กายไม่ติดโควิด จิตอย่าติดโคม่า


สนทนาธรรมกับท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ คุณเมสินี แก้วราตรี คนที่ยังไม่ติดโควิด แต่มาดูแลคุณพ่อคุณแม่ที่โรงพยาบาลเองและใช้ชีวิตในชุดพลาสติกที่ระเบียงโรงพยาบาล ทำอย่างไรไม่ให้ทุกข์ และมีความสุข กับสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้


ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


คุณเมสินี แก้วราตรี ได้มาบอกเล่าประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้ป่วยโควิดที่โรงพยาบาล เนื่องจากคุณพ่อที่เป็นอัลไซเมอร์ติดโควิด-19 ทำให้เธอจึงเลือกที่จะเข้าไปดูแลคุณพ่อด้วยตัวเอง โดยตลอดระยะเวลาของการรักษาคุณพ่อทำให้เธอต้องสวมชุดพลาสติกตลอดเวลาพร้อมใช้ชีวิตอยู่ริมระเบียง เรื่องราวของเธอนอกจากจะเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าเรามีความรู้ความเข้าใจการป้องกันโรคทางกายแล้ว การมีใจที่แข็งแรงก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อย เพราะทำให้เธอและครอบครัวสามารถฝ่าฟันกับสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนั้นมาได้


จุดเริ่มต้นที่ทำให้เตรียมพร้อมกับการป้องกันโควิด-19


คุณเมสินี


เพราะมีประสบการณ์บริหารงานโรงแรมทางเลือกสำหรับผู้ที่มีการกักตัวเพื่อดูอาการโควิด-19 (Alternative State Quarantine หรือ ASQ) ตั้งแต่การระบาดรอบแรกเดือน ก.พ. 2563 ทำให้เรียนรู้อาการของโควิดอย่างใกล้ชิดมาตลอด ทั้งโรงแรมและร้านอาหารก็มีการปรับตัวมาตลอดอย่างต่อเนื่อง จนกระทั้งการระบาดรอบ 3 ที่ถือว่ารุนแรงที่สุด


ปกติเป็นคนอยู่กับปัจจุบันไม่ได้มองโลกในแง่ดี แต่รู้สึกว่าถ้าเหตุการณ์เป็นอย่างนี้เราทำอะไรสักอย่าง โดยเชื่อว่าถ้าเราพายเรือไปที่เดิมแล้วเราไม่ลองเปลี่ยนฝีพายเราก็จะไปในทิศทางเดิม แต่ถ้าเราหักฝีพายไปอีกทางหนึ่งเชื่อได้ว่าเราจะมีโอกาสที่จะทำให้เราไปในทิศทางใหม่ได้ ทำให้ตั้งแต่โควิด-19 ระบาดรอบแรกก่อนที่จะมีการปิดประเทศ โรงแรมเราตัดสินใจปรับตัว ตั้งแต่รับลูกค้าชาวจีนเข้ามา เนื่องจากพอปิดอู่ฮั่น จังหวะนี้คนจีนที่มีลูกคนเดียว ซึ่งปกติพ่อแม่เขาจะรักลุกเหมือนไข่ในหิน พ่อแม่จึงส่งลูกออกไปต่างประเทศหมด ทำให้โรงแรมเรามีลูกค้าเต็ม 100 % ขณะที่โรงแรมอื่น 0 % นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องการป้องกันโควิด-19 จากเหตุการณ์นี้อย่างจริงจัง


แล้วปกติเราเป็นคนคุยกับลูกค้าเองทุกคน พบว่ามีตั้งแต่เด็กอายุ 12 ปี ที่พ่อแม่ส่งมา และอายุ 18-19 ปี ที่เตรียมพร้อมเพื่อไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ที่เราต้องมีวิธีการดูแลลูกค้าจนกว่าประเทศเขาเริ่มมีสถานการณ์ที่ดีขึ้นแล้วก็กลับไปเรียนต่อที่จีนหรือประเทศต่างๆ ซึ่งขณะนั้นไทยเองเพิ่งจะเริ่มจะปิดประเทศ


สำหรับขั้นตอนการทำงาน ก็มีการทำประชาพิจารณ์กับสังคมที่อยู่รอบโรงแรมด้วยเพื่อสร้างความเข้าใจและสื่อสารให้ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการต้องให้ความรู้กับพนักงานและคนรอบข้างพนักงานที่ทางเราต้องให้ความปลอดภัยกับเขาก่อนเสมอ


“คิดอยู่เสมอว่าเราทำไม่ได้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่เราทำเพื่อให้คนที่อยู่กับเรามีความปลอดภัย เพราะถ้าครอบครัวของพนักงานไม่มีรายได้แล้วเขาจะอยู่อย่างไร ดังนั้น เรามองผลประโยชน์คนอื่นก่อน ก็ต้องเริ่มจากดูความปลอดภัยพนักงานเป็นลำดับแรก เพราะคิดว่าถ้าเราตั้งใจดี สิ่งที่ทำออกมาก็จะดี จนสามารถขยายตึกโรงแรมเป็น ASQ ไปหลายตึก และถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการลดเงินเดือนกับพนักงานเลย”

แม่ชีศันสนีย์


ตอนนี้การไม่ป่วยเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับเราและบุคลากรทางการแพทย์ การไม่ป่วยนั่นคือการที่ต้องให้ความรู้ และช่วงหลังคุณยายก็จะให้ความรู้การเตรียมตัวก่อนป่วยเยอะขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันและทำงานเชิงรุกมากขึ้น และไม่ทอดทิ้งคนที่อยู่ด้านหน้าคือคุณหมอและพยาบาล ที่นับวันเริ่มมี รพ.สนามเกิดขึ้นมาก แต่ก็พยายามไม่ให้เกิดความกลัว เพราะไม่อยากให้โควิด-19 ไปติดที่ใจ และหากใครมีประสบการณ์จากการติดโควิด-19 ทั้งจากตัวเอง ครอบครัว หรือคนใกล้ชิด ก็อยากให้ออกมาแชร์กัน เคารพกัน และก็จะพบว่าสังคมก็ยังน่าอยู่ และความกลัวจะน้อยลงเมื่อเราได้ผ่านกับสถานการณ์หรือความจริงที่เกิดขึ้นสักครั้ง แล้วก็จะส่งไม้ผลัดต่อกันไม่ยาก เพราะรู้ว่าเวลาที่อยู่ในตรงนั้นมุมนั้นมันรู้สึกและผ่านประสบการณ์จริงอย่างไร


จนถึงวันนี้ที่หุบเขาโพธิสัตว์ก็ยังส่งของหรือผลิตภัณฑ์ให้ผู้อื่นทุกวันทั้ง วัด รพ. หรือบุคคลที่ต้องการที่จำเป็น เราเห็นโจทย์อย่างไรก็แก้โจทย์นั้นตามไป ด้วยทิฐิที่เห็นเพื่อนมีค่าเมื่อปัญหาเกิด


จนตอนนี้ก็ปิดเสถียรธรรมสถานทั้ง 2 แห่งเพื่อรักษาความปลอดภัย สถานการณ์ตอนนี้ที่หุบเขาโพธิสัตว์ที่เพชรบุรีสะอาดปลอดโปร่ง คนที่นี่ไม่ได้กลัว และยังใช้วิถีปกติ แต่ทุกคนจะซื่อสัตย์มากขึ้นที่ใครจะมาหาคุณยาย บ้านเขาไม่ได้เป็นแต่คนในบ้านอาจเป็นเขาก็จะรู้แล้วก็ไม่มาหาเรา ตอนนี้คนมีความต้องการในผลิตภัณฑ์เราคือ น้ำกระชายและดอกกุหลาบที่เราได้เก็บเกี่ยวฤดูแรกไป เสียงตอบรับดีมาก ชื่นใจ มีถ่ายรายการ แค่โยนกลีบกุหลาบขึ้นกลิ่นหอมมาก จึงรู้เลยว่าทำไมดอกกุหลาบจึงช่วยเยียวยาทางจิต เศร้าหมอง หดหู่ได้ เพราะกุหลาบช่วยสร้างความสดชื่น


ย้อนถึงจุดเริ่มต้นที่คุณพ่อคุณแม่ป่วยโรคอื่นก่อนและต้องหาโรงพยาบาลรักษา จนคุณพ่อมีอาการโควิด-19


คุณเมสินี


ช่วงนั้นคุณแม่ป่วยและคุณพ่อก็มีอาการสลบก็เลยพาไป รพ.รัฐแห่งหนึ่งที่มีประวัติอยู่อยู่แล้วไปอยู่ฝ่ายฉุกเฉิน จากนั้นเราเข็นคุณพ่อที่ยังไม่ได้สติในช่วงนั้นที่แผนกอายุรกรรมทั้งวัน จนผลออกมาสรุปว่าคุณพ่อมีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดทำให้ต้องแอดมิน แต่ไม่มีเตียงให้รักษา ซึ่งตอนนั้นได้เห็นว่า ก็มีผู้ป่วยที่อายุค่อนข้างเยอะอยู่ และบางท่านก็มีอาการติดเตียง โดยรวมอยู่ในห้องฉุกเฉินรวมกันประมาณ 30-40 คน


ตอนนั้นทาง รพ. ได้ประกาศปิดห้องฉุกเฉินหรือแผนกไอซียูไปแล้ว ซึ่งตอนนั้นคุณพ่อก็ตรวจโควิด-19 แต่ก็ไม่พบเชื้อ จนตอนเช้าคุณพ่อก็เริ่มมีสติขึ้นมา รอห้องอีก 1 คืนจนได้เข้าวอร์ด แต่ตอนนั้นเราก็ไม่สามารถเข้าไปเยี่ยมคุณพ่อได้เพราะที่วอร์ดไม่ให้คนนอกเข้าไป เนื่องจากต้องป้องกันเรื่องโควิด-19 ไว้ก่อน และคุณพ่อนอนรักษาได้ 4-5 คืน ทาง รพ.แจ้งว่าต้องให้คุณพ่อกลับไปนอนรักษาที่บ้าน เพราะวอร์ดจะต้องปรับพื้นที่ตรงนี้เป็นที่รักษาผู้ป่วยโควิด-19 แล้ว


เมื่อกลับมาบ้านคุณแม่มีอาการล้มลง เลยต้องพาท่านกลับไปที่ รพ.เก่า แต่ก็ไปรักษาไม่ได้เพราะเขาปิดเพื่อรักษาโควิด-19 ไปแล้ว จึงไป รพ.รัฐอีกแห่งแต่ห้องฉุกเฉินไม่มีแล้ว รอเหมือนเดิมจนพบว่าคุณแม่เป็นกรวยไตอักเสบ และก็ยังแอดมิทไม่ได้เหมือนเดิม การรักษาจึงทำได้เพียงไปรับยาเพื่อรักษาอาการกรวยไต ด้วยการไป รพ.ทุกวันแทน จนคุณแม่อาการดีขึ้น


แต่วันรุ่งขึ้นคุณพ่อกลับมีอาการไข้ขึ้นถึง 40 องศา และคิดว่าเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือดเหมือนเดิม ตอนนั้นวนหา รพ. รวมทั้งหมด 6-7 แห่ง ก็ไม่มี รพ.ให้เข้าไปรักษา จนไปได้ รพ.เกี่ยวกับสมองเพราะคุณพ่อเป็นโรคอัลไซเมอร์ รอไปถึง 2 ทุ่ม เพราะต้องตรวจเชื้อโควิด-19 ก่อนเข้ารับการรักษา ปรากฎผลออกมาว่าคุณพ่อติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งโชคดีที่ตอนนั้น รพ. มีเตียงพอดีที่มีคนออกไป แต่ต้องยอมรับว่าเมื่อคุณพ่อเป็นอัลไซเมอร์ และเป็น รพ.เกี่ยวกับสมอง ซึ่งตอนนั้นไม่มีบุคลากรทางการแพทย์ที่มาดูแลได้ ดังนั้นต้องมีคนที่เข้าไปดูแลคุณพ่อ เราจึงตัดสินใจไปดูแลท่านเอง โดยมีการเซ็นยินยอมว่ามีโอกาสเสี่ยงที่ติดต่อโควิด-19 และก็ต้องมีการตรวจไปก่อนจะเข้าไป


ตอนแรกก็กลัว เพราะต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่สลับกันไปมา สุดท้ายผลตรวจออกมาเราไม่ติดโควิด-19 ทำให้ได้อยู่ดูแลคุณพ่อและต้องอยู่ที่วอร์ดจนกว่าคุณพ่อจะรักษาหายและออกจาก รพ. เราถึงจะออกจากห้องนี้ได้ ระหว่างนั้นก็รีโมทหาที่ตรวจโควิด-19 ให้คุณแม่ ซึ่งโชคดีที่พบว่าคุณแม่ไม่ติดโควิด-19


ความรู้สึกและการก้าวข้ามผ่านเหตุการณ์หลายเรื่อง


คุณเมสินี


“บุญกุศลที่ใหญ่ที่สุดของคนเป็นลูกและจากที่ตัวเองก็มีลูกเหมือนกัน นั่นคือ การได้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ตอนที่พวกท่านยังมีชีวิตอยู่ นี่คือบุญที่ยิ่งใหญ่มาก ดังนั้นตอนที่ท่านเปิดโอกาสให้ดูแลท่านตอนที่ป่วย ต้องถือว่าท่านทำให้เราได้สร้างบุญด้วยซ้ำ จึงทำให้รู้สึกว่าไม่เหนื่อย แม้มีบางวันที่อาจจะแอบท้อบ้าง พอคิดอย่างนี้ก็ยังรู้สึกดีกว่าที่ต้องไปทำบุญให้ท่านในตอนที่ท่านไม่อยู่แล้ว การที่ได้พาเขาไปหาหมอ ป้อนข้าวป้อนยา และนั่งอยู่กับเขาตรงนี้ มันดีกว่าเยอะ”

แม่ชีศันสนีย์


ฟังแล้วเห็นใจบางทีเราเข้าไปรักษาอีกเรื่องหนึ่ง แต่เราได้กลับมาอีกเรื่องหนึ่ง แล้วเราไม่โกรธ หรือตีโพยตีพาย แต่เราผันพลังงานออกมาเป็นความกตัญญูและดูแลท่านจนกระทั่งเราก็เอาตัวเองไปอยู่ใกล้ท่าน

เมก็เก่งมากที่ตั้งทิศทางการคิดดูแลพ่อแม่ที่ป่วยไข้ เหมือนเราได้ดูแลพระในบ้าน เหมือนได้ดูแลพระตถาคต ได้ถวายงานพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นคือการได้ดูแลผู้ป่วยไข้ และดูแลพ่อที่ให้โอกาสเรามา อะไรที่เกิดขึ้นอาจมีบางเรื่องที่อาจหนัก แต่ว่าไม่หนักใจ เหนื่อยอยู่บ้างแต่ไม่เหนื่อยใจ อย่างนี้เรารอดแล้ว เพราะอย่าให้ไปถึงเหนื่อยใจ


“เหมือนที่เราไม่เป็นโควิด แต่ถ้าจิตเราไปติดโคม่าสักเอง ถ้าอย่างนั้นเราจะเอาอะไรไปช่วยพ่อ ถือว่าเมเก่งมากและอยากให้เป็นตัวอย่างลูกคนอื่นๆ เหมือนเวลาที่เห็นลูกติดโควิด-19 ใจของพ่อแม่ก็เหมือนโคม่าไปด้วยเลย แต่นี่พ่อติดโควิด-19 แต่จิตของลูกยังเป็นอิสระ และบริหารจิตใจทำให้ตั้งรับได้ดี”

วิธีการดูแลตัวเองเมื่ออยู่ในวอร์ดที่มีแต่ผู้ป่วยโควิด-19


คุณเมสินี


พอรู้ว่าคุณพ่อคิดโควิด-19 ไม่ได้ตีโพยตีพาย แค่รู้สึกว่าโควิด-19 ติดง่ายถ้าเราประมาท และทำให้เรารู้ว่ามีข้อได้เปรียบหรือข้อเสียเปรียบอะไรเนื่องจากเราเคยเจอในโรงแรมที่เราดูแลที่ก็มีการติดเชื้อมาแล้ว ก็ไปดูเคสว่าเกิดจากที่ไหนมาบ้าง และตอนที่อยู่โรงแรมก็มีเคสคนที่ติดโควิด-19 เกิดน้อยมาก


สิ่งแรกที่ทำตอนที่เข้าไปในวอร์ดเพื่อเข้าไปดูแลคุณพ่อคือ การขอออกมานอนที่ระเบียง เพราะสิ่งแรกคือการไม่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในห้องปรับอากาศ เปลี่ยนแมสมาใช้แบบ N95 เลย เพราะเป็นแมสที่ดีที่สุด เพราะวันแรกที่ไปเมใส่แมสเกาหลีไปทั้งหมด 4 ชั้น แต่คุณหมอให้เปลี่ยนเป็น N95 แล้วก็ใส่ชุดคลุมฝน แต่การติดเชื้อที่ต้องระวังที่สุดคือ ตรงชุดที่เราใส่แล้วเชื้ออาจไปโดนชุดที่เราใส่ โดนหน้า ดังนั้นวิธีม้วนชุดที่ใส่แล้วจะต้องม้วนอย่างไรที่ไม่ให้โดนชุดหรือโดนตัวเรา พอถอดเสร็จก็ต้องล้างมือให้สะอาดทันที พร้อมทำความสะอาดบริเวณจุดสัมผัสบ่อยๆ ซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดให้พร้อม เดทตอล และทำความสะอาดรองเท้า จนถึงห้องน้ำ สวิตซ์ไฟ รีโมท ทำทั้งหมด 4 ครั้งต่อวัน เนื่องจากเป็นปกติที่ผู้ป่วยต้องมีการไอหรือจามบ้าง แล้วก็ต้องให้ตัวเองอยู่ต้นลมตลอด และเรื่องใส่หน้ากากสำคัญมากเพราะเชื้อมีโอกาสเข้าทางตาได้


จากประสบการณ์หา รพ.ให้คุณพ่อทำให้มีการช่วยเหลือผู้อื่นหาสถานพยาบาลสำหรับผู้ติดโควิด-19


คุณเมสินี


เพราะน่าจะเป็นสิ่งที่เราแชร์ได้มากที่สุด เนื่องจากเรามีประสบการณ์จากการที่ทำงานกับ รพ.ตั้งแต่ทำ ASQ และก็อยู่ในสมาคมโรงแรมที่กักตัว เวลามีเคสอะไรจริงๆ จะเห็นได้ว่าแต่ละ รพ.จะมีการอัพเดทที่ค่อนข้างเร็วว่ามีเตียงหรือไม่ ตอนที่อยู่ที่ระเบียง รพ. เลยใช้โอกาสและจังหวะเวลานั้นช่วยคนต่อ โดยเข้าไปอยู่ในกรุ๊ปอาสาผู้ป่วยติดโควิด-19 คอยให้คำแนะนำ โดยเฉพาะตอนนี้เด็กๆ ติดโควิด-19 กันเยอะ ไปช่วยเช็กด้วยการใช้ประสบการณ์จากที่หาข้อมูลและเช็กอยู่แล้วว่าแต่ละแห่งรับจำนวนผู้ป่วยเท่าไร พร้อมยังส่งอาหารให้กับบุคลากร เนื่องจากช่วงแรกเพื่อนๆ เห็นว่าร้านอาหารเราก็ต้องปิด ก็เลยมาช่วยส่งอาหารให้บุคลากรการแพทย์กัน ก็ทำให้เห็นว่าการที่ 1 คนส่งน้ำใจให้อีก 1 คน สามารถกระจายได้เยอะ ก็รู้สึกว่าดี และจนถึงตอนนี้ก็ยังมีการส่งอาหารไปยัง รพ.อย่างต่อเนื่องด้วย


การดูแลจิตใจด้วยการสวดมนต์และฝึกธรรมะ


คุณเมสินี


ต้องยอมรับว่าช่วงที่ทุกคนอยู่กับความเครียดหรืออยู่กับความตระหนก เพราะจิตที่สว่างและสงบต้องเริ่มจากเมตตาต่อตัวเองและคนรอบข้าง ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ได้สัมผัสมาตั้งแต่เสถียรธรรมสถาน ช่วงเวลาที่อยู่ในวอร์ดได้เปิดบทสวดมนต์ของคุณยายจ๋า รวมทั้งมีคนชวนแนะนำฟังคลับเฮ้าส์ของคุณยายจ๋า ก็ทำให้นึกถึงเวลาที่ได้ปฏิบัติที่เสถียรธรรมสถาน ก็รู้สึกว่าทำให้จิตเรานั้นได้สงบตามที่คุณยายจ๋าเคยสอนเวลาได้ไปนั่งฟังที่นั่น


แม่ชีศันสนีย์


คุณยายเชื่อว่าใครที่เคยลิ้มลองพึ่งตัวเองได้ก็จะสามารถให้คนอื่นอย่างร่าเริงได้ เมก็เป็นหนึ่งตัวอย่างนี้ว่า แม้เราอยู่ในสถานการณ์ที่ปฏิเสธไม่ได้ มันจะยากลำบากหรือไม่ก็ตาม เราสู้เป็น เพราะเราสู้กับหัวใจของเราที่จะยังประคับประคองการเดินทางต่อไปด้วยจิตที่จะให้ สิ่งเหล่านี้เป็นอานิสงสทั้งนั้น แม้เราไม่ได้ทำว่า เพราะเราจะต้องได้อะไร แต่การที่เราทำเป็นวิถีชีวิตปกติ เป็นเหมือนอัตโนมัติ พอทำเป็นอัตโนมัติมันก็จะส่งผลโดยที่ไม่ต้องคาดหวัง