ค้นหา
  • ห่วงใย Thai Biz

กฏหมายต้องรู้ Legal in Action! EP2

อัพเดตเมื่อ: พ.ค. 21



รายการกฏหมายต้องรู้ Legal in Action! ตอนที่ 2  

วันพฤหัสที่ 23 เมษายน เวลา 16:00-17:00 น.


แขกรับเชิญ - คุณเพียงพนอ บุญกล่ำ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักกฏหมาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ผู้ดำเนินรายการ - ดร.ณัฐวุฒิกุลนิเทศ CEO, ADGES และที่ปรึกษาชมรม HCM สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย

วันนี้เป็นตอนที่ 2 ของรายการ กฏหมายต้องรู้ Legal in Action! ของเรา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพื้นที่ของการแบ่งปันความรู้และให้คำแนะนำด้านกฎหมาย เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมเข้ามาพูดคุยในรูปแบบสบายๆ แบ่งปันความรู้ และมุมมองที่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ให้ทุกคนร่วมกันผ่านวิกฤต Covid -19 ครั้งนี้ไปได้ โดยเราได้รับเกียรติจากคุณเพียงพนอ บุญกล่ำ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักกฎหมาย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) มาพูดคุยกับเราวันนี้เช่นเคย ประเด็นหลักที่คุณเพียงพนอจะนำฝากเราในวันนี้ จะเป็นประเด็นอัพเดทใหม่ล่าสุดที่ผู้ประกอบการควรรับทราบ ได้แก่


1. พระราชกำหนดว่าด้วยเรื่องการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563

มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2563 เป็นต้นไป โดยอนุญาตให้การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี หรือ AGM และ การประชุมคณะกรรมการบริษัท สามารถทำผ่าน E-Meeting ได้ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ Covid-19 ถึงแม้ปัจจุบันสถานการณ์มีแนวโน้มผ่อนคลายลง แต่ยังไม่สามารถมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการแพร่ระบาดของเชื้ออีกถ้ากิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจกลับมาปกติ ถึงแม้อาจะมีการปลดล๊อคผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ในลำดับต่อไป แต่เชื่อว่าการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing จะยังมีความจำเป็นอยู่ แต่อาจจะสามารถผ่อนปรนได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ พระราชกำหนดนี้มีผลครอบคลุมทั้งบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทจำกัดทั่วไป โดยจะจัด E-Meeting หรือการประชุมแบบปกตินั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจและความเป็นไปได้ของแต่ละบริษัท ในกรณีของบริษัทจำกัดเองการดำเนินการจัด E-Meeting ก็น่าจะสะดวกกว่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากจำนวนผู้ถือหุ้นไม่มากนัก


พระราชกำหนดว่าด้วยเรื่องการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 มีรายละเอียดดังนี้

ทั้งนี้ เนื่องจากมีหลายบริษัทได้มีการจดทะเบียนข้อบังคับของบริษัทไว้ จึงอยากฝากข้อแนะนำให้แก้ไขข้อบังคับของบริษัท ในเรื่องของการจัดประชุม AGM และ การประชุมคณะกรรมการบริษัท โดยให้เพิ่มเติมในส่วนของการประชุมแบบ E-Meeting เข้าไปในข้อบังคับของบริษัทด้วย เพื่อให้สอดล้องกับสถานการณ์


2. การดูแลภาคแรงงานและข้อกฎหมายที่ผู้ประกอบการควรปฏิบัติ

จากสถานการ์การแพร่ระบาดของเชื้อ Covid -19 ที่เกิดขึ้นนี้ กล่าวได้ว่าเกือบทุกธุรกิจได้รับกระทบ มากน้อยแตกต่างกันออกไป แต่อาจจะมีบางธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ในครั้งนี้ ข้อควรแนะนำด้านกฎหมายแรงงานและการดูแลแรงงาน สามารถพิจารณาตามกลุ่มผู้ประกอบการดังนี้

  • กลุ่ม A: กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ และ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบแต่ยังสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ตามปกติ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ เช่น ธุรกิจอุปกรณ์ทางการแพทย์ และธุรกิจ Delivery เป็นต้น ในการขยายกิจธุรกิจในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ อยากฝากให้ผู้ประกอบการดำเนินการด้านแรงงานให้เป็นไปตามกฎหมายด้านค่าจ้าง และสวัสดิการต่างๆ และถึงแม้ว่ากฎหมายไม่ได้ระบุหรือกำหนดไว้ก็ตาม เช่น ค่าจ้างพิเศษ หรือ โบนัสพิเศษ หรือเงินช่วยเหลือพิเศษอื่นๆ เพิ่มสวัสดิการด้านการดูแลสุขภาพ จัดหาอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ เป็นต้น ควรให้การดูแลลูกจ้างทั้งลูกจ้างปัจจุบัน และที่กำลังจะรับเพิ่มด้วย รวมทั้งธุรกิจที่ถึงแม้ไม่อยู่ในกลุ่มที่ได้ประโยชน์กับสถานการณ์ แต่ผู้ประกอบการยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ก็ควรพิจารณาถึงเรื่องนี้เช่นกัน


  • กลุ่ม B: กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ไม่สามารถจ่ายค่าจ้างตามเดิมได้ ผู้ประกอบการสามารถพิจารณาการดำเนินการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละบริษัท เช่น เจรจาขอลดเงินเดือน งดโบนัสผู้บริหาร และพนักงานตามระดับแบบชั่วคราว ให้พนักงานลาโดยไม่รับค่าจ้าง (Leave Without Pay) จัดโปรแกรม Early Retire จัดให้พนักงานสามารถทำงานหลายตำแหน่งและหน้าที่มากขึ้น โดยต้องจัดการสอนหรือเพิ่มทักษะใหม่ให้กับพนักงาน (Re-skill / Up-skill) โดยไม่ว่าผู้ประกอบการจะเลือกวิธีการใด เมื่อสามารถตกลงกับพนักงานได้แล้วต้องจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งถึงว่าเป็นสัญญาใหม่ โดยพนักงานยังคงสภาพการเป็นพนักงานอยู่ ยกเว้นกรณี Early Retire

  • กลุ่ม C: กลุ่มธุรกิจที่ถูกสั่งปิด หรือไม่ได้ถูกสั่งปิดโดยตรงแต่ไม่สามารถดำเนินกิจการได้ ซึ่งถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ในกรณีเนื่องจากไม่ได้ถูกสั่งปิดโดยตรง แต่เนื่องจากไม่มีกิจกรรมทางธุรกิจเกิดขึ้นและกระทบต่อรายได้ ลูกจ้างสามารถรับเงินช่วยเหลือจากประกันสังคมได้ร้อยละ 62 ของอัตราค่าจ้างล่าสุด โดยถืออัตราค่าจ้างสูงสุดที่ 15,000 ต่อเดือน และยังคงไว้ซึ่งสภาพการเป็นพนักงาน มีผลตั้งแต่ 1 มี.ค. – 31 ส.ค. 2563 และไม่เกิน 90 วัน


  • กลุ่ม D: กลุ่มธุรกิจที่เลิกกิจการ กรณีนี้ นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย ตามระยะเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้กับนายจ้าง และหากไม่สามารถแจ้งลูกจางล่วงหน้า 1 เดือนก่อนเลิกกิจการ นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้าง 1 งวดแทนการการบอกกล่าวล่วงหน้า และในกรณีเข้าข่ายที่นายจ้างเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและกิจการฟ้องร้องจากลูกจ้าง หากศาลแรงงานพิจารณาให้ลูกจ้างเป็นฝ่ายถูก นายจ้างต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม แต่หากนายจ้างสามารถจ่ายค่าชดเชยได้ตามกฎหมาย รวมทั้งเงินในการช่วยเหลืออื่นๆ ที่มากกว่ากฎหมายกำหนด นายจ้างควรให้ลูกจ้างเซ็นเป็นลายลักษณ์อักษรถึงการยอมรับเงินครั้งนี้ และไม่มีอะไรค้างคาที่ต้องกลับมาดำเนินการภายหลัง หลังจากลูกจ้างพ้นสภาพการเป็นพนักงาน และยังไม่เริ่มงานใหม่ สามารถยื่นรับเงินกรณีว่างงานจากประกันสังคมได้ในอัตราร้อยละ 70 ของอัตราค่าจ้างล่าสุด โดยถืออัตราค่าจ้างสูงสุดที่ 15,000 ต่อเดือน ในระยะเวลาไม่เกิน 200 วัน

ในกรณีที่นายจ้างจำเป็นต้องเลิกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย ตามระยะเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้กับนายจ้าง ดังนี้


ในกรณีที่ธุรกิจที่ได้ประโยชน์ในช่วงนี้และสามารถจ้างงานลูกจ้างเพิ่มได้ช่วงนี้ แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนจึงจำเป็นจ้างชั่วคราวก่อน กรณีนี้ อยากให้นายจ้างพึงระวังระยะเวลาในการจ้างด้วย เนื่องจากถ้ามีการจ้างครบ 120 วันเป็นต้นไป นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวน 30 วัน หรือ 1 เดือน จากค่าจ้างอัตราสุดท้าย

สิทธิประกันสังคมกรณีนายจ้างหยุดประกอบกิจกรรม


อยากฝากถึงลูกจ้างทุกคนว่าการเลิกจ้างคงเป็นวิธีสุดท้ายที่นายจ้างจะเลือก ดังนั้น อยากให้ลูกจ้างเข้าใจสถานการณ์ เข้าใจนายจ้าง หากนายจ้างขอความร่วมมือปรับลดค่าจ้าง หรือดำเนินการปรับเปลี่ยนใดๆ เพื่อประคองให้บริษัท ตัวเราเอง และเพื่อนร่วมงานของเราให้อยู่ต่อไปได้ ก็ขอให้ร่วมมือและช่วยเหลือนายจ้างหรือบริษัทด้วย เช่น ยอมรับในการปรับลดค่าจ้าง การลาโดยไม่รับค่าจ้าง หรือเพิ่มความรับผิดชอบทำงานในส่วนงานอื่นๆ เป็นต้น


ถ้ารัฐบาลมีโอกาสรับฟัง คุณเพียงพนอ อยากฝากอะไรถึงรัฐบาลหรือไม่

อยากฝากถึงการช่วยเหลือเพิ่มเติมจากรัฐบาล เช่น ช่วยเหลือทั้งนายจ้างและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบมาก ให้งดเว้น หรือเลื่อนส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมออกไปจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ส่วนผู้ประกอบการใดหรือลูกจ้างของสถานประกอบการณ์ใดที่ยังสามารถส่งเงินเข้ากองทุนต่อได้ก็ให้ดำเนินการต่อ


อีกประเด็นคือการพิจารณามาตรการเงินเยียวยา 5,000 บาท เชื่อว่าคนที่ลงทะเบียนถึงประมาณ 23 ล้านคน มีจำนวนหลายคนในนั้น ที่อาจจะมีรายชื่ออยู่ในระบบประกันสังคม แต่เมื่อมีการ lockdown อย่างกะทันหัน ทำให้หลายกิจการต้องปิดตัวลงและต้องเลิกจ้าง ลูกจ้างเองก็เดินทางกลับต่างจังหวัด แต่พวกเขายังเดือดร้อนจึงมาลงทะเบียนรับเงินเยียวยานี้ และหากรัฐตรวจพบพวกเขาจะมีความผิดทางกฎหมายในกรณีนี้เห็นว่าเป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินไป จึงอยากให้รัฐบาลทบทวนข้อนี้ อาจจะเป็นได้ที่คนที่ไม่ควรจะได้รับสิทธินี้แต่กลับได้รับเงินไป แต่ถ้ารัฐคิดว่าคนส่วนใหญ่เดือดร้อนจริงๆ ควรจะได้รับการเยียวยา ถึงจะไม่ใช่ทั้งหมดที่ลงทะเบียนเข้ามา ก็คงต้องยกประโยชน์ให้คนเหล่านั้นไป เพราะคงไม่สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การที่จะไปสกัดทำให้คนที่เดือดร้อนจริงๆ ไม่ได้รับการเยียวยานั้น อาจจะส่งผลกระทบ ก่อให้เกิดปัญหาสังคมที่รุนแรงอย่างที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นก็เป็นได้


อยากให้คุณเพียงพนอฝากอะไรถึงผู้ติดตามรายการ Legal in Action ในครั้งต่อไปของเราว่ามีอะไรน่าสนใจให้ติดตามรับชมบ้าง

ในครั้งต่อไปใน Legal in Action ของเรา ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย เรียกได้ว่าเป็นนักกฎหมายผู้มากด้วยประสบการณ์และคร่ำหวอดอยู่ในวงการกฎหมายมาอย่างยาวนาน นั่นคือ

ศ. (พิเศษ) กิติพงษ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการบริษัท Baker & McKenzie Ltd. จะได้ให้เกียรติมาให้มุมมองในการช่วยเหลือประชาชน เรื่องการปรับโครงสร้างภาษี รวมทั้งมุมมองอื่นๆ ที่อาจจะไม่เกี่ยวกับประเด็นด้านกฎหมายแต่เป็นมุมมองและแง่คิดดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคนในช่วงเวลานี้ ก็อยากให้ติดตามรายการในครั้งต่อไปของเรา




ถอดความโดย - ADGES Co., Ltd.

ดู 0 ครั้ง

© 2020 by ADGES