะไม่อยากให้โควิด-19 ไปติดที่ใจ และหากใครมีประสบการณ์จากการติดโควิด-19 ทั้งจากตัวเอง ครอบครัว หรือคนใกล้ชิด ก็อยากให้ออกมาแชร์กัน เคารพกัน และก็จะพบว่าสังคมก็ยังน่าอยู่ และความกลัวจะน้อยลงเมื่อเราได้ผ่านกับสถานการณ์หรือความจริงที่เกิดขึ้นสักครั้ง แล้วก็จะส่งไม้ผลัดต่อกันไม่ยาก เพราะรู้ว่าเวลาที่อยู่ในตรงนั้นมุมนั้นมันรู้สึกและผ่านประสบการณ์จริงอย่างไร


จนถึงวันนี้ที่หุบเขาโพธิสัตว์ก็ยังส่งของหรือผลิตภัณฑ์ให้ผู้อื่นทุกวันทั้ง วัด รพ. หรือบุคคลที่ต้องการที่จำเป็น เราเห็นโจทย์อย่างไรก็แก้โจทย์นั้นตามไป ด้วยทิฐิที่เห็นเพื่อนมีค่าเมื่อปัญหาเกิด


จนตอนนี้ก็ปิดเสถียรธรรมสถานทั้ง 2 แห่งเพื่อรักษาความปลอดภัย สถานการณ์ตอนนี้ที่หุบเขาโพธิสัตว์ที่เพชรบุรีสะอาดปลอดโปร่ง คนที่นี่ไม่ได้กลัว และยังใช้วิถีปกติ แต่ทุกคนจะซื่อสัตย์มากขึ้นที่ใครจะมาหาคุณยาย บ้านเขาไม่ได้เป็นแต่คนในบ้านอาจเป็นเขาก็จะรู้แล้วก็ไม่มาหาเรา ตอนนี้คนมีความต้องการในผลิตภัณฑ์เราคือ น้ำกระชายและดอกกุหลาบที่เราได้เก็บเกี่ยวฤดูแรกไป เสียงตอบรับดีมาก ชื่นใจ มีถ่ายรายการ แค่โยนกลีบกุหลาบขึ้นกลิ่นหอมมาก จึงรู้เลยว่าทำไมดอกกุหลาบจึงช่วยเยียวยาทางจิต เศร้าหมอง หดหู่ได้ เพราะกุหลาบช่วยสร้างความสดชื่น


ย้อนถึงจุดเริ่มต้นที่คุณพ่อคุณแม่ป่วยโรคอื่นก่อนและต้องหาโรงพยาบาลรักษา จนคุณพ่อมีอาการโควิด-19


คุณเมสินี


ช่วงนั้นคุณแม่ป่วยและคุณพ่อก็มีอาการสลบก็เลยพาไป รพ.รัฐแห่งหนึ่งที่มีประวัติอยู่อยู่แล้วไปอยู่ฝ่ายฉุกเฉิน จากนั้นเราเข็นคุณพ่อที่ยังไม่ได้สติในช่วงนั้นที่แผนกอายุรกรรมทั้งวัน จนผลออกมาสรุปว่าคุณพ่อมีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดทำให้ต้องแอดมิน แต่ไม่มีเตียงให้รักษา ซึ่งตอนนั้นได้เห็นว่า ก็มีผู้ป่วยที่อายุค่อนข้างเยอะอยู่ และบางท่านก็มีอาการติดเตียง โดยรวมอยู่ในห้องฉุกเฉินรวมกันประมาณ 30-40 คน


ตอนนั้นทาง รพ. ได้ประกาศปิดห้องฉุกเฉินหรือแผนกไอซียูไปแล้ว ซึ่งตอนนั้นคุณพ่อก็ตรวจโควิด-19 แต่ก็ไม่พบเชื้อ จนตอนเช้าคุณพ่อก็เริ่มมีสติขึ้นมา รอห้องอีก 1 คืนจนได้เข้าวอร์ด แต่ตอนนั้นเราก็ไม่สามารถเข้าไปเยี่ยมคุณพ่อได้เพราะที่วอร์ดไม่ให้คนนอกเข้าไป เนื่องจากต้องป้องกันเรื่องโควิด-19 ไว้ก่อน และคุณพ่อนอนรักษาได้ 4-5 คืน ทาง รพ.แจ้งว่าต้องให้คุณพ่อกลับไปนอนรักษาที่บ้าน เพราะวอร์ดจะต้องปรับพื้นที่ตรงนี้เป็นที่รักษาผู้ป่วยโควิด-19 แล้ว


เมื่อกลับมาบ้านคุณแม่มีอาการล้มลง เลยต้องพาท่านกลับไปที่ รพ.เก่า แต่ก็ไปรักษาไม่ได้เพราะเขาปิดเพื่อรักษาโควิด-19 ไปแล้ว จึงไป รพ.รัฐอีกแห่งแต่ห้องฉุกเฉินไม่มีแล้ว รอเหมือนเดิมจนพบว่าคุณแม่เป็นกรวยไตอักเสบ และก็ยังแอดมิทไม่ได้เหมือนเดิม การรักษาจึงทำได้เพียงไปรับยาเพื่อรักษาอาการกรวยไต ด้วยการไป รพ.ทุกวันแทน จนคุณแม่อาการดีขึ้น


แต่วันรุ่งขึ้นคุณพ่อกลับมีอาการไข้ขึ้นถึง 40 องศา และคิดว่าเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือดเหมือนเดิม ตอนนั้นวนหา รพ. รวมทั้งหมด 6-7 แห่ง ก็ไม่มี รพ.ให้เข้าไปรักษา จนไปได้ รพ.เกี่ยวกับสมองเพราะคุณพ่อเป็นโรคอัลไซเมอร์ รอไปถึง 2 ทุ่ม เพราะต้องตรวจเชื้อโควิด-19 ก่อนเข้ารับการรักษา ปรากฎผลออกมาว่าคุณพ่อติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งโชคดีที่ตอนนั้น รพ. มีเตียงพอดีที่มีคนออกไป แต่ต้องยอมรับว่าเมื่อคุณพ่อเป็นอัลไซเมอร์ และเป็น รพ.เกี่ยวกับสมอง ซึ่งตอนนั้นไม่มีบุคลากรทางการแพทย์ที่มาดูแลได้ ดังนั้นต้องมีคนที่เข้าไปดูแลคุณพ่อ เราจึงตัดสินใจไปดูแลท่านเอง โดยมีการเซ็นยินยอมว่ามีโอกาสเสี่ยงที่ติดต่อโควิด-19 และก็ต้องมีการตรวจไปก่อนจะเข้าไป


ตอนแรกก็กลัว เพราะต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่สลับกันไปมา สุดท้ายผลตรวจออกมาเราไม่ติดโควิด-19 ทำให้ได้อยู่ดูแลคุณพ่อและต้องอยู่ที่วอร์ดจนกว่าคุณพ่อจะรักษาหายและออกจาก รพ. เราถึงจะออกจากห้องนี้ได้ ระหว่างนั้นก็รีโมทหาที่ตรวจโควิด-19 ให้คุณแม่ ซึ่งโชคดีที่พบว่าคุณแม่ไม่ติดโควิด-19


ความรู้สึกและการก้าวข้ามผ่านเหตุการณ์หลายเรื่อง


คุณเมสินี


“บุญกุศลที่ใหญ่ที่สุดของคนเป็นลูกและจากที่ตัวเองก็มีลูกเหมือนกัน นั่นคือ การได้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ตอนที่พวกท่านยังมีชีวิตอยู่ นี่คือบุญที่ยิ่งใหญ่มาก ดังนั้นตอนที่ท่านเปิดโอกาสให้ดูแลท่านตอนที่ป่วย ต้องถือว่าท่านทำให้เราได้สร้างบุญด้วยซ้ำ จึงทำให้รู้สึกว่าไม่เหนื่อย แม้มีบางวันที่อาจจะแอบท้อบ้าง พอคิดอย่างนี้ก็ยังรู้สึกดีกว่าที่ต้องไปทำบุญให้ท่านในตอนที่ท่านไม่อยู่แล้ว การที่ได้พาเขาไปหาหมอ ป้อนข้าวป้อนยา และนั่งอยู่กับเขาตรงนี้ มันดีกว่าเยอะ”

แม่ชีศันสนีย์


ฟังแล้วเห็นใจบางทีเราเข้าไปรักษาอีกเรื่องหนึ่ง แต่เราได้กลับมาอีกเรื่องหนึ่ง แล้วเราไม่โกรธ หรือตีโพยตีพาย แต่เราผันพลังงานออกมาเป็นความกตัญญูและดูแลท่านจนกระทั่งเราก็เอาตัวเองไปอยู่ใกล้ท่าน

เมก็เก่งมากที่ตั้งทิศทางการคิดดูแลพ่อแม่ที่ป่วยไข้ เหมือนเราได้ดูแลพระในบ้าน เหมือนได้ดูแลพระตถาคต ได้ถวายงานพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นคือการได้ดูแลผู้ป่วยไข้ และดูแลพ่อที่ให้โอกาสเรามา อะไรที่เกิดขึ้นอาจมีบางเรื่องที่อาจหนัก แต่ว่าไม่หนักใจ เหนื่อยอยู่บ้างแต่ไม่เหนื่อยใจ อย่างนี้เรารอดแล้ว เพราะอย่าให้ไปถึงเหนื่อยใจ


“เหมือนที่เราไม่เป็นโควิด แต่ถ้าจิตเราไปติดโคม่าสักเอง ถ้าอย่างนั้นเราจะเอาอะไรไปช่วยพ่อ ถือว่าเมเก่งมากและอยากให้เป็นตัวอย่างลูกคนอื่นๆ เหมือนเวลาที่เห็นลูกติดโควิด-19 ใจของพ่อแม่ก็เหมือนโคม่าไปด้วยเลย แต่นี่พ่อติดโควิด-19 แต่จิตของลูกยังเป็นอิสระ และบริหารจิตใจทำให้ตั้งรับได้ดี”

วิธีการดูแลตัวเองเมื่ออยู่ในวอร์ดที่มีแต่ผู้ป่วยโควิด-19


คุณเมสินี


พอรู้ว่าคุณพ่อคิดโควิด-19 ไม่ได้ตีโพยตีพาย แค่รู้สึกว่าโควิด-19 ติดง่ายถ้าเราประมาท และทำให้เรารู้ว่ามีข้อได้เปรียบหรือข้อเสียเปรียบอะไรเนื่องจากเราเคยเจอในโรงแรมที่เราดูแลที่ก็มีการติดเชื้อมาแล้ว ก็ไปดูเคสว่าเกิดจากที่ไหนมาบ้าง และตอนที่อยู่โรงแรมก็มีเคสคนที่ติดโควิด-19 เกิดน้อยมาก


สิ่งแรกที่ทำตอนที่เข้าไปในวอร์ดเพื่อเข้าไปดูแลคุณพ่อคือ การขอออกมานอนที่ระเบียง เพราะสิ่งแรกคือการไม่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในห้องปรับอากาศ เปลี่ยนแมสมาใช้แบบ N95 เลย เพราะเป็นแมสที่ดีที่สุด เพราะวันแรกที่ไปเมใส่แมสเกาหลีไปทั้งหมด 4 ชั้น แต่คุณหมอให้เปลี่ยนเป็น N95 แล้วก็ใส่ชุดคลุมฝน แต่การติดเชื้อที่ต้องระวังที่สุดคือ ตรงชุดที่เราใส่แล้วเชื้ออาจไปโดนชุดที่เราใส่ โดนหน้า ดังนั้นวิธีม้วนชุดที่ใส่แล้วจะต้องม้วนอย่างไรที่ไม่ให้โดนชุดหรือโดนตัวเรา พอถอดเสร็จก็ต้องล้างมือให้สะอาดทันที พร้อมทำความสะอาดบริเวณจุดสัมผัสบ่อยๆ ซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดให้พร้อม เดทตอล และทำความสะอาดรองเท้า จนถึงห้องน้ำ สวิตซ์ไฟ รีโมท ทำทั้งหมด 4 ครั้งต่อวัน เนื่องจากเป็นปกติที่ผู้ป่วยต้องมีการไอหรือจามบ้าง แล้วก็ต้องให้ตัวเองอยู่ต้นลมตลอด และเรื่องใส่หน้ากากสำคัญมากเพราะเชื้อมีโอกาสเข้าทางตาได้


จากประสบการณ์หา รพ.ให้คุณพ่อทำให้มีการช่วยเหลือผู้อื่นหาสถานพยาบาลสำหรับผู้ติดโควิด-19


คุณเมสินี


เพราะน่าจะเป็นสิ่งที่เราแชร์ได้มากที่สุด เนื่องจากเรามีประสบการณ์จากการที่ทำงานกับ รพ.ตั้งแต่ทำ ASQ และก็อยู่ในสมาคมโรงแรมที่กักตัว เวลามีเคสอะไรจริงๆ จะเห็นได้ว่าแต่ละ รพ.จะมีการอัพเดทที่ค่อนข้างเร็วว่ามีเตียงหรือไม่ ตอนที่อยู่ที่ระเบียง รพ. เลยใช้โอกาสและจังหวะเวลานั้นช่วยคนต่อ โดยเข้าไปอยู่ในกรุ๊ปอาสาผู้ป่วยติดโควิด-19 คอยให้คำแนะนำ โดยเฉพาะตอนนี้เด็กๆ ติดโควิด-19 กันเยอะ ไปช่วยเช็กด้วยการใช้ประสบการณ์จากที่หาข้อมูลและเช็กอยู่แล้วว่าแต่ละแห่งรับจำนวนผู้ป่วยเท่าไร พร้อมยังส่งอาหารให้กับบุคลากร เนื่องจากช่วงแรกเพื่อนๆ เห็นว่าร้านอาหารเราก็ต้องปิด ก็เลยมาช่วยส่งอาหารให้บุคลากรการแพทย์กัน ก็ทำให้เห็นว่าการที่ 1 คนส่งน้ำใจให้อีก 1 คน สามารถกระจายได้เยอะ ก็รู้สึกว่าดี และจนถึงตอนนี้ก็ยังมีการส่งอาหารไปยัง รพ.อย่างต่อเนื่องด้วย


การดูแลจิตใจด้วยการสวดมนต์และฝึกธรรมะ


คุณเมสินี


ต้องยอมรับว่าช่วงที่ทุกคนอยู่กับความเครียดหรืออยู่กับความตระหนก เพราะจิตที่สว่างและสงบต้องเริ่มจากเมตตาต่อตัวเองและคนรอบข้าง ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ได้สัมผัสมาตั้งแต่เสถียรธรรมสถาน ช่วงเวลาที่อยู่ในวอร์ดได้เปิดบทสวดมนต์ของคุณยายจ๋า รวมทั้งมีคนชวนแนะนำฟังคลับเฮ้าส์ของคุณยายจ๋า ก็ทำให้นึกถึงเวลาที่ได้ปฏิบัติที่เสถียรธรรมสถาน ก็รู้สึกว่าทำให้จิตเรานั้นได้สงบตามที่คุณยายจ๋าเคยสอนเวลาได้ไปนั่งฟังที่นั่น


แม่ชีศันสนีย์


คุณยายเชื่อว่าใครที่เคยลิ้มลองพึ่งตัวเองได้ก็จะสามารถให้คนอื่นอย่างร่าเริงได้ เมก็เป็นหนึ่งตัวอย่างนี้ว่า แม้เราอยู่ในสถานการณ์ที่ปฏิเสธไม่ได้ มันจะยากลำบากหรือไม่ก็ตาม เราสู้เป็น เพราะเราสู้กับหัวใจของเราที่จะยังประคับประคองการเดินทางต่อไปด้วยจิตที่จะให้ สิ่งเหล่านี้เป็นอานิสงสทั้งนั้น แม้เราไม่ได้ทำว่า เพราะเราจะต้องได้อะไร แต่การที่เราทำเป็นวิถีชีวิตปกติ เป็นเหมือนอัตโนมัติ พอทำเป็นอัตโนมัติมันก็จะส่งผลโดยที่ไม่ต้องคาดหวัง


แต่มันเป็นผลที่เกิดจากการทำงานของจิตที่เกิดจากการทำเป็นปกติไม่ขุ่นมัวหรือทำด้วยความกลัว มีความกตัญญูที่เป็นกุศลเป็นอะไรแล้วเราก็จะรอดได้ด้วยความกตัญญู ประกอบกับทักษะความชำนาญ มีเน็ทเวิร์ก มีภาคีเครือข่ายที่เรายังส่งแม้เรายังอยู่ในสถานการณ์ที่คนในครอบครัวติดโควิด-19 แต่เราก็ยังส่งความช่วยเหลือและไม่หยุดทำ


ขณะที่บางคนจะมีข้ออ้างว่าฉันยังเอาตัวเองไม่รอดเลย แล้วจะช่วยให้ใครรอดได้ กับรู้สึกว่าเรารอดไปด้วยกันเลยดีมั้ย นี่คือสิ่งที่เมมอง และก็ดีใจที่เสียงสวดมนต์ของคณะแม่ชีได้ออกไปสู่คนอื่นเหมือนไปเป็นเครื่องนำ เพราะคุณยายเองก็ออกไปไหนไม่ได้ เหมือนเราเป็นทัพหนุน แต่ทัพหนุนกลายเป็นทัพหน้าในแบบที่เป็นวิถีชีวิตของเรา แข็งแรง ทุกคนรู้ว่าตี 5 มาสวดมนต์ ทุกวันจันทร์เราจะเจอในคลับเฮ้าส์ และคุณยายก็จะได้สารสุขจากการที่เราทำงานกับสิ่งนี้ กับตัวเองก่อนนอนเสมอ


แม้ว่าเมจะอยู่ที่ระเบียงหรือใส่ชุดอะไรก็ตาม แต่จิตของเมจะลุกขึ้นมาเป็นประโยชน์อย่างที่เล่า ดูสิ่งที่เมทำ และจากสิ่งที่มีคนอื่นส่งมาให้ ทำให้รู้สึกว่า ไม่ว่าจะอยู่ในห้องไหนก็ตาม แต่ถ้ามีห้องใจที่เบิกบานเรารอดแน่นอน ทำให้รู้เลยว่าเมรอดด้วยปัญญาในการจัดการ เมื่อถามสารทุกข์สุขดิบแล้ว ก็เลยอยากถอดองค์ความรู้ที่เมมีเอาไปให้คนที่กำลังจิตตก กำลังตีโพยตีพาย บางครั้งเคล็ดลับที่เมจะให้ นอกจากการเตรียมจิตและเน็ทเวิร์กที่เมให้ เพราะเราคิดไปช่วยคนอื่น เราก็มีกรรมของเรา แต่เราก็จะถูกได้รับโดยอัตโนมัติเกิดขึ้น ถ้าคนไม่ฝีกจิตอาจจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ยาก นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง

“ถ้าใครได้ฝึกจิตบ่อย จะรู้ว่ามีผลของการฝึกจิตบ่อยๆ ว่า จิตที่ดีแล้วมันจะมีผลของความไม่เสื่อมได้”

หัวอกพ่อแม่ไม่มีใครต้องการให้ลูกเหนื่อยยากลำบาก


คุณเมสินี

อาจเพราะเราก็เป็นแม่ ดังนั้นเข้าใจดีเลยว่า อะไรก็ตามที่ทำให้ลูกเรามีความสุขก่อนคือสิ่งแรกที่พ่อแม่ยอมทำ ประกอบกับจากประสบการณ์ที่อยู่วอร์ดโควิด-19 เพื่อดูแลคุณพ่อ ได้ฟังจากบุคลาการการแพทย์หลายท่านพบว่า ความจริงบุพการีหรือผู้สูงอายุหลายท่านที่เป็นโควิด-19 ตัดสินใจจากไปเพราะสงสารลูก

“ดังนั้นตอนที่ดูแลพ่อแม่ยามท่านป่วย จะไม่มีใจที่เหนื่อยหรือเผลอใจให้ตัวเองว่าฉันเหนื่อยที่จะดูแลเขา เพราะเขาเป็นคนที่ห่วงและรักเรามากที่สุด และถ้าเขารู้ว่าเราเหนื่อย เขาจะเลือกทางที่ทำให้เราไม่เหนื่อย นี่คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด จึงอย่าทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าเราเหนื่อย”

จากเหตุการ์ทั้งหมดนี้ทำให้รู้ว่า เราอยู่กับโควิด-19ได้ และต้องเริ่มดูแลตัวเองก่อนทั้งทานกระชาย ขิง สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างภูมิต้านทานให้เราแข็งแกร่ง เมื่อมีภูมิเชื้อโรคก็จะทำอะไรเราไม่ได้ และคุณพ่อก็อายุ 80 แล้ว การที่พ่อติดโควิด-19 ก็ค่อนข้างเสี่ยงที่เชื้อจะลงปอด ก็ให้ท่านทานอาหาร โปรตีนให้ครบ เพื่อให้มีภูมิคุ้มกัน หรือทำอะไรที่ทำให้เขาผ่อนคลาย รู้สึกสบาย เช่น การฝึกจิต การหายใจ กำมือ แบมือ เป็นการฝึกหายใจคล้ายกับการนั่งสมาธิ ขณะเดียวกันวิธีนี้ก็คือการฝึกปอด เพราะโควิด-19 ถ้าเป็นและตื่นตระหนกจากอาการของโรคก็ทำให้ทางเดินหายใจออกซิเจนเข้าไปน้อยลงอยู่แล้ว


หรือตอนช่วยหาเตียง มีไลน์แอดโควิด191 ซึ่งเป็นกลุ่มอาสาคุณหมอ ที่จะคอยคุยและแนะนำ อีกทั้งยังมีกลุ่มอาสาที่ช่วยกันไปมา และหลายคนที่รู้จักก็ยังไม่หยุดที่จะทำอาสา จึงทำให้เราก็ไม่หยุดที่จะทำเช่นกันเพราะทุกคนยังช่วยเราอยู่เลย และนี่คือถือเป็นการแลกเปลี่ยนพลังที่ดีเหมือนกัน


ถ้าจิตเรามีความพร้อมเราจะเอาชนะความกลัวได้


แม่ชีศันสนีย์


อันนี้น่าสงสารที่บางทีเรายังไม่ติดแต่จิตเรามันตก พอจิตตก ก็ไปจะติดที่ใจ เราไปติดอยู่กับความกลัว ช่วงเวลาสถานการณ์นี้ลองฝึกหรือถือเป็นห้องภาวนาด้วยกัน เรากลัวได้แต่ควรเป็นช่วงเวลาที่สั้นที่สุด เราจะเห็นได้ว่าความกลัวอาจจะกลับมาเป็นแรงผลักให้เราออกจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเดิมๆ ที่เราเคยมักง่าย ประสาท มัวเมา แต่การที่เราอยู่ในสถานการณ์เปลี่ยนร้ายให้เป็นดีได้ เราก็ควรทำอุปนิสัยตามส่งให้ต่อไปเรื่อยๆ ของเมถือว่าชัดเจนในตัวเองอยู่ ในการเชื่อมโยงโลกสวยด้วยน้ำใจและเขาจะมีเหมือนอัตโนมัติที่พอใครหนึ่งคนในกลุ่มเกิดสถานการณ์ตอนนั้น แรงหรือน้ำใจจะพุ่งไป ทำให้คนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นรู้สึกว่าเหมือนเรามีครอบครัวใหญ่ มีครอบครัวขยายหรือมีความรักมากกว่าความรักในสายเลือด แต่เป็นความรักของมนุษย์ทั้งผองที่เป็นพี่น้องกันจริงๆ อันนี้เป็นการยืนยันว่า

“โควิด-19 มีข้อดีหลายเรื่องที่จะทำให้เราไม่ขาดทุนต่อโควิด ด้วยจิตที่ไม่ติดโคม่า แม้เราขาดทุนจากที่เราหรือญาติเป็นผู้ป่วย แต่เราจะได้ภูมิคุ้มกันทางจิตกลับมา ความกลัวเกิดขึ้นได้เพราะเรายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ แต่ความกลัวที่เรารู้ทันก็จะถูกเบียดต่อด้วยปัญญา เราจะไม่เดียวดาย”

การที่เมอยู่ในสถานกาณ์ที่นอนระเบียงแต่ไม่โดดเดี่ยวและไม่เดียวดาย และยังเป็นอาสาสมัคร ทำให้เห็นว่ากรรมดีมันมีผล และเราอาจเอาความรู้นี้ไปสื่อสาร ไปถ่ายทอดให้คนรุ่นเราหรือรุ่นลูกเราว่า เราได้ผ่านการออกศึก เราเอาชนะข้าศึกคือความกลัวในใจได้โดยวิธีการใดบ้าง และเด็กก็จะอยู่ในสถานการณ์ความจริง มากกว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ปรุงแต่งความกลัว


อย่างกรณีที่เจอการจากพราก เด็กได้เห็นความตาย เห็นความรักที่เกิดจากการตายหรือการจากพราก เห็นการเปลี่ยนพลังงานบางอย่างที่ทำให้ความรักเติบโตและงอกงาม พวกนี้ต้องเอามาถอดรหัสเอาไว้ อย่าให้ผ่านไปเปล่าๆ โดยให้เห็นตามความเป็นจริงเลยว่าเราสอบตกหรือไม่ เพราะจากนี้จะกลายเป็นความชำนาญมากขึ้น อยากให้คลับเฮ้าส์ และคนที่ฟังอย่าจิตตกหรือไปจมกับความกลัวจนกระทั่งโคม่า ซึมเศร้า และเปรียบเทียบถือตัวว่าเราด้อยกว่า อย่างกรณีเมถือว่าได้สิทธิพิเศษจริง จากที่คุณพ่อเป็นอัลไซเมอร์แล้วทำให้เราได้ไปอยู่ในสถานการณ์ เราไปอยู่ต้นลม เหมือนเวลาที่คุณยายไปทำงาน ก็ให้ไปนั่งต้นลมเวลาคุยกับใครเพราะเราร่างกายอ่อนแอมีเม็ดเลือดขาวน้อย ดังนั้น การทำงานเราก็ต้องรู้ทิศทางการทำงานนั้นด้วย เพื่อจะได้ไม่ทำให้เกิดความเสียใจภายหลัง


กรณีเมถือเป็นการให้ความรู้มากว่าถ้าเราจะไปเป็นอาสาสมัครในโควิดจะต้องทำตัวอย่างไร และเราต้องไม่ประมาท เราจับต้องคนป่วยซึ่งก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เมเล่า ที่ไม่ถึงขั้นต้องอดสูหรืออาดูร ยังมีความสดใสกันอยู่


วิธีสื่อสารกับเด็กเมื่อต้องมีการแยกกักตัวหรือเจอความจากพราก


คุณเมสินี


แล้วแต่ครอบครัว แต่สำหรับครอบครัวเม ลูกจะต้องปลอดภัยก่อน เพราะลูกอายุเพียง 5 ขวบ ซึ่งตั้งแต่ที่คุณพ่อติดเชื้อในกระแสโลหิตเมได้เริ่มแยกตัวออกมา แยกจากลูก จะใส่แมส 3 ชั้นที่บ้านและไม่เคยถอดเลย นั่งอยู่กับลูกได้ ดูลูกกินข้าวได้ เข้าใกล้ไม่ได้เกิน 1-2 เมตร เราคุยกันได้นะ เราอ่านหนังสือ แต่ทุกกิจกรรมเราใส่แมสกันไว้ตลอด แยกห้องน้ำ พ่อแม่ลูกมาปีกว่าตั้งแต่ที่เกิดโควิดช่วงแรก รวมถึง แก้วน้ำ จานชาม และโต๊ะอาหารก็แยกกันไปเลย และก็ทานคนละเวลาไปเลย เพราะต้องมีเวลาเปิดปาก


จนรู้ว่าคุณพ่อติดโควิด-19 ก็ให้ลูกอยู่กับพี่เลี้ยง 2 คน ในความรู้สึกเราก็กลัวว่าเขาจะขาดความอบอุ่นก็จะใช้วิธีการไลน์คอล ตอนเช้าให้คุณอาไปแขวนอาหารไว้ แต่ก็ต้องทำใจหน่อย เพราะเด็กอาจจะต้องรู้จักแท็ปเลตเร็วหน่อย แต่ก็มองว่าถือเป็นสิ่งสำคัญที่เขาจะต้องใช้ในอนาคตด้วย เราก็ต้องเข้าใจตรงนี้ เพราะเราให้ลูกปลอดภัยไว้ก่อน ดังนั้นเราก็ต้องแยกตัวออกมาก่อน ทำทุกอย่างให้เขาห่างเชื้อให้ได้มากที่สุด พอมาถึงบ้านเอาเสื้อผ้าใส้เครื่องซักผ้า แล้วก็อาบน้ำสระผมทันที ปรากฎว่าเด็กแข็งแกร่งกว่าเม รับรู้ว่าพ่อแม่ไม่อยู่บ้าน และมีความสุขในแต่ละวันจากที่ได้ทำกิจกรรม


แม่ชีศันสนีย์

“การสื่อสารกับเด็กในช่วงโควิด-19 ความรักต้องไม่น้อยลงแต่ก็ไม่ สปอย เห็นใจเด็ก แต่ถ้าอยากสอนให้เด็กเป็นนักสู้ ก็ต้องสอนให้เขารู้ตอนออกศึกนี่แหละ เพราะการสปอยเด็ก จะทำให้เด็กรู้สึกว่าความทุกข์ไม่มีจริงในโลก จริงๆ ความทุกข์มันมีอยู่ แต่คนที่เขาอยู่กับทุกข์ อยู่เหนือทุกข์และพ้นทุกข์ เขาก็จะไม่รู้สึกไปปรนเปรอเรื่องสุข”

บางคนแก้ปัญหาเรื่องทุกข์ผิด บางคนเกลียดทุกข์แล้ววิ่งไปตะครุบสุข คือไม่อยากทุกข์ เลยวิ่งไปหาอะไรที่ตอบสนองแล้วมีความสุข แต่คนที่เขาเห็นทุกข์เขาไม่หนีทุกข์ แต่เขาอยู่เหนือทุกข์แล้วก็ไม่วิ่งไปหาความสุข ฉะนั้นเด็กต้องเรียนรู้มีไว้ให้เห็น ไม่ได้มีไว้ให้เป็นให้คร่ำครวญ ให้ต่อรอง หรือต้องทำตัวให้พ่อแม่ต้องมาเหมือนหนักอกหนักใจกับเรา


ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็ก โดยธรรมชาติเด็กเล็กก็สามารถหาความสุขในวิธีการของเขา ถ้าเราไม่ได้เอามาตรฐานหรือวิธีการของผู้ใหญ่ หรือรูปแบบเดิมๆ ของเราไปเป็นมาตรฐานของลูกเรา ถ้าเขาอยู่กับพี่เลี้ยงได้ เขาปลอดภัยแล้วพ่อแม่ก็ต้องทำงาน ทำหน้าที่ของพ่อแม่ เขาเข้าใจ แสดงว่าเราเลี้ยงลูกเราเก่งแล้ว ไม่ใช่เราเก่งที่เราเลี้ยงลูกเราได้ดี และคุณยายไม่ได้บอกว่าพ่อแม่เก่ง แต่ลูกเราเก่ง เพราะเขาเก่งด้วยตัวของเขาเอง เราก็นอนตายตาหลับ แต่ถ้าเราบอกว่าเราเลี้ยงลูกเราเก่งเลี้ยงได้ดี ไม่แน่หรอก ต่อหน้าเราดีลับหลังเราอาจจะไม่ดีก็ได้ ลูกเขาก็รักเราเหมือนที่เรารักพ่อแม่ เขาก็อยากเห็นพ่อแม่มีความสุขเขาก็แกล้งดีให้เราเห็น แต่ความจริงเขาอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งที่เราบอก

“ถ้าเราเลี้ยงลูกให้เก่ง ได้เรียนรู้ในช่วงสถานะและเวลาของเขาเลย โดยได้มองเห็นสงครามคราวนี้ได้อย่างไม่เห็นทุกข์ เขาจะมีภูมิคุ้มกัน”

เช่น ราชานุกูลจะเปิด รพ.สนาม นั่นคือต้องทำให้เด็กมีตัวเองเป็นเพื่อนให้ได้แล้วก็ส่งศิลปะเข้าไปเลย แล้วเด็กก็จะมีกายเคลื่อนไหวใจตั้งมั่นอยู่กับศิลปะเลย ใครถนัดวาด หรือแบบใช้เสียงได้เลย เพราะเด็กแต่ละคนมีจริตที่แตกต่างกันจากการเลี้ยงดู แต่สิ่งที่พ่อแม่ต้องเตรียมใจไว้เลย คือ การฟังหัวใจของเขาที่เป็นเบื้องลึกของเสียงนั้นให้เป็น อย่าพูดว่าพูดอย่างนี้ไม่น่ารักเลย แล้วต้องพูดอย่างไร ถ้าเขาพูดเรื่องจริง ซึ่งจะดีมากเลยว่า พูดอย่างนี้ดีมากเลยนะที่ทำให้แม่เห็นว่าแม่จะต้องปรับตัวเองอย่างไร เพื่อที่เราจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขอย่างที่เราจะพูดคุยกันได้


แต่ถ้าเด็กอายุน้อยยังพูดคุยไม่ได้ ก็ต้องใช้การสัมผัส และการมีสัญญาสม่ำเสมอ ส่งเสียงตามที่เขารู้ว่าเราจะให้เวลากับเขาแล้วก็สร้างวินัยไปด้วยกัน เขาก็จะไม่งอแง เพราะเขาก็จะรู้ว่าถึงเวลานี้เขาก็จะได้อะไรจากเรา ถึงเวลานี้เราต้องเสิร์ฟเขา ถึงเวลานี้แม่ก็ต้องไปเสิร์ฟคนอื่น เพราะเขาจะเรียนรู้ได้จากภาพจำที่ไม่ได้เกิดจากสมอง แต่เป็นการรู้ทันและเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้น่ากลัวไปกว่านี้ พ่อแม่ไม่ได้หายไปไหน และมีความสุขที่จะอยู่กับเรา แต่อยู่กับเราในที่ที่มันคนละพื้นที่ และยังมีความสุขเหมือนเดิม นี่คือการสร้างความเก่งให้ลูก ที่สำคัญพ่อแม่ก็ต้องมีแง่ง่ามต้องทำให้ลูกดูและมีความสุขให้ลูกเห็นได้ด้วย


สิ่งที่โควิด-19 ฝากไว้


คุณเมสินี

“โควิด-19 ทำให้ได้แง่คิดหลายเรื่อง ตั้งแต่การปรับตัวทั้งภายนอกและภายในจิตใจ และที่ได้มากๆ คือ ได้กัลยาณมิตร จากเดิมเราก็อยู่ในเส้นทางของเรา แต่เรากลับมีกัลยาณมิตรเข้ามาหากันเรื่อยๆ ทำให้เห็นว่าจากที่หลายคนเห็นว่าโลกปัจจุบันที่กว้างขึ้น แต่ขณะเดียวกับก็กลับมาเป็นโลกที่แคบลงได้เหมือนกัน”

นอกจากนั้น โควิด-19 ยังเป็นแรงอย่างหนึ่งที่ทำให้เรากลับมาเป็นฟังเสียงตัวเราเอง เห็นคุณค่าหลายๆ อย่างที่เยอะขึ้น และสิ่งที่ทุกคนต้องเจอ คือ การปรับตัวกับทุกอย่างที่คาดเดาไม่ได้ และก็จะต้องอยู่กับสิ่งเหล่านี้ให้ได้


ทุกคนต้องมีตัวเองเป็นกัลยาณมิตร


แม่ชีศันสนีย์


เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนพร้อมปรับตัว ถ้าเรามีตัวเองเป็นกัลยาณมิตร ใครที่เข้ามาเป็นกัลยาณมิตรกับเรา ก็จะมีเราเป็นกัลยาณมิตรกับเขาด้วยมิตรที่ชี้ช่องทางถูกต้อง มิตรที่พร้อมจะขนาบและพร้อมตักเตือนควรคบไว้ แล้วเวลาที่เราไปเป็นกัลยาณมิตรกับใครเราก็อย่าไปกล่าวโทษ


“ความเป็นกัลยาณมิตรคือมิตรที่กล้าเตือน แสดงความเห็นอกเห็นใจ แต่ไม่สปอย กล้าที่จะให้เราเกลียด เพราะการเตือนเรา เวลาที่เราอยู่ในฐานะที่เป็นกัลยาณมิตร โดยมีสัมมาทิฐิก็เหมือนเป็นกัลยาณมิตรของเรา ซึ่งสัมมาทิฐิเหมือนเป็นหัวขบวนของมรรค พอเรามีอริยมรรคเป็นกัลยาณมิตร เมื่อสัมมาทิฐิเป็นหัวขบวน คือเห็นทุกข์ เห็นทุกข์เห็นกิจต่อทุกข์ เห็นสมุทัยและเห็นกิจต่อสมุทัย และเมื่อฝึกทำให้สัมมาทิฐิก็จะมีสัมมากัสสปะที่แข็งแรง”

อย่างเมื่อวานได้รับการร้องขอจากศิษย์ว่าคุณย่ากำลังคืนลมหายใจ ด้วยการส่งเสียงไป ประโยชน์สูงสุดคือ การคิดว่าจะต้องสื่อสารกับเด็ก เพราะก่อนที่จะมีสัมมาวาจาต้องมีสัมมาทิฐิก่อน จึงถามว่า ประเด็นเรื่องนี้คืออะไร คุณยายเลยอยากจะคุยกับเด็กเพื่อให้ผู้ใหญ่ได้ฟัง เพราะทันทีที่ผู้ใหญ่เห็น พ่อแม่เห็นคุยกับเด็ก ทุกคนจะเริ่มมีตัวเองเป็นกัลยาณมิตรแล้วเปลี่ยนตัวเอง และจะยอมรับความจริงได้มากขึ้น ซึ่งอันนี้คือศิลปะของการมีกัลยาณมิตร


ขณะเดียวกันกรณีนี้เด็กได้เห็นว่า การที่คุณตาได้กลับบ้านหลังติดโควิด-19 แต่ได้เสียคุณย่าไป เด็กจะได้เรียนรู้ว่า นี่คือโลกเป็นอย่างนี้ มันมีการได้ มีการจากพราก มีการสูญเสีย เด็กต้องเข้มแข็งและออกรบครั้งนี้ดั่งมีตัวเองเป็นกัลยาณมิตร เขาจะจำเหตุการณ์ครั้งนี้หรือการจากพรากครั้งนี้ไปตลอดชีวิต เราไม่ต้องไปสอนเป็นคำพูด ย้ำให้พูดให้คิด แต่ให้เขาจับประเด็นได้จากการสูญเสีย และมองเห็นการจากพรากเป็นการเติบโต แล้วเราก็จะเห็นเลยว่าโควิด-19 มาทำให้เราเติบโตกับความจริง ไม่ได้เป็นสิ่งปรุงแต่งหรือที่เราคาดฝัน


หรืออย่างตอนนี้เห็นว่ามีสมาชิกใหม่เข้ามาฟังคลับเฮ้าส์มากขึ้น ก็อยากบอกว่าให้มีตัวเองเป็นกัลยาณมิตร แล้ว มีอริยมรรคเป็นดั่งกัลยาณมิตร จากนี้เราก็จะเป็นกัลยาณมิตรกับทุกคนได้ จะสื่อสารไม่เบียดเบียน มีสัมมาอาชีโว มีความเพียรและไม่ไปชวนกันเหลวไหล มีสติเห็นความไม่เที่ยงแท้ ความอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเกิดความไม่เที่ยงได้ตลอดเวลา และก็มีการเจริญสมาธิที่ไม่ได้เป็นรูปแบบการนั่งสมาธิ แต่เป็นลักษณะของการเดินฌาณ มีวิตกจากกามคุณ พอเราออกจากกามได้สมาธิจะเกิดเลยได้ จะมีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ที่เราพร้อมจะละทุกอย่าง โดยมีทุติยฌาน ตติยฌาน จตุฌาน โดยที่อยู่ได้ด้วยอุเบกขา เอกตาขารมย์ ที่อยู่ได้ด้วยอารมณ์เดียวไม่หวั่นไหว อันนี้สอนเรื่อง มีตัวเองเป็นกัลยาณมิตร มีอริยะมรรคเป็นกัลยาณมิตร แล้วก็สามารถปฏิบัติถึงขั้นที่เรามีจิตของเราเป็นสัมมาสมาธิ และการได้เดินฌาณได้

“วิตก คือการยกเรื่องหนึ่งเรื่องใดมาพิจารณา เอาเรื่องการสูญเสียจากโควิด-19 มาพิจารณา วิจารคือการใคร่ครวญ เมื่อเราวิจารณาระงับได้แล้ว มันจะมีปิติ พอปิติสงบระงับ อันนี้มันเหนือสุขแล้ว ที่เด็กจะต้องรับรู้ฌาณแบบสนุกๆ มันอยู่ด้วยอารมณ์เดียวไม่หวั่นไหว หรืออยู่เหนือทุกข์”

คำถามคือผู้ใหญ่ที่กำลังฟังเรื่องนี้ เรารู้เรื่องนี้หรือเปล่า ถ้าเราไม่รู้เรื่องนี้แสดงว่าเราก็ยังไม่มีตัวเองกัลยาณมิตร ก็ต้องฝึก แล้วเราจะได้ไม่ไปเหลวไหลเวลาสุขไปปาร์ตี้ เวลาทุกข์ก็หงอยเหงา

“ความสุขและความทุกข์เป็นสากล คือมีความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งสุขและทุกข์ ไม่ต่างกัน เหนือสุขเหนือทุกข์ ต้องออกจากของคู่นี้ให้ได้ จะถือว่ามีความเย็นอันเกษมและนิพพานได้ และจากโควิด-19 ก็ทำให้เข้าถึงนิพพานได้เลย”

คุณเมสินี


จากที่คุณยายอธิบาย ทำให้เห็นว่า การที่เป็นกัลยาณมิตรของตัวเอง ถือว่าได้แสงสว่างเยอะมาก


แม่ชีศันสนีย์


ถ้าต้องการให้คุณยายรับใช้อะไรบอกได้เลย ครอบครัว สามี หรือหลาน เพราะเราสามารถเรียนรู้และเดินทางไปกับโควิด-19 อย่างมีหัวใจที่เติบโตไปด้วยกันได้ ยายก็ขอบใจที่เมให้เวลา ให้โอกาสออกมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงนี้ แค่นี้ก็เป็นกุศล โดยคนที่เป็นอัลไซเมอร์เขาก็จะมีความสุขแบบเขา เมก็มีความสุขแบบที่เป็น เรามีเพื่อนคุยกันในยามที่เรามีทุกข์ เรากำลังเข้าใจในสิ่งที่มันเป็นโจทย์ และทำในสิ่งที่กำลังเห็นไปด้วยกัน เราเห็นทุกข์เพื่อพ้นทุกข์


คำแนะนำเมื่อติดโควิด-19 เพื่อมีสติและไม่เป็นโคม่า


คุณเมสินี


สถานการณ์โควิด-19 ตอนนี้เปลี่ยนแปลงทุกวัน ถ้าดูจากการเดินทางจากภายนอกก่อนคือ ดูสิทธิของตัวเองก่อนว่า จะไปรักษาที่ รพ.ไหน ซึ่งทุกแห่งส่วนใหญ่จะปฏิเสธการรักษา แต่ถ้ามีประกันติดต่อประกันก่อนเลย แล้วก็ดูอาการ ประเมินตนว่าอาการอยู่ในระดับไหน อย่าเพิ่งร้อนรน หลายคนพอรู้ว่าติดเห็นผลที่เกิดขึ้น กังวลไปหมด และมองว่าอาการเร็วไปกว่าอาการจริงที่เกิดขึ้นจริงเสมอ


โดยเฉพาะจิตเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้เรารู้อาการที่แท้จริงว่าเราอยู่ประมาณไหน ดูแลตัวเองย่างไร ซึ่งสามารถหาอ่านได้ และเมกำลังทำสรุปวิธีการสำหรับคนเฝ้าไข้อย่างไรไม่ให้ป่วย มีทั้งอยู่กับลูกอย่างไรให้ลูกปลอดภัย วิธีการดูแลร่างกาย และสังเกตอย่างไรไม่ให้ลงปอด เพราะเชื้อจะอยู่กับเราแค่ 7 วัน หลังจากนั้นสิ่งที่เชื้อจะไปทำลายอวัยวะ ซึ่งถ้าเรามีภูมิหรือกำจัดเชื้อได้เร็ว เชื้อก็จะไปทำลายในส่วนอวัยวะต่างๆ ไม่ได้ สิ่งสำคัญคือ ล้างจมูกและลวกคอด้วยน้ำเกลือทุกวัน ล้างมือเยอะๆ ล้างมือ อาบน้ำบ่อยๆ เลี่ยงและรักษาระยะห่างจากผู้คน หลายคนที่ติดเพราะกินข้าวด้วยกัน ทานอาาหกรด้วยกัน กินน้ำแก้วเดียวกัน


กายไม่คิดโควิด จิตอย่าติดโคม่า


แม่ชีศันสนีย์


วันนี้ถือว่าได้ประโยชน์จากรายการเพราะได้ประโยชน์จากคนที่ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด และมีวิธีการป้องกันตัวเอง มีคำสรุปจากเมแล้วว่า “มันทำได้ “ และมีวินัยการใช้ชีวิตของครอบครัวมาตั้งแต่พ่อยังไม่ได้เป็นโควิด-19 ไม่เอาเรื่องสปอยตัวเองมาเป็นตัวติดกับดักให้ตัวเอง โดยที่ลูกก็ควรปลอดภัยถ้าพ่อแม่ไม่มีข้ออ้าง


แต่การติดทางกายไม่ได้น่ากลัวเท่ากับติดทางใจ เพราะตอนนี้ข่าวสารที่ออกมาค่อยข้างเป็นเรื่องดราม่า รุนแรง น่ากลัว เกิดความเห็นอกเห็นใจเกินเหตุบางที ข่าวจริงบ้างไม่จริงบ้าง แต่คุณยายกลับรู้สึก


ถ้าสถานการณ์นี้มันเป็นจุดเปลี่ยนหักเหที่ดี ก่อนที่จะเกิดโควิด-19 มันมีอะไรที่น่ากลัวล่ะ ความมักง่าย เลินเล่อ มัวเมาประมาทน่าจะน่ากลัวกว่าโควิด-19 แต่โควิด-19 มาเป็นสถานการณ์จำลองอันหนึ่งทำให้เห็นว่าเราหลงไปเยอะแล้ว เราควรกลับมารู้มากกว่าหลงแล้ว เพราะถ้าเมื่อไรเราหลง จิตเราติดโคม่าอยู่แล้ว ในกรณีนี้เป็นกรณีที่น่าศึกษา เมื่อรู้เนื้อรู้ตัวและหลงไปนานแล้วกลับมารู้ พอกลับมารู้เท่าทันปัจจุบันขณะ เราจะไม่หลงอีกด้วยสำนึกของเราแล้ว ให้ใครมาสอนเราก็ไม่เชื่อ เพราะเราจะคิดว่าใครๆ ก็เป็นกัน เนื่องจากเราเอาเรื่องราคามาเป็นคุณค่าไปแล้ว


แต่คราวนี้โควิด-19 มาทำให้เราสูญเสียจนกระทั่งเราเห็นคุณค่าได้แล้ว ความสุขจริงๆ เราจะเห็นคุณค่า แม้แต่ความสุขเล็กๆ มันก็มีคุณค่า ไม่ต้องรอมีความสุขใหญ่ ๆ เราจะเห็นตัวเราเริ่มเปลี่ยน ที่เราหลงไป เข้าไปสู่โควิดแบบโคม่า บางคนติดโควิด-19 แต่จิตไม่ติดโคม่า

“บางคนกายไม่ติดโควิด-19 แต่จิตติดโคม่า ก็ต้องปรับสมดุล แล้วสมดุลที่ดีที่สุด การเห็นว่าเราสุขง่ายขึ้นจากการใช้น้อยลง สุขเมื่อสร้างมากขึ้นโดยที่เราไม่ต้องรอสุขเมื่อเสพอะไรที่เลิศหรู และสุขเมื่อให้ ที่เราสามารถทำได้ทันที ถ้าเรามี 3 สุขนี้เราจะไม่ติดโคม่าทางใจและและกายก็ไม่ติดโควิด-19ด้วย”

สิ่งที่พวกเราหรือหลายคนทำอยู่ในการช่วยเหลือผู้อื่น ทำให้รู้ว่าเพื่อนมีค่าเมื่อปัญหาเกิดเสมอ และทำให้เห็นว่า สิ่งที่เราทำอยู่มีคุณค่าเหนือราคาทั้งหลายทั้งปวง และโควิด-19 ก็มาทำให้เราเห็นคุณค่า เมื่อเราเห็นคุณค่าเราก็จะไม่ประมาท และในที่สุดกายก็ไม่ติดโควิด-19 จิตก็ไม่ติดโคม่า ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่จะติดโควิดและจิตก็จะติดโคม่ากันเยอะ


*******************




ดู 13 ครั้ง0 ความคิดเห็น