การฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย - ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล

อัปเดตเมื่อ 7 ก.ค. 2020


รายการ Exclusive Talk 

วันพุธที่ 17 มิถุนายน 2563 เวลา 14.00 - 15.30 น.

ห้วข้อ "การฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย"

แขกรับเชิญพิเศษ-ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง

ผู้ดำเนินรายการ-คุณเพ็ญศรี สุธีรศานต์ เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย


จากอุบัติการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ทุกประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบกันทั่วหน้า และต่างมีวิธีการรับมือที่แตกต่างกัน สำหรับประเทศไทยถือเป็นประเทศหนึ่งในอันดับต้นๆ ของโลกที่มีการบริหารจัดการเรื่องโควิด-19 ได้ดี แต่ก็ยังอยู่ในระยะที่ต้องเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่องเพราะมีโอกาสที่จะเกิดการแพร่ระบาดระยะที่ 2 หรือการที่เชื้อโรคจะมีการกลายพันธุ์ได้ ทว่า อีกด้านหนึ่งที่ถือเป็นเรื่องสำคัญจากผลกระทบโรคร้ายดังกล่าวคือ เรื่องปากท้องและการรับมือกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ Exclusive Talk  ครั้งนี้ได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญพิเศษคือ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ที่ด้านหนึ่งถือเป็นนักเศรษฐศาสตร์สำคัญคนหนึ่งที่จะมาให้มุมมองและสิ่งที่รัฐบาลเตรียมดำเนินแก้ไขกันในอนาคต


โควิด-19 สร้างความบอบช้ำมากกว่าทุกวิกฤตที่ผ่านมา


ผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจโควิด-19 ถือเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่ที่ประเทศไทยได้ผ่านวิกฤตมา เพราะปี 2540 เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับธุรกิจขนาดใหญ่เพราะไปกู้เงินเป็นจำนวนมาก ปี 2551 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่เกิดขึ้นจากสหรัฐก่อน แต่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นแบบเฉพาะส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตลาดหุ้น และก็ถือว่ามีการฟื้นกลับมาได้เร็วพอสมควร


“โควิด-19 เป็นวิกฤตที่กว้างขวางรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดฝันมาก่อน เพราะทุกคนต้องหลบโควิด-19 อยู่บ้าน ร้านค้าต้องปิด ซึ่งไม่เคยเกิดอย่างนี้มาก่อน เพราะกี่วิกฤตที่ผ่านมาร้านค้ายังสามารถเปิดได้ อีกทั้งยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และทุกจังหวัดในไทยเจอกันหมด”


จุดเริ่มต้นการบริหารจัดการและผลของการดูแลสถานการณ์


ถือว่าประเทศไทยเดินมาถูกทางที่สามารถบริหารจัดการการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จากทั่วโลกที่มีคนติดเชื้อหลายล้านราย (ณ วันที่ 28 มิ.ย. มีผู้ติดเชื้อทั่วโลก 10 ล้านราย และเสียชีวิต 5 แสนราย) ซึ่งเทียบกับตอนเกิดโรคซาร์สมีผู้ติดเชื้อทั่วโลก 9,000 ราย ขณะที่ปัจจุบันยังมีจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลักแสนคนต่อวัน เป็นสิ่งที่น่ากังวลใจ แม้ไทยจะดูเหมือนสถานการณ์จะเริ่มกลับมาปกติมากขึ้น แต่หลายประเทศยังมีสถานการณ์ที่น่าหนักใจไม่น้อย


หากย้อนไปดูการแพร่กระจายโรคทั่วโลกแต่ละรอบ รอบแรกคือ แพร่กระจายที่อู่ฮั่น ประเทศจีน รอบ 2 คือจากจีนไปเกาหลีใต้ อิหร่าน และอิตาลี  รอบ 3 คือ สหรัฐ สเปน ฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ (กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว) รอบที่ 4 คือรอบปัจจุบัน บราซิล รัสเซีย อินเดีย อินโดนีเซีย (กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา) หรือกลุ่มละตินอเมริกา จนปัจจุบันจำนวนผู้ติดเชื้อของบราซิลขึ้นเป็นอันดับ 2 ของโลก หรือกลุ่ม BRIC มาหมดคือ บราซิล รัสเซีย อินเดีย ยกเว้นจีนที่เพิ่งมีระลอกที่ 2


“สิ่งสำคัญของสถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นรอบที่ 4 คือ การแพร่ระบาดของโควิด- 19 เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศที่มีจำนวนประชากรมาก มีจำนวนโรงพยาบาล มีจำนวนน้อย รัฐบาลอ่อนแอ และประชาชนไม่ค่อยเชื่อฟังในมาตรการป้องกัน โดยที่อินเดียหากเกิดขึ้นที่สลัม 1 แห่งที่มีจำนวนคนเป็นล้านคน ก็อาจทำให้สถานการณ์ลุกลามได้”


สถานการณ์ของไทยยอดผู้ติดเชื้อเคยพุ่งตอนสนามมวย จนนำไปสู่การปิดเมือง และถึงตอนนี้มียอดผู้ติดเชื้อทั้งหมด 3,000 กว่าคน จนถึงตอนนี้บางวันไม่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเลย ส่วนหนึ่งมาจากที่ประชาชนได้ช่วยกันป้องกันและเชื่อฟังแพทย์ เพราะรัฐบาลตัดสินใจให้หมอเป็นคนนำแล้วเศรษฐกิจตาม นั่นเป็นเพราะ


“ทุกอย่างเราต้องเอาโควิด-19 อยู่มือให้ได้ก่อน เพราะเรามีการบริหารจัดการดี จนกระทั่งปัจจุบันสถานการณ์เริ่มสบายใจมากขึ้น และการแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศไม่ได้ลุกลามเหมือนประเทศอื่น”


นโยบายรัฐบาลทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยจะเดินต่อไปอย่างไร


ก่อนจะพูดถึงนโยบายในอนาคต ต้องดูประวัติของโรคไข้หวัดสเปนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้วช่วงกลางปี ค.ศ. 1918  ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมาระยะเวลาหนึ่งแล้วก็หายไป แต่กลายเป็นว่าเชื้อไข้หวัดได้แปรสายพันธุ์ไปถึง 3 รอบ ซึ่งรอบแรกที่ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่จำเพาะเจาะจงกับผู้สูงอายุและผู้ที่ป่วยก่อน โดยรอบที่ 2 ที่เชื้อมีการกลายพันธุ์ จำนวนคนตายเพิ่มขึ้นจากรอบแรกเกือบ 5 เท่าตัว หรือตายไปทั้งหมด 50 ล้านคนทั่วโลก และครั้งนี้เป็นกลุ่มหนุ่มสาวที่ได้รับเชื้อจำนวนมาก จากนั้นการแพร่ระบาดก็หายไปก่อนที่จะมาระบาดรอบที่ 3 อีก แล้วเชื้อก็หายไปเอง โดยที่ไม่มีวัคซีนและไม่มียาในการรักษา


แต่สิ่งที่กังวลเมื่อโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดหนักในประเทศกำลังพัฒนา อย่างบราซิล อินเดีย โอกาสที่เชื้อจะกลายพันธุ์และทำให้การแพร่ระบาดขยายวงได้เร็ว และอาจจะวนกลับมาที่ไทยก็ได้ แม้คิดว่าประเทศไทยอาจจะปลอดผู้ติดเชื้อรายใหม่แล้ว แต่ทว่านอกบ้านยังระบาดหนัก หรืออย่างจีนตอนนี้เองก็เริ่มแพร่ระบาดรอบ 2  ทั้งที่ปักกิ่งคือจุดยุทธศาสตร์ที่มีการปกป้องการแพร่ระบาดอย่างเข้มข้นก็สามารถยังเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นแล้วว่า ถ้าเราไม่ระวังโควิด-19 ก็พร้อมที่จะกลับมาเสมอ ซึ่งถ้ากลับมาแล้วจะทำให้ปัญหาเศรษฐกิจตามมาอีกมากถ้าต้องมีการปิดประเทศอีกรอบหนึ่ง


“เราจะตายใจไม่ได้จนกระทั่งมียารักษา มีวัคซีน และวิทยาการทางการแพทย์ที่คิดขึ้นมาได้ ซึ่งคาดว่าต้นปีหน้าจะมีวัคซีนออกมา เป้าหมายของรัฐบาลจากนี้คือไทยต้องประคองตัวให้ปลอดโควิด-19 จนกว่าจะเจอวัคซีนตลอดช่วง 6 เดือนข้างหน้าดูแลรักษาไม่ให้ประเทศไทยกลับมาติดอีกครั้งหนึ่ง”


ปีนี้เศรษฐกิจติดลบ แต่มี 3 เรื่องหลักที่รัฐบาลต้องดูแล


ปี 2563 จีดีพีติดลบแน่ และการใช้สอยที่เกิดจากเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างเดียว ก็ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างเมื่อก่อนได้ สิ่งที่รัฐบาลเตรียมการมีอยู่ 3 เรื่องใหญ่ คือ 1.การแพทย์ 2.การดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น และ 3.การดูแลเศรษฐกิจที่มุ่งสู่อนาคต ตอนนี้เราต้องเดินหน้าและดูว่าอะไรคือทางเดินที่ดีที่สุดในประเทศไทย ที่จะทำอย่างไรไม่ทำให้มีโควิด-19 กลับมาในประเทศ นั่นคือ ต้องมีความเข้มแข็งของทีมแพทย์และมีการเตรียมอุปกรณ์การแพทย์ทที่พร้อมเผื่อข้าศึกมาประชิดเมืองเสมอ เพราะปัจจุบันที่ต่างประเทศยังมีผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องแล้วมีโอกาสที่เชื้อโรคจะแปรสภาพได้ ทำให้เราไม่สามารถตายใจได้ เพราะประเทศที่มีการดูแลการแพร่ระบาดดีอย่างจีนหรือสิงคโปร์ยังมีการแพร่ระบาดรอบใหม่ให้เห็นกันอยู่


ปัจจุบันถือว่ามีการเตรียมเครื่องมือสำหรับต่อสู้ที่พร้อม ไม่ว่าจะเป็น หน้ากากผ้า หน้ากากอนามัย ชุด PPE เครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ เครื่องตรวจวัดเครื่องหายใจ เจลแอลกอฮอล์ล หน้ากาก N-95 ซึ่งทางญี่ปุ่นเสนอจะมาช่วยพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์ไทย เห็นได้จากที่กลุ่มฟอร์ดหรือกลุ่มจีอี ได้พัฒนาเรื่องการผลิตหน้ากากหรือเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งถ้าไทยพยายามจะทำให้เกิดการผลิตเหล่านี้ได้ หากมีการแพร่ระบาดใหม่ขึ้นจริงในอนาคตก็จะได้มีอุปกรณ์ต่างๆ รองรับอย่างเพียงพอ หรือถ้าประเทศไทยสามารถพัฒนาการผลิตอุปกรณ์การแพทย์เหล่านี้ได้ต่อ ก็อาจทำให้ไทยสามารถส่งออกสิ่งเหล่านี้ไปต่างประเทศในอนาคตได้


ขณะเดียวกัน แต่ละสถานที่ควรมีความพร้อมชุดตรวจวัดอุณหภูมิตามขนส่งมวลชนหรือสถานที่ต่างๆ เหมือนเป็นตะแกงในอนาคต ที่ถ้าเจอคนติดเชื้อมาก็สามารถที่จะช้อนออกมาได้ และไม่ทำให้ไปแพร่เชื้อที่ต่างๆ ได้ในเวลารวดเร็ว


แต่เรื่องสำคัญมีไม่อยากมองข้ามคือ “ระบบการติดตาม” จากโครงการไทยชนะหรือหมอชนะ เพราะถือเป็นข้อมูลที่มีความจำเป็นจริงๆ เพราะถ้าเกิดเหตุพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ก็จะได้ตามได้จริงว่าใครที่อยู่บริเวณนั้นบ้าง จากกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นที่ร้านตัดผมที่ต่างประเทศ ซึ่งพบว่ามีผู้ป่วยโควิด-19 ไปใช้บริการ การมีระบบติดตามทำให้สามารถแจ้งผู้ที่เข้าไปใช้บริการที่ร้านเดียวกันได้ทราบจนสามารถป้องกันการแพร่ระบาดลุกลามได้อนาคต โดยรัฐบาลยืนยันว่า ระบบการติดตามได้มีการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลเป็นอย่างดี (Privacy)


 “ตอนนี้ถือว่าเราอยู่ในจุดที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับ 3 เดือนที่ผ่านมา ที่ตอนนั้นคนยังกังวลว่าจะมีเชื้อตรงแต่ละสถานที่แต่ละคนจะไป”


การฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น


ปัญหาของโควิด-19 ถือว่าสร้างผลประทบกว้างไกลมาก เพราะไม่เคยเห็น IMF ประกาศลดจีดีพีโลกแรงขนาดนี้ และดูจากการออกนโยบายของธนาคารกลางในประเทศต่างๆ จะเห็นว่าทุกคนกำลังหนักใจ เช่น ตัวเลขคนตกงานหรือว่างงาน 15-20 % ซึ่งเท่ากับช่วง Great Depression และไม่ได้เกิดขึ้นประเทศเดียว แต่เกิดขึ้นไปทั่วโดลก ขณะที่โควิดยังไม่จบและยังลุกลามต่อเนื่อง เท่ากับจะเห็นว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อยู่นอกประเทศไทยจะมีความรุนแรงไปเรื่อยๆ


เมื่อเกิดโควิดทุกคนต้องเว้นระยะห่างทางสังคม ไปจับจ่ายใช้สอยตามห้างหรือตลาดไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน ทำให้การซื้อขายสินค้ามีการหยุดชะงัก ส่งผลกระทบต่อการส่งออกที่ติดลบ จีดีพีทั่วโลกที่เคยเติบโต 3% กลายเป็นติดลบ 5 % ในปีนี้แบบไม่ได้ทันตั้งตัว


ขณะที่การท่องเที่ยวก็ฟื้นตัวได้ยากจากที่เคยเป็นฟันเฟืองหรือเครื่องจักรสำคัญคิดเป็น 15 % ของจีดีพีไทย และจำนวนนักท่องเที่ยวหายไปเลย 40 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่โอกาสจะฟื้นตัวได้ลำบาก เพราะคนก็ยังมีความกลัวการเดินทางขึ้นเครื่องบิน ดังนั้นกว่าจะเห็นการเดินทางกลับมาเป็นปกติได้ยาก โดยเฉพาะจีนที่มีการติดโควิด-19 อีกรอบหนึ่ง ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนถือเป็นนักท่องเที่ยวรายใหญ่ของไทย ส่วนการบริโภคภายในไทยก็ต้องลดลง เพราะมีคนตกงานมากขึ้น โอกาสที่จะซื้อรถซื้อบ้านหรือจับจ่ายใช้สอยก็น้อยลง ขณะที่การลงทุนของต่างประเทศก็เริ่มชะลออย่างเห็นได้ชัด


“เหมือนเครื่องบินที่บินอยู่ดีๆ เกิดไฟช็อต กระทบไปสู่ปัญหาอื่นๆ เศรษฐกิจไทยเกิดความปั่นป่วน บางช่วงก็มีปัญหาตั้งแต่ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร หรือค่าเงิน เรียกได้ว่ามีความปั่นป่วนทั้งในตลาดหุ้น ตลาดเงิน ราคาน้ำมัน ที่ยังเห็นอยู่เสมอ ซึ่งก็ส่งผลกระทบไปยังสินค้าทุกอย่างปั่นป่วนตามมา”


ทั้งนี้ ช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาเริ่มได้รับผลกระทบเบื้องต้นจากนักท่องเที่ยวได้เริ่มหายไปครึ่งหนึ่ง เพราะโควิด-19 เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือน  ม.ค. ช่วงแรกอาจจะเห็นว่าไทยยังไม่ค่อยกล้าห้ามนักท่องเที่ยว ยังไม่มีการกักกัน พอเดือน เม.ย. นักท่องเที่ยวหายไปหมดเพราะมีการปิดเมือง และคิดว่าเดือน เม.ย. จะเป็นเดือนที่แย่ที่สุดของประเทศไทย


แต่เชื่อว่าหลังจากนั้นการบริโภคจะค่อยๆ เพราะเริ่มมีข่าวดีที่สถานการณ์การแพร่ระบาดในไทยเริ่มดีขึ้น คนเริ่มไว้ใจกับโควิด-19 ร้านค้าเริ่มเปิดให้บริการ รถเริ่มติด คนกล้าที่จะออกจากบ้านมามากขึ้นแม้ยังไม่กล้าที่จะกลับไปใช้ชีวิตแบบปกติ การท่องเที่ยวในประเทศเริ่มกลับมา ซึ่งจากการสอบถามจาก Agoda คนไทยเริ่มมียอดจองเริ่มกลับไปที่ 85 % ของยอดจองก่อนที่จะเกิดโควิด การเดินทางด้วยเครื่องบินสามารถนั่งแบบปกติได้หากมีการบินต่ำกว่า 1 ชม. เท่ากับคนสามารถไปเที่ยวภูเก็ตได้ เชียงใหม่ หรือเกาะสมุยได้ การที่มีแคมเปญสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศออกมา ถือเป็นโอกาสทีที่ได้สัมผัสกับธรรมชาติตอนที่จำนวนนักท่องเที่ยวไม่ได้เยอะ หรือการที่ได้กินผลไม้ขนาดที่เคยส่งออกเป็นหลักก็สามารถหารับประทานในช่วงนี้ 


“การประคองให้ทุกคนอยู่ได้ก่อนที่จะเจอวัคซีนปีหน้าเป็นเรื่องสำคัญ เข้าใจเอกชนมีสายป่านจำกัด มีสภาพคล่องได้เพียง 1-2 เดือน รัฐบาลจึงออกมาตรการเยียวยาให้สภาพคล่องมีเพียงพอในระบบ มาตรการต่างๆ ช่วงก้าวแรกถือว่าผ่านไปด้วยดีที่ทำให้โควิด-19 อยู่หมัด และเรากำลังจะเริ่มสู่ก้าวที่ 2 ที่ให้คนไทยขยับเขยื้อนได้และเศรษฐกิจเริ่มมีการหมุนเวียน แม้ไม่สามารถกลับไป 100 % ได้ แต่การกลับมา 50-60 % ถือเป็นเรื่องที่ดี”


New normal คนไทยคือการช่วยเหลือกันที่จะช่วยจับจ่ายใช้สอย แต่การ์ดห้ามตกเด็ดขาด ที่สำคัญเราต้องไม่กลับไปยังจุดเดิมที่เคยพีคในช่วงเดือน มี.ค. ที่ทุกคนต่างตกใจกับการแพร่กระจายของเชื้อไปทั่วประเทศที่เริ่มจากสนามมวย เพราะหากเรากลับไปจุดนั้น จะทำให้เหนื่อย ดังนั้น New Normal นี้ทุกคนต้องคอยช่วยเหลือดูแลกัน นายกรัฐมนตรียังคิดหนักเรื่องการเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศไว้ก่อน เพราะอาจนำโรคมาติดคนไทยได้ แต่ถือเป็นจุดที่เริ่มกลับมาสู่ปกติ โดยเริ่มจากการท่องเที่ยวในประเทศเองได้


การเตรียมตัวฟื้นฟูสังคมและเศรษฐกิจในะระยะยาว หรืออีก 6 เดือนข้างหน้า


หลังโควิด-19 จบ ชัยชนะของประเทศในความลำบากรอบนี้ จะมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีการระบาดมาก คนเสียชีวิตต่อเนื่องทำให้ต้องทุ่มเทงบดูแลเรื่องความปลอดภัยจากการแพร่ระบาดก่อน กับกลุ่มที่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ เริ่มทำมาหากิน และสามารถที่จะเตรียมการคิดเรื่องระยะยาว ซึ่งประเทศไทยถ้าเรายังสามารถรับมือได้อย่างนี้อยู่ เมื่อโควิด-19 จบ คนไทยจะมีความพร้อมและสามารถวิ่งออกสตาร์ทได้มากกว่าประเทศอื่น


จากมาตรการเยียวยาให้ทุกคนมีเงินในกระเป๋า ทั้งเกษตรกร ประชา