• ห่วงใย Thai Biz

กระจกส่องใจ



รายการสนทนาธรรม หัวข้อ "กระจกส่องใจ"

วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564 เวลา 18.00 น. ทาง Club House


แขกรับเชิญ คุณเบญจรัตน์ อัครวณิชศิลป์ เอบิ Miss Supranational ประจําปี 2021

และ ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต


ดำเนินรายการโดย ดร. ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ


จากประสบการณ์ที่เคยเป็นผู้ประสบเหตุจากเหตุการณ์สึนามิชายฝั่งทะเลอันดามัน จ. ภูเก็ต ที่ได้ผ่านการเยียวยาตัวเองและผู้อื่น และยังทำโครงการต่างๆ อีกมากมาย จนล่าสุดได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวด Miss Supranational ที่ประเทศโปแลนด์ ในเดือน สิงหาคม ที่จะถึงนี้


จุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจที่ทำให้อยากช่วยคนอื่น


คุณเบญจรัตน์


ครั้งแรกที่ทำโครงการหรือการกุศล ช่วงแรกเกิดจากที่พ่อแม่แนะนำและทำให้ดู บวกกับเคยเป็นผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์สึนามิที่แม้สถานการณ์ตอนนั้นทุกคนจะเกิดภาวะความเครียด ความกลัว แต่ในขณะเดียวกันก็มีสิ่งที่ดีๆ เกิดขึ้นครั้งนั้นเช่นกัน นั่นคือ การได้เห็นคุณพ่อคุณแม่และคนอื่นที่ไม่ได้รู้จัก เข้ามาช่วยเหลือช่วยในหลายพื้นที่ที่ประสบภัย และในครั้งนั้นคุณพ่อเป็นประธานสวิสคลับที่ภูเก็ต จึงได้รวบรวมเงินช่วยเหลือจากทั้งคนสวิสและคนในยุโรปที่อยากช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ เวลานั้นควีนอายุ 13-14 ปี ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็มีโอกาสได้ช่วยในสิ่งที่เราพอช่วยได้บ้างหรือถนัดไปได้ และช่วงมัธยมเคยเข้าค่ายด้วยการไปช่วยเหลือคนอื่นผ่านสิ่งที่เราทำได้ด้วยการลงมือทำ เลยทำให้รู้สึกว่ามันทำได้ง่ายมากๆ เลย


แต่ได้สัมผัสจริงจังเมื่อตอนอายุ 21 ปี ที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย เมื่อได้ทำโครงการเกี่ยวกับดนตรีเพราะเป็นสิ่งที่ชอบ ด้วยการเป็นครูอาสาเอาเปียโนเข้าไปเล่นที่คลองเตยมิวสิคโปรแกรมเป็นเวลา 3 เดือน โดยเข้าไปอาทิตย์ละ 3 วัน ครั้งละ 3 ชม. โดยเข้าไปเรียนรู้และช่วยน้องๆ เด็กยากไร้ พร้อมได้เรียนรู้ว่าทำไมเขาต้องช่วยน้องในประเด็นนี้ พอได้สัมผัสและทำไปเรื่อยๆ ยิ่งชอบ เพราะทำแล้วคนอื่นได้รับความสุขเราก็รู้สึกมีความสุข ก็มีโอกาสช่วยเด็กๆ กับเพื่อนสมัยมัธยมที่ตะวันฉายในภูเก็ต ด้วยการทำเวิร์คช็อบ 3 เดือน ช่วยกันสอนอาทิตย์ 3 ครั้ง โดยพยายามดึงศักยภาพของแต่ละคนที่ไปสอนออกมา เพื่อให้เห็นว่าจริงๆ แล้ว ทุกคนมีดีในตัวเองที่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเราจะสานหรือส่งต่อสิ่งนี้ได้อย่างไร ซึ่งเราเป็นเพียงแค่ตัวเชื่อม แค่ชวนเพื่อนมาร่วมทำกิจกรรมด้วยกันเท่านั้น


พอได้มาอยู่กรุงเทพก็ยังทำต่อเนื่องกับกลุ่มเด็กยากไร้ กลุ่มเด็กกำพร้า ทำงานกับ BCS - Bangkok Charity Soldiers ซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนๆ และนักธุรกิจหลากหลายอาชีพ พี่พอเกิดวิกฤตโควิด-19 คิดจะไปช่วยเหลือคนในชุมชน แต่จะช่วยเหลือให้ยั่งยืนได้อย่างไร พอสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลายก็กลับมาทำเวิร์คกชอบ สอนภาษาอังกฤษ ทำอาหารไทยและฝรั่ง เล่นดนตรีไปด้วย ความจริงก็เหมือนเราได้เล่นสนุกไปด้วยและสร้างอาชีพไปด้วย น้องๆ เองก็จะได้รู้สึกว่าตัวเองสามารถทำอะไรได้หลายอย่างเลย โดยไม่จำเป็นต้องตัดสินทันทีว่าวันนี้จะเลือกเป็นอะไร ขอเพียงลองให้มากที่สุดก่อนเพื่อจะได้ค้นพบตัวเอง


แม่ชีศันสนีย์


ถือเป็นความสามารถที่เกิดขึ้นจากการมีภูมิคุ้มกันของผู้ที่เป็นเหยื่อของเหตุการณ์สึนามิ ทำให้เกิดการสร้างหรือแรงบีบให้มนุษย์มีเป้าหมายของการใช้ชีวิตมากกว่าในรูปแบบเดิมๆ การที่มีใครสักคนมีแรงบันดาลใจที่จะออกไปทำงานรับใช้ใครบ้างนั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดา แสดงว่าต้องมีสิ่งแวดล้อมที่มาจากครอบครัวความเป็นผู้เสียหาย และเป็นคนที่ไม่ยอมจำนนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ฟังแล้วอยากให้เด็กหนุ่มสาว ซึ่งควีนเขาก็เป็นสวยอยู่แล้ว แต่เขาสวยและก็งามด้วย แล้วก็เห็นศักยภาพที่ไม่ได้งามเพื่อตัวเองแต่เป็นการงามเพื่อคนอื่นด้วย


สิ่งที่ได้เรียนรู้เมื่อเจอแม่ชีศันสนีย์และการกลับมาเสถียรธรรมสถานครั้งที่ 2

คุณเบญจรัตน์


เคยไปเสถียรธรรมสถานครั้งแรกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพราะมีความทุกข์อยู่ในใจ สึนามิแค่หนึ่งอุปสรรคหนึ่งเท่านั้น แต่ความจริงยังมีอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดจากความคิดของเราเองว่า สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบข้าง ตอนนั้นที่เราทุกข์มากๆ และบอกตัวเองว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องออกมาทำความรู้จักตัวเองมากขึ้น


แล้วเพิ่งได้กลับไปอีกครั้ง ก็ได้เจอคุณยายแล้วก็ร้องไห้ เพราะรู้สึกว่าเหมือนได้กลับมาบ้านอีกครั้งหนึ่ง และด้วยความรู้สึกพร้อมทั้งเรื่องอุปสรรคและเรื่องความเจ็บปวดที่เริ่มคลายหรือหายไปแล้ว และสิ่งที่ได้เรียนรู้หลังคุยกับคุณยายจ๋า คือ ป

“เราควรมีสติกับทุกสิ่งที่เราทำ และควรทำด้วยความรัก ใส่หัวใจเข้าไปเลย เพราะถ้าเราใส่หัวใจไปกับทุกสิ่งที่เราทำ เราก็จะทำด้วยมุมมองที่ความอ่อนโยน ความเข้าใจ และเป็นสิ่งที่จะนำมาใช้ในการเก็บตัวในการประกวดที่ใกล้จะถึงแล้ว”

แม่ชีศันสนีย์


ลองมาฟังคุณหมออ้อม ซึ่งเป็น Dream Team ที่รวมตัวกันขึ้น ว่าอยากเห็นอะไรในตัวครีม ที่อาจจะทำให้คนที่เป็นแฟนคลับยังไม่เข้าใจในวิธีการทำงานกลุ่มสนับสนุนการประกวดที่ต้องปั้นสิ่งนี้ออกมาให้เป็นรูปธรรมได้ดีที่สุด

จุดประสงค์การส่งตัวแทนไปประกวด Miss Supranational


คุณหมออ้อม


จุดมุ่งมั่นของทีมเพราะอยากสร้างแรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นแสงช่วยส่องสว่างให้กับสังคมผ่านวัยหนุ่มสาว เผอิญมีโอกาสช่วยกันให้เกิดการประกวด Miss Supranational นี้ขึ้นมา เพราะคิดว่าน่าจะเป็นอีกแสงหนึ่งที่ผ่านการทำงานของพวกเราได้ด้วยการเตรียมสนับสนุนน้องควีนเป็นตัวแทนของประเทศและสร้างความภาคภูมิใจให้ประเทศ

“พวกเราตั้งใจทำอย่างดีที่สุดเพื่อเป็นต้นแบบของเมืองไทยที่มีคน Positive Energy หรือ Positive Thinking”

ความจริงก็มีตัวเลือกหลายคน ซึ่งก็มีข้อจำกัดทางด้านสัญญาหรืออื่นๆ ภาษา หรือความพร้อมที่ต้องเตรียมพร้อมในเวลาอันใกล้ แต่พอคุยกับน้องควีนเหมือนคลื่นตรงกัน และมีความเข้าใจในหลายๆ เรื่องตรงกัน ที่สำคัญคือ น้องผ่านการเรียนรู้และผ่านการ Transformation ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าเกิดการเรียนรู้และผ่านการ Transform มาแล้ว และเขาพร้อมที่จะส่งต่อ ถือเป็นคุณสมบัติที่ดี และพร้อมเป็นตัวอย่างที่ดีของคนรุ่นใหม่ต่อไป


ปลายทางในสิ่งที่อยากทำ


ดร. ณัฐวุฒิ


จากที่ได้อ่านประวัติน้องควีน ได้ผ่านการ Transform มาจริงๆ กล้าที่จะบอกประสบการณ์ มี Toxic Relationship เหมือนที่คุณยายชอบพูดว่านี่คือการเปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี แล้วเอาพลังงานเหล่านั้นมา Transformation แล้วมาทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นผ่านประสบการณ์เรา ซึ่งการเป็นนางงาม จะใช้ประโยชน์หรือต้นทุนที่เรามีได้ แล้วสุดท้ายอะไรคือสิ่งที่อยากทำ

คุณเบญจรัตน์


ปลายทางของควีนใหญ่มาก ด้วยความที่ทำงานกับเด็กและก็ทำจริงจังมาเป็นปีที่ 3 แล้ว จะเข้าใจเรื่องพฤติกรรมที่เกิดขึ้น

"เห็นเลยว่าเด็กเป็นเหมือนผ้าขาวจริง ที่เราจะจัดสีสันหรือวาดขึ้นมาได้ แล้วเขาก็สามารถจะมีความ Creative ในตัวได้เช่นกัน แต่สิ่งที่ต้องใส่ให้เขาคือองค์ความรู้หรือแง่มุมของการคิดดีๆ เพื่อที่จะเป็นตัวป้องกันให้น้องๆ อยู่ในสังคมหรือเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้"

ปีนี้ถือเป็นปีที่ 2 ที่เข้ามาอยู่ในวงการนางงาม ก่อนหน้านี้ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะเข้ามาอยู่ในวงการนี้ เพราะทำธุรกิจส่วนตัวแล้วก็เป็นคนที่ชอบช่วยสังคมแบบสังคมสงเคราะห์มากกว่า แต่เมื่อวันหนึ่งที่หลายท่านเห็นว่าเรามีศักยภาพมากพอเพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยก็พยายามทำให้ดีที่สุด ความแตกต่างจากสิ่งที่ทำจากเมื่อก่อนคือ เมื่อก่อนเราเป็นแค่นักธุรกิจหรือเป็นแค่คนๆ หนึ่งที่ไม่ได้มีคนมาเห็นเรามากมาย เราเป็นเพียงคนที่ทำงานหลังบ้าน แต่วันนี้เรามาอยู่ในพื้นที่ที่มีแสง ทุกคนจะเห็นเรามากขึ้น เมื่อก่อนเคยถามตัวเองว่าแล้วความจริงมันจำเป็นจริงๆ หรือไม่ที่ต้องมาอยู่ในพื้นที่ที่ทุกคนเห็น จะมีสักกี่คนที่ทำตามเราและฟังเรา ซึ่งปีที่แล้วก็สามารถพิสูจน์ได้แล้ว คำพูดหรือสิ่งที่เราอยากจะถ่ายทอดออกมาสำคัญมากกว่า

“ทุกคนควรที่จะรักตัวเอง พอเรารักตัวเอง มันก็จะมากพอที่เราจะรักคนอื่น ผ่านในสิ่งที่เราชื่นชอบหรือในสิ่งที่เราถนัด”

พอทำไปก็มีอาสาสมัครที่เข้ามาช่วยงานเรามากขึ้น เลยเห็นว่าต้องเริ่มทำตรงนี้ต่อ ขณะที่เรื่องความสวยความงามก็เป็นเพราะเรายังเป็นผู้หญิง ชอบใส่ชุดสวยๆ แล้วคำว่า “นางงาม” ปัจจุบันนี้ไม่ได้มีแต่รูปลักษณ์ภายนอกแล้ว เป็นเรื่องของมุมมอง ทัศนคติหรือความคิดด้วย พูดง่ายๆ เหมือนการหาผู้นำที่เป็นผู้หญิงในหลายๆ เวที ก็เลยคิดว่าเป็นการรวบรวมศักยภาพทั้งหมดมาอยู่ตรงนี้ แล้วพอมาเจอทีมที่ใช่ เขาก็จะพัฒนาให้เรางอกเงยและเติบโตมากขึ้นโดยที่เราเองก็ยังไม่รู้จะเป็นอย่างไร แต่รู้ว่าสิ่งที่เราร่วมกันทำไปในทางที่ดี ดีในแง่ของทุกคนที่ต้องการช่วยเหลือน้องๆ และช่วยเหลือสังคม


สิ่งที่ทำให้เจอตัวเองและเป็นตัวเองอย่างทุกวันนี้


คุณเบญจรัตน์

"การรับมือกับอุปสรรค์ในแต่ละรอบไม่เหมือนกัน การที่ผ่านประสบการณ์และผ่านการรับมือมาหลายอย่าง แต่สิ่งที่ทำและสำเร็จที่สุดคือ การทำสมาธิ การเขียนบันทึกและการเช็คอินตัวเราทุกวันก่อนนอน”

จะเขียนว่าวันนี้เรารู้สึกอย่างไร พอเราเริ่มเขียนไปเรื่อยๆ เราจะเห็นเลยว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอะไร เกิดจากความคิดของเราเองหรือ องค์ประกอบอื่นๆ ที่อยู่ภายนอก การนั่งสมาธิของเรา ไม่ใช่การนั่งสมาธิ แต่มันคือการนั่งเพ่งอะไรสักอย่างไร อย่างถ้าอยู่ที่ภูเก็ตควีนก็จะอยู่ในสวน จะดูใบไม้ ดูนก พยายามฟังเสียงธรรมชาติที่มันเกิดขึ้น เพราะความจริงธรรมชาติคือเป็นการบำบัดที่ดีมาก และเราก็จะทำควบคู่หลายอย่าง แต่หลักๆ ที่ชอบ ทำสมาธิและเพ่งจุดโฟกัสที่เป็นสีเขียว หรืออะไรก็ตามที่เป็นธรรมชาติ แล้วเขียนเป็นไดอารี่เพื่อสะท้อนที่เราคิดในแต่ละวัน


พอเราทำแบบนี้บ่อยๆ ในแต่ละวัน ความเครียดและความกังวลของเราเองจะค่อยๆ เข้าใจ และเห็นเลยว่ามันเกิดจากอะไร และควีนก็กลับไปแก้ทีละจุด บางจุดที่ไม่สามารถแก้ไขได้ทันทีในวันนั้น ก็วางมันไว้ก่อน จะไม่เร่งตัวเองแล้ว เมื่อก่อนเราไปเร่งตัวเอง ก็เท่ากับไปเพิ่มความเครียดให้ตัวเองมากขึ้น จึงจะทำแบบ One step at the time วันนี้เราต้องค่อยๆ ก้าวทีละขั้น ก้าวขาซ้ายแล้ว ค่อยก้าวขาขวาตาม แก้ตรงไหนได้ก็แก้ตรงนั้นก่อน ตรงไหนที่แก้ไม่ได้ก็วางไว้ก่อน พรุ่งนี้ถ้าเราอยากทำก็ค่อยมาทำใหม่ และก็เลือกทำซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ


แม่ชีศันสนีย์


เห็นถึงความแข็งแรงของควีน เพราะเริ่มจากการฟังหัวใจของตัวเองนั้นสำคัญ เพราะการที่เราได้ฟังความรู้สึก จนเราหาได้ว่าที่มาของความรู้สึกนำไปสู่ความทุกข์หรือนำไปสู่การพ้นทุกข์ นำไปสู่ปรากฎการณ์หรือสภาวะ เวลาเราพูดถึงสมาธิเราไม่ได้พูดถึงท่านั่งสมาธิ แต่เราพูดถึงจิตเป็นสมาธิ ดูการบันทึกแล้วเรียนวิถีชีวิตของเราได้ อันนี้เก่งมาก และเป็นประสบการณ์ของคนรุ่นหนูเลย เพราะควรจะต้องทำให้คนคุยกับตัวเองรู้เรื่อง

“คนที่คุยกับตัวเองรู้เรื่อง เขาจะเป็นคนที่ฟังคนอื่นเป็น”

อันนี้น่าจะเป็นประสบการณ์โดยตรงที่ควรแชร์อยู่บนเวที กรณีที่มีการถามคำถามหรือสถานการณ์ที่ตรงหน้าเรา บางคนอาจแย่งกันพูด ต่อไปนี้เริ่มมีการฟังหัวใจตัวเอง ฟังไปเรื่อย 24 ชม.

“การฟังคือการบรรลุธรรม การฟังเป็นหนึ่งในสมาธิที่ทำให้เกิดการบรรลุธรรม ถ้าเราใส่เสื้อแบรนด์แห่งสติได้ ทำให้เราฟังอย่างมีสติ”

คุณเบญจรัตน์


การเจอคุณยายครั้งที่ 2 ที่ทำให้ร้องไห้ เพราะตื่นตันและดีใจมากๆ มีอยู่วันหนึ่งได้เจอคุณหมออ้อม และบอกคุณหมออ้อมว่าอยากเจอคุณยายจ๋าเหลือเกิน พอได้เจอ ทำให้รู้ว่าเราเจอแล้วทุกคำตอบ เหมือนเป็นการคอมเฟิร์มว่าสิ่งที่เราทำมาตลอด ทุกอย่างที่พยายามรักษาใจตัวเอง เราได้ทำมาถูกทางแล้ว


แม่ชีศันสนีย์


ประสบการณ์ของควีนที่เป็นเหยื่อสึนามิ จนไปทำงานต่างประเทศ สามารถพูดได้หลายภาษา โดยเฉพาะทั้งภาษากายและภาษาใจ ซึ่งควีนสามารถสื่อสารภาษาใจได้ดี


คุณเบญจรัตน์


การเตรียมตัวไปประกวดครั้งนี้ก็ถือว่ามีความมั่นใจ เพราะภาษาใจอยู่กับเราอยู่แล้ว แค่ต้องใช้มันแล้วก็เปิดมัน เพราะเรารู้ว่า ณ จุดนี้เรากำลังทำอะไร หรือทำโดยมีวัตถุประสงค์อะไร เป้าหมายของเราคือการนำมงกุฎกลับมาสู่ประเทศไทยเป็นครั้งที่ 2

"สิ่งที่สำคัญสุด คือ เราต้องเอาใจไป เพราะถ้าไม่ใช้ใจ องค์ประกอบอื่นๆ ก็จะไม่สามารถออกมาได้ ทุกอย่างตอนนี้ ใช้ใจในการสื่อสารกับทุกคน"

แม่ชีศันสนีย์


ใจมี 2 ด้าน คือ หนึ่งใจที่มีความทะเยอทะยาน อุดมไปด้วยความอยาก แต่อีกอันคือ เวทีแห่งการประกวดคือเวทีแห่งการเรียนรู้ ต่อยอด แลกเปลี่ยน และพัฒนาประสบการณ์ คิดว่าควีนจะทำได้ดีถ้าเปลี่ยนของความอยากเป็นตระหนักเหมือนนักลงทุน ความเพียรบนพื้นฐานของอิทธิบาท 4 ซึ่ง อิทธิบาท 4 จะทำให้ความสำเร็จเกิดขึ้น ยากอย่างไรก็ทำได้ เพราะฉะนั้นการฝึกใจของเรามีความพร้อม มีความรัก มีการใคร่ครวญ ในกรณีที่เราต้องไปฉายแสงบนเวที ซึ่งอาจต้องเอาความหวาดระแวงออกไปเลย เพราะมันจะเป็นทุกข์ ต้องเดินออกไปด้วยความมุ่งมั่น ต้องมีความรัก ความเพียร มีความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ นี่เป็นการได้ทดลองให้โอกาสตัวเอง และภาวนาไปเลย ลองทำให้แรงบันดาลใจของการเดินบนแคทวอร์คของมนุษยชาติที่กำลังดูเราบนสปอตไลท์ ทำให้ทุกคนสามารถเดินอยู่บนโลกนี้ได้อย่างมีกระจกส่องใจตัวเองจะดีมาก

“ทุกคนจะต้องรู้ว่ากรรมคือเงาในกระจก วิบากคือผลแห่งกรรม”

สมมุติเวทีการประกวดครั้งนี้ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะทำให้คนดูสร้างความมั่นใจในตน ไม่เป็นไปด้วยความอยาก หรือแค่เสียงเชียร์ แต่เป็นการ Cheer up จากข้างในที่อยากให้ทุกคนแข็งแรง มีสติ ปกติเราอาจจะมีเสื้อหลายตัวทำให้เราบนเวที แต่เราจะทำแบรนด์แห่งสติที่แม้ว่าเราจะลงจากเวทีนี้แล้ว แบรนด์นี้ก็ยังคงจะแข็งแรง ควีนลองใช้ความท้าทาย ความทะเยอทะยาน ความปรารถนา แต่ไปในเรื่องการฟังหัวใจตัวเอง จัด Mindset ของตัวเองให้ชัดเจนว่า เราไปด้วยความอยาก หรือไปด้วยความรัก


คุณเบญจรัตน์


ควีนไปด้วยความรักค่ะ เพราะจริงๆ คำว่าความอยากสำหรับควีน จริงๆแล้วคำทุกคำ มองว่าเป็นคำสมมุติทั้งหมด ดังนั้นความหมายที่บันทึกไว้ในพจนานุกรมคือสิ่งที่เขาเห็นด้วยและตกลงกัน แต่ความอยากของเรา คือข้างใน เราจะต้องรู้ว่าเราจะต้องทำกระบวนการอย่างไร แต่ในขณะเดียวกันเราจะไม่ฟาดฟันหรือไปตบตีกับใคร เราจะต้องทำด้วยมิตรไมตรี เพราะด้วยนิสัยของเรา อยากจะทำด้วยความสงบสุข เพราะปลายทางสุดท้าย เราอยากทำด้วยความสบายใจ


แม่ชีศันสนีย์


ดีมากเลยที่เราไม่คิดว่าเวทีนางงามเป็นเวทีของการมายา หรือเวทีแห่งการไปตบตี แต่มองว่ามันเหมือน Period ของการแสดง ถ้าเราจะอยู่กับการสมมุติบางอย่าง แต่เรามีความสงบเย็นได้ น่าสนใจสำหรับคนรุ่นหนู เพราะจะทำให้เกิดแนวโน้มวงการนี้ไปในเชิงการสร้างสรรค์ที่มากกว่าการไปแข่งขัน มิตรภาพคือความแน่นอน

“แรงบันดาลใจอะไรก็ไม่เท่ากับการให้บนโลกนี้มีมิตรภาพบนพื้นฐานของการไม่ทำร้ายกัน”

ควีนเป็นเด็กฉลาดและเป็นเด็กที่มีประสบการณ์ของชีวิต โดยเฉพาะใจของการเกื้อกูลที่มีอยู่แล้ว และยังมีประสบการณ์ที่อยากจะเข้าไปเรียนรู้กับอะไรบางอยางที่ตัวเองอยากจะเข้าไปช่วยเหลือหรือสงเคราะห์ ซึ่งเป็นการสงเคราะห์โลก อย่างที่เรามองเด็กปกาเกอะญอที่หุบเขาโพธิสัตว์เป็นเด็กใสๆ ที่มีความฝันและไม่ได้ต่างจากควีน แต่ในโลกของเขาเป็นความฝันที่ยังบริสุทธิ์ การรู้โลกที่มันไม่ได้กว้างไปกว่าสิ่งที่เขาเห็น เราไม่เห็นความฝันที่แคบของเขา และเขามีความอดทน มีความกตัญญู มีความท้าทายที่อยากจะทำอะไรให้สำเร็จด้วยการพึ่งตัวเองได้


แต่สิ่งที่เด็กๆ เหมือนกับควีนคือ เขาอยากให้คนอื่นเป็น เขาพึ่งตัวเองได้ และให้คนอื่นเป็น ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่สำหรับคนรุ่นที่มีสปอตไลท์ส่อง ถ้าควีนมีโอกาสไปเรียนรู้กับน้องๆ ที่หุบเขาโพธิสัตว์จะน่าสนใจ เพราะชีวิตใหม่ 24 ชม.ของเด็กๆ มีความใหม่เอี่ยมตลอดเวลา เด็กๆ เขามีความตื่นเต้น ตื่นตัว แต่ไม่ตื่นตูม วันนี้เขาก็ไปลงทะเบียนการเรียนของเขาปกติ เขาก็ยังสนใจโลก สนใจการศึกษา แต่เขาก็กลับไปอยู่กับธรรมชาติด้วยความเคารพธรรมชาติ เพราะถ้าการศึกษาของเราสอนให้ไม่เคารพธรรมชาติ คิดว่ามันจะนำไปสู่การเห็นแก่ตัว เพราะฉะนั้นควีนกับเด็กๆ ปกาเกอะญอ เป็นเหมือนรุ่นพี่รุ่นน้องกันได้ ที่พร้อมจะไปเรียนรู้ด้วยกัน คิดว่าดนตรีของควีนทำให้เปิดโลกของเด็กปกาเกอะญอ ที่อายุ 14 -15 ปี ซึ่งเหมือนควีนตอนช่วงอายุที่เจอสึนามิตอนอายุ 14 ปีเช่นกัน แต่ตอนนี้เด็กๆ เขาเจอโควิด-19 สิ่งเหล่านี้มองว่าคนรุ่นควีนและเด็กน่าจะเป็นแรงบันดาลใจและเรียนรู้การเข้าถึงธรรมชาติและเคารพรากเหง้าของเราอย่างแท้จริงโดยไม่รังเกียจพื้นฐานและรากเหง้าของเราอย่างแท้จริง ซึ่งธรรมชาติจะช่วยที่ส่งเสริมเราได้


มองตัวเองแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร


คุณเบญจรัตน์


ควีนใช้ความเข้าใจในการทำทุกสิ่งทุกอย่าง เราให้ในสิ่งที่เราให้ แล้วพยายามให้ให้ได้มากที่สุด สิ่งที่มันต่าง คือเราไม่ได้มองว่ามงกุฎคือที่สุด แต่มงกุฎคือรางวัลๆ หนึ่งที่จะทำให้เราภูมิใจ

“การช่วยเหลือคนอื่น หรือการฟังคนอื่น คือสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว”

พอหลังจากได้มงกุฎ ก็อยากไปช่วยเหลือคนอื่น จากประสบการณ์ที่เรามีไปมอบให้กับน้องๆ ผู้ยากไร้ หรือสัตว์ เพราะจริงๆ ทุกอย่างในโลกนี้ต้องการความช่วยเหลือ เราก็เป็นอีกแค่หนึ่งเสียงที่จะปลุกให้พลังในตัวของทุกคนได้ตื่นขึ้นมา แล้วได้กลายมาเป็นผู้ร่วมในการให้อีกครั้งหนึ่งในโลกใบนี้


แม่ชีศันสนีย์


สิ่งที่ควีนพยายามจะบอกที่เขาต่างจากคนอื่นนั้น เขาพยายามจะใช้สปอตไลท์บนเวทีนี้ ออกไปสร้างสิ่งที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน คือสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองและคนใกล้ชิด จนกระทั่งโลกใบนี้โดยเฉพาะเด็กๆ ที่เขาพยายามจะเรียนรู้ด้วย ซึ่งการไปของควีนครั้งนี้ไม่ได้เกิดการจากแข่งขัน แต่เกิดจากการคัดสรรด้วย


คุณเบญจรัตน์


เท่าที่ทราบมีรายชื่อที่ส่งเข้าไป 18 รายชื่อ โดยไม่ทราบกระบวนการติดต่อแต่ละท่าน แต่กรณีของควีนช่วงที่มีการติดต่อมา ควีนยังมีคำถามมากมาย คิดว่าจะไม่ทำแล้ว เพราะรู้สึกว่าเราก็ยังทำงานของเราและมีความสุขดี ช่วยคนอื่นได้โดยไม่จำเป็นที่อยู่ท่ามกลางเสียงคนอื่น เพราะพอเราขึ้นมาอยู่ตรงนี้ก็ต้องมีคำพูดลบๆ จากคนอื่นที่เราไม่รู้จัก ก็คิดว่าเราจะเอาตัวเองไปอยู่บนพื้นที่นั้นดีหรือไม่


พอวันหนึ่งที่เราฟังใจตัวเองมากขึ้น ก็เลยมองว่าสิ่งเล็กๆ พวกนี้ไม่ใช่เป็นอุปสรรคเลย เพราะเป้าหมายของเราใหญ่มาก การที่เราเอาสิ่งที่เรารู้ ผ่านหรือถ่ายทอดตำแหน่งนี้อีกครั้งหนึ่งในเวทีระดับโลกปีนี้

“การที่เราเชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อมั่นในความรักที่เรามีให้กับตัวเอง พอเรามีมากมันก็จะขยายใหญ่ขึ้น ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตโดยไม่มีความกังวลหรือความกลัวใดๆ เลย รู้อย่างเดียวว่าเรารักทุกคนที่เข้ามา มีแต่ความรักมอบให้ ความปรารถนาดี ความหวังดีให้ แล้วปลุกพลังในทุกคน ว่าคุณเป็นคนมีพลังที่ทรงคุณค่า ดึงสิ่งที่คุณชอบที่สุด ดูแล้วมีความสุขที่สุดออกมา แล้วเอาสิ่งเล็กๆ ตรงนี้ไปแบ่งปัน พอเราทุกคนเริ่มที่จะแบ่งปัน ปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ในสังคมก็จะค่อยลดลง เพราะทุกคนตระหนักรู้ในตนมากขึ้น”

จึงมองว่านี่แหละคือสิ่งที่่อยากทำ เพราะมี Message ที่หนักแน่นมากพอว่าทำเพื่ออะไร


แม่ชีศันสนีย์


แสดงว่าถ้ามีใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ใครจะเชียร์ ไม่เชียร์ หรืออาจเจอหนักกว่าการเชียร์ คือการถล่ม ควีนก็เชื่อว่าควีนจะสามารถเปลี่ยนร้ายกลายดีด้วยพลังแห่งการมีความคิดที่ปรารถนาที่จะให้คนรับรู้ได้ว่าทุกคนมีศักยภาพที่จะผันไปสู่ความสุขได้


คุณเบญจรัตน์

“สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ตลอดที่การมีชีวิตอยู่ คือการได้เรียนรู้ว่า คนทุกคนต่างมีวิธีการสื่อสารที่ต่างกัน”

เมื่อตอนที่ควีนอายุ 21 ปี คำพูดคำจา หรือความคิดการอ่านก็ไม่เหมือนตอนนี้ ก็เลยต้องเข้าใจว่าเราต่างมีประสบการณ์ที่ต่างกัน ถ้าเรามองว่าถ้าทุกคนไม่ได้มาจากจุดเดียวกัน และเรามองด้วยความปราณีก็จะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นภายในใจเราเลย ตัวเราก็สุข พอคนอื่นเห็นที่ตัวเราสุข ใครที่คิดร้ายกับเรา สุดท้ายเขาก็จะรู้สึกว่าเขาไม่มีความสุข และเขาก็ไม่ได้อยากมีความทุกข์ไปตลอด เขาแค่ยังไม่เห็นว่าเขาจะรับมือกับสิ่งนั้นอย่างไร ก็เลยปฏิบัติและทำให้ดูไปเลย โดยไม่ต้องพูดเยอะ ทำ ยิ้ม และส่งแต่พลังดีๆ เล่าแต่เรื่องดีๆ พอค่อยๆ ซาบซึมไป ซึ่งหากมองในแบบทางวิทยาศาสตร์การได้ฟังเรื่องดีๆ เยอะๆ สมองก็จะจดจำสิ่งนั้น เกิดการกระทำ เกิดเป็นพฤติกรรม และก็เกิดมาเป็นตัวตนใหม่ ซึ่งตัวควีนเองก็ได้มาเป็นแบบนี้ เมื่อก่อนก็เป็นเหมือนกับคนอื่นๆ ทุกคนเป็น


แม่ชีศันสนีย์


แสดงว่าเวทีนี้เป็นเวทีที่เด็กรุ่นใหม่มีความปรารถนาที่จะ Action ของคนที่ยอมได้ในกรณีที่เกิดสิงไม่เป็นดั่งใจ ไม่เอาใจตัวเองเป็นใหญ่ แต่หมายความว่าถึงแม้โลกจะเป็นอย่างไรจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง จะได้หรือจะเสีย แต่ความแข็งแรง หรือความเข้มแข็งกับสิ่งที่เราเผชิญกับสิ่งเหล่านั้นโดยที่เราไม่ได้หวาดกลัวต่อการยอมรับหรือการไม่ยอมรับ จะทำให้เราสามารถที่จะมี Peace in Action ได้ตลอดเวลา โดยเป็นไปเพื่อสันติภาพ ที่ไม่ได้สร้างภาพ ไม่ต้องไปอดทนแบบที่ต้องไปเก็บกด อดทนอดกลั้นต่ออำนาจของตัวเอง แล้วก็พยายามจะฉายความสุขที่จะให้ อาจจะเป็นบทพิสูจน์บนเวทีนี้ก็ได้ว่าทำไมเขาถึงเลือกหนู กรรมการเขาต้องเห็นอะไรในตัวหนู ไม่ได้หมายความว่าคนที่ไปเดินบนแคทวอร์กจะต้องเวอร์จิ้นหรือบริสุทธิ์แบบไม่เคยผ่านอะไรมา แต่เป็นเวทีที่เคยเปลี่ยนสถานการณ์ที่ยากลำบากของคนที่ขึ้นไปให้เกิดความเรียนรู้และต่อยอดอย่างงอกงามได้ น่ายินดีกับคนที่พยายามคัดสรรคนที่มีปัญญามากกว่าตรรหา


หากไม่ได้ตำแหน่งกลับมาจะบริหารจัดการตัวเองอย่างไร


คุณเบญจรัตน์


ไม่เป็นไรเลยค่ะ หลายๆ ครั้งที่เรามีความคาดหวังแต่พอเรามีเป้าหมายเราก็ต้องพัฒนาอย่างเต็มที่ ถ้าวันนั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นของเรา เรามีความเชื่ออยู่สิ่งหนึ่งว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีเจ้าของ เพราะฉะนั้นถ้าทำไปแล้วไม่ใช่ของเราเราก็ต้องยอมรับมัน แต่เราก็ต้องทำตัวเองให้ดีขึ้น วันนี้ควีนมีตำแหน่งของไทยแลนด์ ก่อนหน้านี้ควีนก็ผิดหวังมา แต่เราก็พิสูจน์ให้เห็นว่า

“ตราบใดที่เราเดินอยู่บนการคิดดีทำดีพูดดี ส่งเรื่องดีๆ ให้กับทุกคน ท้ายที่สุดสิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตเรา”

ถ้าเราคิดถึงแต่เรื่องชื่อเสียงเงินทอง มันก็คืออีโก้ของเรา เราก็จะสร้างความเห็นแก่ตัวที่เกิดขึ้น แต่ถ้าคิดว่าทำแต่เกิดจากความตั้งใจ ทำเพราะรู้ว่าศักยภาพเราทำได้อีก เราทำให้ได้มากที่สุด ถ้ามันไม่ได้เราก็ยอมรับในสิ่งนี้เพราะเราเชื่อว่าโอกาสดีๆ จะเกิดขึ้นกับคนที่มีจิตตั้งมั่นจะทำแต่สิ่งดีๆ แน่นอน อันนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ถ้าเราคิดดี ก็จะมีแต่สิ่งดีๆ หล่นทับมาเต็มไปหมดเลย


แม่ชีศันสนีย์


เป็นสิ่งที่รู้กฎของธรรมชาติ ถ้ากฎของธรรมชาติเริ่มต้นอย่างเป็นอกุศล หรือความไม่รู้ก็จะนำไปสู่ความทุกข์ ในระหว่างทางก็จะเป็นความกลัวมากด้วย แต่อันนี้จะได้ไม่ได้ก็ไม่กลัวแล้ว แต่โอกาสที่จะได้เห็นคือกระจกที่มันส่องมา เหมือนเราเดินขึ้นไปแล้วเห็นตัวเองในกระจกว่าเราอยากเห็นเราในกระจกเป็นอย่างไร เราก็ทำกิริยานั้นบนเวทีนั้น เพราะเวทีนั้น คือแสงที่ส่องลงมาเป็นสปอตไลท์ ส่อง Action หรือการกระทำที่เป็นกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมของคนที่ส่องนั่นเอง

“ตอนนี้คนสวยเต็มไปหมดและคนสวยสร้างได้ แต่อะไรที่มากกว่าสวย มันคือความเสื่อม เราเห็นความสวยกับความเสื่อมเป็นของคู่กัน แล้วถ้าเราพัฒนาต่อในความเสื่อมถึงมันจะหมดสวยแล้ว แต่มันก็ยังมีความงามเหลืออยู่”

สิ่งนี้คือสิ่งที่ควีนจะต้องใช้บนเวทีความงาม ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าการสร้างแรงบันดาลใจให้มันงามด้วยปัญญา ถ้าเราใช้ปัญญาในการจัดการ เพราะปัญญาเป็นกระบวนการในการจัดการ ทำให้เรามีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่ไม่ได้ก้าวล่วง ไม่กระทำความรุนแรงทั้งกับชีวิตของตัวเองและชีวิตของเพื่อนร่วมเวทีผู้แข่งขัน ไม่มีใครเป็นผู้แข่งขันหรอก ทุกคนก็เป็นเพื่อนผู้ร่วมเดินทาง มิตรภาพจะเริ่มงอกงาม ซึ่งเวทีน่าจะงอกงามได้ ที่ไม่ได้มีศัตรู คนจะมองด้วยสายตาหรือมีวิธีการจัดการอย่างไรก็เป็นเพียงอีกหนึ่งแรงที่กระตุ้นให้เรามีความไว้วางใจต่อโอกาสที่เราเลือกจะได้รับ ขอให้ประสบความสำเร็จในการขึ้นไปเป็นกระจกเงาสะท้อน เงาคือการกระทำของตัวเอง ในเรื่องของใจมันก็มีเรื่องผิวพรรณ หน้าตา ออร่าและความเชื่อมั่น หมออ้อมมาให้ดูตัวแทนที่ส่งเข้าประกวดทั้งผู้ชายและผู้หญิงเหมือนมาให้พร


ความคาดหวังของทีมจัดประกวด


คุณหมออ้อม


ความคาดหวังกับการประกวดครั้ง เราอยากทำอย่างดีที่สุดในจุดที่เราเป็นส่วนหนึ่ง จุดที่เราเป็นครูบาอาจารย์ เพราะเกิดจากแรงสนับสนุนของน้องมีสหวิชาชีพมาร่วมกัน ทั้งครูสอนเต้น ดูรูปร่าง ศิลปะการแสดง การแต่งชุดไทย หรือชุดต่างๆ จากดีไซน์เนอร์ ช่างแต่งหน้าที่ทุกคนมีแรงบันดาลใจร่วมกันที่อยากส่งน้องไปให้ส่องแสง เพราะแสงของน้องสว่าง และอยากส่องไปให้ไกลที่สุดเพราะแสงของน้องไปไกลได้ถึงระดับโลก ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามแต่เราก็ทำสุดฝีมือเพื่อประเทศ และเป็นความภูมิใจอ้อมที่อยู่กับเด็กรุ่นใหม่มาเยอะ ได้คุยกับคุณยายมาเยอะ มีเด็กที่มีภาวะซึมเศร้าเยอะพอสมควร มีเด็กที่ Lost Inspiration แล้วเขารู้สึกไม่มี Passion ไม่เห็นแสงแบบนี้มากเท่าไร อันนี้คือส่วนหนึ่งในเป้าหมายเลยแทนที่จะไปรักษาเด็กที่เบื่อโรคเซ็ง 1-2 เคส สู้เราสร้างแสงจากคนรุ่นใหม่ที่จะทำให้เด็กที่กำลังจะเศร้า อยากหาแรงบันดาลใจอย่างพี่เขาดู เป็นงานที่อยากทำ เลยตัดสินใจที่อยากทำโครงการนี้

Position ตัวแทนประเทศไปประกวดระดับโลก


แม่ชีศันสนีย์


ควีนฟังหมออ้อมแล้ว รู้ Position ของควีนหรือไม่ว่าจะต้องทำอะไร


คุณเบญจรัตน์


รู้ค่ะว่าต้องทำอะไร ตัวเราพยายามเป็น Positive Energy อยู่แล้ว แล้วพอมาเจอทีมงานที่อยากจะสร้าง Positive Influencer ให้กับโลกอยู่แล้ว นี่คือเป้าหมายของเราเลยเพราะท้ายที่สุดจากที่เคยเขียนไดอารี่ ตัวเองว่า ฉันอยากจะช่วยเด็กๆ ให้มากกว่านี้ มี Foundation ของตัวเอง มี Academy มีโรงเรียนของตัวเองที่จะให้เด็กๆ มาเรียนรู้ได้ฟรี เราจะสอนเรื่องทัศนคติคิด ไม่ใช่สอนทฤษฎีอย่างเดียว สอนวิธีคิดว่าถ้าเราจะอยู่กับโลกเราจะอยู่อย่างไร และเราเจอวิกฤตต่างๆ เราจะแก้อย่างไร ด้วยการที่่เราไม่เครียดและทุกข์กับมัน


แม่ชีศันสนีย์


คิดว่าควีนไม่ใช่คนที่แค่สวยอย่างเดียว เพราะอย่างน้อยเขามีแรงบันดาลใจของเขาอยู่แล้วที่จะทำกับคนรุ่นเขา


คุณหมออ้อม


นี่คือหนึ่งคำถามในการคัดเลือกเข้ามาด้วย เพราะเราดูแรงบันดาลใจ เนื่องจากชีวิตคนเราต้องตามแสงนำทางชีวิตของเราเอง และก็เห็นว่าอย่างน้อยน้องก็มีแสงเดียวกันหรือก็ใกล้เคียงกันที่สุด เพราะฉะนั้นมอง Goal of Life แล้วก็เป็นแสงเดียวกันใบนเส้นทางของเราก็จะทำให้กระบวนการต่างๆ มันง่ายขึ้น